ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 746 เทียนไขศพ
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 746 เทียนไขศพ
ตอนที่ 746 เทียนไขศพ
สมบัติวิเศษที่สร้างจากตะกอนพลังของอัศวินเลือดเหล็ก? กฎการรวมตัวของตะกอนพลังช่างมีประโยชน์จริงๆ…ความไวต่อโชคชะตาของ ‘นักล่าชะตากรรม’ คงมีส่วนช่วยไม่มากก็น้อย…หรือบางที นี่อาจเป็นผลของการจัดแจงล่วงหน้า? ลูเมี่ยนรู้สึกตื่นเต้นยินดีอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ ‘แผลใจ’ เกี่ยวกับ ‘ของขวัญ’ จะกำเริบขึ้นมา
มาดามเมจิกเชี่ยนคล้ายกับล่วงรู้ความในใจของเด็กหนุ่ม จึงยิ้มพลางเอ่ยปาก
“ฉันเองก็ไม่แน่ใจว่า นี่เป็นของขวัญจากโชคชะตาหรือไม่ แต่ถึงจะเป็น มันก็เป็นของขวัญที่ตรงตามเป้าหมายของเรา สามารถรับไว้ได้โดยไม่ต้องกังวลใจ”
ลูเมี่ยนผงกศีรษะรับ
แฮงแมนด้านข้างกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ไม่จำเป็นต้องคิดให้ซับซ้อน เพียงทำความเข้าใจสองประการนี้ก็พอ”
“หนึ่ง ตอนนี้คุณไม่มีพลังอันใดในการหลีกเลี่ยงการจัดแจง บางครั้ง สิ่งที่คุณคิดว่าเป็นการต่อต้านแข็งขืน อาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนการที่ถูกวางไว้ล่วงหน้า อีกทั้ง เทวทูตของมิสเตอร์ฟูลก็ไม่อาจคอยคุ้มครองอยู่เคียงข้างคุณตลอดเวลา จงจำเอาไว้ การยอมรับความจริง มิใช่ความขลาดกลัว ตรงกันข้าม การที่คนเราสามารถยอมรับความจริง โดยยังมุ่งมั่นแสวงหาโอกาสในความจริงเหล่านั้นต่างหาก จึงจะเป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญ”
“สอง จงใช้ประโยชน์จากของขวัญแห่งโชคชะตาให้เต็มที่ มุ่งมั่นพัฒนาตัวเองต่อไป แน่นอน นี่มิใช่การยอมจำนน กลับกัน คุณยิ่งต้องพิสูจน์สติปัญญา พิสูจน์ความมุ่งมั่นให้เห็น เมื่อใดที่คุณสัมผัสถึงอันตราย เมื่อใดที่คุณล่วงรู้ถึงปัญหาอันผิดวิสัย จงจำเอาไว้ว่า พวกเราจะยืนเคียงข้างคุณเสมอ จงจำเอาไว้ว่า มิสเตอร์ฟูลสามารถแทรกแซงการ ‘จัดแจง’ ของอีกฝ่ายได้ แต่คุณก็ทราบดีว่า พระองค์ยังไม่ตื่นบรรทม จึงไม่อาจมอบความคุ้มครองให้ได้บ่อยนัก ต้องเก็บไว้ใช้ในยามคับขันเท่านั้น”
ลูเมี่ยนตั้งใจฟังจนจบ ก่อนจะบรรจงผงกศีรษะรับ แท้จริงแล้วถ้อยคำเหล่านี้ เขาก็เคยครุ่นคิดมาก่อน แต่เมื่อได้ยินจากปากผู้อื่น กลับมอบความรู้สึกต่างออกไป มอบพลังในการโน้มน้าวที่ไม่เหมือนเดิม
แฮงแมนครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสริมว่า
“ข้อควรระวังในเวลานี้คือ อีกฝ่ายต้องการให้ ‘จักรพรรดิโลหิต’ กลับมาจุติในร่างของคุณ หากพบเจอสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันอีก ก็ควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นสองเท่า”
“ผมจะจำใส่ใจไว้ ขอบคุณมากครับ มิสเตอร์แฮงแมน” ลูเมี่ยนแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจ
มาดามเมจิกเชี่ยนจึงดึงหัวข้อสนทนากลับสู่เรื่องหลัก
“นำสิ่งของที่ได้มาออกมาเถอะ ฉันจะช่วยตรวจสอบพลังและผลข้างเคียงให้”
เมื่อได้รับการอนุญาต ลูเมี่ยนจึงล้วงมือเข้าไปในกระเป๋านักเดินทาง กำด้ามดาบใหญ่สีดำเหล็กเอาไว้
ทันใดนั้น ความกังวลในใจของเด็กหนุ่ม เปรียบประหนึ่งเมฆดำที่ลอยอยู่กลางอากาศ ถูกสายลมอันน่าพรั่นพรึงพัดกระจายจนหายลับไปในพริบตา
“จะกลัวไปไยกับของขวัญแห่งโชคชะตา?”
“จะกลัวไปไยกับการจัดแจงขององค์เทพ?”
“ไปตายเสียให้หมด!”
“อย่าได้เหลือแม้แต่ซาก!”
ในชั่วขณะนั้น ลูเมี่ยนเปี่ยมล้นไปด้วยความกล้าหาญ รู้สึกว่าแม้พระผู้สร้างแท้จริงจะปรากฏกายตรงหน้าในยามนี้ ตนก็กล้าที่จะเหวี่ยงดาบในมือเข้าใส่!
เด็กหนุ่มชักดาบดำ ซึ่งแม้เปลวไฟจะดับไปแล้วแต่ยังร้อนระอุออกมา แล้วส่งมันให้มาดามเมจิกเชี่ยน
มาดามเมจิกเชี่ยนทอดสายตามองครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือรับดาบ พลางเอ่ยติดตลก
“‘ดาบเหี้ยมหาญ’ เป็นไง?”
“ดาบเหี้ยมหาญ…” ลูเมี่ยนชะงักไปครู่หนึ่ง
ทันทีที่ดาบดำหลุดจากฝ่ามือเขา ไปอยู่ในมือของมาดามเมจิกเชี่ยน เด็กหนุ่มก็พลันสะท้านเยือก
“เมื่อครู่เราคิดอะไรอยู่?”
“เกือบจะเผลอหมิ่นพระองค์ไปแล้ว…”
“เหตุใดเราถึงเกิดความคิดทำนองว่า ตัวเองในตอนนี้สามารถสังหารเทพได้?”
ท่ามกลางความรู้สึกหวาดกลัวตามหลัง ลูเมี่ยนทอดสายตาไปยังดาบดำในมือของมาดามเมจิกเชี่ยน
หรือนี่จะเป็นผลข้างเคียงของมัน?
มันสามารถมอบความกล้าที่จะสังหารเทพให้แก่ผู้คน?
ดวงตาของมาดามเมจิกเชี่ยนเผยประกายระยิบระยับดุจดวงดารา หลังจากเพ่งพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยปาก
“ดาบเล่มนี้จะมอบความกล้าหาญแก่ผู้พกพา ไม่ถูกความกลัวครอบงำ ไม่แข็งทื่อด้วยความหวาดหวั่น หากเมื่อครู่เธอถือดาบเล่มนี้ไว้ แม้สุดท้ายแล้วจะถูก ‘พิชิต’ แต่ก็คงต้านทานได้นานกว่านี้”
“ดาบนี้ทั้งแข็งทั้งคม สามารถรับการโจมตีโดยตรงจากผู้มีศักดิ์ครึ่งเทพได้ อีกทั้งยังสามารถสั่นคลอนการป้องกันของครึ่งเทพส่วนใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้น มันยังช่วยให้เธอสามารถปลดปล่อยการ ‘เก็บเกี่ยว’ ในระดับของอัศวินเลือดเหล็ก แต่มันจะผลาญพลังวิญญาณในปริมาณมหาศาล มากกว่าพลัง ‘กระตุ้นชะตา’ เสียอีก คาดว่าการใช้งานหนึ่งครั้ง จะสูบพลังวิญญาณของเธอไปเกือบสองในสาม”
“มันยังช่วยแบ่งเบาความเสียหายให้เธอได้ด้วย กล่าวคือ แม้จะป้องกันการโจมตีไม่สำเร็จ จนได้รับบาดแผลถึงแก่ชีวิต มันก็จะช่วยแบกรับความเสียหายไว้ครึ่งหนึ่ง ช่วยให้บาดแผลที่ควรจะถึงตาย กลายเป็นเพียงบาดเจ็บสาหัส”
“ทุกการโจมตีของมัน จะมาพร้อมกับเปลวเพลิงอันร้อนระอุ เมื่อผนวกกับเจตจำนงของเธอ เปลวเพลิงสามารถลุกลามผ่านการปะทะของอาวุธทั้งสองฝ่าย ไปยังร่างของศัตรูได้ด้วย อีกทั้ง เธอยังสามารถทำให้ทุกการโจมตี ก่อให้เกิดการระเบิดอันทรงพลังได้ด้วย”
“หากดาบเล่มนี้ได้ลิ้มรสเลือดของเป้าหมาย หรือเป้าหมายถูกเปลวเพลิงของมันแผดเผา เธอสามารถขว้างดาบขึ้นสู่ท้องฟ้า ภายในรัศมีห้ากิโลเมตร มันจะพันตัวเองด้วยเปลวเพลิง ดุจดังลูกกระสุนที่มีชีวิต บินไปยังเป้าหมายและไล่ล่าด้วยตัวเอง จากนั้นจะซัดโถมลงมา ก่อให้เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ ซึ่งสามารถทำลายทุกสิ่งในลานโล่งให้พินาศย่อยยับ”
“อา..พิสัยไกลสุดคือห้ากิโลเมตร โดยมันจะไม่บินกลับมาหาเธอ แต่ต้องไปเก็บกู้มันกลับมาเอง”
“ผลข้างเคียงมีสองประการ หนึ่งคือ ความกล้าที่มากเกินไป เปรียบดั่งยาพิษที่รุนแรงถึงแก่ชีวิต ความกลัวและอารมณ์หวาดหวั่นของมนุษย์ ถือเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ช่วยให้มนุษยชาติดำรงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน ผู้ใดไม่เข้าใจความกลัวและหวาดหวั่น มีเพียงความกล้าหาญอย่างเดียว ย่อมสูญเสียความสามารถด้านการวิเคราะห์วินิจฉัย และมักพานพบจุดจบในที่สุด”
“สองคือ มันต้องการเพื่อนร่วมทาง เธอต้องเตรียมดาบตรงธรรมดาไว้อย่างน้อยสามสิบเล่ม แล้วนำไปวางรวมกัน จึงจะถือว่าผนึกมันสำเร็จ หากไม่แล้ว ภายในเวลาราวสิบห้านาที มันจะเริ่มโจมตีผู้คนรอบข้างไม่เลือกหน้า รวมถึงตัวเธอด้วย อย่าคิดจะใช้ออร่าตกค้างของจักรพรรดิโลหิตมาแทรกแซงหรือข่มขวัญเด็ดขาด เพราะนี่มิใช่คุณสมบัติจากตะกอนพลัง หากแต่เป็นฤทธิ์เดชของเทวบารมีแห่งความพินาศ”
“มันยังจะแผ่ความร้อนสูงอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ดาบตรงธรรมดาค่อยๆ หลอมละลาย ดังนั้น เธอต้องคอยเติมเพื่อนร่วมทางให้มันเป็นระยะ ในทำนองเดียวกัน ตัวผู้ถือครองก็จะถูกเผาไหม้ไปด้วย โดยจะรุนแรงขึ้นตามลำดับ แต่เธอที่เป็น ‘ยมทูต’ ย่อมสามารถทนทานได้นานกว่า”
“ก็ทำนองนี้ หากเธอไม่ขัดข้อง ก็จงเรียกมันว่า ‘ดาบเหี้ยมหาญ’ เถอะ”
ลูเมี่ยนพยักหน้ารับแล้วกล่าวตอบ
“ผลข้างเคียงที่จะท่วมท้นไปด้วยความกล้าเมื่อพกพา สามารถเลี่ยงได้ด้วย ‘กระเป๋านักเดินทาง’ หรือไม่?”
“ได้” เมจิกเชี่ยนพยักหน้ารับ
ลูเมี่ยนครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อ
“ในห้องที่ผมพบดาบ มีเพียงชุดเกราะ แท่นบูชา และวัตถุอีกสองชิ้น เหตุใดมันจึงไม่ทำลายสิ่งเหล่านั้น?”
“ชุดเกราะคือเพื่อนร่วมทางของมัน” เมจิกเชี่ยนตอบราวกับรู้คำถามนี้มาก่อน
ลูเมี่ยนไม่ได้ถามอะไรต่อ เพียงครุ่นคิดถึงการใช้งาน ‘ดาบเหี้ยมหาญ’
ควรรอจนวิเคราะห์สถานการณ์ได้กระจ่าง และมีการตัดสินใจที่เหมาะสมก่อน จึงค่อยชักดาบพุ่งเข้าไป…
มันไม่ใช่คทาของผู้บัญชาการ แต่เป็นแตรเดี่ยวแห่งการจู่โจม…
แต่ละครั้งไม่อาจใช้งานได้นานเกินสิบห้านาที…
ลูเมี่ยนครุ่นคิดพลางยื่นมือไปรับ ‘ดาบเหี้ยมหาญ’ มาถือไว้
ในวินาทีถัดมา เด็กหนุ่มค้นพบว่า ตนไม่จำเป็นต้องคิดอะไรมากมายเลย
กลัวนั่น กลัวนี่ มีแต่จะนำไปสู่ความล้มเหลว!
เกิดเป็นคนไม่ควรกังวลมากเกินไป ลังเลไปมา สู้ลงมือทำเลยดีกว่า!
จะกลัวไปไย?
มาดามเมจิกเชี่ยนล้วงมือเข้าไปในความว่างเปล่า หยิบดาบตรงที่ดูต่างกันเล็กน้อยออกมาหลายสิบเล่ม แล้วปล่อยให้มันลอยไปหาลูเมี่ยนเอง
หลังจากวาง ‘ดาบเหี้ยมหาญ’ ลงในกลุ่มดาบตรง แล้วยัดกลับเข้า ‘กระเป๋านักเดินทาง’ ลูเมี่ยนก็กลับมามีสติอีกครั้ง
เด็กหนุ่มอดไม่ได้ที่จะจิกกัดตัวเองในใจ
“พลังของ ‘นักพรต’ ไม่มีผลในด้านนี้สินะ…”
จากนั้น เขาล้วงหยิบแผ่นหนังขาวเนียน กับเทียนไขกึ่งแข็งสีเหลืองอมแดง บรรจุอยู่ในขวดแก้วใสใบเล็กออกมา
ดวงตาของ ‘เมจิกเชี่ยน’ ฉายประกายดาวระยิบระยับอีกครั้ง พลางรับของทั้งสองชิ้นไปเพ่งพิศอยู่สิบกว่าวินาที
“นี่คือสูตรโอสถ ‘นางมารสิ้นหวัง’ ของจริง ซึ่งหนังมนุษย์ที่ใช้จารึกมัน มาจากร่างของ ‘นางมารสิ้นหวัง’ โบราณผู้หนึ่ง แฝงไปด้วยเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา เปี่ยมไปด้วยอำนาจแห่งศาสตร์เร้นลับ ผู้ใดก็ตามที่สัมผัสหรือจ้องมองมัน จะค่อยๆ ล้มป่วยด้วยโรคภัย หากการสัมผัสหรือพิจารณาแต่ละครั้งไม่เกินสิบวินาที ร่างกายจะสามารถฟื้นฟูได้เอง” มาดามเมจิกเชี่ยนอธิบายแผ่นหนังขาวเนียนอย่างรวบรัด
สายตาของเธอเลื่อนไปยังเทียนไขประหลาด
“นี่คือเทียนน้ำมันศพ ทำจากน้ำมันศพของ ‘อัศวินเลือดเหล็ก’ และ ‘นางมารสิ้นหวัง’ ผสมกับสิ่งอื่น”
เทียนน้ำมันศพ…แถมยังเป็นน้ำมันศพของครึ่งเทพถึงสององค์…แม้ลูเมี่ยนจะผ่านโลกมามาก แต่เมื่อมองดูเทียนไขเล่มนั้นอีกครั้ง ก็อดรู้สึกขนพองสยองเกล้าไม่ได้
“สรรพคุณของมันคือ?” ท่ามกลางความรู้สึกประหลาดที่ก่อตัวขึ้น เด็กหนุ่มกลับสนใจคำถามนี้มากกว่า
มาดามเมจิกเชี่ยนชั่งคำพูดก่อนตอบ
“หลังจุดแล้ว ให้นำไปใช้ในพิธีพันธลับหรือการเข้าฌาน อาจต้องประกอบพิธีกรรมบางอย่างร่วมด้วย แต่รายละเอียดกับผลลัพธ์ยังไม่แน่ชัด อา…เธอมีออร่าตกค้างของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ อยู่ บางทีอาจไม่ต้องทำพิธี ก็สามารถทดลองดูได้เลย”
ลูเมี่ยนไม่ลังเลแม้แต่น้อย
“ตกลง ผมจะลองเดี๋ยวนี้”
ตอนนี้มีทั้งเทวทูตและนักบุญคอยคุ้มครองอยู่ ต่อให้เกิดปัญหาอะไรก็ช่วยเหลือได้ทัน ไม่ลองตอนนี้ จะให้รอกลับไปลองตอนอยู่คนเดียวหรืออย่างไร?
‘เมจิกเชี่ยน’ และ ‘แฮงแมน’ ไม่ได้ห้ามปราม
ลูเมี่ยนรับเทียนน้ำมันศพที่บรรจุในขวดแก้วใสมา แล้วนั่งขัดสมาธิบนดาดฟ้าเรือ
เป๊าะ! เด็กหนุ่มดีดนิ้วจนเกิดเปลวไฟสีขาวจ้า แล้วนำไปจุดไส้เทียนสีดำทันที
จากนั้น เขาหลับตาลง วาดลวดลายในใจ เริ่มเข้าฌาน
ในภวังค์อันสงบนิ่ง กลิ่นหอมพิลึกสายหนึ่งลอยโชยเข้าจมูก จนไขกระดูกเริ่มคันคะเยอ รู้สึกเหมือนกำลังค่อยๆ ลุกไหม้
ลูเมี่ยนไม่พยายามต่อต้านความรู้สึกดังกล่าว เพียงแต่มุ่งรักษาสภาวะการเข้าฌานเอาไว้
ผ่านไปนานเท่าใดไม่ทราบได้ เด็กหนุ่มเริ่มเห็นม่านหมอกสีดำทะมึนปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
คล้ายกับว่า ตัวเขาอยู่ท่ามกลางหมอกนั้น ยืนอยู่ริมถนนสายหนึ่งที่มองเห็นเค้าโครงได้เพียงเลือนราง
ฝั่งตรงข้ามของถนน อาคารต่างๆ ที่ไม่ได้สูงนักปรากฏอย่างเลือนราง คล้ายกับเหลือเพียงเงาดำ
กรุ๊งกริ๊ง! ยานพาหนะที่คล้ายรถไฟไอน้ำ แล่นมาจากปลายถนนอีกด้าน ตู้โดยสารมีไม่มาก เพียงสองตู้เท่านั้น ทั้งยังไม่มีปล่องควันอันเป็นเอกลักษณ์ ส่วนบนยังมีโครงค้ำยื่นออกมาในรูปทรงแปลกประหลาด เชื่อมต่อกับบางสิ่งที่ลอยอยู่กลางอากาศ
นี่มัน…ภาพคล้ายกันนี้ ผุดขึ้นในความทรงจำของลูเมี่ยนทันที
เขาเคยเห็นภาพทำนองนี้มาก่อนในทรีอาร์ยุคที่สี่!
มันคือจุดเริ่มต้นของ ‘ชั้นที่สอง’ ของโลกในกระจกพิเศษนั่น
……………………………………………………..