ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 752 ในความมืด
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 752 ในความมืด
ตอนที่ 752 ในความมืด
บัดซบ!
แม้ว่าลูเมี่ยนจะกล้าลองเสี่ยง แต่ก็ยังไม่ได้ตัดสินใจเด็ดขาด เมื่อเผชิญกับเทียนขาวที่ดับลงกะทันหัน เด็กหนุ่มอดไม่ได้ที่จะสบถออกมาในใจ และด้วยสัญชาตญาณ เขาเตรียมกระตุ้นรอยประทับสีดำบนไหล่ขวา เพื่อเทเลพอร์ตหนีออกจากสุสานใต้ดินทันที
ทันใดนั้นเอง เขาพบว่าฝ่ามือขวาของตน เกิดความเย็นเยียบจนแทบกัดกร่อนเข้ากระดูก พร้อมกับความรู้สึกเจ็บแปลบเบาๆ
นี่ทำให้สติของเด็กหนุ่มแจ่มชัดยิ่งขึ้น จนพบว่าร่างกายปราศจากการเปลี่ยนแปลงในแง่ลบ
อย่างที่คิด…ลูเมี่ยนกลับมาสงบนิ่งอีกครั้ง ล้มเลิกความคิดที่จะใช้พลัง ‘ข้ามโลกวิญญาณ’
ข้อสงสัยของเขาถูกพิสูจน์แล้ว!
เด็กหนุ่มบรรจงกำมือขวา ไม่ปล่อยให้รอยตราผนึก ‘นักพรตโลกแห่งความตาย’ ที่ปรากฏชัดเจนขึ้นมา ถูก ‘เห็น’ โดยสิ่งอื่นในความมืด
หลังจากที่ถูกผู้ดูแลสุสานแก่ชรา ทั้งยังมีสภาพผิดปกติชัดเจน เข้าใจผิดว่าเป็นพวกเดียวกัน ลูเมี่ยนก็สงสัยว่านี่คือผลจากตราผนึก ‘นักพรตโลกแห่งความตาย’
ต้องไม่ลืมว่า ‘บ่อน้ำสตรีซามาเรีย’ มีความเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกับ ‘นักพรตโลกแห่งความตาย’ และหนึ่งในเหตุผลสำคัญของการสร้างสุสานใต้ดินทรีอาร์ ก็น่าจะเพื่อผนึกผลกระทบที่แพร่กระจายจาก ‘บ่อน้ำสตรีซามาเรีย’ เป็นเหตุให้ผู้ดูแลสุสานต้องผลัดเวรกันเฝ้าห้องฝังศพใหญ่ ซึ่งเชื่อมต่อไปยัง ‘บ่อน้ำสตรีซามาเรีย’
เมื่อผู้ดูแลสุสานที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอันผิดวิสัย สามารถเดินในความมืดของสุสานใต้ดินได้โดยไม่ต้องถือเทียนขาว ตามทฤษฎีแล้ว ตัวเขาเองที่มีตราผนึก ‘นักพรตโลกแห่งความตาย’ ก็น่าจะทำได้เช่นกัน!
แน่นอนว่านี่ถือว่าเสี่ยงอย่างมาก หากเดาผิดไป แม้แต่ร่องรอยการมีตัวตนก็จะดับสูญไปด้วย ถึงขนาดที่ว่าลูเมี่ยนแม้จะมีความคิดบ้าบิ่นผุดขึ้นมาแล้ว ก็ยังไม่กล้าตัดสินใจ
ในความมืดสนิทที่ดวงตาไม่อาจมองเห็นสิ่งใด ลูเมี่ยนรู้สึกราวกับตัวเองอยู่ในแม่น้ำใต้ดินของทรีอาร์ รอบกายชุ่มไปด้วยความเย็นเยียบ ความชื้นเย็น ความหนักอึ้ง และความเงียบงันแห่งความตาย
แต่ลมหายใจของเขาไม่ได้ติดขัด ร่างกายและดวงวิญญาณกำลังดึงอากาศจาก ‘น้ำ’ แห่งความมืดทึบด้วยวิธีประหลาด รักษาการดำรงอยู่ของตัวเองเอาไว้
เด็กหนุ่มราวกับกลายเป็นปลาตัวหนึ่งในห้วงน้ำลึกมืดมิด
ความมืดก็เปรียบดังกระแสน้ำของจริง ทับถมลงมาเป็นชั้นแล้วชั้นเล่า แยกมิติตรงนี้ออกจากบริเวณโดยรอบ และจากโลกภายนอก
ในวินาทีถัดมา ลูเมี่ยนได้ยินเสียงแหบพร่าเย็นชาของผู้ดูแลชรา
“ช่วงนี้มีคนสามคนพยายามเข้าใกล้บ่อน้ำ ผมขัดขวางพวกเขาไว้แล้ว”
สามคน…ลูเมี่ยนถามอย่างมีกำลังใจ
“ใครสามคน?”
“สองในสามคือคนโปรดของความมืดและความตาย โดยพา ‘นักล่า’ มาคนหนึ่ง” ผู้ดูแลชราพรรณนาตามแบบของตน
คนโปรดของความมืดและความตาย โดยพา ‘นักล่า’ มาคนหนึ่ง…นั่นมันเรากับมาดามเฮล่า ไม่สิ มาดามเฮล่ากับเราไม่ใช่หรือ? เขายังจำพวกเราได้สินะ…ลูเมี่ยนพลันเข้าใจกระจ่างแจ้ง ก่อนจะรำพันในใจประโยคหนึ่ง
ก่อนหน้านี้เด็กหนุ่มเคยคิดว่า ผู้ดูแลชราแตกต่างจากผู้ดูแลที่ยังคงกระฉับกระเฉงอย่างพวกเคนดัลล์ โดยเขาจะอยู่ในสภาพใกล้เคียงศพ ไม่ได้จดจำคนด้วยตา แต่รับรู้ด้วยการสัมผัสลมหายใจ ระหว่างที่ลูเมี่ยนเข้ามาในสุสานใต้ดิน จนเดินไปถึงทางเข้าห้องเก็บกระดูกเก่า เขาได้พบกับผู้ดูแลสุสานสองคนที่กำลังพานักท่องเที่ยวเดินชม ซึ่งสองคนนั้นไม่ได้มองว่าลูเมี่ยนเป็นพวกเดียวกัน กลับเตือนให้ว่าอย่าเที่ยวตามลำพัง และคอยให้รักษาเทียนขาวให้สว่างอยู่เสมอ
“แล้วอีกคนคือใคร?” ลูเมี่ยนถามต่อทันที
เป็นแฮร์ริสัน หรือว่าโมไนต์ร่างจำแลงของอามุนด์ ซึ่งยังวนเวียนอยู่ในสุสานใต้ดินล่ะ?
ผู้ดูแลสุสานชราพูดเสียงแหบต่ำอย่างเฉยเมย
“เป็นคนนอก บรรยากาศรอบตัวเขาใกล้เคียงกับพวกเรามาก แต่ก็มีบางอย่างที่แตกต่าง ดังนั้นผมจึงขัดขวางเขา”
บรรยากาศรอบตัวใกล้เคียง…ส่วนที่แตกต่าง…คนนอก…หลังจากที่ลูเมี่ยนไตร่ตรองเกี่ยวกับคำบรรยาย ก็พลันคิดว่านั่นอาจเป็นแฮร์ริสันจากเกาะแห่งการคืนชีพ!
“หน้าตาเขาเป็นยังไง?” ลูเมี่ยนข่มความรู้สึกในใจ แล้วถามต่อด้วยท่าทีที่ดูสงบ
สายตาของเด็กหนุ่มไม่อาจมองผ่านความมืด แม้แต่เงาร่างของผู้ดูแลชราก็ยังมองไม่เห็น แต่สามารถสัมผัสได้ชัดเจนว่า อีกฝ่ายอยู่ตรงหน้าตน โดยยืนห่างไม่เกินสองเมตร
ทันใดนั้น เด็กหนุ่มได้ยินผู้ดูแลสุสานเอ่ยตอบ
“ผมเป็นผู้ดูแลมาเนิ่นนาน นานจนลืมหลายๆ สิ่งไปแล้ว”
“หากเป็นที่นี่ แม้แต่ความตายก็ยังจางหายไปได้ แล้วความทรงจำของพวกเราจะเหนือกว่านั้นสักเท่าไรเชียว”
“ผมจำไม่ได้แล้วว่า เขาหน้าตาเป็นเช่นไร รู้เพียงว่าเขาดูไม่เหมือนพวกเราชาวอินทิส ทั้งยังไม่เหมือนชาวโลเอ็นหรือชาวฟุซัคด้วย”
หลังจากเว้นวรรคชั่วครู่ ผู้ดูแลสุสานก็กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ยังคงราบเรียบ
“ผมต้องกลับไปพักแล้ว…”
ลูเมี่ยนไม่ได้ทัดทาน และไม่ได้ถามอะไรต่อ
นั่นก็เพราะว่า แม้เขาจะไม่ได้ยินเสียงฝีเท้า อีกทั้งยังไม่ได้รู้สึกว่าข้างหน้ามีความเคลื่อนไหวใด แต่เด็กหนุ่มก็พลันเกิดความคิดหนึ่งอย่างแจ่มชัด
“คนผู้นั้นจากไปแล้ว”
หน้าตาไม่เหมือนชาวอินทิส ชาวโลเอ็น ชาวฟุซัค…คนนอก…เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ เคยมายังชั้น 4 ของสุสานใต้ดิน…ลูเมี่ยนทบทวนคำตอบของผู้ดูแลสุสานในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทันใดนั้น เด็กหนุ่มพลันนึกถึงบางสิ่งขึ้นมา
ฟรังก้าเคยเล่าว่า เธอเจอชายคนหนึ่งในสุสานใต้ดิน ซึ่งต้องสงสัยว่ามาจากโลกของ ‘ปรมาจารย์สวรรค์’ ซึ่งก็คือโลกก่อนที่พวกเธอจะข้ามมา และเหตุผลที่เธอปักใจเชื่อก็คือ หน้าตาของบุคคลดังกล่าวใกล้เคียงกับคนในโลกของพวกเธอ ซึ่งแตกต่างจากชาวอินทิส โลเอ็น เฟเนพ็อต และฟุซัคอยู่พอสมควร!
“ดังนั้น คนที่ฟรังก้าเจอก็คือ คนที่ผู้ดูแลชราห้ามไว้ได้ทัน? และคนคนนั้นอาจจะเป็นแฮร์ริสันจากเกาะแห่งการคืนชีพ…”
“เกาะแห่งการคืนชีพ แท้จริงแล้วเป็นจุดบรรจบของสองโลกงั้นหรือ?”
“แผนที่เดินเรือไปยังเกาะแห่งการคืนชีพที่เป็นของปลอม ความจริงแล้วมันไม่ได้ปลอม เพียงแต่ไม่มีเนื้อหาทางศาสตร์เร้นลับแนบมาด้วย ถึงจะไปยังน่านน้ำตามที่กำหนดได้ ก็จะพานพบเพียงอันตราย มองไม่เห็นจุดหมายปลายทาง?”
“นี่อธิบายได้ว่า เหตุใดผลการทำนายของฟรังก้าจึงออกมาว่า ‘แผนที่เป็นของจริง’ และเหตุใดนักผจญภัยจึงหาเกาะแห่งการคืนชีพไม่พบ…แผนที่ฉบับนั้นเป็นของจริงแน่นอน เพียงแต่ไม่ได้บันทึกวิธีเปิด ‘ประตูสู่เกาะ’ เอาไว้!”
“ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เหตุผลที่ฟรังก้ากับพวกถูกส่งข้ามมิติ และจุดประสงค์ที่ชาวเกาะแห่งการคืนชีพปรากฏตัวในทวีปเหนือใต้ ก็น่าจะมีคำอธิบายที่ลึกซึ้งกว่านี้…”
“ตอนนี้ข้อดีก็คือ ฟรังก้าได้พบคนที่สงสัยว่าจะเป็นแฮร์ริสัน และได้วาดภาพหน้าของคนผู้นั้นผ่านพิธีกรรมแล้ว มันจะช่วยให้เราตามหาเป้าหมายได้ง่ายขึ้น”
“หึๆ การสำรวจครั้งนั้นของฟรังก้ากับจินนา ได้ข้อมูลสำคัญมาไม่น้อยเลย เต็มไปด้วยกลิ่นอายของการจัดแจง”
“นี่อาจไม่ใช่ฝีมือของพระองค์ แต่คงหนีไม่พ้นร่างอวตารของอามุนด์ที่มักจะปรากฏตัวแถวนี้…”
สิ่งที่ลูเมี่ยนสงสัยที่สุดตอนนี้คือ เหตุใด ‘พระผู้สร้างแท้จริง’ หรืออามุนด์ ถึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้
‘ความช่วยเหลือ’ ที่พระองค์เคยมอบให้ก่อนหน้า ล้วนเกี่ยวข้องกับการต่อต้านเหล่าเทพมารนอกบาเรีย ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับปัญหาของอีกโลกหนึ่ง
“อา…ราชันสวรรค์นับเป็นเทพมารนอกบาเรียหรือไม่?”
“พระองค์มาจากโลกของ ‘ปรมาจารย์สวรรค์’ หรือ?”
“นี่ถือเป็นส่วนหนึ่งของการรุกรานของเทพมารหรือ?”
ลูเมี่ยนลองคาดเดา แล้วพิจารณาอีกปัญหาหนึ่ง
นั่นคือควรจะบอกเรื่องนี้กับฟรังก้า บอก ‘007’ บอกมาดามเฮล่า บอกสมาชิกคนอื่นๆ ของสมาคมวิจัยลิงบาบูนขนหยิกหรือไม่
ลูเมี่ยนนึกภาพออกได้ไม่ยากเย็นว่า เมื่อถึงตอนนั้นจะเกิดเหตุการณ์แบบใด
สมาชิกของสมาคมวิจัยลิงบาบูนขนหยิกบางส่วน รวมทั้งฟรังก้า จะออกเรือกันอย่างบ้าคลั่ง ทยอยกันไปตามหาเกาะแห่งการคืนชีพตามที่ระบุในแผนที่ แต่หาไม่เจอก็อันตราย เจอแล้วยิ่งอันตรายกว่า!
ทว่าลูเมี่ยนอยากเห็นฟรังก้าคงสภาพปัจจุบันไว้มากกว่า
หากไม่นับการหมกมุ่นเรื่องเพศ เธอถือว่าเป็นคนที่ร่าเริงคนหนึ่ง
หลังจากเงียบไปสักพัก ลูเมี่ยนหัวเราะออกมาอย่างผิดวิสัยเล็กๆ แล้วพึมพำจิกกัดตัวเองในสภาพแวดล้อมที่มืดมิดราวก้นทะเล
“จะไม่ตามหาวิธีช่วยโอลัวร์ เพียงเพราะมันอันตราย เพียงเพราะคนอื่นห้ามปราม?”
“จะยอมแพ้การต่อต้าน เพียงเพราะมันอันตราย เพียงเพราะคนอื่นห้ามปราม?”
“จะไม่ผสานสายเลือดของโอมีเบล่า เพียงเพราะมันอันตราย เพียงเพราะคนอื่นห้ามปราม?”
“ไม่มีทางอยู่แล้ว!”
ลูเมี่ยนตัดสินใจได้แน่วแน่ แล้วเริ่มให้ความสนใจกับสภาพแวดล้อมรอบตัว
เขามองไม่เห็นสิ่งใดเลย แต่รู้สึกรางๆ ว่ามีร่างจำนวนไม่น้อยลอยวนเวียนอยู่ในความมืด รู้สึกว่ามีมือหลายคู่กำลังเอื้อมมาหาตน คว้าจับท่อนแขน คว้าจับข้อเท้า คว้าจับลำคอ คว้าจับร่างกาย แต่กลับไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อโลกความจริง
ไม่สิ ส่งผลอยู่อย่างหนึ่ง
ลูเมี่ยนรู้สึกหนาวเย็นจับใจ แม้ด้วยคุณสมบัติร่างกายของ ‘ยมทูต’ เด็กหนุ่มจำต้องสั่นสะท้านอย่างไม่อาจอดกลั้น
เขายังได้ยินเสียงร่ำไห้ที่ลอยล่อง เต็มไปด้วยความทุกข์ระทมและสิ้นหวัง แต่ไม่อาจแยกแยะได้ว่ามันมาจากทิศทางใดกันแน่
“นี่คือพวกที่เคยหายตัวไปในสุสานใต้ดินหรือ?” ลูเมี่ยนลองเงี่ยหูตั้งใจฟัง หวังจะพบผู้สูญหายสักหนึ่งหรือสองคน เพื่อทำความเข้าใจสภาพปัจจุบันของพวกเขา แต่ก็ไม่เกิดผลลัพธ์อันใด
ทันใดนั้น เด็กหนุ่มก็พลันสะท้านหนาว
ความเย็นเยียบและความตาย ดิ่งแทรกซึมเข้าสู่ห้วงความคิดของเขา
ความคิดของเด็กหนุ่มเริ่มเชื่องช้า ความทรงจำบางประการก็เริ่มพร่าเลือน
“ตราประทับของ ‘นักพรตโลกแห่งความตาย’ เพียงแค่ป้องกันไม่ให้เราหายตัวไปในทันที จนแม้แต่ร่องรอยในอดีตก็ตายไปด้วย แต่มันไม่อาจหยุดยั้งการที่เราถูกความผิดปกติภายในนี้ กัดกร่อนอย่างเชื่องช้า เฉกเช่นเหล่าผู้ดูแลสุสานสินะ? เหนือสิ่งอื่นใด ความเร็วที่เราถูกกัดกร่อน ก็สูงกว่าพวกเขาอย่างเห็นได้ชัด…” ลูเมี่ยนดีดนิ้วเพื่อจุดไฟ แล้วนำมาต่อกับเทียนไขสีขาวในมือ
ความมืด ความเย็นเยียบ ความหนักอึ้ง ความตาย ความชื้นเย็น และความรู้สึกอื่นๆ มลายหายไปในทันทีพร้อมกับการแผ่ขยายของแสงสว่าง
ลูเมี่ยนจ้องมองเปลวเทียนในมือครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้าพลางพึมพำกับตัวเอง
“เมื่อสักครู่ เราเข้าใจว่าตราประทับของ ‘นักพรตโลกแห่งความตาย’ เปรียบเสมือนเปลวไฟเทียนขาวในอีกรูปแบบหนึ่ง แต่จากเท่าที่ดู มันไม่เหมือนกัน โดยแก่นแท้แล้วต่างกันโดยสิ้นเชิง”
“อันหนึ่งมาจากความผิดปกติที่ถูกผนึก ส่วนอีกอันอาศัยพลังจากตราผนึกที่นี่?”
ท่ามกลางความคิดอันสับสนว้าวุ่น ลูเมี่ยนถือเทียนขาวที่จุดอยู่ เดินย้อนกลับขึ้นไปตามทางเดิม
เมื่อกลับมาถึงทางเข้าห้องเก็บกระดูกเก่า เด็กหนุ่มพบว่านักศึกษามหาวิทยาลัยกลุ่มนั้นหายไปกันหมดแล้ว
“ตกใจจนวิ่งหนีกระเจิงไปแล้วหรือ?” ลูเมี่ยนแค่นหัวเราะในลำคอ แล้วบรรจงเดินออกจากสุสานใต้ดิน กลับมายังจัตุรัสแดนชำระ
ณ เขตหอรำลึก ถนนโอโรเซเลขที่ 9 อพาร์ตเมนต์ห้อง 702
ฟรังก้าที่กำลังจะออกไปรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเหล่า ‘คนในกระจก’ ได้พบกับลูเมี่ยนอีกครั้ง
“ทำไมคุณถึงกลับมาอีกแล้วล่ะ?” นางมารสุขสมผู้นี้ถามพลางกระตุกมุมปากแผ่วเบา
……………………………………………………..