ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 736 ราตรีกาล
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 736 ราตรีกาล
ตอนที่ 736 ราตรีกาล
ณ ห้องร้างแห่งหนึ่งในเขตหอรำลึก
อ็องกูแลม·เดอ·ฟรองซัว ผู้สวมหน้ากากสิงโต กำลังยืนอยู่ริมหน้าต่าง จ้องมองโคมไฟถนนที่ส่องแสงเรียงรายอยู่เบื้องล่าง พลางรอคอยด้วยความอดทน
ภายหลังเหตุการณ์ ‘ขาดการติดต่อ’ เขากับ ‘ดาบซ่อนแขน’ ได้เปลี่ยนวิธีการติดต่อฉุกเฉินเสียใหม่ เพื่อให้แม้ในยามที่ ‘กลุ่มโทรเลข’ ใช้การไม่ได้ ทั้งสองก็ยังสามารถติดต่อหากันได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากผู้ส่งสารของมาดามเฮล่า
เมื่อคืนก่อนรุ่งสาง ทันทีที่จัดการคดีของโมรัน·อาวินีเสร็จ เขาก็รีบลงมือค้นหา ‘ดาบซ่อนแขน’ เป็นการเร่งด่วน
ในที่สุด ‘ดาบซ่อนแขน’ ฟรังก้า ในชุดนักลอบสังหารตัวเก่ง ก็ก้าวเท้าออกจากเงามืด
อ็องกูแลมไม่เสียเวลาทักทายปราศรัย เอ่ยถามตรงประเด็นทันที
“พวกคุณเป็นคนพาตัวโมรัน·อาวินีไปใช่ไหม?”
“จะเป็นใครได้อีกล่ะ?” ฟรังก้าย้อนถามพลางแย้มยิ้ม
แม้คำกล่าวของ ‘หัวหน้างาน’ เพิร์ลเรื่องวังวน จะเปรียบดั่งดาบคมกริบที่ห้อยเหนือศีรษะ จนฟรังก้าไม่อาจผ่อนคลายจิตใจลงได้ และแม้ว่าโมรัน·อาวินีจะตายไปแล้ว จนพวกเธอได้ข้อมูลที่ต้องการมาครบถ้วน ทว่าฟรังก้าก็มิได้ถึงกับสูญเสียบุคลิกขี้เล่นไป หรือกลายเป็นคนอมทุกข์และร้อนใจ
เรื่องร้ายแรงเช่นนี้ ความกังวลย่อมตกเป็นของเหล่าอาร์คาน่าใหญ่ พวกตนเพียงทำตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วง ไม่มีประโยชน์ที่จะกังวลไปมากกว่านั้น
อีกอย่าง ข้อมูลที่เค้นได้ในคราวนี้ถือว่าสำคัญและมีค่าอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นศาสนจักรสุริยันเจิดจรัส หรือนิกายนางมาร ต่างก็ต้องแสดงน้ำใจตอบแทนอย่างแน่นอน!
ฟรังก้ารู้สึกตื่นเต้นและคาดหวังในประเด็นนี้
“เป็นพวกคุณจริงๆ…” อ็องกูแลมอดที่จะเอ่ยด้วยความทึ่งมิได้
‘ดาบซ่อนแขน’ และพรรคพวกเธอ ช่างลงมือได้มีประสิทธิภาพเหลือเกิน เพียงแค่บอกว่าจะจัดการรัฐมนตรีของประเทศ อีกไม่นานก็ลงมือทันที ซ้ำยังทำสำเร็จเสียด้วย
“แต่เดิมพวกเรารอให้โมรัน·อาวินีเดินเข้าไปในกระจกบานนั้นเอง ใครจะรู้ว่าชุมนุมแสงเหนือจะส่งคนมาลอบสังหารเขาเสียก่อน จนทางนั้นเป็นฝ่ายร้อนรนจนพลัดตกกับดักของพวกเรา”
เมื่อนำมาพิจารณาร่วมกับสภาพในที่เกิดเหตุ อ็องกูแลมผงกศีรษะรับแผ่วเบา
“ที่แท้ก็แค่เรื่องบังเอิญ…”
ประเด็นนี้ตรงกับรายละเอียดปลีกย่อยที่เหล่าผู้ชำระได้ยืนยันไว้
อ็องกูแลมเปลี่ยนเรื่องถาม
“แล้วโมรัน·อาวินีล่ะ?”
“ตายแล้ว” ฟรังก้าเอ่ยพลางดีดลิ้น “เขาเป็นคนในกระจกจริงๆ และได้ให้ข้อมูลสำคัญมาไม่น้อยเลย”
“ข้อมูลแบบไหน?” อ็องกูแลมเร่งถาม
ฟรังก้าแค่นหัวเราะ ‘หึๆ’ พลางยกมือขวาขึ้น ใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้ถูไถกันเบาๆ
“ไหนล่ะค่าตอบแทนของสายข่าว?”
อ็องกูแลมกล่าวด้วยความขัดใจระคนขบขัน
“คุณอย่าลืมสิว่า ในปฏิบัติการจับกุมโมรัน·อาวินี ผมเองก็มีส่วนช่วยไม่น้อย ถึงจะไม่มีสิทธิ์ได้ส่วนแบ่งรางวัล แต่ก็ควรจะมีโอกาสได้ฟังข้อมูลไม่ใช่หรือ?”
ฟรังก้าผู้มักอวดอ้างว่าตนเองยุติธรรมในเรื่อง ‘การจัดสรร’ กระแอมกระไอด้วยความเก้อเขิน
“ล้อเล่นน่ะ ล้อเล่น”
“แต่ข้อมูลเหล่านี้สำคัญอย่างแท้จริง ผู้บังคับบัญชาของคุณต้องตกรางวัลให้แน่ อย่าลืมเรียกร้องค่าสายข่าวเผื่อฉันด้วยล่ะ!”
“คุณเล่ามาก่อนเถอะ” อ็องกูแลมตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
มิใช่ว่าเขาตระหนี่เรื่องค่าสายข่าว หากแต่ที่ ‘ดาบซ่อนแขน’ เน้นย้ำถึงความสำคัญของข่าวกรองถึงสองครั้ง ทำให้เขายิ่งร้อนใจอยากฟังรายละเอียด
ฟรังก้าละเว้นประเด็นเกี่ยวกับชุมนุมทาโรต์และชุมนุมแสงเหนือ เริ่มเล่าตั้งแต่การจับกุมเยบุส ไปจนถึงการปรากฏตัวของ ‘คนในภาพ’ ของ ‘หัวหน้างาน’ เพิร์ล และข้อคาดเดาของลูเมี่ยนต่อเหตุการณ์ทั้งหมด
ในช่วงแรก อ็องกูแลมยังคงรักษาความสงบไว้ได้ เรื่องของ ‘คนในกระจก’ อยู่ในขอบเขตการคาดเดาของเหล่าผู้ชำระอยู่แล้ว จนกระทั่งเมื่อได้ฟังว่า โมรัน·อาวินีถูกหลอกล่อให้เปิดเผยว่า ผู้นำคนในกระจกคือ ‘โรซายล์·กุสตาฟในกระจก’ สมองของเขาก็เริ่มอื้ออึง ราวกับมีเสียงหึ่งๆ ดังไม่ขาดสาย และเสียงนั้นก็ดังขึ้นตามลำดับ
เหตุใดพวก ‘ดาบซ่อนแขน’ จึงมักไปเจอเรื่องใหญ่ระดับนี้อยู่เสมอ?
เหตุการณ์ ‘หอพัก’ เพิ่งผ่านไปได้ไม่นาน ไฉนจึงมาเจอ ‘วังวน’ อีกเล่า?
เมื่อฟรังก้าเล่าจบ อ็องกูแลมอดไม่ได้ที่จะยกมือขวาขึ้นบีบขมับที่ตุบๆ อยู่ใต้หน้ากากสิงโต ในใจเกิดความสับสนว้าวุ่นจนไม่อาจเอ่ยวาจาใด
“เป็นอย่างไรบ้าง? ทั้งแผนการวังวน เรื่องคนในกระจก และข่าวกรองเกี่ยวกับไส้ศึก ล้วนสำคัญทั้งนั้นเลยใช่ไหม?” ฟรังก้าถามด้วยน้ำเสียงกระหยิ่มยิ้มย่อง
เห็นประกายตาของอ็องกูแลมกลายเป็นหนักอึ้ง ริมฝีปากขยับแผ่วเบา ราวกับกำลังขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ฟรังก้าจึงรีบเอ่ยเสริมด้วยปฏิกิริยาอัตโนมัติ
“ห้ามโทษฉันเด็ดขาด!”
“มิใช่พวกเรานำพาปัญหาเหล่านี้มา หากแต่เป็นความพิเศษของเมืองทรีอาร์เองที่ก่อให้เกิดปัญหาไม่จบสิ้น พวกเราก็เป็นเหยื่อเช่นกัน!”
อ็องกูแลมบรรจงถอนหายใจก่อนเอ่ยปาก
“คืนนี้…ผมจะรายงานข่าวกรองไปยังเบื้องบน”
“และจะไม่ลืมส่งคำร้องเบิกค่าจ้างของสายข่าว คุณอยากได้อะไรล่ะ?”
เมื่อเอ่ยถึงคำว่า ‘คืนนี้’ อารมณ์ของอ็องกูแลมพลันปั่นป่วน คำพูดหยุดชะงักไปชั่วอึดใจ
วันนี้เพิ่งจะเลิกงาน เพิ่งจะออกจากโบสถ์นักบุญวีฟได้เพียงชั่วโมงเดียว บัดนี้ต้องย้อนกลับไปอีกแล้ว!
เราเป็นสายลับรหัส ‘007’ ไม่ใช่ทาสบริษัทที่ต้องทำงานตั้งแต่เที่ยงคืนถึงเที่ยงคืน เจ็ดวันต่อสัปดาห์! อ็องกูแลมสบถในใจ ทว่าภายนอกยังคงรักษากิริยาสงบนิ่ง น่าเชื่อถือ และมั่นคงไว้ได้
ฟรังก้าครุ่นคิดอย่างจริงจังก่อนเอ่ย
“วัตถุดิบทั้งหมดของโอสถสุขสม”
เธอไตร่ตรองดูแล้ว ตนสามารถเบิกโอสถทุกข์ระทมจากนิกายนางมารได้ แต่ของจินนานั้นไม่อาจ จำต้องพึ่งพาทางการเท่านั้น
“คุณคือสุขสมอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?” อ็องกูแลมพึมพำ ก่อนจะล้มเลิกการซักไซ้ พยักหน้าพลางกล่าว “ผมจะช่วยเจรจาให้”
เขาไม่ได้ถามว่า ‘ดาบซ่อนแขน’ กำลังเตรียมโอสถแห่งสุขสมให้ผู้ใด เช่นเดียวกับที่ไม่ได้ถามว่าเหตุใด ‘ดาบซ่อนแขน’ กับสหายจึงรอดชีวิตจากการเผชิญหน้ากับ ‘คนในภาพ’ ที่เป็นครึ่งเทพได้
เมื่อได้ยิน ‘007’ รับปากเป็นมั่นเหมาะ ฟรังก้าก็รู้สึกปลาบปลื้มในใจ
ได้รางวัลเป็นโอสถ ‘สุขสม’ จากศาสนจักรสุริยันเจิดจรัส ได้โอสถ ‘ทุกข์ระทม’ จากนิกายนางมาร และคงได้รับรางวัลจากมาดามจัดจ์เมนต์อีกด้วย ขายข่าวครั้งเดียวได้ถึงสามต่อ…ตอนนี้เราเข้าใจความสุขของลูเมี่ยนแล้ว เมื่อครั้งที่เขาได้รับรางวัลสามต่อในภารกิจเดียว!
อ็องกูแลมขยี้ขมับอีกครั้ง พึมพำเหมือนพูดกับตัวเอง
“มีพระคาร์ดินัลที่มิได้อยู่ในเส้นทาง ‘สุริยัน’ อยู่หลายคน ส่วนในหมู่บิชอปยิ่งมีมากกว่านั้น และไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะสืบสาวจนพบอะไรอีก ได้แต่หวังว่าผลกระทบจะไม่ลุกลามเป็นวงกว้างเกินไปนัก”
เขากำลังพูดถึงประเด็นเกี่ยวกับสมาชิกแกนนำกลุ่ม ‘วันเอพริลฟูล’ ในศาสนจักร ‘สุริยันเจิดจรัส’ เมื่อมีทิศทางที่ชัดเจนแล้ว ถึงแม้อีกฝ่ายจะใช้ ‘คนกลาง’ ในการดำเนินการบางเรื่อง การสืบหาร่องรอยก็คงไม่ยากแล้ว
โดยมิต้องรอคำตอบจากฟรังก้า อ็องกูแลมครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนเอ่ยปาก
“สำหรับการแลกเปลี่ยนสมบัติปิดผนึกรูปลักษณ์มนุษย์ เบื้องบนอนุมัติลงมาแล้ว พวกคุณสามารถแจ้งวิธีการแลกเปลี่ยนได้ทุกเมื่อ”
“ในที่สุดก็อนุมัติเสียที…” หลังจากฟรังก้าบ่นถึงขั้นตอนอันยืดเยื้อ ซึ่งเต็มไปด้วยระบบราชการไปสองสามประโยค เธอก็เอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า “สมบัติปิดผนึกรูปลักษณ์มนุษย์นั่น มีที่มาที่ไปอย่างไรหรือ?”
ในพิธีบูชาทะเล เธอเคยพบสมบัติปิดผนึกรูปลักษณ์มนุษย์นั่นแล้ว จึงล่วงรู้ถึงพลานุภาพอันยิ่งใหญ่และความผิดปกติของอีกฝ่าย
อ็องกูแลมส่ายหน้า
“ผมไม่มีสิทธิ์ได้อ่านเอกสารฉบับนั้น รู้เพียงว่าเธอเคยเป็นครึ่งเทพเส้นทาง ‘ผู้ชม’ ถ้าจำไม่ผิดคงเป็นลำดับ 4…ภายหลังเกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมากะทันหัน แต่ไม่อาจยืนยันได้ว่า เธอคลุ้มคลั่งก่อนแล้วจึงติดมลทินจากเทพมาร หรือว่าเป็นเพราะติดมลทินจากเทพมารจึงนำไปสู่ความคลุ้มคลั่ง”
“น่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่า” ฟรังก้าครุ่นคิดพลางเอ่ย “ผู้วิเศษเส้นทาง ‘ผู้ชม’ ล้วนมีอารมณ์มั่นคง ยากที่จะคลุ้มคลั่งมิใช่หรือ?”
อ็องกูแลมปฏิเสธคำกล่าวของฟรังก้า
“ตามความเข้าใจของผม ผู้ชมตามปกติมักไม่มีปัญหา แต่หากเกิดปัญหาเมื่อใด กลับจะยิ่งยุ่งยากเป็นทวีคูณ”
“จริงด้วย” ฟรังก้านึกถึง ‘ฉันมีเพื่อนอยู่คนนึง’
ทั้งสองสนทนากันอีกสองสามประโยค อ็องกูแลมจึงกล่าวอำลา ‘ดาบซ่อนแขน’ แล้วออกจากเรือนร้างหลังนั้น
ขณะก้าวออกจากประตู เขาทบทวนข่าวกรองในห้วงความคิด จากนั้นจึงถอนหายใจด้วยอารมณ์อันหนักอึ้ง
“เหตุใดกรุงทรีอาร์ถึงได้เกิดคดีศาสตร์เร้นลับมากมายขนาดนี้!”
…………
ณ เขตตลาด จินนาถือโอกาสสวมบทบาทเป็น ‘แม่มด’ ระยะสั้นอีกครั้ง
เธอสวมเสื้อคลุมสีดำ กับชุดกระโปรงโทนมืด ย่างกรายไปตามเงามืดริมถนน ขณะมองหาโอกาสในการสวมบทบาทใหม่ ก็ครุ่นคิดถึงแนวทางการสวมบทบาทที่หลากหลายมากขึ้น
“ห้ามเหมารวมว่า ‘แม่มด’ เทียบเท่ากับการทำชั่ว…ทั้งศาสตร์มารและศาสตร์มืดต่างก็เป็นคนละสิ่งกับการทำชั่ว…”
“ตามตำนานแม่มดที่เราได้รวบรวมมา ส่วนใหญ่กล่าวถึงแม่มดที่แสดงความอัศจรรย์ ใช้พลังศาสตร์มารและศาสตร์มืดช่วยให้ผู้อื่นสมปรารถนา เพื่อล่อลวงพวกเขาสู่ความตกต่ำ…”
“ในตำนานเหล่านี้ย่อมมีร่องรอยที่พวกนางมารทิ้งไว้ยามสวมบทบาท ‘แม่มด’ สมควรพิจารณาเอาเยี่ยงอย่าง อีกทั้งการล่อลวงผู้คนสู่ความตกต่ำ ก็เป็นการต่อยอดบทบาท ‘นักกระตุ้น’ การสวมบทบาท ‘สุขสม’ ก็ล้วนทำให้เป้าหมายตกต่ำเช่นกัน…”
“อา…พลังอันน่าอัศจรรย์ในศาสตร์มารและศาสตร์มืด…การล่อลวงสู่ความตกต่ำ ความตกต่ำนำมาซึ่งภัยพิบัติ…”
ความคิดของจินนาค่อยๆ กระจ่างชัด
ขณะไตร่ตรอง เธอก็เลี้ยวเข้าสู่ถนนอลเวง ตั้งใจจะมองหาโอกาสสวมบทบาท ‘แม่มด’ บนถนนอันสับสนอลหม่านสายนี้
เพิ่งก้าวเดินได้ไม่กี่ก้าว จินนาก็พลันได้ยินเสียงคนร้องเพลงอย่างเอาเป็นเอาตาย
“กรุงทรีอาร์…อันประดับประดาด้วยทองคำ…”
“เหล่าผู้คนเต้นรำ…ยันฟ้าสว่าง…”
“ไก่…ตัวใหญ่…ถูกย่างจนมันเยิ้ม…”
“ชวนให้เคลิบเคลิ้ม…ราวกับปราสาทขนมหวาน…”
“บริกรสวมผ้าผูกคอ…เดินวนเวียนกลางดงแขกเหรื่อ…”
“สองเท้าของพวกเขา…ย่างก้าวตามจังหวะโดยไม่มีเบื่อ…”
“คนรักของฉัน…ก็อยู่ท่ามกลางทุกคน…”
“ก็อยู่ท่ามกลางทุกคน…”
“นี่คือมหานครแห่งความสุข…นี่คือกรุงทรีอาร์อันเป็นนิรันดร์!”
เสียงนี้…จินนาเงยหน้าขึ้นจากเงามืด มองไปยังโรงแรมระกาทอง เห็นลูเมี่ยนสวมเสื้อแจ็กเกตหนาสีน้ำตาล นั่งอยู่บนขอบหน้าต่างชั้น 3 ในมือถือขวดแก้วบรรจุของเหลวสีเขียว
ตอนนี้เขาควรจะอยู่กับ ‘ชุมนุมแสงเหนือ’ ไม่ใช่หรือไง? จินนาขมวดคิ้วแผ่วเบา พลางก้าวเท้าออกจากเงามืด
ลูเมี่ยนก็เห็นเธอเช่นกัน จึงยิ้มให้แล้วกระโจนลงมาจากชั้น 3 ร่อนจรดพื้นตรงหน้าหญิงสาวอย่างมั่นคง
“คุณมาทำอะไรแถวนี้?” จินนาเอ่ยถามด้วยความห่วงใย
ลูเมี่ยนยิ้มอย่างไม่ใส่ใจนัก
“อยู่ดีๆ ก็คิดถึงแถวนี้ขึ้นมาน่ะ ก็เลยกลับมาดื่มสักหน่อย”
สัมผัสได้ถึงความตื่นเต้นอันผิดวิสัยจากตัวลูเมี่ยน จินนาเลือกคำถามอย่างระวังปาก
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ?”
“ไม่มีอะไร” ลูเมี่ยนปฏิเสธทันที พร้อมเน้นย้ำอีกครั้ง “ผมสบายดี”
เด็กหนุ่มถือขวดอัปแซ็งต์เดินมุ่งหน้าไปยังทางออกของถนนอลเวง จินนาเดินตามหลังเยื้องข้าง ไม่ได้ซักไซ้สิ่งใดต่อ เพียงเดินตามไปอย่างเงียบงัน
ภายใต้แสงจันทร์แดงระเรื่อ ภายใต้แสงไฟประปรายริมถนน ลูเมี่ยนที่เงียบมาครู่หนึ่ง พลันประกาศกร้าวพร้อมรอยยิ้ม
“ผมจะเริ่มลบหลู่เทพแล้ว”
“ไม่สิ เริ่มไปแล้วต่างหาก”
เด็กหนุ่มมิได้หันกลับมา เพียงเดินหน้าต่อไป
“คุณก็ลบหลู่เทพมาตลอดมิใช่หรือ?” จินนาหยั่งเชิงอย่างรอบคอบ โดยอ้างถึงคำจิกกัดตัวเองที่ลูเมี่ยนมักเอ่ยเป็นปกติ
ลูเมี่ยนยังคงจ้องมองความมืดเบื้องหน้า ตอบด้วยรอยยิ้มชัดเจน
“คราวนี้ต่างออกไปน่ะ”
เด็กหนุ่มเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น ไม่ได้กล่าวถึงประเด็นนี้อีก
จินนาชำเลืองมองรองเท้าบูตหนังของลูเมี่ยน ซึ่งเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลน แล้วกวาดตามองสภาพแวดล้อมรอบข้างที่แม้จะรกรุงรัง แต่กลับไร้ร่องรอยของดินเปียก พลางเม้มริมฝีปากแน่น แต่มิได้เอ่ยถามคำใดออกมา
ลูเมี่ยนยังคงเดินต่อไป บางครั้งก็ฮัมเพลง บางครั้งก็ชวนจินนาคุยเรื่อยเปื่อย พลางหยอกล้อเป็นครั้งคราว ใบหน้าประดับรอยยิ้มชัดเจนตลอดเวลา
เด็กหนุ่มเดินกลับมาถึงอพาร์ตเมนต์ที่เช่าอยู่ แล้วตรงเข้าห้องนอนของตน
จินนาหยุดยืนในห้องรับแขก มองดูลูเมี่ยนปิดประตูไม้ห้องนอน
ในห้องมืดที่มีเพียงแสงจันทร์แดงระเรื่ออาบไล้เล็กน้อย ลูเมี่ยนนั่งลงตรงโต๊ะหนังสือ คลี่กระดาษจดหมาย แล้วหยิบปากกาขึ้นมา
เขาไม่ได้จุดตะเกียงผนัง ทั้งมิได้สร้างดวงไฟสีขาวจ้า
ท่ามกลางความมืดที่ล้อมกรอบ อาศัยเพียงแสงสลัว เด็กหนุ่มลงมือขีดเขียน
ท่ามกลางเสียงแกรกกรากขณะปลายปากกาครูดกับกระดาษ รอยยิ้มบนใบหน้าของลูเมี่ยนเริ่มเลือนหาย ข้อมือที่กำลังเขียนเคลื่อนไหวช้าลงตามลำดับ
ในที่สุด เขาก็เขียนจดหมายฉบับสั้นๆ จนเสร็จ
“เรียน มาดามเมจิกเชี่ยน ที่เคารพ”
“ผมอยากพบคุณ”
……………………………………………………..