ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 750 ต้นกำเนิดแห่งชีวิต
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 750 ต้นกำเนิดแห่งชีวิต
ตอนที่ 750 ต้นกำเนิดแห่งชีวิต
“ของแบบนั้น…กินได้ด้วยหรือ?” ผ่านไปสองสามวินาที ลูกาโนถามอย่างตะกุกตะกัก
ถ้ากินเข้าไปจะเกิดอะไรขึ้น จะมีการเปลี่ยนแปลงใดบ้าง?
จะทำให้คลอดบุตรแห่งเทพออกมาหรือ?
ลูเมี่ยนชำเลืองมองแขนของลูกาโนแล้วพูด
“มีอะไรบ้างที่กินไม่ได้?”
ลูกาโนพลันรู้สึกถึงความเจ็บปวดอันเกิดจากแผลใจ แล้วจึงรีบส่ายหน้าพลางกล่าว
“ห…หยุดเถอะ!”
เขาอยากจะออกห่างจากลุดวิกและลูเมี่ยน แต่ก็คิดหาข้ออ้างไม่ออกในตอนนี้
ลุดวิกกลืนขนมปังชีสในปากลงไป แล้วจึงพูดอย่างไม่รีบร้อน
“วัตถุดิบระดับสุดยอดน่ะ ไม่จำเป็นต้องใช้ส่วนผสมและเครื่องปรุงมากนักหรอก”
“พวกเราแค่เพิ่มความเป็นสัญลักษณ์ให้กับมัน”
“นั่นรวมถึงอาหารท้องถิ่นเก้าอย่าง: ข้าวสาลี ข้าวโอ๊ต ข้าวไรย์ ข้าวขาว มันฝรั่ง มันเทศ ข้าวโพด มันสำปะหลัง และถั่วชนิดใดก็ได้หนึ่งชนิด”
“นำสิ่งเหล่านี้ไปต้มรวมกับเศษสายสะดือในนมวัวหรือนมแพะ นานครึ่งชั่วโมง ก็พร้อมรับประทานได้แล้ว”
“อาหารหลักจานนี้เรียกว่า ‘ต้นกำเนิดแห่งชีวิต’”
นี่นายกำลังทำอาหาร หรือกำลังทำพิธีกรรมทางศาสตร์เร้นลับกันแน่…ลูเมี่ยนจิกกัดอยู่ในใจ
แน่นอน การที่ ‘คนครัว’ แห่งเส้นทาง ‘นักชิม’ ผสมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และปรุงอาหารต่างๆ แท้จริงแล้วก็คือการประกอบพิธีกรรมศาสตร์เร้นลับอย่างหนึ่ง
ลูเมี่ยนถามอย่างครุ่นคิด
“อันที่จริง ไม่จำเป็นต้องเป็นอาหารเก้าอย่างนี้ก็ได้ใช่ไหม? แค่ให้เข้าข่ายเป็นอาหารท้องถิ่น และมีจำนวนครบตามที่กำหนดก็พอแล้วสินะ?”
“ในทำนองเดียวกัน ใช้นมชนิดอื่นก็ได้ด้วยใช่ไหม?”
ลุดวิกส่ายหัวเล็กน้อย
“ไม่ได้ วิธีนี้อร่อยที่สุดแล้ว”
หมายความว่าวิธีที่ฉันพูดถึงเมื่อครู่ สามารถมอบผลลัพธ์สุดท้ายได้เหมือนกัน แต่รสชาติไม่ดีสินะ? สมแล้วที่เป็นเส้นทาง ‘นักชิม’ มีความพิถีพิถันในเรื่องอาหารจริงๆ…ลูเมี่ยนคิดพลางลุกขึ้นยืน แล้วสั่งให้ลูกาโนไปซื้อวัตถุดิบบางส่วน
ในกระเป๋านักเดินทางของลูเมี่ยนมีแต่อาหารแห้งที่พร้อมหยิบออกมากินได้ทันที
สำหรับกรุงทรีอาร์ เมืองที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก การสรรหาของให้ตรงตามความต้องการของลุดวิก ถือว่าไม่ยากเย็นจนเกินไป เมื่อใกล้เที่ยง ลูเมี่ยนและลูกาโนก็ทยอยกลับมา ทั้งสองมองดูลุดวิกนำอาหารท้องถิ่นพร้อมกับเศษสายสะดือของโอมีเบล่า ใส่ลงในหม้อตุ๋นที่มีนมวัวอยู่หลายร้อยมิลลิลิตร
ขั้นตอนเหล่านี้ต้องให้ ‘คนครัว’ ลงมือทำเองทั้งหมด เพื่อเสกสรรความศักดิ์สิทธิ์ ชักนำความพิเศษจากวัตถุดิบออกมา และรักษาให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะต่อการดูดซึม หากปล่อยให้คนอื่นทำแทน อาจไม่ได้ผลดี หรือไม่ก็จะทำให้อาหารกลายเป็นยาพิษ
หลังจากตุ๋นด้วยไฟอ่อนสักพัก ลูเมี่ยนได้กลิ่นหอมของแป้งและนมวัว เห็นไอน้ำสีขาวขุ่นลอยขึ้นมาเหนือหม้อตุ๋นอย่างชัดเจน
ไอน้ำเหล่านั้นไม่ได้กระจายตัว แต่รวมตัวกันอยู่กลางอากาศ แล้วค่อยๆ จมกลับลงสู่หม้อตามกาลเวลา
กลิ่นหอมชวนน่าลิ้มลองที่มีกลิ่นคาวเลือดปนอยู่เล็กน้อย ลอยฟุ้งกระจายออกมา
ทันใดนั้นเอง ลุดวิกหันมามองลูเมี่ยน เลียริมฝีปากแล้วกล่าวว่า
“จะให้ใส่น้ำตาลหรือเกลือ?”
“มันให้ผลต่างกันหรือ?” ลูเมี่ยนถามอย่างรอบคอบ
ลุดวิกตอบอย่างจริงจัง
“รสสัมผัสจะต่างกัน อันหนึ่งหวาน อีกอันหนึ่งเค็ม”
“คุณชอบแบบไหน?”
ลูเมี่ยนเห็นดังนั้น จึงถอนหายใจเบาๆ แล้วยิ้มถามกลับ
“ผมกินไม่ได้หรอก…” ลุดวิกพูดพึมพำด้วยสีหน้าเสียดาย “แบบหวานก็อร่อย แบบเค็มก็อร่อย ถ้าแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งหวาน อีกส่วนเค็ม ก็คงจะดี…”
ขณะที่พูด เด็กชายรายนี้คล้ายกับถูกกระตุ้น จึงโรยเกลือลงไปนิดหน่อย แล้วโยนน้ำตาลลงไปอีกเล็กน้อยเหมือนคนอารมณ์เสีย
ลูเมี่ยนมองดูอย่างขบขัน โดยไม่ได้ห้ามปราม
สำหรับเขาแล้ว รสชาติของ ‘ต้นกำเนิดแห่งชีวิต’ ไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือผลลัพธ์ของมัน
ในที่สุด ลุดวิกก็ให้ลูกาโนดับไฟ แล้วตักสิ่งที่อยู่ในหม้อตุ๋นออกมา
มันคือก้อนแป้งเหนียวๆ ขนาดเท่าฝ่ามือ มองผิวเผินจะเห็นเป็นสีขาว ทั้งนุ่ม เหนียว และข้น
บนผิวของอาหารชนิดนี้เต็มไปด้วยจุดสีแดง ราวกับมีเลือดซึมออกมาจากภายใน
“กินได้แล้ว” ลุดวิกฝืนระงับน้ำลายเอาไว้
“กินคำเดียวก็ได้ผลแล้ว หรือต้องกินให้หมด?” ลูเมี่ยนถามเหมือนได้ย้อนไปยังวันวาน ซึ่งเขาศึกษาการทดลองมากมาย คำถามของเด็กหนุ่มมักทำให้โอลัวร์โกรธจนฉุนขาดอยู่บ่อยๆ
“ต้องกินให้หมด” ลุดวิกตอบด้วยสีหน้าเสียดายยิ่ง
ลูเมี่ยนหยิบอาหารที่ยังมีไอร้อนลอยฟุ้ง ซึ่งดูร้อนจนแทบจับไม่ได้ขึ้นมา แล้วยกขึ้นไปจ่อปาก กัดคำหนึ่ง
หวานแซมเค็ม รสเค็มช่วยลดความหวานล้ำ รสสัมผัสที่แปลกใหม่ทำให้ลูเมี่ยนไม่รู้สึกกังวลอีกต่อไป จึงสามารถกินต้นกำเนิดแห่งชีวิตจนหมดภายในไม่กี่คำ
“รอสักครู่ก็จะเห็นผลแล้วใช่ไหม?” ลูเมี่ยนที่ตัดสินใจไปแล้ว ถามอย่างร้อนใจเล็กๆ
ลุดวิกชี้ไปทางห้องนอนใหญ่
“คุณยังต้องนอนหลับสักงีบด้วย”
ยังต้องนอนอีกหรือ…ลูเมี่ยนลุกจากโต๊ะอาหาร กลับเข้าห้องนอนของตัวเอง แล้วล้มตัวลงบนเตียง
เด็กหนุ่มหลับตาลง รู้สึกว่าร่างกายอุ่นขึ้นทีละนิด จากนั้นความคิดก็เริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ หนักขึ้นเรื่อยๆ…
ท่ามกลางความมืด ลูเมี่ยนได้ยินเสียงสะอื้นแผ่วเบา
เขาเอียงศีรษะ พยายามแยกแยะที่มาของเสียงให้แม่นยำ
มันคือเสียงของเด็กสาวตัวน้อยกำลังร่ำไห้พึมพำ
“แม่จ๋า…แม่จ๋า…”
เสียงดังกล่าวค่อยๆ ดังขึ้น และฟังดูแก่วัยขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังโหยหวนมากขึ้น
“แม่จ๋า! แม่จ๋า!”
เสียงร้องดังใกล้เข้ามาทีละนิด จนเหมือนกับดังอยู่ข้างหูของลูเมี่ยน ดังก้องอยู่ในร่างของเขา
“แม่จ๋า! แม่จ๋า!”
ในตัวเรา…ลูเมี่ยนสะดุ้งตื่นทันที หวนคืนสู่ตัวตน หวนคืนสู่สติ
ความมืดตรงหน้าเด็กหนุ่มแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ แสงอาทิตย์แยงเข้ามาในดวงตา
ลูเมี่ยนลุกพรวดขึ้นนั่ง หลุดพ้นจากความฝันเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง
แต่เสียงร้อง ‘แม่จ๋า แม่จ๋า’ ยังคงก้องกังวานอยู่ในห้วงความคิดของเขา
“เราได้ยินเสียงร้องของบุตรแห่งเทพหรือ?” ลูเมี่ยนก้มลงสำรวจตัวเอง
เด็กหนุ่มถอดเสื้อผ้าออกจนหมด ไม่พบสิ่งผิดปกติใดเลย แต่เขารู้ดีว่าร่างกายของตน มีบางสิ่งต่างออกไปจากเดิม เป็นความต่างที่อธิบายได้ยากยิ่ง
สายตาจากองค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่ ลูเมี่ยนก็ไม่ได้รู้สึกถึง แต่นี่ยิ่งเป็นสิ่งที่ควรระวัง
สวมเสื้อผ้าเสร็จแล้วก็ออกจากห้อง ลูเมี่ยนเห็นลูกาโนกำลังแอบมองมาทางนี้ด้วยท่าทีกระอักกระอ่วน
“ม…ไม่เป็นอะไรใช่ไหมครับ?” ลูกาโนที่ถูกจับได้คาหนังคาเขา ถามออกมาตามปฏิกิริยา
ลูเมี่ยนหัวเราะ
“วางใจเถอะ ฉันไม่มีทางกลายเป็นบุตรแห่งเทพขององค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่อยู่แล้ว”
เห็นลูกาโนมองมาที่ท้องของตน ลูเมี่ยนจึงเสริมอีกประโยค
“และไม่ได้ตั้งครรภ์พระองค์ด้วย”
เมื่อพูดจบ เขาไม่สนใจลูกาโนที่ยังคงแฝงความกังวล เพียงเดินออกจากอพาร์ตเมนต์ไป
แสงแดดยามบ่ายกำลังดี เขาจะถือโอกาสที่ช่วงสองวันนี้ไม่มีธุระอะไร ไปเฝ้าดูสถานที่แห่งหนึ่ง
นั่นก็คือสุสานใต้ดินทรีอาร์
หลังจากรู้ว่าแฮร์ริสันจากเกาะแห่งการคืนชีพ อาจปรากฏตัวในสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับความตาย ความมืด พลบค่ำ และพลังแห่งความเสื่อมโทรม สองสิ่งแรกที่ลูเมี่ยนนึกถึงก็คือ เทศกาลฝันและสุสานใต้ดินทรีอาร์
ที่เหล่านี้ล้วนเป็นสถานที่พิเศษ ซึ่งเต็มไปด้วยความตายและความมืดอันเหนือธรรมชาติ
…………
ชั้นแรกของสุสานใต้ดิน
ณ ทางเข้าห้องเก็บกระดูกเก่าที่นำไปสู่ด้านล่าง
ลูเมี่ยนถือเทียนขาวที่จุดไว้ นั่งลงด้านข้างกระดูกแห้งกรังที่กระจัดกระจายอยู่ เฝ้าสังเกตผู้เยี่ยมชมทุกคนที่เดินลงไปยังส่วนลึกของสุสานใต้ดิน รวมถึงผู้ที่เดินกลับขึ้นมา
ไม่นานนัก มีคนหลายคนที่ดูเหมือนนักศึกษามหาวิทยาลัย ทยอยเดินผ่านไป พลางสังเกตเห็นลูเมี่ยนที่นั่งอยู่ข้างกระดูกในสุสาน
คนที่นำหน้ากลุ่มเป็นชายร่างสูงผอมใส่แว่น เขาถามลูเมี่ยนด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“คุณมานั่งตรงนี้ทำไมหรือ?”
ลูเมี่ยนตอบไปตามที่นึกได้
“ชั้นล่างๆ ผมไปมาหลายครั้งแล้ว หมดความสนใจไปแล้วล่ะ ตอนนี้ผมแค่อยากนั่งตรงนี้ เฝ้าดูทุกคนที่เดินผ่านไปมา เฝ้าดูศพทุกศพอย่างเงียบงัน ดูว่ามีใครบ้างที่ไม่ได้กลับออกไป”
“ฟังดูน่าสนใจดีนะ” กลุ่มนักศึกษาถือเทียนขาว ปรึกษากันครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจนั่งลงด้วยกัน เพื่อดูว่าคนที่กลับขึ้นมาจากส่วนลึกของสุสานจะมีใบหน้าที่เผยความหวาดกลัวหรือไม่
ชายร่างสูงผอมใส่แว่น เลือกนั่งอีกฝั่งของลูเมี่ยน แล้วเริ่มชวนคุยอย่างเป็นกันเอง
“คุณว่า ถ้าไม่จุดเทียนขาวที่นี่ จะเกิดเรื่องไม่คาดฝันจริงๆ หรือ?”
ลูเมี่ยนหันไปมองเขาครู่หนึ่ง หัวเราะเบาในลำคอแล้วตอบไปว่า
“คุณก็ลองดูสิ แล้วพวกเราจะได้รู้ผล”
โดยไม่รอให้นักศึกษาเหล่านั้นตอบ ลูเมี่ยนพูดด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย
“เมื่อก่อนผมก็ไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ แต่ในภายหลัง…”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ เด็กหนุ่มก็ลดเสียงลง
นักศึกษาหญิงสองคนในกลุ่มรีบถามออกมาพร้อมกัน
“ในภายหลังเกิดอะไรขึ้นหรือ?”
“ในภายหลัง…” ลูเมี่ยนเผยสีหน้าคล้ายกำลังรำลึกความหลัง “ผมได้พบคนที่เคยเจอวิญญาณมงต์ซูรี พวกคุณรู้จักตำนานวิญญาณมงต์ซูรีกันไหม?”
กลุ่มนักศึกษาพยักหน้าพร้อมกัน
“พวกคุณนี่รู้เรื่องสยองขวัญของทรีอาร์เยอะจริงๆ…สมแล้วที่เป็นสิ่งมีชีวิตที่พบเห็นได้บ่อยในทรีอาร์ใต้ดิน นักศึกษามหาวิทยาลัย…” ลูเมี่ยนถอนหายใจพลางกล่าว
“ญาติสายตรงของเขาตายทั้งหมด เขาคิดว่าตัวเองจะหนีพ้น แต่ต่อมาวันหนึ่ง เมื่อผมไปหาเขา ก็พบว่าเขาแขวนคอตายกับกรอบหน้าต่าง”
“นับแต่นั้นมา ผมก็เริ่มปฏิบัติตามกฎระเบียบทุกข้อของทรีอาร์ใต้ดินอย่างเคร่งครัด”
เหล่านักศึกษามองหน้ากันไปมา เรื่องที่ลูเมี่ยนซึ่งอยู่ในวัยเดียวกันเล่า ทำให้พวกเขารู้สึกกลัวอยู่หลายส่วน
“ดูท่าจะดับเทียนเล่นไม่ได้จริงๆ สินะ” นักศึกษาร่างสูงผอมใส่แว่นพูดด้วยสีหน้าเสียดาย
ลูเมี่ยนลดเสียงลงอีกครั้ง
“พวกคุณเคยเจอเรื่องแบบนี้บ้างไหม?”
“ในหอพัก มีหนังสือ ผ้าห่ม เสื้อผ้า ที่เกินมา และไม่ใช่ของพวกคุณ แต่ผู้ดูแลกลับบอกว่าไม่มีคนอื่นอยู่ด้วย”
นักศึกษาสองคนเปลี่ยนสีหน้าทันที ราวกับได้ฟังเรื่องผีที่น่ากลัวที่สุดในชีวิต
พวกเขาถามออกมาเหมือนคนกำลังจมน้ำดิ้นรนหาฟางคว้าไว้
“ใช่ เคยมีเรื่องแบบนั้น…คุณรู้เหตุผลหรือ?”
ลูเมี่ยนส่ายหน้าพลางถอนหายใจ
“ผมได้ยินมาว่า พวกมันคือสิ่งของของคนที่ดับเทียนในนี้ ทุกคนหายสาบสูญไป ไม่มีใครจดจำพวกเขาได้อีก”
เมื่อฟังมาถึงตรงนี้ นักศึกษาร่างสูงผอมใส่แว่นก็พลันสั่นสะท้าน
จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่ามีบางสิ่งตบลงบนไหล่ของตน
เขารีบหันไปมอง แล้วพบว่าเป็นมือกระดูกขาวโพลน
“อ๊า!” เขาร้องเสียงหลง พร้อมกระโดดพรวดขึ้นมา
ลูเมี่ยนเก็บมือกระดูกที่หยิบมาจากที่ใดสักแห่งกลับ แล้วเย้ยหยันด้วยรอยยิ้มสดใส
“พวกคุณนี่ปอดแหกกันจริงๆ!”
“แค่นี้ก็กลัวแล้วหรือ?”
นักศึกษาหลายคนอึ้งไป ผ่านไปครู่หนึ่งจึงฝืนพูดออกมา
“ไม่ได้กลัว!”
“เมื่อสักครู่ก็แค่ปฏิกิริยาตอบสนองเพราะความตกใจเท่านั้น!”
ขณะที่พวกเขากำลังไตร่ตรองอย่างจริงจังว่า จะรุมทำร้ายไอ้บ้าที่ทำให้ตกใจดีหรือไม่ ก็มีคนเดินขึ้นมาจากบันไดหินที่เชื่อมกับชั้นใต้ดิน 2
บุคคลดังกล่าวสวมเสื้อสีน้ำเงิน กางเกงขายาวสีเหลือง บนใบหน้ามีริ้วรอยร่องลึก ผมขาวบางแห้งกรัง ในมือถือเทียนขาวที่กำลังลุกไหม้จนเหลือท่อนสั้นๆ
นี่คือผู้ดูแลสุสานชราภาพ
ลูเมี่ยนขมวดคิ้วเล็กน้อย
เขาเคยเห็นผู้ดูแลสุสานคนนี้ที่ห้องฝังศพใหญ่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ่อน้ำสตรีซามาเรีย แต่ตอนนั้นเขาไม่ได้ใช้เทียนสีขาว
……………………………………………………..