ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 738 การจัดวางดั้งเดิม
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 738 การจัดวางดั้งเดิม
ตอนที่ 738 การจัดวางดั้งเดิม
มาดามเมจิกเชี่ยนส่งเสียงในลำคอเป็นการรับรู้
“ไม่มีปัญหา ฉันเข้าใจความร้อนใจของเธอ ไว้จะเจรจากับมิสเตอร์แฮงแมนให้ แล้วจะมารับเธอไป”
ลูเมี่ยนนิ่งงันไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยปาก
“ขอบคุณครับ”
มาดามเมจิกเชี่ยนครุ่นคิดสักพัก ก่อนจะกำชับเป็นพิเศษว่า
“แต่เธอก็อย่าได้ร้อนใจไป จักรพรรดิโรซายล์เคยกล่าวไว้ว่า ช้าๆ ได้พร้าสองเล่มงาม”
“มิใช่เพียงเพราะความร้อนใจจะบดบังสายตาเธอ จนส่งผลต่อวิจารณญาณ นำไปสู่การตัดสินใจผิดพลาดในหลายเรื่อง หากแต่การดื่มโอสถเพื่อเลื่อนลำดับ จำเป็นต้องบรรลุสภาพจิตใจถึงระดับหนึ่งเสียก่อน เรื่องนี้เธอคงรู้ดีอยู่แล้ว”
“ผมทราบดี” ลูเมี่ยนถอนหายใจพลางเอ่ยตอบ
มาดามเมจิกเชี่ยนกวาดตามองซ้ายขวา ก่อนจะเอ่ยวาจาเย้าหยอก
“สภาพของเธอเมื่อครู่นี้ คงตึงเครียดมากเลยสินะ? พวกเราคุยกันมาก็นาน เธอไม่ยักจะเชิญฉันนั่งเสียที”
“อา…ไม่ต้องสงสัยเลยว่า สำนักสัจธรรมเกี่ยวพันกับอำนาจในลำดับสูง ต่อจากนี้พวกเราจะรับช่วงการสืบสวนต่อ ภารกิจหลักของพวกเธอคือตามหาพวก ‘คนในกระจก’ หลักๆ ตามที่โมรัน·อาวินีคายออกมา ฉันสงสัยว่า บางสิ่งบางอย่างในโลกกระจกพิเศษนั่น อาจเป็นส่วนประกอบสำคัญของวังวน”
“คราวนี้ พวกเธอรวบรวมข่าวกรองสำคัญยิ่งมาได้ ไพ่อาร์คาน่าใหญ่อย่างเราจะไม่ตระหนี่รางวัลแน่นอน แต่เป็นรางวัลสำหรับทีม มิได้เจาะจงมอบให้ใครเป็นพิเศษ ส่วนจะแบ่งกันอย่างไรนั้น ก็เป็นเรื่องของพวกเธอเอง”
เมื่อได้ยินประโยคท้าย ลูเมี่ยนพลันเหม่อลอยไปชั่วขณะ พลางพึมพำในลำคอ
“อีกแล้ว…”
“นี่ก็เป็นของขวัญจากโชคชะตาหรือ?”
“ฉันเองก็ยังสรุปไม่ได้” มาดามเมจิกเชี่ยนยิ้มเยาะตนเอง “สภาพจิตใจของเธอ ดีกว่าที่ฉันคาดคะเนเอาไว้มาก ยังไม่ถึงขั้นต้องเข้ารับการบำบัดใหม่ แต่ดูเหมือนเธอจะได้รับแผลใจที่มีชื่อว่า ‘ของขวัญจากชะตา’ จึงมองอะไรก็เห็นเป็นการจัดวางไปเสียหมด มองอะไรก็เห็นเป็นของขวัญจากโชคชะตา”
ไม่ทันที่ลูเมี่ยนจะตอบกลับ เธอก็เสริมต่อ
“แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องผิด ความระแวงที่เหมาะสมคือสิ่งดี แต่อย่าได้กดดันตัวเองจนเกินไป จิตใจก็เปรียบดังยางยืด หากตึงเกินไปย่อมขาดได้ จงระแวดระวังในรายละเอียด แต่สภาวะจิตต้องผ่อนคลาย…ลองคิดดูนะ ในเมื่ออย่างไรเสีย เธอก็ต่อต้านการจัดวางไม่ได้อยู่แล้ว เหตุใดจึงต้องทำให้ตัวเองนอนไม่หลับ กินไม่ลง และประสาทเสียยิ่งกว่าเดิมเล่า?”
“ครับ” ลูเมี่ยนจำต้องยอมรับว่า คำกล่าวของมาดามเมจิกเชี่ยนฟังขึ้นทีเดียว
ฝ่ายหลังแสดงความพึงพอใจ เมื่อเห็นเด็กหนุ่มยังสามารถปรับสภาพจิตใจได้อยู่
“แน่นอน หากพบการจัดวางที่มีปัญหาใหญ่หลวง อย่าลืมรีบแจ้งกับฉันทันที ด้วยการสวดนามอันทรงเกียรติของฉัน”
“สำหรับของรางวัลคราวนี้ ฉันจะบรรจุสูตรโอสถลำดับ 4 ของเส้นทาง ‘นักล่า’ เข้าไปด้วย เพื่อให้เธอตระเตรียมสิ่งของอย่างมีจุดหมายระหว่างสำรวจเรือโทสะสีคราม ส่วนของรางวัลสำหรับ ‘สองถ้วย’ ‘เจ็ดถ้วย’ และ ‘สี่ดาบ’ ฉันเองก็บอกไม่ได้ เพราะมันขึ้นอยู่กับว่า จัดจ์เมนต์กับเฮอร์มิทต้องการจะมอบสิ่งใดให้”
สำหรับการจัดสรรเช่นนี้ ลูเมี่ยนไม่มีข้อโต้แย้งใด ถึงแม้มาดามเมจิกเชี่ยนจะมิได้เอ่ยออกมา ถึงแม้เด็กหนุ่มจะรู้อยู่แก่ใจว่า ข่าวกรองเกี่ยวกับวังวนกับคนในกระจก จะยังไม่คู่ควรกับสูตรโอสถระดับครึ่งเทพ เขาก็จะขอร้องให้อีกฝ่ายมอบให้ก่อน ส่วนที่ขาดค่อยชดเชยด้วยคะแนนผลงานในภายหลัง
เมื่อสภาพจิตใจดีขึ้นมาก ลูเมี่ยนก็นึกถึงปัญหาหนึ่งได้
“มาดาม มิสเตอร์ K แห่งชุมนุมแสงเหนือได้กล่าวถึงผลงานของผมต่อหน้าเทวรูปพระผู้สร้างแท้จริงแล้ว โดยเขาทูลขอให้พระองค์ จัดผมเข้าเป็นผู้แจ้งสารสำรอง หากผู้แจ้งสารหลักคนใดประสบเคราะห์กรรม ผมจะกลายเป็นตัวเลือกแรกในการสืบทอดตำแหน่ง เมื่อถึงเวลานั้น ผมจะต้องเป็นหนึ่งใน ‘มิสเตอร์’ แห่งชุมนุมแสงเหนือจริงๆ ด้วยหรือ?”
“อีกอย่าง มิสเตอร์ K ยังสัญญาว่า จะมอบรางวัลเชิงวัตถุในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้”
มาดามเมจิกบรรจงพยักหน้ารับ พลางกล่าวว่า
“โครงสร้างองค์กรของชุมนุมแสงเหนือน่ะ ถือว่าแปลกพิกลอยู่ไม่น้อย แม้เหนือ ‘ผู้แจ้งสาร’ จะมีนักบุญคอยกำกับดูแลโดยตรง แต่ผู้แจ้งสารส่วนใหญ่ล้วนได้ยินวิวรณ์ เสียงเพรียก หรือบัญชาของพระองค์โดยตรง จนมีอำนาจตัดสินใจค่อนข้างมาก อา…ส่วนใหญ่พวกเขายังคงเชื่อฟังคำสั่งของนักบุญสายตรง และรายงานทุกเรื่องแก่ผู้นั้น แต่ก็มีบางเรื่องที่สามารถข้ามหน้าข้ามตาผู้บังคับบัญชาได้เลย การเสนอชื่อผู้แจ้งสารสำรองก็คือหนึ่งในนั้น”
“ทูตของเทพ จะเกิดจากวิวรณ์ของเทพเท่านั้น”
หลังจากพรรณนาพอเป็นพิธี มาดามเมจิกเชี่ยนหัวเราะในลำคอแล้วกล่าว
“ตราบใดที่ยืนยันได้ว่าไม่มีปัญหาร้ายแรง เธอสามารถรับรางวัลที่เป็นวัตถุนั่นไว้ได้ เธอได้รับ ‘ของขวัญ’ มาไม่น้อยแล้ว จะรับเพิ่มอีกสักชิ้น ก็คงไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงนักหรอก”
“ส่วนเรื่องการดำรงตำแหน่งผู้แจ้งสาร ฉันเชื่อว่ามันคงไม่เกิดขึ้น ผู้แจ้งสารของชุมนุมแสงเหนือล้วนมีเขตมุขมณฑลตายตัว สู้ให้เธอวิ่งไปทั่ว กระตุ้นภัยแฝงจากพวกเทพมารไม่ดีกว่าหรือ? แถมนั่นยังจะช่วยให้เธอย่อยโอสถได้เร็วขึ้น อา…”
กล่าวมาถึงตรงนี้ สีหน้าของมาดามเมจิกเชี่ยนเริ่มเปลี่ยนเป็นประหลาด
ลูเมี่ยนไม่รีบร้อนซักถาม รอคอยให้ผู้ถือไพ่อาร์คาน่าใหญ่อธิบายเอง
ผ่านไปครู่หนึ่ง มาดามเมจิกเชี่ยนยังคงสีหน้าประหลาดเอาไว้ โดยลังเลสักพักก่อนจะกล่าว
“บางที การจัดวางดั้งเดิมของพระองค์ อาจจะให้เธอเป็น ‘มิสเตอร์’ สักระยะหนึ่ง”
“ลำดับ 4 ของเส้นทางนักล่าชื่อว่า ‘อัศวินเลือดเหล็ก’ สามารถเปลี่ยนผู้ดื่มให้กลายเป็นบุรุษเพศ พิธีกรรมของมันเรียกร้องให้ ‘รวบรวมกองกำลังอย่างน้อยสามสิบคน บ่มเพาะเป็นเวลายาวนาน จนพวกเขาสามารถเข้าใจเจตนาของเธอได้จากเพียงแววตาและภาษากาย ราวกับเป็นหนึ่งเดียวกัน ยิ่งกองกำลังแข็งแกร่งและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากเพียงใด ผลของพิธีกรรมก็จะยิ่งยอดเยี่ยมเท่านั้น’ ลองคิดดู ลักษณะเด่นที่สุดของชุมนุมแสงเหนือคืออะไร? ไม่ใช่ความคลั่งไคล้ในศรัทธาหรอกหรือ?”
“หลังจากที่เธอได้ดำรงตำแหน่ง ‘มิสเตอร์’ ย่อมต้องมีเขตมุขมณฑลและผู้ใต้บังคับบัญชาอีกไม่น้อย พวกเขาล้วนคลั่งศรัทธา และจะเชื่อฟังทุกคำบัญชาของเธอ ผู้เป็นทูตของพระองค์ และยอมอยู่ภายใต้การบัญชา ขอเพียงฝึกฝนสักเล็กน้อย ก็สามารถบรรลุเงื่อนไขของพิธีกรรมได้ สิ่งที่เธอต้องกังวลมีเพียง การยกระดับความแข็งแกร่ง การยกระดับความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของพวกเขา เพื่อให้ผลลัพธ์ของพิธีกรรมออกมาดียิ่งขึ้น”
บ้าน่า…แผนการดั้งเดิมคือ ให้เราย่อยโอสถยมทูตจนเสร็จ แล้วจึงมอบหมายตำแหน่งผู้แจ้งสารให้ เพื่อรวบรวมกองกำลังที่เพียงพอต่อพิธีกรรมได้ในเวลาอันสั้น? แล้วตัวเราตอนนี้ เราจะบรรลุพิธีกรรมนี้ได้ด้วยวิธีไหน? พวกฟรังก้านับได้ก็จริง แต่จำนวนยังน้อยเกินไป…ลูเมี่ยนขมวดคิ้วด้วยความกังวล
มาดามเมจิกเชี่ยนเห็นดังนั้นจึงหัวเราะในลำคอ
“ศาสนจักรความรู้ ซึ่งเชี่ยวชาญความรู้ในเส้นทางนักล่า ได้เสนอทางเลือกอื่นไว้”
“แน่นอน หากเธอสามารถฝึกฝนลุดวิกได้ ศักดิ์เทวทูตของเขาย่อมสามารถชดเชยเงื่อนไขด้านจำนวนได้เกือบทั้งหมด”
“ศักดิ์เทวทูต?” ในที่สุดลูเมี่ยนก็ได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับระดับพลังของลุดวิกจากมาดามเมจิกเชี่ยน
“ถูกต้อง” มาดามเมจิกเชี่ยนมิได้อธิบายเสริม
ฝึกฝนลุดวิก? ตอนนี้เราทำได้แค่ ‘ซื้อใจ’ เขาเท่านั้น รวมถึงการสั่งการอย่างผิวเผิน…ลูเมี่ยนจมดิ่งสู่ห้วงความคิด
มาดามเมจิกเชี่ยนมองเด็กหนุ่มครู่หนึ่ง
“เธอสามารถรอจนย่อยโอสถยมทูตสำเร็จ แล้วได้ไปเมืองเนรเทศโมโรลา จึงค่อยพิจารณาว่าจะใช้วิธีใดบรรลุเงื่อนไขของพิธีกรรม”
“อา…เรื่องวังวนที่เหลือ พวกเราค่อยติดต่อกันผ่านจดหมาย”
ลูเมี่ยนผงกศีรษะ มองส่งมาดามเมจิกเชี่ยนหายวับไปต่อหน้าต่อตา
เด็กหนุ่มเพ่งมองความมืดที่ค่อยๆ แผ่ขยาย แล้วหลับตาลง ทบทวนสิ่งที่ได้เห็นและได้ยินในวันนี้ทั้งหมด
มือทั้งสองของเขากำแน่นโดยไม่รู้ตัว เปลวเพลิงสีขาวโชติช่วงลุกโชนขึ้นจากกลางอุ้งมืออย่างร้อนแรง
จินนานั่งอยู่บนเก้าอี้เดี่ยวในห้องรับแขก รอคอยอย่างเงียบงัน จนกระทั่งลูเมี่ยนเปิดประตูออกมา โดยที่ข้างหูมีเสียงขบเคี้ยวและกัดแทะดังมาจากทางห้องอาหาร
ลูเมี่ยนถือขวดอัปแซ็งต์ที่ยังดื่มไม่หมด เดินออกไปทางระเบียง นั่งลงบนเก้าอี้ แล้วยกขึ้นดื่มอึกหนึ่ง
จินนาย่างก้าวอย่างแผ่วเบามาหยุดข้างกาย สังเกตเด็กหนุ่มอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเอ่ยปาก
“ดีขึ้นมากแล้วสินะ”
“ดูออกด้วยหรือ?” ลูเมี่ยนเอ่ยลอยๆ โดยไม่หันมามอง
จินนาดึงเก้าอี้มานั่ง แค่นหัวเราะก่อนเอ่ยตอบ
“ท่าทางเงียบขรึมครุ่นคิดของคุณในยามนี้ ทำให้ฉันรู้สึกสบายใจกว่าตอนที่คุณตื่นเต้นพล่ามไม่หยุดเสียอีก”
ลูเมี่ยนเพ่งมองความมืดนอกระเบียง เงียบงันอยู่นานสองนาน จินนาก็มิได้ไถ่ถามสิ่งใด
ทันใดนั้น ลูเมี่ยนเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“ผมเห็นเอลฟ์น้อยคล้ายกิ้งก่านั่น”
จินนาเคยได้ฟังบางเรื่องราวของหมู่บ้านกอร์ตูจากปากเขาแล้ว ย่อมเข้าใจความนัยของประโยค จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ
“ไหนว่าคุณไปพบมิสเตอร์ K ที่ชุมนุมแสงเหนือ? ทำไมถึง…เอลฟ์น้อยคล้ายกิ้งก่านั่นเกี่ยวข้องกับชุมนุมแสงเหนือด้วยหรือ?”
“มันมาจากพระองค์ที่พวกเขาศรัทธา” น้ำเสียงของลูเมี่ยน ฟังดูเหมือนถูกบีบออกมาจากลำคอและห้วงความมืดลึกล้ำ
“อย่างนี้นี่เอง…” จินนาพลันเข้าใจถึงสภาพของลูเมี่ยนก่อนหน้านี้ “มาดามจัดจ์เมนต์เคยบอกว่า พระองค์ที่ชุมนุมแสงเหนือศรัทธา มีศักดิ์ใกล้เคียงกับมิสเตอร์ฟูล…”
นั่นมิใช่สิ่งที่มนุษย์จะจ้องมองได้โดยตรง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการแก้แค้นต่อพระองค์!
หลังจากความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ จินนาก็เอ่ยขึ้นอย่างเข้าอกเข้าใจ
“เมื่อครู่คุณไปพบมาดามเมจิกเชี่ยนมาสินะ?”
“หลังจากดื่มโอสถแม่มดเข้าไป สมองคุณก็พัฒนาขึ้นมากทีเดียว” ลูเมี่ยนเหลียวมองจินนาแวบหนึ่ง
“พวกนักล่านี่พูดจาดีๆ ไม่เป็นกันหรือไง?” จินนาอดเหน็บแนมไม่ได้
เธอหยุดชั่วครู่ แล้วถามต่อไปว่า
“มาดามเมจิกเชี่ยนว่าอย่างไรบ้าง?”
“บอกให้อดทนไว้ก่อน รอจนกว่ามิสเตอร์ฟูลจะฟื้นคืนสติในเบื้องต้น แล้วค่อยพิจารณาว่าจะทำอย่างไรต่อไป” ลูเมี่ยนตอบอย่างเรียบง่าย
จินนาเพียงแค่ ‘อืม’ ในลำคอ แต่จู่ๆ ก็นึกไม่ออกว่าควรพูดอะไรต่อ
ครู่ต่อมา เธอลุกขึ้นยืน เดินไปหยิบแก้วเครื่องดื่มจากข้างกายลุดวิกในห้องอาหาร แล้วกลับมายังระเบียง ฉวยขวดอัปแซ็งต์จากมือลูเมี่ยน รินใส่แก้วของตนประมาณหนึ่งในสาม
อึก! จินนาเพิ่งดื่มของเหลวสีเขียวที่เปล่งประกายวิบวับชวนฝันเข้าไปเพียงอึกเดียว ใบหน้าก็ย่นยู่อย่างมิอาจหักห้าม
“แค่ก แค่ก! พวกคุณดื่มอัปแซ็งต์กันไปได้ยังไง? รสชาติห่วยบรม!” ในฐานะนางพญาเก่า จินนาเคยดื่มสุรามาไม่น้อย แต่ก็ยังทนรสชาติของอัปแซ็งต์ไม่ได้
ลูเมี่ยนแค่นเสียงหัวเราะ ไม่ได้อธิบายอะไร
จินนาเอ่ยชวนคุยผ่านๆ
“ฉันเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง มีนักเขียนท่านหนึ่ง จำชื่อไม่ได้แล้ว ได้กล่าวเอาไว้ว่า เหล่าผู้ชื่นชอบดื่มอัปแซ็งต์น่ะ บ้างก็ใช้มันเพื่อแสร้งว่าตนมีประสบการณ์ บ้างก็ใช้มันเพื่อรำลึกถึงประสบการณ์…”
ลูเมี่ยนนั่งฟังอย่างเงียบงัน ยกขวดขึ้น ดื่มอีกอึกหนึ่ง
ของเหลวที่แสบร้อนไหลผ่านลำคอ ทิ้งรสขมอันคุ้นเคยไว้เบื้องหลัง
……………………………………………………..