ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 748 พิธีกรรมของสิ้นหวัง
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 748 พิธีกรรมของสิ้นหวัง
ตอนที่ 748 พิธีกรรมของสิ้นหวัง
มาดามเมจิกเชี่ยนช่วยยืนยันข้อสันนิษฐานของลูเมี่ยน
“ถูกต้อง มันคือองคาพยพของเทพธิดาแห่งการเก็บเกี่ยว โอมีเบล่า”
องคาพยพของเทพธิดาแห่งการเก็บเกี่ยว…สมบัติปิดผนึกระดับ ‘0’ …สัมผัสได้ หยิบจับได้ และใช้งานได้ในช่วงเวลาสั้นๆ…ลูเมี่ยนเอ่ยถามด้วยแววตาเปี่ยมความคาดหวัง
“นอกเหนือจากการผสานกับเศษสายสะดือของโอมีเบล่าแล้ว ยังต้องบรรลุเงื่อนไขใดอีกสองข้อหรือครับ?”
มาดามเมจิกเชี่ยนเผยรอยแย้มแฝงการเยาะหยันตนเอง
“อันที่จริง ฉันไม่ควรบอกเรื่องนี้กับเธอเลย เพราะมันจะทำให้เธอยิ่งพาตัวเองไปเสี่ยงอันตราย”
“แต่แน่นอน โหราจารย์ลำดับสูงอย่างฉัน ย่อมมองเห็นผลลัพธ์เช่นนี้ล่วงหน้า ดังนั้นการเปิดเผยความจริงแก่เธอ แล้วปล่อยให้เธอตัดสินใจเอาเอง คือทางเลือกที่ฉันคิดมาดีแล้ว”
“เงื่อนไขทั้งสองประการก็คือ”
“หนึ่ง ต้องเคยถูกทรยศโดยญาติสายตรง สอง ต้องเป็นสตรี”
นี่มัน…ห้วงอารมณ์ของลูเมี่ยน ดำดิ่งลงสู่ห้วงแห่งความผิดหวังทันที
สำหรับการถูกทรยศโดยญาติสายตรง เด็กหนุ่มทราบดีว่าตนได้บรรลุเงื่อนไขแล้ว ด้วยบิดาผู้สืบสายโลหิตเดียวกัน ได้ทอดทิ้งเขากับมารดาไป อีกทั้งยังเป็นต้นเหตุให้ปู่ของเขาต้องสิ้นเนื้อประดาตัว แต่ไฉนจึงต้องเป็นสตรีด้วยเล่า?
ราวกับมาดามเมจิกเชี่ยนอ่านความคิดของเด็กหนุ่มได้
“ในกรณีของการถูกทรยศโดยญาติสายตรง เธอคงผ่านเงื่อนไขได้อย่างหวุดหวิด ส่วนการเป็นสตรีนั้น ในโลกของศาสตร์เร้นลับ เต็มไปด้วยลู่ทางที่จะเปลี่ยนเธอเป็นสตรีชั่วคราว อาทิ สมบัติวิเศษบางชิ้นซึ่งมีจุดเด่นของเส้นทาง ‘นางมาร’ แถมยังไม่จำเป็นต้องลำดับสูงด้วยซ้ำ”
“จริงด้วย…” ห้วงความคิดของลูเมี่ยนล่องลอยไปถึงต่างหูคำลวง
แม้สมบัติชิ้นดังกล่าวจะไม่อาจช่วยให้เด็กหนุ่มเปลี่ยนเพศสภาพได้ ทว่าพลังอันน่าพิศวงของมัน ไม่ว่าจะเป็นการแปลงโฉม หรือปรับเปลี่ยนส่วนสูง ล้วนแต่เป็นความมหัศจรรย์อันเหนือธรรมชาติ
ในเมื่อมีสมบัติวิเศษเหล่านี้ดำรงอยู่ สมบัติปิดผนึกที่สามารถเปลี่ยนสรีระให้กลายเป็นสตรีเพียงแค่สวมใส่ ก็ย่อมต้องมีอยู่ด้วยเช่นกัน กอปรกับข้อมูลของเส้นทาง ‘นางมาร’ ในมือ ลูเมี่ยนจึงเชื่อมั่นว่า นี่คือสัจธรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง เพียงแต่สมบัติประเภทนี้นับว่าค่อนข้างเฉพาะตัว จึงมีจำนวนเพียงหยิบมือเดียว
แรงกระหายที่จะสัมผัสองคาพยพของโอมีเบล่า ได้ลุกโชนกลับมาอีกครั้งในห้วงจิตของลูเมี่ยน
นั่นคือสมบัติปิดผนึกระดับ ‘0’ อันทรงพลานุภาพ!
มาดามเมจิกเชี่ยนเผยสีหน้าแปลกประหลาด พลางเอื้อนเอ่ยคำเตือน
“หากเธอตัดสินใจกินเศษสายสะดือของโอมีเบล่าเข้าไป จนได้รับสายเลือดบุตรแห่งเทพขององค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่แล้ว เธอจะไม่มีวันได้เข้าใกล้ชุดเกราะอหังการอีก”
“ความเคียดแค้นที่มันมีต่อเธอ แต่เดิมจะค่อยๆ จางหายไปตามกาลเวลา แต่หากเธอกลายเป็นโอมีเบล่าเทียมเมื่อใด มันจะพุ่งเป้าความอาฆาตมายังเธอเป็นอันดับแรกตราบชั่วนิรันดร์ เว้นแต่จะมีบุคคลพิเศษที่คู่ควรแก่การถูกมันจู่โจมยิ่งกว่า ปรากฏกายอยู่ในสนามรบด้วย”
นี่คือความอาฆาตแค้นที่ชุดเกราะอหังการมีต่อเส้นทาง ‘ธรณี’ สินะ? หากมีเราอยู่ใกล้ๆ พวกฟรังก้าก็จะไม่สามารถใช้งานชุดเกราะอหังการได้อีก…แต่ถ้าต้องเลือกระหว่างชุดเกราะอหังการกับสมบัติปิดผนึกระดับ ‘0’ ใครก็ตามที่มีสติปัญญาเพียงพอ มีจิตใจปกติ ย่อมรู้ดีว่าควรเลือกสิ่งใด ต่อให้สมบัติดังกล่าวจะใช้งานได้เพียงชั่วครู่ก็ตาม…ลูเมี่ยนผงกศีรษะรับ เป็นนัยว่าได้จารึกคำเตือนลงในห้วงความทรงจำเรียบร้อยแล้ว
มาดามเมจิกเชี่ยนละทิ้งประเด็นสนทนานั้นไว้เบื้องหลัง ก่อนเอื้อนเอ่ยวาจาด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ
“ทางเราพร้อมแล้วที่จะดำเนินการค้าขายกับศาสนจักรสุริยันเจิดจรัส หากพวกเธอตกลงวันเวลาและสถานที่ได้เมื่อไร ก็แจ้งให้ฉันทราบได้ทุกเมื่อ”
“สมบัติปิดผนึกชิ้นนั้น คงจะให้พวกเธอช่วยส่งมอบแทนไม่ได้ เนื่องจากมันแฝงไว้ซึ่งอันตรายอันใหญ่หลวง หน้าที่ของพวกเธอมีเพียง แจ้ง ‘ผู้ชำระ’ ให้เตรียมประกอบพิธีปิดผนึกในจุดนัดหมาย เธอก็จะปรากฏตัวออกมาเอง”
“เข้าใจแล้วครับ” ลูเมี่ยนถือโอกาสนี้ ถ่ายทอดข่าวสารที่ได้รับมาในช่วงสองวันก่อนหน้า
เมื่อได้ยินว่า จอมเวทปีศาจบูลแมน ถูกแฮร์ริสันผู้มาจาก ‘เกาะคืนชีพ’ ครอบงำจิตใจ จนเกิดความปรารถนาอันมืดมนที่จะสัมผัสกับ ‘รอยประทับในห้วงลึกความตาย’ จนถึงกับอัญเชิญวิญญาณชั่วร้ายมาสังหาร ซึ่งน่าพิศวงนักที่วิญญาณดังกล่าวกลับเป็นร่างสะท้อนของตัวเขาเอง สายตาของมาดามเมจิกเชี่ยนจึงทอดมองไปยัง ‘แฮงแมน’ อัลเจอร์
ลูเมี่ยนระลึกได้ว่า มาดามเมจิกเชี่ยนเคยกล่าวเอาไว้: สำหรับเหตุการณ์บนเกาะแห่งการคืนชีพ ชุมนุมทาโรต์ได้ส่งคนไปสืบสวนนานแล้ว โดยผู้รับหน้าที่อันหนักอึ้งนี้คือ มิสเตอร์แฮงแมนและมาดามเฮอร์มิท
‘ทูตพายุ’ ผู้ถือไพ่อาร์คาน่าใหญ่รายนี้ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอื้อนเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“เรื่องราวนี้เชื่อมโยงกับบางสิ่งที่ผมกำลังตามสืบอยู่”
“ตอนนี้ผมยังเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดไม่ได้ สิ่งเดียวที่พอจะบอกได้คือ แฮร์ริสันมีแนวโน้มที่จะปรากฏตัวในสถานที่ซึ่งเกี่ยวพันกับกลิ่นอายแห่งความตาย ความมืด รัตติกาล และความเสื่อมทราม หากคุณพบปะผู้ใดที่มีรากเหง้าคลุมเครือในสถานที่ประเภทดังกล่าว อย่าลืมแจ้งให้ผมทราบด้วย”
ความตาย ความมืด รัตติกาล ความเสื่อมทราม…สมแล้วที่เป็นคนจากเกาะคืนชีพ…ลูเมี่ยนไม่ประหลาดใจกับคำเตือนของมิสเตอร์แฮงแมนแม้แต่น้อย
สิ่งที่เด็กหนุ่มสนใจมากกว่าคือ ‘การคืนชีพ’ บนเกาะดังกล่าว คือการ ‘คืนชีพ’ ที่แท้จริงหรือไม่
มาดามเมจิกเชี่ยนพูดราวกับอ่านความคิดของเขาได้
“ก็อย่างที่ฉันเคยบอกไป ไม่มีใครในหมู่พวกเราอยู่บนเส้นทาง ‘มรณา’ และไม่มีใครเข้าใจสถานการณ์บนเกาะแห่งการคืนชีพ จึงยากที่จะพิสูจน์ได้ว่า ‘การคืนชีพ’ ของพวกเขามีแก่นสารเป็นเช่นไร บางที คงต้องรอจนกว่าจะได้เผชิญหน้ากับแฮร์ริสันหรือชาวเกาะคนอื่นเสียก่อน จึงจะยืนยันเรื่องที่เธอสงสัยได้”
“สิ่งเดียวที่ฉันบอกได้ในตอนนี้คือ จากกรณีของจอมเวทปีศาจบูลแมน หลังจากที่เขาได้รับคำแนะนำจากแฮร์ริสันให้สังหารวิญญาณชั่วร้าย ซึ่งต้องสงสัยว่าเป็นตัวบูลแมนเอง อาการของเขาก็แย่ลงอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น มีความเป็นได้สูงที่ชาวเกาะแห่งการคืนชีพจะประสบปัญหาบ้างไม่มากก็น้อย”
“หึๆ ฉันเคยบอกไปแล้วว่า วิญญาณชั่วร้าย ‘อาร์เดน’ อาจยังมีชีวิตอยู่หลังจากพิธีกรรมดังกล่าว แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริง”
ลูเมี่ยนทำได้เพียงนิ่งเงียบไป
…………
ครั้นกลับมายังกรุงทรีอาร์ ลูเมี่ยนมุ่งตรงไปยังบ้านเลขที่ 9 ถนนโอโรเซทันที แล้วเคาะประตูอพาร์ตเมนต์ 702 ด้วยจังหวะเร่งร้อน
“คุณกลับมาทำไมอีก?” ฟรังก้าเปิดประตูพลางเผยสีหน้าแฝงความระอา
หมอนี่เพิ่งจะกลับไปไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำ!
โชคดีที่ยังเป็นยามกลางวัน และตนก็มิได้คิดจะกระทำการใด หากไม่แล้ว ถ้าตกอกตกใจจนเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมาจะทำยังไง?
ลูเมี่ยนเหลือบมองจินนา ผู้ขดกายอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น โดยกำลังถือหนังสือไว้ในมือ พลางยันกายขึ้นมองเด็กหนุ่ม
เขายิ้มถามกับนางมารทั้งสอง
“ผมได้สูตรโอสถ ‘นางมารสิ้นหวัง’ มาแล้ว”
“หือ?” ฟรังก้าเบิกตากว้าง
ไม่ใช่ว่าเขาก็เพิ่งได้รับสูตรโอสถ ‘อัศวินเลือดเหล็ก’ มาหรือไง?
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ชายคนนี้เพิ่งเผชิญกับเหตุการณ์ใหญ่ภายในเวลาสิบกว่านาทีเมื่อครู่หรือ?
จินนาก็สับสนไม่ต่างกัน และท่าทีแรกของเธอคือ การเข้าใจว่าลูเมี่ยนกำลังแกล้งอำ
‘สิ้นหวัง’ คือสูตรโอสถลำดับ 4 ซึ่งบันทึกหนทางในการเปิดประตูเทวบารมีของมนุษย์ เหตุใดถึงได้พูดว่า ‘ได้มาแล้ว’ ง่ายดายนักเล่า?
ท่ามกลางกระแสความคิด ฟรังก้ากับจินนาเอ่ยถามพร้อมกัน
“คุณไปเยือนเรือโทสะสีครามมาแล้วหรือ?”
“คุณสำรวจเรือโทสะสีครามมาแล้วหรือ?”
“แค่สำรวจเบื้องต้นน่ะ” ลูเมี่ยนเบียดกายผ่านร่างของฟรังก้า พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“แค่สำรวจเบื้องต้น ก็ได้รับสูตรโอสถ ‘นางมารสิ้นหวัง’ แล้วหรือ?” จินนายังคงถามด้วยความคลางแคลง
ลูเมี่ยนเปล่งเสียงหัวร่อในลำคอ
“มันก็แค่หนึ่งในมรดกของจักรพรรดิโลหิตเอง สูตรโอสถลำดับ 4 เป็นได้เพียงสมบัติดาษดื่นจากบรรดาขุมทรัพย์ทั้งหมด”
“แล้วคุณได้อะไรมาอีก?” หลังจากปิดประตูห้อง ฟรังก้าเอ่ยถามด้วยความอยากรู้
ลูเมี่ยนทิ้งกายลงบนโซฟาเดี่ยวอย่างผ่อนคลาย พลางเล่าถึงประสบการณ์เมื่อครั้งสำรวจโทสะสีคราม รวมถึงบทสนทนากับมาดามเมจิกเชี่ยนและมิสเตอร์แฮงแมน อย่างละเอียดตั้งแต่ต้นจนจบ
“เทียนน้ำมันศพเล่มนั้น ฟังดูน่าขนลุกจริงๆ…” ฟรังก้าถอนหายใจด้วยความรู้สึกจากก้นบึ้ง
จินนาพยักหน้าเห็นพ้อง รู้สึกราวกับเพิ่งได้ฟังตำนานสยองขวัญจบ
ในฐานะผู้วิเศษเส้นทาง ‘นางมาร’ ซึ่งอยู่ติดกับ ‘นักล่า’ หลังจากได้ยินว่าเทียนเล่มนั้นทำจากน้ำมันศพของ ‘อัศวินเลือดเหล็ก’ และ ‘นางมารสิ้นหวัง’ เธอก็อดไม่ได้ที่จะเชื่อมโยงกับตัวเอง ลูเมี่ยน และฟรังก้า
ขณะจินนาได้ยินฟรังก้าช่วยเอ่ยความในใจแทนตน เธอก็เห็นฝ่ายหลังกล่าวด้วยความกระตือรือร้น
“ตอนที่อยู่ในทรีอาร์ยุคที่สี่คราวก่อน ฉันแทบมองไม่เห็นนครแห่งหมอกเลย คำอธิบายของคุณก็ไม่ชัดเจนเท่าไร ดังนั้น ฉันขอยืมเทียนเล่มนี้มาทำพิธีพันธลับสักครู่ได้ไหม? จะได้เห็นสักทีว่านครแห่งหมอกนั่นมีหน้าตาเป็นยังไง”
“ส่วนพวกคุณก็คอยคุ้มครองฉันยังไงล่ะ!”
“เทียนเล่มนั้นไหม้เร็วมาก ผมแค่ทดลองครั้งเดียว ก็หายไปแล้วหนึ่งในห้าส่วน” ลูเมี่ยนครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยต่อไป “ไว้ผมมีโอกาสแวะไปยังท่าเรือแบนชี หรือทรีอาร์ยุคที่สี่ก่อน จะให้คุณทดลองสักครั้ง ยิ่งไปกว่านั้น มาดามเมจิกเชี่ยนกล่าวว่า หากปราศจากออร่าตกค้างของจักรพรรดิโลหิต ก็จำเป็นต้องประกอบพิธีกรรมเฉพาะเพื่อเกื้อหนุน ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีใครรู้รายละเอียดของพิธีกรรม บางที หากไปถึงท่าเรือแบนชี หรือได้เข้าไปในทรีอาร์ยุคที่สี่ เราอาจไม่ต้องการความช่วยเหลือจากพิธีกรรมอีก”
“งั้นเอาไว้ก่อน” ฟรังก้ามิได้ยืนกรานต่อ
เทียนน้ำมันศพที่เหลือใช้ได้เพียงสี่ครา ย่อมต้องถนอมไว้เพื่อวาระอันเหมาะสม
ฟรังก้ากล่าวกับลูเมี่ยนด้วยความกระตือรือร้น
“ขอดูสูตรโอสถนางมารสิ้นหวังหน่อยสิ”
“จะแลกเปลี่ยนด้วยอะไรล่ะ?” ลูเมี่ยนกล่าวติดตลก
ฟรังก้าจิ๊ปากก่อนจะกล่าวตอบ
“ฉันจะช่วยสอดส่องสมบัติวิเศษสำหรับเปลี่ยนเพศในนิกายนางมารให้ แล้วนำมามอบให้คุณโดยไม่คิดค่าตอบแทน”
ขณะเอ่ยวาจา รอยแย้มบนใบหน้าของฟรังก้าก็ยิ่งสดใส ดวงตาฉายแววเปล่งปลั่ง
“ฉันรอให้ถึงวันนั้นไม่ไหวแล้ว”
จินนาลองจินตนาการตามอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เริ่มคาดหวังเช่นกัน
เมื่อพิจารณาถึงบทสรุปหากตนดั้นด้นจะโต้เถียงต่อ ลูเมี่ยนก็แสร้งเงียบไป เพียงหยิบหนังมนุษย์สีขาวเนียนออกจากกระเป๋านักเดินทาง แล้วรีบวางลงบนโต๊ะกาแฟ
ทั้งสามมองไปยังสูตรโอสถเพียงไม่กี่ครั้ง แล้วก็ต้องรีบถอยห่างออกมา ก่อนจะกลับมาอ่านต่อหลังจากผ่านไปครู่ใหญ่
หลังจากทำวนเวียนอยู่หลายครั้ง เนื้อหาของสูตรโอสถลำดับ 4 ก็เสร็จสมบูรณ์ภายในใจทุกคน
“ชื่อ: สิ้นหวัง”
“ลำดับ: 4”
“วัตถุดิบหลัก: ถุงพิษของนางพญางูแห่งโรคระบาด; ผลึกของนักล่าสีเงิน;”
“วัตถุดิบเสริม: น้ำดีของนางพญางูโรคระบาด 10 มิลลิมิตร, ชิ้นส่วนของนักล่าสีเงิน 3 ชิ้น, กิ่งมิสเซิลโทสด 1 กิ่ง, เลือดจากคนที่ตายด้วยโรคระบาดต่างชนิดกัน 7 คน คนละ 10 มิลลิลิตร”
“พิธีกรรม: ทำให้ผู้คนเกิน 30,000 ชีวิตเข้าไปพัวพันกับโรคระบาดร้ายแรง ยิ่งมีคนตายมากเพียงใด ยิ่งมีความสิ้นหวังและทุกข์ระทมมากเพียงใด ผลของพิธีกรรมก็จะดีมากเท่านั้น”
ในห้วงแห่งความเงียบงันที่ต่างฝ่ายต่างสบตากัน ฟรังก้าเปล่งเสียง ‘ซี้ด’ ออกมา
“พิธีกรรมมันไม่ชั่วร้ายไปหน่อยหรือ?”
“ใครมันจะไปทำเรื่องพรรค์นี้ลงคอกันเล่า!”
เธอรู้สึกว่า หากตนยอมตกเป็นทาสของการเลื่อนลำดับ ยอมจำนนต่อแรงกระหายที่จะกลายเป็นครึ่งเทพ ด้วยการหว่านโรคร้ายลงสู่ผืนดิน นั่นย่อมเท่ากับว่า เธอได้ตกต่ำดำดิ่งลงสู่ห้วงแห่งความมืดมน และกลายเป็นนางมารอย่างแท้จริง!
จินนาส่ายศีรษะ ใบหน้าฉายแววหวาดกลัว
เธอไม่อาจจินตนาการได้ว่า ตนจะแปรเปลี่ยนเป็นบุคคลเช่นนั้น
สู้ดำรงอยู่ในลำดับ ‘นางมารทุกข์ระทม’ ตลอดไปยังดีเสียกว่า!
“ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความชั่วร้ายเพียงอย่างเดียว แต่ชัดเจนว่า ตัวพิธีกรรมเองก็ยากกว่าของ ‘อัศวินเลือดเหล็ก’ มาก”
ด้วยพลังของนางมารทุกข์ระทม กอปรกับการใช้สื่อกลางและเครื่องรางเป็นตัวช่วย การแพร่กระจายโรคติดต่อให้ลุกลามครอบคลุมผู้คนสามหมื่นชีวิต มิใช่เรื่องยากเย็นแต่อย่างใด ทว่าปัญหาอยู่ตรงที่ ในเมืองใดก็ตามที่มีประชากรหนาแน่นถึงสามหมื่น ย่อมมีองค์กรของทางการคอยเฝ้าระวัง เมื่อโรคระบาดเริ่มแพร่กระจาย ก็จะถูกสายตาแห่งอำนาจสอดส่องทันที นำมาซึ่งการรับมือและแก้ไขอย่างตรงจุด แถมยังมีโอกาสสืบสาวถึงนางมารทุกข์ระทมที่เป็นต้นตอได้ด้วย
หากหลบเลี่ยงเมืองใหญ่ แล้วค่อยๆ หว่านพิษร้ายไปทีละเมืองเล็ก ทีละหมู่บ้าน ปล่อยให้โรคระบาดแผ่ขยาย ย่อมต้องใช้เวลาเนิ่นนาน และเมื่อกระบวนการกินเวลานาน อุปสรรคนานัปการก็อาจบังเกิด พาให้พิธีกรรมต้องล้มเหลว อาทิ การถูกผู้วิเศษทางการตรวจพบ หรือสายโซ่แห่งการแพร่ระบาดถูกตัดขาดโดยธรรมชาติ หรือแม้แต่การเผชิญเคราะห์กรรมอื่นใดที่มิอาจคาดเดา
เมื่อเทียบกันแล้ว ทวีปใต้จะเหมาะแก่การเลื่อนลำดับของนางมารทุกข์ระทมมากกว่า
“ก็จริง” ฟรังก้าเอ่ยวาจา ใบหน้าฉายแววเจ็บปวด “ไม่มีทางเลี่ยงพิธีกรรมนี้จริงๆ หรือ? ใช้พิธีกรรมอื่นที่ทรงพลังเทียบเท่า แต่ปราศจากความชั่วร้ายไม่ได้หรือ?”
จินนาพยายามสำรวจห้วงความคิด แต่ก็ไม่อาจค้นพบวิถีทางที่จะหลีกเลี่ยงการพรากชีวิตผู้บริสุทธิ์
ลูเมี่ยนเปล่งเสียงหัวร่ออย่างไม่ยี่หระ
“ง่ายจะตายไป เมื่อพวกคุณผ่านพ้นลำดับ 5 ก็ย้ายไปเส้นทาง ‘อัศวินเลือดเหล็ก’ แทนสิ ถ้ายังคง…เอ่อ อาลัยอาวรณ์กับนางมารอยู่ ภายหลังก็สามารถสืบค้นข้อมูลดู ว่าพิธีกรรมเลื่อนเป็นนางมารยุพนิรันดร์ยังแฝงความชั่วร้ายอยู่หรือไม่ หากไม่ชั่วร้ายแล้ว ถึงตอนนั้นก็ค่อยย้อนกลับมาเป็นนางมารใหม่”
“เอ่อ…” ฟรังก้ากับจินนาต่างก็ตะลึงงัน
……………………………………………………..