ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 739 เตือนสติ
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 739 เตือนสติ
ตอนที่ 739 เตือนสติ
ณ อพาร์ตเมนต์หมายเลข 702 เลขที่ 9 ถนนโอโรเซ เขตหอรำลึก
ฟรังก้ารอคอยอยู่ครู่ใหญ่ กว่าจินนาจะกลับมาถึง
เธอสูดจมูกฟุดฟิด แล้วถามด้วยความสงสัย
“เธอดื่มมาหรือ?”
ไหนว่าจะไปเขตตลาดเพื่อหาโอกาสสวมบทบาท ‘แม่มด’ ?
หรือว่าจงใจดื่มเพื่อล่อเหยื่อ?
จินนาถอดเสื้อคลุมสีดำออก ก่อนจะเอ่ยด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“ฉันเจอลูเมี่ยนด้วย”
“หา?” ฟรังก้าชะงักไป “เขาอยู่เขตตลาดหรือ? ไหนว่าจะไปพบมิสเตอร์ K ที่ชุมนุมแสงเหนือ? ฉันนึกว่าที่เขาไม่กลับมาเสียที เพราะถูกพาตัวไปรับการทดสอบ เตรียมคัดเลือกรางวัลเสียอีก…”
จินนามิได้ปิดบัง เล่าถึงสภาพของลูเมี่ยน รวมถึงถ้อยคำของอีกฝ่ายอย่างครบถ้วน
“อย่างนี้นี่เอง…” อารมณ์ของฟรังก้าพลันซับซ้อนขึ้นมา
เธอเข้าใจความรู้สึกของลูเมี่ยนดี และยิ่งรู้สึกเห็นใจชะตากรรมของ ‘มักเกิ้ล’ โอลัวร์ อีกทั้งเธอยังไม่ลืมว่า ‘เทพสุริยันบรรพกาล’ ที่ชุมนุมแสงเหนือเคารพศรัทธา ซึ่งต้องสงสัยว่าเคยดำรงในยุคที่สาม ได้หวนคืนกลับมาด้วยวิธีการบางอย่าง และ ‘เทพสุริยันบรรพกาล’ ก็น่าจะเป็นผู้เดินทางข้ามโลกคนก่อน เป็นผู้ข้ามมิติเช่นเดียวกับพวกตน!
ผู้ข้ามมิติทำร้ายผู้ข้ามมิติด้วยกันเอง…ทั้งกลุ่มวันเอพริลฟูล ทั้งเทพสุริยันบรรพกาล…ฟรังก้าถอนหายใจเงียบงัน ได้ข้อสรุปว่าจะอัญเชิญผู้ส่งสารของมาดามเฮล่า เพื่อรายงานเรื่อง ‘วังวน’ ของสำนักสัจธรรม รวมถึงบทบาทของพระผู้สร้างแท้จริงในหายนะที่หมู่บ้านกอร์ตู ให้รองประธานสมาคมวิจัยลิงบาบูนขนหยิกผู้นี้ได้รับรู้ พร้อมทั้งขอให้จัดการชุมนุมใหญ่ในเร็ววัน
มิใช่ว่าเธอต้องการจะเปิดเผยในที่ชุมนุม ให้สมาชิกสมาคมวิจัยลิงบาบูนขนหยิกคอยระวังพระผู้สร้างแท้จริงกับเทพสุริยันบรรพกาล เพราะเรื่องบางเรื่อง หากผู้ที่ยังไม่ถึงระดับได้ล่วงรู้ กลับจะยิ่งเป็นหายนะ เนื่องจากอีกฝ่ายสามารถได้ยินทุกถ้อยคำที่ถูกเอื้อนเอ่ย
ฟรังก้าเพียงหวังให้มาดามเฮล่ากับสมาชิกแกนนำคนอื่นๆ เพิ่มความระแวดระวัง แล้วจึงค่อยใช้วิธีอ้อมๆ เตือนสมาชิกคนอื่น
ประเด็นที่ทำให้ฟรังก้ารู้สึกไม่สบายใจที่สุดคือ พลังและเจตจำนงของพวก ‘คนกลาง’ ที่ทำให้นิกายเทพมารต่างๆ ซึ่งแต่เดิมแตกฉานซ่านเซ็น ต่างคนต่างสู้ หรือแม้กระทั่งโจมตีกันเอง เริ่มมีแนวโน้มจะรวมตัวกัน แผนการ ‘หอพัก’ คือรูปแบบเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงนี้ และเหตุการณ์ ‘วังวน’ อาจเป็นตัวแทนของผลลัพธ์ในระยะแรก
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับนิกายเทพมารที่เริ่มร่วมมือกัน ฟรังก้าหวังให้กลุ่มอำนาจต่างๆ ที่ตนติดต่อไว้ เริ่มผนึกกำลังกันเคลื่อนไหวด้วยเช่นกัน นี่ยังเป็นเหตุผลที่เธอยินดีจะแบ่งปันข่าวกรองของ ‘วังวน’ กับ ‘คนในกระจก’ แก่มาดามเฮล่า ครึ่งเทพผู้น่าจะมีศาสนจักรรัตติกาลคอยหนุนหลัง โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน
ก่อนหน้านี้ เธอได้เขียนจดหมายปรึกษากับมาดามจัดจ์เมนต์แล้ว และได้รับคำตอบว่า ‘ได้’
“ตอนนี้เขาเป็นอย่างไรบ้าง?” ฟรังก้าถามด้วยความห่วงใย พลางครุ่นคิดว่าควรไปนั่งเป็นเพื่อนลูเมี่ยนดื่มจนสว่างหรือไม่ เพื่อแสดงการสนับสนุนและปลอบประโลม
“ตอนนี้ยังดีอยู่” จินนาครุ่นคิดสักครู่จึงกล่าว “อาจเพราะว่าพระองค์ที่ชุมนุมแสงเหนือเคารพศรัทธา ยังอยู่ห่างไกลเกินไป ความแค้นแม้จะเป็นจริง แต่ก็ดูเลือนราง ในระยะยาวคงยากที่จะเอื้อมไปถึง”
ในเรื่องนี้ เธอยังพอมีสิทธิ์มีเสียงอยู่
ฟรังก้าเปล่งเสียง ‘อืม’ ก่อนจะหันไปครุ่นคิดถึงสิ่งที่ต้องทำต่อไป
เมื่อฟ้าสาง เธอรีบไปเข้าพบแคลริสทันที รายงานประสบการณ์ตรงของตัวเองให้นางมารดำผู้นี้ได้รับทราบ อีกฝ่ายแสดงความชื่นชม และสอบถามว่าระยะนี้เธอต้องการสิ่งใด ฟรังก้าไม่ได้เกรงใจ เอ่ยว่าตนต้องการวัตถุดิบสำหรับโอสถทุกข์ระทม
ในยามนั้น นางมารดำมิได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เพียงให้ฟรังก้ากลับมาอีกครั้งในสองถึงสามวัน พร้อมกำชับให้รีบตามหาเหล่า ‘คนในกระจก’ ที่โมรัน·อาวินีให้การซัดทอด หากต้องการความช่วยเหลือประการใดก็สามารถแจ้งได้
ส่วนพวก ‘คนในกระจก’ ที่โมรัน·อาวินีซัดทอดมานั้น ไม่ว่าจะเป็นกริฟฟิธ หรือปาเลีย หรือทามาร่า คาลาทันซา ล้วนไม่ได้ใช้ชื่อจริงบนโลกจริง จึงต้องอาศัยตามรอยจากอัตลักษณ์ที่ไม่ค่อยชัดเจนของพวกเขา ฟรังก้าในด้านหนึ่งหวังจะได้รับ ‘ความช่วยเหลือ’ จากทางการผ่าน ‘007’ อีกด้านหนึ่งก็อยากดูว่า ในสมาคมวิจัยลิงบาบูนขนหยิกจะมีสมาชิกของนิกายมอสส์อยู่หรือไม่ ซึ่งนี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่เธอขอให้จัดการชุมนุมใหญ่ในเร็ววัน
‘คนในกระจก’ ที่รู้แน่ชัดว่าเป็นผู้ใด มีเพียงสปอต รองหัวหน้าฝ่ายกิจการตำรวจกรุงทรีอาร์ ซึ่งฟรังก้าได้ไปตรวจสอบสถานการณ์ก่อนฟ้าสาง พบว่า ‘คนในกระจก’ ผู้นั้นหายตัวไปแล้ว ดูเหมือนว่า ‘หัวหน้างาน’ ที่หลบหนีไปได้ จะอาศัยวิธีการบางอย่างเตือนพวก ‘คนในกระจก’ อาทิ ปล่อยข่าวเรื่องโมรัน·อาวินีประสบเหตุ ให้แพร่กระจายออกไปเป็นไฟลามทุ่ง
…………
หลังดื่มอัปแซ็งต์ที่เหลือจนหมดแล้วส่งจินนากลับไป ลูเมี่ยนบีบนวดขมับอยู่สักพัก ก่อนจะกลับเข้าห้องนอน
ภายใต้แสงจันทร์แดงเรื่อที่ลอดผ่านม่านเข้ามา เด็กหนุ่มเห็นจดหมายฉบับหนึ่งพับเป็นรูปสี่เหลี่ยมวางอยู่บนโต๊ะ
“มาดามเมจิกเชี่ยน? เธอเพิ่งจากไปเองนี่?” ลูเมี่ยนขมวดคิ้วแผ่วเบา พลางหยิบจดหมายขึ้นมา
จดหมายฉบับนี้มาจากมาดามเมจิกเชี่ยนจริงๆ เนื้อความมีเพียงไม่กี่วรรค
“เมื่อครู่ลืมบอกเธอไป ตอนที่พวกเราไล่ตาม ‘หัวหน้างาน’ ของสำนักสัจธรรม ปลายทางได้พบกับโลกิ”
“สภาพของเขาเปลี่ยนไปมาก คล้ายกับว่า เกิดปัญหาขึ้นระหว่างกระบวนการฟื้นคืนชีพหลังพิธีบูชาทะเล ส่งผลให้เจ้าของปราสาทเดอลาน ผู้นำคนก่อนของลัทธิเร้นลับ ฟื้นคืนชีพในร่างของเขาด้วยวิธีการบางอย่าง”
“ซาราธได้ฟื้นคืนจากความตาย และได้มาเป็นคนรับใช้ของราชันสวรรค์ อา…แต่พระองค์ยังไม่สามารถควบคุมร่างของ ‘โลกิ’ ได้อย่างสมบูรณ์นัก อีกทั้ง ‘โลกิ’ ก็ยังไม่ได้ดับสูญไปเสียทีเดียว ทำให้พวกเขากลายเป็นสัตว์ประหลาดที่เชื่อมต่อกันทั้งในด้านจิตใจและวิญญาณ สภาวะจึงไม่มั่นคงอย่างยิ่ง”
“ตอนนี้เธอยังไม่ต้องคิดเรื่องตามหาปราสาทเดอลาน รวมถึงเรื่องที่จะผลาญโควตาการคืนชีพของ ‘โลกิ’ ด้วย ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงสถานที่ที่อีกฝ่ายอาจจะมาพบเธอได้”
ซาราธ…ฟรังก้าเคยเล่าไว้ว่า ผู้นำคนก่อนของลัทธิเร้นลับรายนี้ มีบทบาทสำคัญยิ่งในช่วงที่จักรพรรดิโรซายล์กำลังเติบใหญ่ แต่ท้ายที่สุดกลับทรยศต่อจักรพรรดิ…ฟอม็องดา·เซารอนแห่งตระกูลเซารอน ก็คงเพราะถูกพระองค์และจักรพรรดิวางแผนนั่นแหละ ถึงได้เสียสติแล้วเดินเข้าสู่ทรีอาร์ยุคที่สี่ไปเอง…สภาพของ ‘โลกิ’ ตอนนี้คงนับว่ากึ่งตายกึ่งเป็นกระมัง? พอซาราธควบคุมร่างของเขาได้อย่างสมบูรณ์เมื่อไร ก็คงจะถือว่าตายสนิทแล้ว น่าเสียดายจริงๆ…ลูเมี่ยนรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง ที่ไม่อาจลงมือสังหาร ‘โลกิ’ ด้วยตนเองในวาระสุดท้าย แต่ก็มิได้รู้สึกผิดหวังหรือเสียใจอะไรนัก
เขาได้สังหาร ‘โลกิ’ ไปแล้วถึงสองครั้ง!
ลูเมี่ยนเผาจดหมายทิ้ง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินออกจากห้องนอน ไปนั่งตรงข้ามกับลุดวิก เด็กชายผู้สวมชุดนอนผ้าฝ้ายหนาสีเหลือง กับหมวกนอนเข้าชุดกัน พลางมองดูเด็กน้อยที่กำลังแทะเนื้อวัวติดกระดูกเย็นๆ อย่างหิวโหย
ลุดวิกมิได้สนใจสายตาของเด็กหนุ่มแม้แต่น้อย ยังคงมุ่งมั่นกับภารกิจการกินของตนต่อไป
เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งนาที ลูเมี่ยนจึงลองถามอย่างระวังปาก
“นายเรียกฉันว่าพ่อทูนหัวได้ไหม?”
ลุดวิกเงยหน้ามองเขาครู่หนึ่ง แล้วก็ก้มกลับลงไปใหม่ หยิบกล้วยบดขึ้นมาแล้วใช้ช้อนตักป้อนเข้าปาก
ลูเมี่ยนจึงเปลี่ยนคำถาม
“นายจะยอมเชื่อฟังคำสั่งของฉัน ยอมให้ฉันชี้นำ และสร้างความเข้าอกเข้าใจกันหรือไม่?”
คราวนี้ ลุดวิกไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง ริมฝีปากยังคงขยับเคี้ยวไม่หยุด
ลูเมี่ยนเงียบมองอยู่สักพัก ก่อนจะบรรจงหยิบสิ่งหนึ่งออกจากกระเป๋านักเดินทาง
มันคือลูกตาสีปรอทที่บรรจุอยู่ในโหลแก้ว ตะกอนพลังของ ‘ผู้โชคดี’ ลำดับ 7 แห่งเส้นทางสัตว์ประหลาด ซึ่งได้รวมตัวขึ้นใหม่หลังจากถุงมือสนับทุบตีแตกสลายไป
ฉับพลันนั้นเอง ลุดวิกรีบเงยหน้าขึ้น
ลูเมี่ยนไม่สนใจสายตาของเด็กชาย แต่ยังคงบรรจงหยิบสิ่งของอื่นๆ ออกมา รวมถึงตะกอนพลังของฆาตกรต่อเนื่อง แล้ววางเรียงลงบนโต๊ะอาหารตรงหน้าทีละชิ้น
จากนั้น เด็กหนุ่มยิ้มให้ลุดวิกที่สวมหมวกนอนสีเหลือง พลางเอ่ยปาก
“นายจะเรียกฉันว่าพ่อทูนหัวได้ไหม?”
ลุดวิกเงียบไปหลายอึดใจ ก่อนจะเอ่ยเสียงที่ไม่ดังนัก
“พ่อทูนหัว”
ลูเมี่ยนถามต่อไปว่า
“นายจะยอมเชื่อฟังคำสั่ง ยอมรับการชี้นำของฉัน และสร้างความเข้าอกเข้าใจกันหรือไม่?”
ลุดวิกตอบโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
“ผมยินดี”
ขณะขานรับ สายตาของเขาเอาแต่จับจ้องอยู่กับกองสิ่งของตรงหน้าลูเมี่ยน
เฮ้อ…ลูเมี่ยนเห็นดังนั้น จึงถอนหายใจเงียบงัน
การใช้ ‘อาหาร’ ซื้อใจคนนั้นไม่ผิด แต่จะใช้เพียง ‘อาหาร’ อย่างเดียวก็ไม่ควร เพราะมิฉะนั้นจะเกิดสภาวะทำนองว่า มีอาหารก็เชื่อฟัง ไร้อาหารก็เมินเฉย ซึ่งเป็นไปได้สูงว่า จะไม่เข้าเงื่อนไขพิธีกรรมของอัศวินเลือดเหล็ก
ท่ามกลางความคิดที่สับสนวุ่นวาย ลูเมี่ยนชี้ไปยังกองสิ่งของตรงหน้า ยิ้มพลางกล่าวว่า
“ในเมื่อนายยอมเป็นลูกบุญธรรมของฉันแล้ว ก็เลือกสิ่งของไปหนึ่งอย่างได้”
“แต่มีข้อแม้คือ นายต้องตอบคำถามของฉันสักสองสามข้อก่อน”
ลุดวิกลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยใบหน้าอวบอูมของเด็กน้อยด้วยเสียงเคร่งขรึม
“ตกลง”
“นายจะเลือกชิ้นไหน?” ลูเมี่ยนแสดงไมตรีจิตก่อน
ลุดวิกมองซ้ายมองขวา ทุกสิ่งล้วนน่าลิ้มลอง ช่างเลือกได้ยากเย็นเหลือเกิน
ในที่สุด เขาก็เอาชนะใจตนเองได้ ตัดสินใจแน่วแน่ ชี้ไปยังตะกอนพลังของฆาตกรต่อเนื่องแล้วเอ่ยตอบ
“อันนั้น!”
อยากได้ตะกอนพลังจริงๆ ด้วย…จะเอาไปทำอาหารวิเศษหรือค็อกเทลได้หรือ? ลูเมี่ยนเก็บของชิ้นอื่นกลับเข้าไป พลางยิ้มให้ลุดวิกแล้วเอ่ยต่อ
“คำถามแรก”
“พลังวิเศษในตัวนาย เป็นของเส้นทางใด มีจุดเด่นอย่างไร และตอนนี้นายอยู่ในลำดับเท่าไรโดยประมาณ?”
เด็กหนุ่มหวังจะค้นหาแรงบันดาลใจในการฝึกฝนเทวทูตที่ถูกผนึกรายนี้ โดยอิงจากข้อมูลเส้นทางพลังวิเศษของลุดวิก
“นั่นเท่ากับสามคำถาม” ลุดวิกพึมพำเสียงเบา
ลูเมี่ยนแกล้งทำหูทวนลม
ลุดวิกเห็นว่าการคัดค้านไร้ผล จึงจำใจหยิบเนื้อแห้งขึ้นมาเคี้ยว พลางกล่าวเสียงอู้อี้
“ก็คือ…คือ…”
ดูเหมือนเขาจะจำชื่อเดิมไม่ค่อยได้แล้ว จึงต้องหาคำมาอธิบายเอาเอง
“ถึงว่าชอบทำท่าลิ้มรส ‘อาหาร’ และชิม ‘วัตถุดิบ’ ต่างๆ อยู่เสมอ” ลูเมี่ยนไม่รู้สึกแปลกใจแม้แต่น้อย
ลุดวิกเสริมเสียงขรึม
“พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ เส้นทางที่ได้รับพลังวิเศษผ่านความหิวโหยและการกิน”
“อ้างอิงจากคำเรียกของพวกคุณ ลำดับ 9 คือ ‘คนจรจัด’ ผู้สูญเสียทุกสิ่ง คอยแต่เสาะหาอาหาร แต่ก็เพียงแค่ประทังชีวิตไปวันๆ”
นายเคยสวมบทบาทเป็น ‘คนจรจัด’ อย่างสุดโต่งมาหรือไง? ถึงได้สูญเสียความคิดไปทั้งหมด เหลือไว้เพียงสัญชาตญาณในการกิน…จากคำบรรยายเพียงประโยคเดียว ก็ยังมองไม่เห็นว่า ‘คนจรจัด’ มีพลังวิเศษแบบใด…ลูเมี่ยนมิได้เอ่ยถ้อยคำเย้ยหยันเหล่านี้ออกมา
ลุดวิกก็มิได้อธิบายรายละเอียดของลำดับ 9 ‘คนจรจัด’ เพิ่มเติม แต่กลับกล่าวต่อว่า
“ลำดับ 8 คือ ‘จอมตะกละ’”
……………………………………………………..