ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 745 วัตถุทั้งสาม
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 745 วัตถุทั้งสาม
ตอนที่ 745 วัตถุทั้งสาม
ลูเมี่ยนยืนยันสภาพร่างกายของตน แล้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มเคลื่อนกายไปตามผนังของโถงทางเดินอันกว้างขวาง
ระหว่างนั้น เด็กหนุ่มปล่อยใจให้ว่างเปล่า ไม่คิดวิเคราะห์สิ่งใด เพียงสนใจแต่ว่า ตนจะถูกกระจกเงาบานใหญ่ ณ ปลายโถงทางเดินอันมืดสลัวนั่น สะท้อนภาพอีกครั้งหรือไม่
ในที่สุด ลูเมี่ยนก็หยุดฝีเท้าลงตามสัญชาตญาณ
เด็กหนุ่มหวังจะอาศัยกฎการรวมตัวของตะกอนพลัง รวมถึงความไวต่อโชคชะตาของ ‘นักล่าชะตากรรม’ ช่วยให้ค้นพบห้องที่ ‘เหมาะสม’ กับตัวเองที่สุด จากบรรดาประตูแสงดาวหลายบาน
ที่นั่นอาจมีวัตถุระดับสูงของเส้นทาง ‘นักล่า’ อยู่ก็เป็นได้ หรืออาจเป็นถึงวัตถุดิบหลักของโอสถ ‘อัศวินเลือดเหล็ก’!
ลูเมี่ยนเพ่งมองประตูบานใหญ่กึ่งโปร่งแสง ซึ่งก่อตัวจากดวงดาวระยิบระยับ พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“เทอร์มีโพลอส แกคิดว่าภายในนั้นจะมีอันตรายใหญ่หลวงรออยู่ไหม?”
หลังจากเหตุการณ์ ‘สำนักสัจธรรม’ ลูเมี่ยนก็ยิ่งเพิ่มความระแวง รวมถึงคอยจับตาเทวทูตแห่งชะตากรรมรายนี้มากขึ้น แต่นั่นมิได้หมายความว่า เขาจะไม่ขอคำปรึกษาจากอีกฝ่ายเลย หากเลือกจังหวะและเงื่อนไขได้เหมาะสม เทอร์มีโพลอสก็ยังสามารถมอบคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ได้
เช่นยามนี้ที่มาดามเมจิกเชี่ยนยังคงอยู่ภายนอก เทอร์มีโพลอสแทบไม่มีความหวังจะหลุดพ้นจากตราผนึก ความตายหรือการกลายพันธุ์ของเด็กหนุ่ม มีแต่จะนำพาพระองค์ไปสู่สถานการณ์อันเลวร้ายยิ่งกว่า ในสภาวะดังกล่าว พระองค์ย่อมต้องช่วยมอบคำเตือนเกี่ยวกับอันตรายเป็นแน่
ลูเมี่ยนอาจมองไม่เห็นการแปรผันของชะตากรรมตนเอง แต่เทอร์มีโพลอสต้องมองเห็นแน่!
เทอร์มีโพลอสยังคงนิ่งเงียบ ไม่ตอบคำถามของลูเมี่ยน
ลูเมี่ยนก็มิได้ผิดหวัง เพียงวางฝ่ามือขวาที่ยังคงมีออร่าตกค้างของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ ในสภาพเปิดใช้งาน ลงบนที่จับของประตูแสงดาวเบื้องหน้า
เด็กหนุ่มบรรจงบิดที่จับ ทำท่าราวกับจะผลักประตูเปิด รอคอยการตอบสนองบางอย่างจากเทอร์มีโพลอส
ประตูแสงดาวเผยอออกทีละนิด แต่เทอร์มีโพลอสก็มิได้ส่งสัญญาณเตือนใดๆ
“การไม่มีปฏิกิริยา ก็ถือเป็นปฏิกิริยาอย่างหนึ่ง! นั่นหมายความว่า อันตรายในห้องนี้อยู่ในระดับที่เรารับมือไหว หรือไม่ก็มีโอกาสสูงที่จะเกิดผลลัพธ์เชิงบวก…” ลูเมี่ยนใช้สติผลักประตูแสงดาวจนเปิดกว้าง ก้าวเข้าสู่ห้องที่ถูกความมืดมิดครอบงำ
ทันใดนั้น เปลวไฟสีขาวอมเขียวพลันสว่างวาบ ดาบตรงสีดำสนิทที่เจิดจ้าด้วยเปลวเพลิงอันน่าพรั่นพรึง ได้ฟันสับลงมายังศีรษะของเด็กหนุ่ม
ลูเมี่ยนที่เตรียมพร้อมรับมือเหตุไม่คาดฝันอยู่แล้ว รีบกระตุ้นรอยประทับสีดำบนบ่าขวา แล้วแฟลชร่างกายไปยังด้านข้างของห้องทันที
โครม!
ดาบตรงสีดำที่เจิดจ้าด้วยเปลวเพลิงสีขาวอมเขียว ฟันกระแทกพื้นแสงดาวกึ่งโปร่งแสงอย่างแรง จนทิ้งรอยแยกลึกเอาไว้
ภายในรอยแยก แสงดาวบางส่วนละลายเหลว ราวกับธารลาวากำลังไหลริน
อาศัยแสงจากประกายไฟที่กระเด็น ลูเมี่ยนมองเห็นผู้ที่โจมตีตน
อีกฝ่ายคือชุดเกราะเต็มตัวสีดำสนิท สูงราวสองเมตรครึ่ง ใต้กะบังหมวกไม่ปรากฏ ‘ไฟ’ ในดวงตาเฉกเช่นอันเดด มีเพียงความมืดมิด ราวกับไม่มีผู้ใดสวมใส่อยู่
ฉับพลันนั้นเอง ชุดเกราะเต็มตัวสีดำสนิทเริ่มหมุนกาย หันมาทางลูเมี่ยน พร้อมยกดาบตรงเล่มใหญ่ที่ลุกโชนด้วยเปลวเพลิงสีขาวอมเขียวขึ้นอีกครั้ง
ทว่าก่อนหน้านั้น ดวงตาสีน้ำเงินของลูเมี่ยน ได้เปลี่ยนเป็นสีดำสนิทไปแล้ว
เด็กหนุ่มพบว่า จุดอ่อนของชุดเกราะขนาดเท่าคนยักษ์ กระจายอยู่ตามรอยต่อหลายจุดในลักษณะแสงสีขาวซีด
ขณะที่ดาบดำพร้อมเปลวไฟพุ่งฟันเข้าใส่ ลูเมี่ยนก็ใช้ ‘เทเลพอร์ต’ อีกครั้ง หายวับไปจากตำแหน่งเดิม
เสียงโครมครามดังขึ้น เปลวเพลิงสีขาวอมเขียวแตกกระจาย ร่างของลูเมี่ยนคมชัดอีกครั้งด้านหลังชุดเกราะเต็มตัวสีดำสนิท
เด็กหนุ่มกระโจนขึ้นทันที หมัดขวาลุกโชนด้วยเปลวไฟสีขาวโชติช่วง
เกิดเสียงกระแทกดังกึกก้อง ขณะที่หมัดของลูเมี่ยนซัดใส่รอยต่อระหว่างหมวกเกราะกับชุดเกราะสีดำสนิท
เก็บเกี่ยว!
เมื่อหมัดเข้าเป้า ลูเมี่ยนก็รีบ ‘เทเลพอร์ต’ ถอยห่าง หลบพ้นการฟันขวางลำตัวจากชุดเกราะสีดำที่หมุนกายครึ่งรอบ
ด้วยวิธีนี้ เด็กหนุ่มอาศัยความคล่องตัวของ ‘เทเลพอร์ต’ ย้ายไปอยู่ด้านหลังเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง สลับกับใช้ ‘เก็บเกี่ยว’ โจมตีจุดเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่มีการลงมืออย่างมูมมาม ทุกครั้งที่แฟลชไป จะลงมือโจมตีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
เปรี้ยะ! เปรี้ยะ! เปรี้ยะ!
หลังจาก ‘เก็บเกี่ยว’ ห้าครั้งติดต่อกัน ชุดเกราะสีดำสนิทก็ชะงักแน่นิ่งไป
รอยแตกน่าสะพรึงขยายตัวในพริบตา จากจุดเชื่อมระหว่างหมวกเกราะกับชุดเกราะ แพร่กระจายไปทั่วทุกส่วนของร่างอย่างรวดเร็ว
กร๊อบ!
ชุดเกราะสีดำสนิทแตกสลายไม่เหลือชิ้นดี เศษโลหะร่วงกราวทีละชิ้นสองชิ้น กระทบพื้นที่ก่อตัวจากแสงดาว ส่งเสียงเกรียวกราวดังราวห่าฝน
เคร้ง! ดาบใหญ่ที่ลุกโชนด้วยเปลวเพลิงสีขาวอมเขียว ร่วงกระทบพื้นตามลงมา
“มันไร้ซึ่งสติปัญญา การเคลื่อนไหวก็แข็งทื่อ แค่แข็งแกร่งกว่าลำดับ 6 แต่อ่อนกว่าลำดับ 5 …แต่พลังโจมตีของดาบตรงเล่มนี้กลับสูงมาก หากเผลอถูกฟันเข้า เว้นแต่จะสลับตำแหน่งกับเงาที่สร้างทิ้งไว้แล้ว ไม่อย่างนั้นเราคงได้ตายคาที่ หรือไม่ก็เสียแขนขา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมันฟันไม่โดนลำตัวด้วย อา…ตัวมันเองก็แข็งไม่เบาเลย แข็งยิ่งกว่า ‘การ์เดี้ยน’ ที่เคยเจอในเทศกาลฝันเสียอีก…” ลูเมี่ยนกล่าวพลางใช้หางตาสำรวจสภาพชุดเกราะที่พังทลาย พลางอาศัยแสงไฟที่ยังหลงเหลือบนดาบสีดำ กวาดตาสำรวจไปทั่วห้อง เพื่อระวังเหตุไม่คาดฝันแทรกซ้อน
ภายในนี้ค่อนข้างโล่ง มีเพียงแท่นศิลาคล้ายแท่นบูชา บนแท่นมีขวดแก้วสีใสใบไม่ใหญ่วางอยู่ ภายในบรรจุของกึ่งแข็งกึ่งเหลวสีเหลืองอมแดง ส่วนบนปักไส้ตะเกียงสีดำเส้นค่อนข้างหนา
“เทียนวิเศษที่มีสรรพคุณพิสดารหรือ?” ลูเมี่ยนคาดเดาเบื้องต้น “ใช้ทำอะไรได้บ้างนะ…”
ณ ปัจจุบัน เขาแน่ใจแล้วว่าภายในนี้ปลอดภัย จึงหันกลับไปมองกอง ‘เศษซาก’ ที่แตกออกจากชุดเกราะสีดำสนิท
ท่ามกลางเศษซากเหล่านั้น เด็กหนุ่มพบแผ่นหนังประหลาด
หนังแผ่นดังกล่าวใหญ่ราวครึ่งผ้าเช็ดตัว ผิวขาวงามละไม แม้เพียงมองจากระยะไกล ลูเมี่ยนก็รู้สึกได้ถึงเสน่ห์ดึงดูดอันแปลกประหลาด ราวกับว่าแต่เดิมมันคือผิวหนังของหญิงงามผู้หนึ่ง
“หนังมนุษย์?” ลูเมี่ยนพึมพำพลางขมวดคิ้ว ก่อนเดินเข้าไปใกล้
เขาไม่รีบก้มเก็บดาบตรงสีดำที่เปลวไฟดับไปเกือบหมดแล้ว หรือไม่รีบเก็บหนังแผ่นขาวชวนพิศวงขึ้นมา หากแต่หยิบมีดสั้นเล่มหนึ่งออกจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’
ลูเมี่ยนใช้มีดสั้นเล่มดังกล่าว เขี่ยแผ่นหนังออกมา แล้วคลี่มันออกตรงหน้า
สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือ ถ้อยคำภาษาเฮอร์มิสโบราณสีดำไม่กี่คำ
“สิ้นหวัง…”
“ลำดับ 4…”
ทันใดนั้น ลูเมี่ยนพลันพบว่าลมหายใจเริ่มหนักอึ้ง ศีรษะเริ่มมึนงง สภาพร่างกายทรุดลงอย่างเห็นได้ชัด
เด็กหนุ่มรีบละสายตาจากมัน พร้อมใช้มีดสั้นเขี่ยแผ่นหนังผิวขาวละเอียดขึ้นมา แล้วยัดมันพร้อมมีดใส่ ‘กระเป๋านักเดินทาง’
อาการผิดปกติของเขาค่อยๆ บรรเทาลงตามลำดับ
“สูตรโอสถ ‘นางมารสิ้นหวัง’ หรือ?” ลูเมี่ยนนึกถึงสิ่งที่เพิ่งเห็น จนเกิดข้อสันนิษฐานบางประการ “และแผ่นหนังที่ใช้จารึกสูตร ก็คงถลกจากร่างของ ‘นางมารสิ้นหวัง’ คนหนึ่ง จึงแฝงไว้ด้วยพลังพิเศษทั้งยังอันตราย? สมแล้วที่เป็นสมบัติล้ำค่าที่ตกทอดมาจากราชวงศ์ทูดอร์ ถึงกับมีของแบบนี้อยู่ด้วย…”
ท่ามกลางความคิดที่หลั่งไหล สายตาของลูเมี่ยนเลื่อนไปยังดาบตรงสีดำ ซึ่งเปลวไฟสีขาวอมเขียวกำลังริบหรี่ลง ไม่สว่างจ้าเหมือนเมื่อครู่
เขาครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ จนแล้วจนรอดก็ไม่กล้าเสี่ยงพิสูจน์พลัง คุณสมบัติ หรือผลข้างเคียงเชิงลบของมัน จึงปลด ‘กระเป๋านักเดินทาง’ ลง แล้วสอดดาบเข้าไปเก็บในมุมที่ไม่มีของชิ้นอื่นอยู่
ด้วยวิธีเดียวกัน ลูเมี่ยนเก็บเทียนประหลาดในขวดแก้วเข้า ‘กระเป๋านักเดินทาง’ ด้วย
เขาตั้งใจว่า เมื่อออกไปแล้วจะสอบถาม ‘มาดามเมจิกเชี่ยน’ ถึงสภาพของวัตถุเหล่านี้ ดีกว่าที่จะลองผิดลองถูกเอง!
เมื่อแน่ใจแล้วว่า ไม่มีสิ่งใดหลงเหลืออยู่ในห้อง ลูเมี่ยนจึงใช้ประตูแสงดาวกลับออกไปยังโถงทางเดินอันกว้างขวางแต่มืดมิด
ขณะที่เด็กหนุ่มเตรียมจะอาศัย ‘กฎการรวมตัวของตะกอนพลัง’ รวมถึงญาณพิเศษต่อโชคชะตาของ ‘นักล่าชะตากรรม’ เพื่อเลือกห้องถัดไปที่จะสำรวจ เสียงแผ่วพร่าก็ดังขึ้นข้างใบหู ราวกับมาจากสุดขอบฟ้า
“ห้องที่เหลือทั้งหมด อันตรายเกินไปสำหรับเธอ…”
มันคือเสียงของ ‘มาดามเมจิกเชี่ยน’
อย่างที่คิด ทั้งเธอและ ‘มิสเตอร์แฮงแมน’ ต่างก็คอยจับตาดูเราอยู่…คำพูดเมื่อครู่คงหมายความว่า ให้หยุดการสำรวจไว้เพียงเท่านี้ก่อนสินะ? จิตใจของลูเมี่ยนพลันมั่นคงขึ้นหลายส่วน
เด็กหนุ่มครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ตัดสินใจจะลงมือทำอีกสักเรื่อง แล้วจึงค่อยออกจากมิติพิเศษแห่งนี้
เขาบรรจงเคลื่อนตัวอ้อมทางด้านข้าง ไปยังกระจกเงาบานใหญ่ ณ ปลายโถงทางเดิน จิตใจยังคงเข้มแข็งระแวดระวัง โดยตั้งใจว่า หากได้ยินเสียงห้ามปรามจาก ‘มาดามเมจิกเชี่ยน’ ก็จะรีบถอยกลับในทันที
แม้กระทั่งตอนที่เขาเดินมาถึงด้านข้างของกระจกเงาบานใหญ่แล้ว ‘มาดามเมจิกเชี่ยน’ ก็ยังคงไม่ได้ส่งเสียงห้าม
ลูเมี่ยนสูดลมหายใจลึก แล้วค่อยๆ เคลื่อนฝ่ามือขวาไปด้านหน้ากระจกเงาอย่างระมัดระวัง
เด็กหนุ่มยังไม่แน่ใจว่า หากสะท้อนเพียงฝ่ามือเดียว กระจกเงาจะสร้างความผิดปกติขึ้นอีกหรือไม่
ในระหว่างที่ฝ่ามือเคลื่อนไปทีละนิด ประสาทของลูเมี่ยนกำลังตึงเครียดตลอดเวลา
จนในที่สุด เขาก็แตะถึงผิวกระจก พร้อมสัมผัสถึงความเย็นเยียบ ซึ่งทั้งเปราะบางและแข็งในเวลาเดียวกัน
ทันใดนั้น ลูเมี่ยนกระตุ้นพลังพันธสัญญาที่ได้รับจาก ‘แจ็คผู้โชกเลือด’ หรือก็คือ ‘รอยประทับกระจกเงา’!
เขาอยากทดสอบว่า เมื่อกลับออกไปภายนอกแล้ว จะยังสามารถรับรู้ถึงรอยประทับที่ทิ้งไว้ในมิติซ่อนเร้นแห่งนี้ได้หรือไม่
สีเลือดซึมจากฝ่ามือของเขา ไหลผ่านเข้าสู่ผิวกระจก ก่อเกิดเป็นภาพสะท้อนกลับด้าน
ในระหว่างที่รอคอย ลูเมี่ยนก็พลันเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา
“เหตุการณ์ที่เราเพิ่งพบเจอมา จะใช่ผลกระทบเชิงลบจากพันธสัญญา ‘รอยประทับกระจกเงา’ หรือเปล่า? เพราะมันก็นับเป็นเหตุการณ์ผิดปกติและอันตราย ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระจกเช่นกัน…”
เพียงไม่นาน ลูเมี่ยนก็ทิ้ง ‘รอยประทับกระจกเงา’ เสร็จเรียบร้อย
เมื่อจัดการเสร็จ เด็กหนุ่มก็ย้อนกลับเส้นทางเดิม หลบเลี่ยงบริเวณที่กระจกเงาบานใหญ่ส่องถึง บรรจงก้าวขึ้นบันไดไม้ทีละขั้น
ไม่นานนัก สายตาของลูเมี่ยนก็สว่างวาบ พลางเห็นโคมผนังกับแสงไฟริบหรี่สองข้างห้องโดยสาร
เขา ‘กลับมา’ ถึง ‘โทสะสีคราม’ อีกครั้ง
เมื่อมาถึงดาดฟ้าหัวเรือ ลูเมี่ยนยังไม่ทันได้ขอให้ ‘มาดามเมจิกเชี่ยน’ ช่วยนำวัตถุทั้งสามชิ้นที่ได้มา ออกจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’ เพื่อทำการ ‘พิสูจน์’ ก็ได้ยินผู้ถือไพ่อาร์คาน่าใหญ่กล่าวขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ
“สมแล้วที่เป็น ‘นักล่า’ ผู้มีศักดิ์เทวทูตเทียม รวมถึงออร่าของราชวงศ์ทูดอร์ แค่สำรวจหนเดียวก็ได้รับวัตถุเส้นทาง ‘นักล่า’ กับ ‘นางมาร’ มาถึงสามชิ้น”
“ดาบตรงเล่มนี้คือเป้าหมายของเธอ มันถูกสร้างจากตะกอนพลังของ ‘อัศวินเลือดเหล็ก’”