ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 744 เข้าใกล้
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 744 เข้าใกล้
ตอนที่ 744 เข้าใกล้
ยามสบตากับดวงเนตรสีเหล็กดำ ห้วงความนึกคิดของลูเมี่ยนก็พลันว่างเปล่า
ครั้นเมื่อสติกลับคืนมาบ้าง เด็กหนุ่มค้นพบด้วยความตะลึงว่า ร่างกายของตนกำลังเดินไปทางบัลลังก์เหล็กมหึมาทีละก้าว โดยที่เจ้าตัวไม่มีความคิดเช่นนั้นเลย
เนื้อตัวกำลังสั่นสะท้านอย่างชัดเจน แต่กลับไม่อาจหยุดยั้งขาทั้งสองได้
ร่างกายราวกับมิใช่ของเขาอีกต่อไป กำลังเชื่อฟังคำสั่งอันไม่อาจล่วงรู้ ยอมจำนนต่อการบัญชาของผู้อื่น!
เหตุการณ์เช่นนี้ กอปรกับร่างบนบัลลังก์เหล็กที่คล้ายคลึงกับ ‘จักรพรรดิโลหิต’ อลิสต้า·ทูดอร์ ทำให้ลูเมี่ยนนึกย้อนถึงเหตุการณ์สองครั้งในอดีตทันที
หนึ่ง ใกล้กับบ่อน้ำสตรีซามาเรีย เขาและเฮล่าต่างสิ้นสติพร้อมกันโดยอิทธิพลจากร่างมายาของจักรพรรดิโลหิต ประหนึ่งหุ่นเชิดที่ถูกชักใย หรือทหารที่จำต้องเชื่อฟังคำสั่ง ร่างกายเดินกลับไปยังขอบบ่อน้ำสตรีซามาเรียด้วยตัวเอง
สอง ในส่วนลึกของคูหาใต้ดินปราสาทหงส์แดง หลังจากที่เขา อัลบัส และเอโลอีสได้ยินเสียงคำรามอันเลื่อนลอยของฟอม็องดา·เซารอนจากทรีอาร์ยุคที่สี่ ทุกคนต่างก็สิ้นสติ ร่างกายเคลื่อนออกจากเขตหัวใจ มุ่งหน้าไปหาช่างทำหุ่นขี้ผึ้ง
สถานการณ์นี้ก็คล้ายคลึงกัน? เป็นพลังในลำดับเทวทูตของเส้นทางนักล่าหรือ? ลูเมี่ยนบังคับตนให้สงบนิ่ง เพื่อแสวงหาหนทางหลุดพ้นจากสภาวะคับขันตรงหน้า
เมื่อเทียบกับสองครั้งก่อน อย่างน้อยคราวนี้สติของเขาก็ฟื้นคืนอย่างรวดเร็ว!
“ถูกต้อง เหตุใดคราวนี้สติจึงตื่นก่อน ทว่าร่างกายยังคงอยู่ใต้การควบคุม?”
“เป็นเพราะร่างของอลิสต้า·ทูดอร์ตรงนี้อ่อนแอกว่า บกพร่องมากกว่า หรือมีสาเหตุอื่นกันแน่?”
“บางที ความผิดปกตินี้อาจซ่อนวิธีเอาชนะการควบคุมเอาไว้…”
ลูเมี่ยนพยายามส่งจิตแผ่ขยายไปยังแขนขา หวังให้อวัยวะต่างๆ กลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของตนอีกครั้ง
ความพยายามดังกล่าวเกิดผลบางประการ ย่างก้าวที่มุ่งสู่บัลลังก์เหล็กเริ่มช้าลงทีละนิด
เด็กหนุ่มถือโอกาสนี้พินิจร่างของอลิสต้า·ทูดอร์บนบัลลังก์เหล็กให้ถนัด
ใบหน้าของจักรพรรดิโลหิตคมคายแข็งกร้าว ราวกับถูกสิ่วสลักขวานถาก ริมฝีปากเด็ดเดี่ยว จมูกโด่งสง่า เรือนผมยาวเปล่งประกายสีโลหิต ดวงเนตรสีเหล็กดำเยือกเย็นแฝงความบ้าคลั่งถึงขีดสุด
ทันใดนั้น ลูเมี่ยนเกิดแรงกระตุ้นอยากยอมสวามิภักดิ์ อยากละทิ้งการต่อต้าน
แรงกระตุ้นนี้ไม่จางหายไปง่ายนัก กลับยิ่งพองโตขึ้นกะทันหัน ครอบครองจิตใจเขาจนสิ้น
“อ…อย่าต่อต้าน…”
“ต่อต้านไม่ไหวหรอก…”
“ยอมสวามิภักดิ์เถอะ…ยอมแล้วจะได้ทุกสิ่ง…”
“หากพระองค์ทรงกริ้ว เราจะถูกทำลาย ทั้งฟรังก้าและจินนาก็จะพินาศไปด้วย…”
“ยอมแพ้เถอะ ยอมแพ้เสีย จงคุกเข่าขอขมา น้อมรับคำบัญชาเถิด…”
ความคิดเช่นนี้ทะลักล้นเข้าสู่ห้วงสำนึกของลูเมี่ยน กลายเป็นคลื่นมหึมาอันบ้าคลั่ง ซัดสาดความมีสติ เหตุผล และเจตจำนงของเขาไปสิ้น
เด็กหนุ่มขบกรามแน่น ราวกับว่าหากผ่อนคลายแม้เพียงน้อยนิด เขื่อนสุดท้ายก็จะพังทลายลง มหาอุทกภัยจะท่วมท้นเจตจำนงและดวงวิญญาณของเขา
ย่างก้าวที่ช้าลงของเด็กหนุ่ม กลับมาเร่งเร็วขึ้นอีกครั้ง
…………
บนดาดฟ้าเรือโทสะสีคราม
เมจิกเชี่ยนกับแฮงแมนต่างเพ่งพิศม่านฝันกลางอากาศ
บนม่านโปร่งแสงที่มีดวงดาวเป็นฉากหลัง ร่างของลูเมี่ยนพร่าเลือนลง รายล้อมด้วยความมืดที่บั่นทอนแสงสว่าง
เมื่อเทียบกับความชัดเจนเมื่อครู่ นี่ย่อมแสดงว่าเกิดความผิดปกติขึ้น
ในสายตาของเมจิกเชี่ยนและแฮงแมน ร่างของลูเมี่ยนค่อยๆ แข็งทื่อ แต่กลับเดินเร็วขึ้นทุกที
พวกเขายังพบว่า เส้นผมสีดำของเด็กหนุ่มยาวขึ้นทีละนิด และเริ่มแต้มแต่งด้วยประกายสีโลหิต
“มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล” แฮงแมนอัลเจอร์ผินสายตาไปหามาดามเมจิกเชี่ยนด้านข้าง
เมจิกเชี่ยนพยักหน้ารับ เตรียมจะหยิบสมบัติปิดผนึกชิ้นหนึ่งออกมา
…………
ในสภาพแวดล้อมมืดสลัว ลูเมี่ยนก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยแววตาราบเรียบไร้อารมณ์
ทว่าดวงวิญญาณของเขากลับยังคงดิ้นรนต่อสู้ คำรามด้วยความทุกข์ระทม
“ต้องไม่ยอมแพ้…”
“ต้องไม่ยอมแพ้…”
“หากสิ้นเจตจำนงแห่งการยืนหยัด เราก็มิใช่ตัวเราอีกต่อไป…”
“บัดซบ…”
“ไอ้ลูกหมูเอ๊ย…”
“…”
ลูเมี่ยนทุ่มเทสุดกำลัง ทว่ากลับรู้สึกว่าตนยิ่งอยากสวามิภักดิ์มากขึ้นทุกที
ทันใดนั้น เขื่อนแห่งเจตจำนงของเด็กหนุ่มเริ่มพังทลาย การยอมแพ้และการยอมจำนน ครอบครองทั้งกายใจโดยสิ้นเชิง
ห้วงความนึกคิดของลูเมี่ยนกลับไปว่างเปล่าอีกครั้ง
ในสภาวะดังกล่าว เขาไม่อาจล่วงรู้ได้ว่า เวลาผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด จนกระทั่งฝ่ามือขวาของเด็กหนุ่ม ส่งผ่านไอเย็นความตาย ส่งความเจ็บปวดราวกับเน่าเปื่อยออกมา
“ความตาย…หนาวเย็น…”
“เน่าเปื่อย…เจ็บปวด…”
“เจ็บปวด…”
ลูเมี่ยนสะดุ้งตื่นด้วยอาการผวา พร้อมกับเรียกคืนสติ เรียกคืนเจตจำนงของตนกลับมา รวมถึงฟื้นคืนการควบคุมร่างกายขั้นต้นได้กะทันหัน
บัดนี้ เบื้องหน้าเด็กหนุ่มมิใช่บันไดเก้าชั้น มิใช่บัลลังก์เหล็กมหึมาที่เต็มไปด้วยร่องรอยสีแดง หากแต่เป็นกระจกบานหนึ่ง
กระจกเงาโบราณเต็มบาน ประดับลวดลายวิจิตรโดยรอบ!
กระจกเงาบานดังกล่าว กำลังสะท้อนร่างของลูเมี่ยนเอง
เด็กหนุ่มเห็นตนในกระจกมีสีหน้าทุกข์ทรมาน ราวกับพร้อมจะยอมแพ้ได้ทุกเมื่อ โดยที่เค้าโครงใบหน้าเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นคมแข็ง สันจมูกเริ่มโด่งสูงจนไม่เหมือนกับตัวเอง
ขณะเดียวกัน เรือนผมสีดำเริ่มยาวขึ้นทีละนิ้ว แต้มประกายสีโลหิต ดวงตาสีน้ำเงินยิ่งเย็นชา ยิ่งใกล้เคียงสีเหล็กดำเข้าไปทุกที
“เรากำลังแปรเปลี่ยนเป็นอลิสต้า·ทูดอร์…”
ลูเมี่ยนเกิดความตระหนักรู้เช่นนี้ขึ้นมาเอง
โดยไม่มัวไตร่ตรองเรื่องอื่นใด ฉวยจังหวะที่ร่างกายยังพอฟังคำสั่งได้บ้าง เด็กหนุ่มพุ่งตัวไปด้านข้างทันที พยายามหลบให้พ้นจากขอบเขตการสะท้อนของกระจกเงา
การพุ่งตัวต่อด้วยการกลิ้งตัว ลูเมี่ยนทำให้เงาของตนหายไปจากกระจกเงาบานนั้นสำเร็จ
วินาทีถัดมา เขาได้ยินเสียงกรีดร้องอันเลื่อนลอย เสียงกรีดร้องอันคลั่งคลุ้ม
สมองของเด็กหนุ่มขาวโพลนไปชั่วขณะ
เมื่อสติเริ่มกลับคืนมา เขาพบว่าตัวเองยังคงขดกายอยู่บนพื้น ณ ปลายทางของการกลิ้งเมื่อสักครู่
ร่างกายของเด็กหนุ่มเลิกไปหากระจกบานนั้นแล้ว เพียงแต่ยังสั่นไม่หยุด แม้แต่เลือดก็เหมือนจะจับตัวแข็ง
ปัง ปัง ปัง!
จากในกระจกเต็มตัว เสียงทุบตีดังขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ทุบจนกระจกส่งเสียงดังสนั่น ราวกับว่าจะแตกเป็นเสี่ยงๆ แล้วมีสัตว์ประหลาดคลานออกมา
เสียงทุบกระจกแต่ละครั้ง ก้องกังวานอยู่ในห้วงความคิดของลูเมี่ยน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ความหวาดกลัวบีบรัดจิตใจของเขา จนความคิดแทบจะแข็งค้าง
ผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงทุบตีจากภายในกระจกเริ่มสงบลง บริเวณโดยรอบจมสู่ความเงียบงันผิดวิสัย
ร่างของลูเมี่ยนหยุดสั่น ทั้งยังเริ่มเข้าใจ เริ่มครุ่นคิดถึงสถานการณ์ตรงหน้า รวมถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งประสบมา
“ถ้าเราเดินไปอยู่หน้ากระจกเต็มตัวบานนั้น และเงาในกระจกได้เปลี่ยนแปลงสำเร็จ นั่นจะเท่ากับว่า ‘จักรพรรดิโลหิต’ อลิสต้า·ทูดอร์ได้ฟื้นคืนชีพในร่างของเราหรือ?”
“แต่หากไม่ถูกกระจกเต็มตัวบานนั้นสะท้อน ไม่มีเงาปรากฏบนกระจก ผลกระทบก็จะน้อยมาก ไม่ถึงกับสูญเสียการควบคุมจิตใจและร่างกาย…”
“ต้นตอสำคัญของปัญหาเมื่อครู่คือ การเข้าไปอยู่ในขอบเขตการสะท้อนของกระจกนั่น?”
“ตอนนี้ดูเหมือนจะสงบลงแล้ว…”
ลูเมี่ยนบรรจงพยุงร่างขึ้น พลางสอดส่องรอบด้านด้วยความระมัดระวัง
เด็กหนุ่มพบว่า ตนไม่ได้อยู่ในท้องพระโรงอันลึกล้ำอีกต่อไป แต่กลับอยู่ในมิติประหลาด ซึ่งคล้ายก่อตัวขึ้นจากแสงดาว
มิตินี้มีลักษณะโปร่งแสง มองเห็นความมืดมิดอันไร้ก้นบึ้งอยู่ด้านล่าง ส่วนเบื้องบนไร้ซึ่งเพดาน มีเพียงดวงดาราระยิบระยับแต่เลื่อนลอยส่องแสงอยู่
สองข้างทางมีประตูแสงดาวตั้งตระหง่านท่ามกลางความมืด ประตูเหล่านี้ประกอบกันเป็นโถงทางเดินอันลึกล้ำกว้างขวาง สุดปลายทางเดินคือกระจกเงาเต็มตัวบานนั้น
บัดนี้ ลูเมี่ยนได้มาถึงส่วนลึกของทางเดินแล้ว ห่างจากกระจกเต็มตัวราวสิบกว่าเมตร
“ท้องพระโรง เก้าอี้หิน บัลลังก์เหล็ก และร่างของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ ที่เราเห็นเมื่อครู่ ล้วนเป็นภาพลวงตาหรือ?”
“จุดประสงค์คือการทำให้เรายอมจำนน?”
“ไม่ใช่…ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ขอแค่เราถูกกระจกสะท้อน แล้วเปล่งเสียงคำรามแบบเมื่อครู่ ก็น่าจะบรรลุจุดประสงค์ได้แล้ว…”
ท่ามกลางกระแสความคิด ลูเมี่ยนเกิดข้อสันนิษฐานหนึ่ง
บางที ภาพลวงตาเมื่อครู่ ทั้งบัลลังก์เหล็ก เงาของอลิสต้า·ทูดอร์ รวมถึงเก้าอี้หินผุพัง อาจเป็นเพราะออร่าตกค้างของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ ในตัวเรา เกิดการสั่นพ้องกับกระจกเงาบานนั้น ส่งผลให้ตราประทับของ ‘นักพรตโลกแห่งความตาย’ ตื่นตัวขึ้น ช่วยให้เราหลุดพ้นจากการควบคุมได้ชั่วขณะ จนมีกำลังหนีออกจากขอบเขตการสะท้อนของกระจก…
คิดมาถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนยกมือขวาขึ้น จ้องมองฝ่ามือของตน
รอยแผลเป็นสีแดงอ่อนตรงนั้น เปล่งประกายราวกับจะหยดย้อย ประหนึ่งกลับคืนสู่สภาพตอนที่เพิ่งเข้าสู่ร่างลูเมี่ยนหมาดๆ โดยที่ผิวหนังสีซีดรอบๆ เริ่มปรากฏร่องรอยการเน่าเปื่อย ของเหลวสีเหลืองอ่อนไหลซึมออกมา เผยให้เห็นกระดูกขาวใต้เนื้อหนังมังสา
สิ่งนี้ช่วยยืนยันข้อสันนิษฐานของลูเมี่ยนในเบื้องต้น
เด็กหนุ่มเหลือบมองกระจกเงาด้านข้างอีกครั้ง
ด้วยประสบการณ์ที่เคยปะทะกับ ‘คนในกระจก’ มาหลายครา เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย
“จักรพรรดิโลหิตต้องการอาศัยกระจกบานนี้ รวมถึงออร่าตกค้างของพระองค์ เพื่อฟื้นคืนชีพในร่างของเราหรือ?”
“ในกระจกต้องซ่อนบางสิ่งเอาไว้แน่นอน…”
“แผนการคืนชีพของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ กลับใช้ ‘โลกในกระจก’ เป็นเครื่องมือ…”
“อา…ก็สมเหตุสมผลอยู่ ไม่ว่าจะเป็นโลกในกระจกพิเศษนั่น หรือ ‘คนในกระจก’ ที่มาจากโลกดังกล่าว ล้วนมีความเกี่ยวพันกับทรีอาร์ยุคที่สี่ของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ พระองค์นี้อย่างแยกไม่ออก…”
“ก่อนหน้านี้เราเคยเข้าใจว่า โลกในกระจกพิเศษเป็นผลพวงจากสงครามสี่จักรพรรดิ แต่โมรัน·อาวินีแห่งตระกูลทามาร่ากลับเล่าว่า ตระกูลของพวกเขาเชื่อมโยงกับโลกในกระจกพิเศษมาตั้งแต่ก่อนสงครามสี่จักรพรรดิแล้ว…”
“บัดซบ…โลกในกระจกพิเศษนั่น คงไม่ใช่สิ่งที่ ‘จักรพรรดิโลหิต’ สร้างขึ้นหรอกนะ?”
“พระองค์ทิ้งปัญหาไว้ให้โลกนี้มากมายเพียงใดกัน?”
“สมแล้วที่เป็น ‘จักรพรรดิโลหิต’ ผู้ลือเลื่องในความบ้าคลั่ง…”
“ทว่าโลกในกระจกพิเศษนั่น ก็ชัดเจนว่าแยกไม่ออกจาก ‘นางมารต้นกำเนิด’ เหมือนกัน…”
“หรือว่านิกายนางมาร แอบล่อลวงตระกูลทามาร่า หวังใช้โลกในกระจกพิเศษเพื่อสร้างอิทธิพลต่อ ‘จักรพรรดิโลหิต’?”
“แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่า ‘จักรพรรดิโลหิต’ เป็นฝ่ายใช้ประโยชน์จากมันเสียเอง?”
“ทรีอาร์ยุคที่สี่ช่างเต็มไปด้วยปริศนาซ้อนปริศนา…”
ขณะกำลังครุ่นคิดวกวน ลูเมี่ยนก็พลันเข้าใจว่า เหตุใดเทอร์มีโพลอสถึงได้ห้ามไม่ให้ตนสำรวจเรือ ‘โทสะสีคราม’
การจะสำรวจเรือลำนี้ จำเป็นต้องมีตราประทับของ ‘นักพรตโลกแห่งความตาย’ ที่ผนึกออร่าตกค้างของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ เสียก่อน หรือไม่ก็ต้องมีวัตถุ หรือศักดิ์ที่สามารถต่อกรกับการข่มขวัญหรือการครอบงำนั้นได้เสียก่อน หากไม่แล้ว เพียงแค่ได้ก้าวเท้าเข้ามา ก็จะกลายเป็นหุ่นเชิดของอลิสต้า·ทูดอร์ ให้พระองค์ฟื้นคืนชีพในร่างได้
สำหรับเทอร์มีโพลอสแล้ว นี่ย่อมไม่ใช่เรื่องดีแต่อย่างใด
สายตาของลูเมี่ยนเคลื่อนไหว จับจ้องไปยังประตูแสงดาวแต่ละบาน
พวกมันคือตัวแทนของสมบัติชิ้นอื่นๆ หรือ?
……………………………………………………..