ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 743 สำรวจ
ตอนที่ 743 สำรวจ
ณ ผิวทะเลอันมืดมิด เรือโบราณลำหนึ่งนาม ‘โทสะสีคราม’ โคลงเคลงไปตามจังหวะคลื่น รายล้อมด้วยม่านหมอกที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา รวมถึงแสงตะวันที่แทบไม่อาจส่องผ่าน
ลูเมี่ยนได้พบกับ ‘ทูตพายุ’ อัลเจอร์อีกครั้ง
ผู้ถือไพ่ ‘แฮงแมน’ รายนี้ยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือ เรือนผมสีน้ำเงินเข้มของเขายังคงยุ่งเหยิง ประหนึ่งถูกลมทะเลกัดกร่อนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน อาภรณ์ที่สวมใส่เปลี่ยนไปจากเดิม มิได้แต่งกายเยี่ยงลูกเรือเช่นคราวก่อน หากแต่สวมเสื้อคลุมกัปตันสีน้ำเงินประดับลวดลายสีทองแทน
“สำรวจเอาเองเถอะ” อัลเจอร์เหลือบมองลูเมี่ยนที่ยืนเคียงข้างเมจิกเชี่ยน พลางผงกศีรษะอย่างหนักแน่น “ผมไม่มีประสบการณ์ใดจะแบ่งปันให้ หากมี ป่านนี้คงไขความลับของเรือผีสิงลำนี้ได้หมดแล้ว”
สำหรับประเด็นนี้ ลูเมี่ยนได้รับการยืนยันจากมาดามเมจิกเชี่ยนแล้ว จึงปราศจากข้อสงสัย เพียงกล่าวคำขอบคุณก่อนจะย่างเท้าบนดาดฟ้าไม้ เดินหน้าต่อไปทีละก้าวสองก้าว
เด็กหนุ่มไม่ลังเลที่จะกระตุ้นพลังตกค้างของจักรพรรดิโลหิตในอุ้งมือขวา ทว่ากลับไม่มีความรู้สึกน่าสะพรึงกลัวใดๆ แผ่ซ่านออกมา
ตรงกันข้าม อุ้งมือของเขากลับเย็นเฉียบ มีเพียงความเจ็บปวดราวถูกเปลวเพลิงแผดเผาอยู่ภายใน
ลูเมี่ยนยกมือขวาขึ้นพิศดู พบว่ารอยแผลเป็นสีแดงจาง ซึ่งเดิมค่อนข้างตื้นเขิน บัดนี้สีเข้มขึ้น ทว่าผิวหนังที่ปกคลุมรอยแผลกลับซีดขาวยิ่งกว่าเก่า ดูไร้ชีวิตชีวา
ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ว่า หลังจากถูกนักพรตโลกแห่งความตายผนึกไว้ พลังตกค้างของจักรพรรดิโลหิต จะยังสามารถกระตุ้นคุณสมบัติพิเศษสำคัญของเรือผีลำนี้ได้หรือไม่…ด้วยความกังวลและประหม่า ลูเมี่ยนเดินสำรวจรอบห้องโดยสารของเรือโทสะสีคราม
ระหว่างนั้น เด็กหนุ่มไม่ถูกเชือกโจมตี และไม่พบผลข้างเคียงอื่นใดเลย
“ดูเหมือนออร่าตกค้างของจักรพรรดิโลหิต จะยังคงใช้การได้อยู่บ้าง หากไม่แล้ว พวกมันคงไม่สงบนิ่งถึงเพียงนี้…” ลูเมี่ยนรำพันกับตัวเอง พลางก้าวเข้าสู่ห้องโดยสาร สำรวจไปทีละห้องๆ
‘แฮงแมน’ อัลเจอร์มิได้ติดตามไป ยังคงยืนอยู่ ณ หัวเรือ เฝ้ามองอยู่แต่ไกล
เมื่อร่างของลูเมี่ยนหายลับเข้าไปในห้องโดยสารชั้นใน เมจิกเชี่ยนยกมือขวาขึ้น ใช้นิ้วชี้วาดวงกลมเบาๆ กลางอากาศ
แสงดาวระยิบระยับทยอยพร่างพราวออกมา รวมตัวเป็นลูกแก้วคริสตัลใสในทีแรก จากนั้นจึงแผ่ขยายออก กลายเป็นม่านวงกลมลวงตา
“รอบนี้คงไม่กลับไปมือเปล่าแล้ว” เมจิกเชี่ยนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหมือนพวกหมอดู
แฮงแมนพยักหน้ารับ มิได้ไถ่ถามว่าจะเกิดผลลัพธ์แบบใด หรือจะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงใด เพราะแม้แต่มาดามเมจิกเชี่ยนเอง ก็ไม่อาจทำนายอนาคตอันแม่นยำได้ เฉกเช่นมาดามเฮอร์มิทที่ทำได้เพียงเห็นภาพอันพร่าเลือน
หลังจากที่มิสเตอร์ฟูลเข้าสู่การบรรทม เหล่าผู้ถือไพ่อาร์คาน่าใหญ่หลายรายได้พยายามสำรวจเรือโทสะสีครามอยู่หลายครา แต่ก็ไม่อาจไขความลับสำคัญของเรือผีลำนี้ หรือค้นพบสมบัติที่ราชวงศ์ทูดอร์ทิ้งไว้
แม้ว่าเส้นทาง ‘ผู้ฝึกหัด’ จะถนัดถนี่ในด้านนี้ แต่เมจิกเชี่ยนกลับทำได้เพียงช่วยให้แฮงแมนค้นพบความลับอื่นๆ ประปราย ไม่อาจเข้าถึงความลับที่ลึกที่สุดได้
มิสเตอร์สตาร์ได้อธิบายเรื่องนี้ไว้ว่า
“เรือโทสะสีครามไม่เพียงได้รับอิทธิพลจากอำนาจบิดเบือนของเส้นทางนักกฎหมายเท่านั้น แต่ยังมีคุณสมบัติอันเด่นชัดในการใช้ประโยชน์จากข้อผิดพลาด เปลี่ยนตำแหน่ง และปลูกถ่าย”
ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนสภาพความเป็นจริงของราชวงศ์ทูดอร์
จากบรรดาตระกูลขุนนางทั้งห้าภายใต้การปกครองของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ อลิสต้า·ทูดอร์ อามุนด์คือนักโจรกรรม หรือราชาเทวทูตเส้นทาง ‘ข้อผิดพลาด’ และต่อมายังได้เป็นเทพแท้จริง ส่วนบรรพชนตระกูลอับราฮัมคือ ‘มิสเตอร์ประตู’ ผู้เป็นราชาเทวทูตเส้นทางผู้ฝึกหัด ขณะที่บรรพชนตระกูลอันทีโกนัสเป็นราชาเทวทูตเส้นทางนักทำนาย ส่วนตระกูลเจคอปกับตระกูลทามาร่านั้น ฝ่ายหนึ่งมีเทวทูตเส้นทาง ‘ข้อผิดพลาด’ อีกฝ่ายเคยมีเทวทูตเส้นทาง ‘ผู้ฝึกหัด’
เหล่าพระองค์ล้วนครอบครองอำนาจอันทรงพลังในการใช้ประโยชน์จาก ‘ข้อผิดพลาด’ ‘เปลี่ยนตำแหน่ง’ และ ‘ปลูกถ่าย’
หากไม่ต้องคำนึงถึงการถนอมเรือโทสะสีคราม และไม่ต้องกังวลว่าสมบัติจะชำรุดหรือสูญหาย เมจิกเชี่ยนเชื่อว่าตนสามารถไขความลับสำคัญของเรือผีลำนี้ได้ แต่ถ้าทำเช่นนั้น เรือโทสะสีครามก็จะแตกเป็นเสี่ยงๆ จนไม่มีวันประกอบคืนดังเดิมได้อีก
ภายใต้การ ‘จับตามอง’ ของผู้ถือไพ่อาร์คาน่าใหญ่ทั้งสอง ลูเมี่ยนเดินหน้าค้นหาทุกห้องในชั้นบนของเขตห้องโดยสาร แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใด
เด็กหนุ่มได้พบกับลูกเรือเจ็ดแปดคน ซึ่งทั้งหมดได้รับคำสั่งจากกัปตันไม่ให้รบกวนการสำรวจของเขา
เมื่อมาถึงบันไดที่ทอดลงสู่เขตห้องโดยสารชั้นล่าง ลูเมี่ยนเหลือบมองความมืดมิดที่ทอดยาวอย่างไร้สิ้นสุดเบื้องล่าง โดยยังคงกระตุ้นออร่าตกค้างของจักรพรรดิโลหิตค้างไว้ พลางบรรจงก้าวลงไปท่ามกลางเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด
ขณะกำลังเดิน เด็กหนุ่มพลันตระหนักถึงความไม่ปกติ
เขาเดินลงมาแล้วราวสามสี่สิบวินาที ตามปกติแล้วควรจะถึงพื้นห้องโดยสารชั้นล่างแล้ว
ระยะห่างระหว่างห้องโดยสารชั้นบนกับชั้นล่างของเรือโทสะสีคราม ไม่น่าจะไกลถึงขนาดที่แม้แต่ ‘ยมทูต’ คนหนึ่ง ต้องใช้เวลาเดินหลายสิบวินาที!
ทว่าในสถานการณ์เช่นนี้ ลูเมี่ยนกลับไม่ตกใจ แต่รู้สึกยินดี
ต้องพบเจอความผิดปกติแบบนี้สิถึงจะถูก!
หากไม่มีความผิดปกติใดเลย ก็แสดงว่าออร่าตกค้างของจักรพรรดิโลหิต ไม่สามารถแสดงอานุภาพได้ดังที่ควรจะเป็น!
ลูเมี่ยนถอนหายใจเงียบงัน พร้อมกับสงบจิตใจ รักษาความนิ่งขรึมแต่ไม่ช้าจนเกินไป ก้าวเท้าต่อไปบนขั้นบันไดไม้ที่ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด มุ่งหน้าสู่ความมืดมิดเบื้องล่าง
ผ่านไปนานเท่าใดไม่อาจทราบได้ จนกระทั่งเด็กหนุ่มพบว่าเบื้องหน้าของตน ไม่มีบันไดไม้อีกต่อไป ใต้ฝ่าเท้าเปลี่ยนเป็นแผ่นศิลาสีดำที่แผ่รัศมีความเย็นเยียบราวกับโลหะ
มาถึงแล้วหรือ? ความคิดนี้เพิ่งจะแล่นในใจลูเมี่ยน ดวงตาของเขาก็พลันถูกเปลวไฟสีขาวโชติช่วงสาดส่องจนสว่างจ้า
เด็กหนุ่มเห็นหอกเพลิงสีขาว พุ่งมาทีละเล่มสองเล่ม มากมายจนแน่นขนัด บดบังทุกสิ่งที่อยู่เบื้องบน
ประหนึ่งกำลังเผชิญหน้ากับกองพลสีเลือด ที่ทหารทุกนายพร้อมใจกันซัดหอกเพลิงเข้าใส่
ไม่มีกำบังให้ซ่อนตัว ทั้งยังไม่อาจหลบเลี่ยง
สัญชาตญาณของลูเมี่ยนบอกให้สลับตำแหน่งกับเงา โดยหวังพึ่งพาพลังที่แสดงผลได้รวดเร็วนี้ ประคับประคองชีวิตให้ผ่านพ้นการโจมตีระลอกแรกไปก่อน แล้วค่อยหาจังหวะเทเลพอร์ตหนีไป
แต่ทันใดนั้นเอง ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในห้วงสำนึก
ความคิดที่สุ่มเสี่ยงยิ่งนัก
สีหน้าของลูเมี่ยนฉายแววบ้าคลั่งอยู่หลายส่วน เมื่อเผชิญกับหอกเพลิงสีขาวโชติช่วงนับไม่ถ้วนที่โถมทะลักมาดั่งท้องฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย เด็กหนุ่มกลับมิได้ใช้พลังใดเลย แม้แต่ท่าทีจะหลบหลีกก็มิได้แสดงออกมา
เขายืดกายตรง ยื่นฝ่ามือขวาออกไปเบื้องหน้า
ทั้งสองสิ่งถูกกระตุ้นพร้อมกัน
หอกเพลิงสีขาวโชติช่วงที่พุ่งมาหนาแน่นดั่งห่าฝน พลันชะงักค้างกลางอากาศทันที
ทั้งหมดแน่นิ่งอยู่อย่างนั้น ไม่พุ่งไปข้างหน้า ทั้งไม่ร่วงหล่นลงมา
เมื่อเห็นภาพดังกล่าว ลูเมี่ยนก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เขาชนะการเดิมพัน!
ทีละเล็กละน้อย หอกเพลิงสีขาวเหล่านั้นทยอยมอดดับไป จางลงทีละน้อย จนในที่สุดก็มลายหายไปสิ้น
ลูเมี่ยนยังไม่ทันได้สำรวจสิ่งใดเพิ่มเติม แสงเพลิงสว่างจ้าก็ลุกโพลงขึ้นทั้งสองฝั่ง
แสงไฟเหล่านี้ คล้ายโคมผนังที่ฝังอยู่ตามกำแพง ขับไล่ความมืดมิดให้จางหาย ช่วยให้ลูเมี่ยนมองเห็นสภาพโดยรอบ
ตำแหน่งที่เขายืนอยู่ขณะนี้คือ ห้องโถงกว้างใหญ่ลึกลับ แต่กลับไม่ได้ใหญ่โตอย่างที่คาดไว้
เมื่อครู่ตอนที่หอกเพลิงสีขาวโชติช่วงพุ่งเข้าใส่เขาราวฝูงกานับไม่ถ้วน เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนยืนอยู่บนสนามรบโบราณอันกว้างใหญ่ไพศาล แต่ห้องโถงตรงหน้ากลับมีขนาดเพียง เท่าห้องสวดมนต์ใหญ่ของวิหารนักบุญวีฟ
ทว่าเมื่อทอดสายตามอง แววตาของลูเมี่ยนก็มีอันต้องแข็งค้าง แม้แต่หัวใจก็เหมือนจะหยุดเต้นไป
เด็กหนุ่มเห็นบัลลังก์ใหญ่ทำจากโลหะดำคล้ายเหล็กกล้า ตั้งตระหง่านอยู่ในส่วนลึกของห้องโถง
ผิวบัลลังก์มีรอยแดงระเรื่อเป็นหย่อมๆ ไม่อาจทราบได้ว่าเป็นสนิมอันเกิดจากการกัดกร่อนของกาลเวลา หรือเป็นคราบเลือดเก่าคร่ำคร่าที่เคยสาดกระเซ็นมาติด
ณ ยามนี้ บนบัลลังก์มีร่างหนึ่งนั่งอยู่!
ร่างดังกล่าวสูงใหญ่ราวคนยักษ์ สวมเสื้อคลุมพิธีการสีแดงเข้ม มงกุฎสีดำสนิท ศอกขวาพาดอยู่บนที่พักแขน ค้ำยันศีรษะที่ก้มต่ำ
เส้นผมที่เปล่งประกายวาววับดั่งรัศมีเลือด สยายลงมาปกปิดใบหน้า
ลูเมี่ยนมิได้รู้สึกแปลกหน้ากับร่างนี้ เพราะเคยพบอีกฝ่ายที่บ่อน้ำสตรีซามาเรีย เพียงแต่อาภรณ์ที่สวมใส่ครานั้นกับปัจจุบัน นับว่าแตกต่างกันพอสมควร
ไม่ใช่ใครนอกจาก ‘จักรพรรดิโลหิต’ อลิสต้า·ทูดอร์!
ทว่าร่างนี้กลับไม่มีบรรยากาศอันน่าสะพรึงกลัว เกรี้ยวกราด และบ้าคลั่งดังเช่นที่บ่อน้ำสตรีซามาเรีย ทั้งยังขาดกลิ่นอายแห่งสนามรบและการทำลายล้าง รวมถึงความกดดันที่บีบคั้นจิตใจ และบรรยากาศแห่งการพิชิตที่แผ่ซ่านออกมา หากมิใช่เพราะมองเห็นได้ด้วยตา ลูเมี่ยนคงเชื่อว่าบนบัลลังก์เหล็กไม่มีสิ่งใดอยู่เลย
ภาพลวงตาหรือ? ลูเมี่ยนหลับตาลง ใช้ประสาทสัมผัสที่เหลือ รวมถึงพลังวิญญาณของตน สำรวจความรู้สึก
ในความรู้สึกดังกล่าว บัลลังก์เหล็กที่เต็มไปด้วยรอยแดง กลับเหมือนว่างเปล่าไร้สิ่งใด
หัวใจของลูเมี่ยนเริ่มกลับมาเต้นเป็นปกติ พลางลืมตาขึ้นอีกครั้ง มองไปยังบัลลังก์เหล็ก
ร่างเดิมยังคงแน่นิ่งไม่ไหวติง
ลูเมี่ยนข่มใจไว้ ไม่สำรวจจุดอ่อนของร่างนั้น ทั้งไม่เปิดใช้เนตรภัยพิบัติ เพียงเบนสายตาออก พินิจพิเคราะห์ส่วนอื่นของห้องโถง
ณ เชิงบันไดเก้าขั้นที่ทอดสู่บัลลังก์เหล็ก มีเก้าอี้หินผุกร่อนห้าตัว ฝั่งซ้ายสองตัว ฝั่งขวาสามตัว
“เหตุใดไม่เพิ่มอีกตัว ให้สมมาตรกันเสียหน่อยเล่า?” ลูเมี่ยนอดรำพันในใจไม่ได้
เด็กหนุ่มทราบดีว่า เก้าอี้หินทั้งห้าตัวนี้ คงเป็นสัญลักษณ์แทนขุนนางใหญ่ทั้งห้าในราชวงศ์ทูดอร์
เก้าอี้หินเก่าแก่ผุกร่อน ไม่รู้ว่าถูกใครทำลาย บ้างแตกร้าวไปทุกส่วน เต็มไปด้วยรอยปริ บ้างแตกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แต่ยังพอรักษารูปทรงเดิมไว้ได้ บ้างก็พนักพิงหัก บ้างที่นั่งถูกทำลาย บางตัวมีสภาพหลอมละลาย คล้ายถูกเปลวไฟแผดเผามาเนิ่นนาน
เคยเกิดการต่อสู้ขึ้นที่นี่หรือ? ลูเมี่ยนพยายามหาร่องรอยเพิ่มเติมจากแผ่นศิลาสีดำ เสาหินต้นใหญ่ที่คอยค้ำยัน รวมถึงผนังโดยรอบ แต่กลับไม่พบสิ่งใดเลย
นอกจากนี้ก็ไม่มีอะไรแล้ว…ที่นี่ควรเก็บซ่อนสมบัติตกทอดจากราชวงศ์ทูดอร์ไม่ใช่หรือ? ถูกขโมยไปแล้ว? อา…เทอร์มีโพลอสเคยกล่าวไว้ว่า หากพลังของเรายังไม่ถึงขั้น แล้วบังอาจสำรวจเรือโทสะสีครามโดยพลการ อาจทำให้อลิสต้า·ทูดอร์ฟื้นคืนชีพในร่างเราได้…จากจุดนี้ย่อมอนุมานได้ว่า สถานที่แห่งนี้อาจมีสิ่งของบางชิ้น หรือบางกลไกซ่อนอยู่…ลูเมี่ยนลองก้าวเดินต่อไปข้างหน้า
ขณะย่างกราย เด็กหนุ่มจับจ้องร่างบนบัลลังก์เหล็กไม่วางตา สังเกตทุกรายละเอียด
ทันใดนั้น เขาเห็นดวงตาคู่หนึ่ง ดวงตาสีดำสนิทเย็นเยียบดั่งเหล็กกล้า
ร่างบนบัลลังก์เหล็กค่อยๆ เงยหน้าขึ้น
……………………………………………………..