ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 737 ข้อคิดเห็น
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 737 ข้อคิดเห็น
ตอนที่ 737 ข้อคิดเห็น
หลังจากอัญเชิญผู้ส่งสารมาส่งจดหมาย ลูเมี่ยนก็นั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ จ้องม่านสีเข้มที่มีแสงจันทร์สีแดงลอดผ่านเข้ามา รอคอยจดหมายตอบกลับของมาดามเมจิกเชี่ยนอย่างใจเย็น
ผ่านไปนานเท่าใดไม่ทราบได้ ในห้องมืดดังกล่าว แสงดาวระยิบระยับบรรจงปรากฏขึ้น ก่อเค้าเป็นร่างของมาดามเมจิกเชี่ยน
หญิงสาวสวมชุดผ้าฝ้ายตัวหนา สีน้ำตาลอ่อนแซมขาว
“สายัณห์สวัสดิ์ครับ มาดามเมจิกเชี่ยน” ลูเมี่ยนกวาดตามองรอบห้องพลางเอ่ย “เป็นเรื่องสำคัญครับ”
มาดามเมจิกเชี่ยนเข้าใจความนัยของเด็กหนุ่ม จึงเสกให้ความมืดรอบด้านจับตัวกัน กลายเป็นแผ่นแก้วลวงตา โค้งงอขดตัว ปิดกั้นแสงจันทร์แดงเรื่อ รวมถึงเสียงต่างๆ จากภายนอก มิให้แทรกผ่านเข้ามาได้
“เรื่องสำคัญอันใดหรือ?” มาดามเมจิกเชี่ยนเอ่ยถามหลังจากทำให้บทสนทนาในมิติแห่งนี้กลายเป็นความลับ
ลูเมี่ยนเสกเพลิงสีขาวเป็นดวงไฟ นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยปาก
“ผมค้นพบที่มาของเอลฟ์น้อยคล้ายกิ้งก่านั่นแล้ว”
“มิใช่เทพมารจากนอกบาเรียหรือ?” มาดามเมจิกเชี่ยนแสดงสีหน้าครุ่นคิด
มุมปากของลูเมี่ยนบรรจงยกโค้ง
“ก็นับเป็นเทพมารได้อยู่ แต่ไม่ได้มาจากนอกบาเรีย”
มาดามเมจิกเชี่ยนขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางกล่าว
“เล่าให้ละเอียดหน่อย”
ลูเมี่ยนเล่าด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ เริ่มตั้งแต่การทำสัญญากับ ‘ผู้สำนึกบาป’ บายินเฟล จนได้รับผลข้างเคียงเชิงลบ รวมไปถึงเรื่องที่ตนได้พบเทวรูปของพระผู้สร้างแท้จริง ได้พบเอลฟ์น้อยคล้ายกิ้งก่าตัวหนึ่งในวิหารลับของชุมนุมแสงเหนือ และภาพมายาที่คล้ายจะเป็นอาณาจักรเทพ
มาดามเมจิกเชี่ยนมิได้ขัดจังหวะ ตั้งใจฟังเรื่องราวทั้งหมดจนจบ ก่อนจะถอนหายใจยาวแล้วเอ่ยว่า
“อันที่จริง ตอนนั้นฉันก็เคยสงสัยว่า เอลฟ์น้อยคล้ายกิ้งก่านั่นอาจเกี่ยวข้องกับพระองค์ แต่ทั้งร่างสัตว์ในตำนานของเส้นทาง ‘ผู้ชม’ และร่างสัตว์ในตำนานของเส้นทาง ‘แฮงแมน’ ต่างก็แตกต่างจากเอลฟ์น้อยอย่างชัดเจน อีกทั้งในช่วงห้าหกปีก่อนก็ไม่เคยปรากฏสิ่งมีชีวิตในลักษณะนี้มาก่อน กอปรกับผู้เชี่ยวชาญด้านการถอดรหัสความฝันทั้งสองท่าน ก็ล้วนเอนเอียงไปทางความเห็นว่า เอลฟ์น้อยนั่นมาจากเทพมารนอกบาเรีย ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ฉันล้มเลิกสันนิษฐานนั่นไป”
“บัดนี้ดูเหมือนว่า หายนะที่เกิดขึ้นกับหมู่บ้านกอร์ตู พระองค์ได้เข้ามาพัวพันตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว”
“แบบนี้ทุกอย่างก็ลงล็อก เหตุการณ์ใหญ่ที่ดำเนินมายาวนาน และเกี่ยวพันถึงสมาชิกของสมาคมวิจัยลิงบาบูนขนหยิก พระองค์ผู้ทรงสดับรับฟังและทอดพระเนตรอยู่ตลอดเวลา จะไม่ทรงสังเกตเห็นได้อย่างไร? จะไม่ฉวยโอกาสลงมือได้อย่างไร?”
“พระองค์มีเป้าหมายใดกันแน่?” สีหน้าของลูเมี่ยนบิดเบี้ยวแผ่วเบา จนแทบไม่สังเกตเห็น
มาดามเมจิกเชี่ยนจ้องมองเด็กหนุ่มครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจแล้วเอ่ยปาก
“มีเพียงเป้าหมายเดียวที่ฉันแน่ใจ นั่นคือการ ‘สร้าง’ ผู้วิเศษที่สามารถย่อยโอสถและเลื่อนลำดับในเส้นทางนักล่าด้วยความเร็วที่ก้าวกระโดด”
“ลองคิดดู นับแต่เธอก้าวสู่การเป็นนักล่าจนถึงบัดนี้ เพียงแค่เวลาเกือบปี เธอก็ได้เป็นผู้วิเศษลำดับ 5 แล้ว อีกทั้งยังย่อยโอสถยมทูตได้ก้าวหน้า บางทีอีกเพียงสองสามเดือน เธอก็อาจพิจารณาการเปิดประตูเทวบารมี ก้าวขึ้นสู่ลำดับ 4 เป็นครึ่งเทพเต็มตัว”
“ตลอดการเดินทางที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นศักดิ์เทวทูตปลอมๆ ที่ได้จากการผนึกเทอร์มีโพลอส หรือพรจากเส้นทางชะตากรรมที่ได้รับจากเหตุการณ์เดียวกัน ตลอดจนโอกาสในการขัดเกลา โอกาสในย่อยโอสถที่ดูเหมือนถูกจัดวางเอาไว้ ล้วนมีส่วนสำคัญต่อการเติบโตของเธอทั้งสิ้น”
“พระองค์ทรงต้องการนักบวชสีชาด และผลักดันให้นักบวชสีชาดประมือกับนางมารต้นกำเนิด”
“ก่อนหน้านี้ฉันยังกังวลว่า การเลื่อนลำดับของเธอราบรื่นเกินไปหรือไม่ แต่บัดนี้ดูเหมือนว่า ของขวัญทั้งหมดที่โชคชะตาได้มอบให้ ล้วนถูกกำกับราคาไว้แล้วจากมุมมืด อีกทั้งยังจ่ายเงินมัดจำไปแล้วด้วย”
ภายใต้แสงเพลิงสีขาวโชติช่วง ลูเมี่ยนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“ให้เป็นสามัญชนธรรมดายังดีเสียกว่า”
มาดามเมจิกเชี่ยนส่ายหน้าพลางแย้มยิ้มอันซับซ้อน
“ยามที่วันสิ้นโลกใกล้เข้ามา ด้วยชาติกำเนิดและสภาพของโอลัวร์ แม้หมู่บ้านกอร์ตูจะรอดพ้นหายนะครั้งนี้ไป แต่ครั้งหน้าหรือครั้งถัดไปก็ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ เธอหลงลืมความรู้สึกอับจนหนทาง หลงลืมความเจ็บปวดของตัวเอง ยามที่เป็นสามัญชนในหายนะครั้งนั้นแล้วหรือ?”
ลูเมี่ยนกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว ก้มหน้าเล็กน้อยพลางเอ่ยตอบ
“ผม…ผมเพียงแต่ไม่อยากได้พลังมาด้วยวิธีแบบนี้”
มาดามเมจิกเชี่ยนไม่สานต่อหัวข้อเดิม หากแต่เปลี่ยนเรื่องพูดว่า
“พระองค์ต้องมีเป้าหมายอื่นอีกแน่ เช่น การที่เธอเปรียบดังสมบัติปิดผนึกในร่างมนุษย์เช่นนี้ ไม่ว่าจะเดินทางไปยังแห่งหนใด ก็สามารถดึงดูดเหล่าผู้รับพรจากเทพมารให้มารวมตัวกัน จนแผนการของพวกมันถูกเผยออกมาก่อนกำหนด ช่วยให้ทางเรามีเวลารับมือมากขึ้น”
ลูเมี่ยนยังคงนิ่งเงียบ มิได้เอ่ยถ้อยคำใดเพื่อตอบสนอง
มาดามเมจิกเชี่ยนมองเด็กหนุ่มครู่หนึ่ง ก่อนถามด้วยน้ำเสียงที่แฝงการถอนหายใจชัดเจน
“เธอคิดจะทำอย่างไรต่อไป?”
ร่างของลูเมี่ยนสั่นเทาเล็กน้อย ราวกับไม่อาจข่มอารมณ์ในใจไว้ได้อีก
เด็กหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงประหนึ่งกำลังขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
“ผมอยากชกหน้าพระองค์!”
หลังเอ่ยวาจานั้นออกมา ดวงตาทั้งสองของลูเมี่ยนก็แต่งแต้มด้วยสีแดงคล้ายโลหิตและเปลวไฟ
หากจะกล่าวตามตรง ก่อนหน้านี้เขาแทบไม่เคยมีความคิดแน่วแน่ที่จะแก้แค้นทวยเทพเลย แผนการที่ตนวางไว้ แต่เดิมคือการสังหารสมาชิกแกนนำของ ‘วันเอพริลฟูล’ รวมถึงตระกูลซ็องซงแห่งองค์กรคนบาป จากนั้นจึงค่อยมุ่งมั่นไต่เต้าเป็นเทวทูต ดูดซับพลังส่วนใหญ่จากเทอร์มีโพลอส แล้วปล่อยเทวทูตชะตากรรมที่อ่อนแอผู้นี้ออกมาเชือดทิ้ง
เขาทราบดีว่า ต้นตอของหายนะในหมู่บ้านกอร์ตูนั้น แท้จริงแล้วคือตัวตนผู้มีคำว่า ‘ชะตากรรม’ อยู่ในชื่อ แต่เพราะความต่างทางฐานะนั้นห่างชั้นเกินไป อีกทั้งความเกรงกลัวต่อเทพที่มีมาแต่กำเนิด เด็กหนุ่มจึงได้แต่กล่าวคำสบถสาปแช่งเป็นครั้งคราว เอ่ยวาจาแข็งกร้าวสองสามคำ หาได้จดชื่ออีกฝ่ายลงในบัญชีแค้นของตนไม่
แต่บัดนี้ เขาปรารถนาจะให้เหล่าทวยเทพผู้น่าชิงชัง ร่วงหล่นจากสรวงสวรรค์ ดุจดังดาวตกที่พาดผ่านราตรีกาล!
มาดามเมจิกเชี่ยนจ้องหน้าลูเมี่ยน ก่อนเอ่ยถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“เธอทราบหรือไม่ว่า คำพูดที่เพิ่งเอ่ยออกมา มีความหมายเช่นไร?”
“ผมทราบ” ลูเมี่ยนผงกศีรษะรับ “ที่ผมรอหนึ่งวันกว่าจะมาพบคุณ ก็เพราะได้ถามตัวเองอย่างถี่ถ้วนแล้ว”
ถามตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า ถามยามโทสะพลุ่งพล่าน ถามยามโศกเศร้า และถามอีกครั้งยามจิตใจสงบลงบ้าง
แววตาของมาดามเมจิกเชี่ยนที่มองมายังเด็กหนุ่ม ฉายแววเวทนาอันคุ้นเคย
แต่คราวนี้ ลูเมี่ยนรู้แจ้งว่าเธอกำลังเวทนา ‘ใคร’
มนุษย์ผู้หมายจะชูกำปั้นท้าทายเทพ
ลูเมี่ยนสบตากลับไปยังผู้ถือไพ่อาร์คาน่าใหญ่ มิได้ให้แววตาหวั่นไหวแม้แต่น้อย
ครู่หนึ่งผ่านไป เมจิกเชี่ยนบรรจงพยักหน้าพลางเอ่ยตอบ
“ที่เธอบอกเป้าหมายให้ฉันทราบ เพราะหวังจะให้ฉันช่วยเสนอความเห็นในเชิงบวกต่อแนวทางนี้ เพื่อเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จอันริบหรี่ขึ้นมาบ้างสินะ?”
“อา…คำแนะนำของฉันคือ ก่อนที่มิสเตอร์ฟูลจะฟื้นคืนสติในเบื้องต้น เธอต้องระงับความอัดอั้นไว้ก่อน พากเพียรเพิ่มพูนสรรพกำลัง เมื่อได้ก้าวไปเป็นครึ่งเทพ และมิสเตอร์ฟูลฟื้นคืนสติในเบื้องต้นแล้ว เธอจึงจะมีโอกาสได้ร่วมวงไพ่เดียวกันกับเหล่าพระองค์ แต่ในฐานะไพ่หรือไม่ก็ชิปเท่านั้น…อย่าได้ท้อแท้ไปเลย ไม่ว่าจะเธอ หรือฉัน หรือครึ่งเทพคนอื่น ในจุดนี้ทุกคนล้วนไม่ต่างกันนัก ในยามสำคัญ เจตจำนงและทางเลือกของพวกเรา ก็สามารถแสดงบทบาทสำคัญได้เช่นกัน ในบางคราวก็สามารถใช้ประโยชน์จากผู้เล่นไพ่ได้เช่นกัน”
ลูเมี่ยนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหม่นหมอง
“มิสเตอร์ฟูล…จะ…จะช่วยผมหรือ?”
มาดามเมจิกเชี่ยนผงกศีรษะหนักแน่น
“ช่วยแน่นอน”
ดวงตาของเธอพลันสว่างวาบ
“มิสเตอร์ฟูลจะประทานพรคุ้มครองแก่พวกเรา”
“เราทุกคนล้วนเต็มใจเสียสละเพื่อโลกใบนี้ แต่มิอาจถูกบีบให้เสียสละ”
ลูเมี่ยนพลันถอนหายใจ ร่างกายราวกับสูญสิ้นเรี่ยวแรงทั้งมวล ถึงกับยืนไม่มั่นคง ลำตัวโงนเงนเล็กน้อย
เด็กหนุ่มกดข่มความรู้สึกมาตลอด กดข่มอย่างสุดกำลังมาจนถึงบัดนี้
มาดามเมจิกเชี่ยนมองดูเขา ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าว
“ฉันต้องเตือนเธอไว้สักเรื่อง ความคิดของเธอเมื่อครู่น่ะ พระองค์คงล่วงรู้แล้ว เพราะได้แสดงท่าทีผิดปกติต่อหน้าเทวรูปของพระองค์”
“ฉันไม่ได้ตำหนิเธอ เพียงแต่กล่าวข้อเท็จจริง ในสถานการณ์ดังเดียวกัน แม้แต่ตัวตลกหรือผู้ชมก็ยังควบคุมอารมณ์และสีหน้าได้ยากลำบากยิ่ง นับประสาอะไรกับเธอที่เป็นเพียงนักพรต”
“ผมทราบ…” ลูเมี่ยนตอบกลับอย่างยากลำบาก
ก่อนที่มาดามเมจิกเชี่ยนจะเปิดเผยความจริง เด็กหนุ่มเคยแอบหวังเล็กๆ ว่าจะไม่เป็นแบบนั้น
เมจิกเชี่ยนยิ้มรับ พลางเอ่ยต่อ
“นี่ก็เป็นเรื่องดีเช่นกัน การที่เธอยังมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้ แสดงว่าเธอยังมีประโยชน์ต่อพระองค์ ยังมีคุณค่าให้ใช้สอย ยังชดใช้ของขวัญแห่งโชคชะตาไม่หมดสิ้น ตราบใดที่เธอไม่ทอดทิ้งตัวเอง ไม่เข้าร่วมปฏิบัติการที่อาจทำลายแผนการสำคัญของพระองค์ ทางนั้นก็จะเพิกเฉยต่อความแค้นของเธอไปก่อน อีกทั้งยังจะช่วยให้เธอได้พานพบวาสนาบางประการ ได้รับสิ่งของบางอย่าง จนกว่าเธอจะก้าวขึ้นสู่เวทีที่พระองค์กำหนดไว้”
“ถึงจะฟังดูสิ้นหวัง แต่ความจริงก็เป็นเช่นนี้ ในสายตาของตัวตนระดับพระองค์ เธอในตอนนี้เป็นเพียงผงธุลี จะทำให้กลับคืนสู่ผงธุลีเมื่อใดก็ได้ จึงไม่ต้องกังวลกับความคิดของเธอแม้แต่น้อย”
หลังความเงียบอันยาวนาน ลูเมี่ยนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“คุณหมายความว่า ก่อนที่มิสเตอร์ฟูลจะฟื้นคืนสติในเบื้องต้น ให้ผมใช้ประโยชน์จากการจัดวางของพระองค์ให้เต็มที่?”
เมจิกเชี่ยนพยักหน้ารับ
“การใช้สิ่งที่ได้จากศัตรูมาเสริมแกร่งให้ตัวเอง ก็ถือเป็นวิธีแก้แค้นอย่างหนึ่ง”
“แน่นอน นี่ย่อมต้องอาศัยความระมัดระวัง ต้องอาศัยการยับยั้งชั่งใจที่มากขึ้น ก็ตามที่ฉันเคยพูดไป ของขวัญทั้งปวงจากโชคชะตา ล้วนถูกกำกับราคาไว้ในมุมมืด เธอต้องชั่งน้ำหนักเอาเองว่า วันข้างหน้าจะสามารถจ่ายราคาที่สมน้ำสมเนื้อได้หรือไม่ และเต็มใจจ่ายมันหรือไม่”
ลูเมี่ยนก้มมองพื้นที่สว่างไสวเพราะดวงไฟอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเอ่ยตอบ
“ครับ”
เด็กหนุ่มเงยหน้าถาม
“มิสเตอร์ฟูลจะฟื้นคืนสติในเบื้องต้นเมื่อใด?”
“ไม่มีผู้ใดล่วงรู้” มาดามเมจิกเชี่ยนแย้มยิ้ม “แต่อย่าได้ท้อแท้กับคำตอบนี้ คำพยากรณ์ของฉันแจ้งว่า พวกเราเหล่าผู้ถือไพ่ทาโรต์ จะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในเหตุการณ์ดังกล่าว ดังนั้นมาพยายามไปด้วยกันเถอะ”
“ต้องพยายามยังไง?” ลูเมี่ยนซักไซ้
มาดามเมจิกเชี่ยนชั่งคำพูดครู่หนึ่ง
“พัฒนาตัวเองให้ดี แล้วรอคอยจังหวะอย่างอดทน”
จังหวะ? ลูเมี่ยนคิดไม่ออกเลยว่า ตนที่ถือไพ่อาร์คาน่าเล็ก จะเชื่อมโยงกับการปลุกมิสเตอร์ฟูลได้อย่างไร จึงได้แต่ถามออกไปอย่างระวังคำพูด
“มาดาม…ผู้สำนึกบาปนั่น คุณจงใจใส่ชื่อไว้ในรายชื่อผู้ส่งสารสินะ?”
หากปราศจากผลข้างเคียงเชิงลบจากบายินเฟล ตนก็คงไม่มีโอกาสได้เห็นเอลฟ์น้อยร่างกิ้งก่าในวิหารของพระผู้สร้างแท้จริง
“ใช่ แต่ก็ไม่ใช่” มาดามเมจิกเชี่ยนตอบ “ฉันทราบว่าเขาเกี่ยวข้องกับพระองค์ไม่มากก็น้อย และเห็นว่าความร่วมมือระหว่างทางเรากับชุมนุมแสงเหนือ ยังถือว่าเปราะบางนัก เธอเพียงถูกส่งไปแฝงตัว มิใช่เข้าร่วมอย่างแท้จริง ในภายภาคหน้าอาจต้องเผชิญกับปัญหา ซึ่งเขามีแนวโน้มที่จะมอบโอกาสใหม่ให้เธอ จึงได้ใส่ชื่อบายินเฟลไว้ในรายชื่อผู้ส่งสาร เพื่อหยั่งเชิงดูว่า โชคชะตาจะยินยอมให้เธอเลือกเขาหรือไม่ ใครจะรู้ เรื่องนี้กลับช่วยเปิดเผยปริศนาสำคัญยิ่งประการหนึ่ง”
ลูเมี่ยนคุ้นเคยกับลีลาการตอบแบบพวกนักต้มตุ๋นของมาดามเมจิกเชี่ยนดี จึงรีบกลั่นกรองคำแนะนำจากอีกฝ่ายออกมา
เด็กหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“มาดาม ในอนาคตอันใกล้ ผมอยากสำรวจเรือโทสะสีครามของมิสเตอร์แฮงแมน”
……………………………………………………..