ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 758 เสียงกระซิบของปีศาจ
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 758 เสียงกระซิบของปีศาจ
ตอนที่ 758 เสียงกระซิบของปีศาจ
เน้นไปที่แนวคิดเรื่องการเก็บเกี่ยวจริงๆ…ถ้าได้เมล็ดพันธุ์พืชวิเศษมา หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีพืชวิเศษและแมลงพิเศษเป็นหลัก พลังการต่อสู้ของ ‘นักบวชเก็บเกี่ยว’ ที่ใช้ศาสตร์เร้นลับ ก็คงไม่ได้แย่เกินไปนัก บางทีอาจจะแสดงผลลัพธ์ที่น่าอัศจรรย์ได้ด้วย…
การสั่งให้พืชเร่งโต ด้วยการปลดปล่อยพลังชีวิตของพวกมันออกมาในคราวเดียว ถือเป็นพลังวิเศษที่มีที่ว่างให้จินตนาการได้อีกมาก น่าเสียดายที่ ‘นักบวชเก็บเกี่ยว’ มีพลังด้านการต่อสู้ค่อนข้างต่ำ แต่มันจะต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ถ้าลูกาโนเป็นสมบัติปิดผนึก และให้เราเป็นคนใช้งาน…
ขณะที่ความคิดกำลังล่องลอย ลูเมี่ยนมองไปทางลูกาโนแล้วเอ่ยปาก
“ด้านร่างกายล่ะ มีการพัฒนาบ้างไหม?”
“มีบ้าง แต่ไม่มากนัก” ลูกาโนตอบตามความจริง
ลูเมี่ยนพยักหน้ารับ ล้วงจดหมายที่มาดามเมจิกเชี่ยนส่งมาพร้อมกับสมบัติปิดผนึก ‘ฮิโซกะ’ ออกมาจากกระเป๋ากางเกง แล้วอ่านมันภายใต้ดวงไฟที่ลอยอยู่เหนือศีรษะ
“ชื่อชั่วคราว: เสียงกระซิบของปีศาจ”
“ผลด้านบวก”
“หนึ่ง ‘แขนปีศาจ’”
“เพื่อลดผลกระทบด้านลบให้มากที่สุด และให้เธอสามารถใช้งานได้โดยไม่ยุ่งยากมากเกินไป พลังวิเศษของแหวนกระดูกวงนี้จึงถูกลดทอนลง เดิมทีการ ‘จำแลงปีศาจ’ จะมีผลทั่วร่างกาย แต่ปัจจุบันจำกัดเฉพาะแขนข้างที่สวมใส่ ‘เสียงกระซิบของปีศาจ’ เท่านั้น”
“มันจะทำให้แขนข้างดังกล่าวขยายใหญ่ขึ้น กลายเป็นสีดำสนิท มีลวดลายประหลาดปกคลุม ราวกับถูกหุ้มด้วยเกราะหนา เลือดเนื้อจะมีความยืดหยุ่น มีความทนทานสูง เพื่อต่อต้านการโจมตีและลดทอนความเสียหาย”
“แขนข้างนี้สามารถต้านทานพิษส่วนใหญ่ ทนต่อคำสาปและเปลวไฟในระดับหนึ่ง ทั้งยังจะช่วยเพิ่มพละกำลังอย่างมาก”
“สอง ‘การหยั่งรู้เจตนาร้าย’”
“ด้วยเหตุผลเดียวกับที่กล่าวมา ‘การหยั่งรู้เจตนาร้าย’ ที่ได้จากการสวมแหวนกระดูกนี้ จะช่วยให้เธอรับรู้เพียงแค่ว่า คนรอบข้างมีเจตนาร้ายต่อเธอหรือไม่ ไม่สามารถช่วยให้ล่วงรู้อันตรายที่กำลังก่อตัว มีเท่านี้ก็ต้องใช้เท่านี้ไปก่อน”
“นี่เป็นพลังที่ฉันเรียกร้องให้ ‘ช่างฝีมือ’ ต้องทำให้เด่นชัด โดยยอมสละโอกาสที่จะได้รับความสามารถดีๆ ชนิดอื่น และเพื่อให้มันแสดงศักยภาพได้อย่างสมบูรณ์ ฉันยอมให้เพิ่มผลกระทบด้านลบของแหวนได้ตามสมควร”
“มันสามารถเปลี่ยนร่างกายของเธอให้กลายเป็นของเหลวสีดำไร้ตัวตน ซึ่งก่อตัวจากสารพัดอารมณ์และตัณหา มันจะช่วยหลีกเลี่ยงความเสียหาย ซ่อนร่องรอย และสร้างอิทธิพลต่อศัตรูได้”
“มันก็ดูดีอยู่นะ แต่จะคุ้มกับที่ฉันกำชับช่างฝีมือเป็นพิเศษหรือไม่นั้น เธอต้องลองใช้งานดูเอง”
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนพึมพำอยู่ในใจ
“หมายความว่า ผลกระทบด้านลบที่ถูกกดไว้จากการลดทอนผลด้านบวกสองชนิดแรก ได้ถูกนำมาลงกับพลัง ‘อวตารแห่งตัณหา’ แทน?”
“มันดียังไง ทำไมมาดามเมจิกเชี่ยนถึงต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษด้วย?”
ลูเมี่ยนไม่รีบทดลอง ยังคงอ่านต่อไป
“สี่ ‘วิญญาณอาฆาตกรีดร้อง’”
“ด้วยการลูบรูปสลักปีศาจบนหน้าแหวน พร้อมกับเปล่งเสียงดังมาก จะสามารถสร้างผลลัพธ์คล้ายกับ ‘วิญญาณอาฆาตกรีดร้อง’ ซึ่งสามารถทำลายแก้วหูของสิ่งมีชีวิต และทำร้ายร่างจิตของศัตรูได้ ยิ่งอีกฝ่ายอยู่ใกล้เพียงใด ผลลัพธ์ก็จะยิ่งดีมากเท่านั้น”
“ผลข้างเคียงด้านลบ”
“หลังจากสวมใส่มัน เจตนาร้ายของเธอจะค่อยๆ แสดงออกมาชัดเจนขึ้น ถ้าเธอควบคุมตัวเองไม่อยู่ ปล่อยให้เจตนาร้ายครอบงำ เธอจะค่อยๆ ลื่นไถลลงสู่นรก จนในที่สุดก็ถูกเจตนาร้ายและแหวนวงนี้ควบคุม กล่าวคือ ผลลัพธ์ของการสวมใส่มัน แล้วปล่อยให้เจตนาร้ายครอบงำก็คือ เธอจะกลายเป็นหุ่นเชิดของมัน โดยมันจะเป็นผู้ควบคุม และเธอจะเป็นเพียงวัตถุที่ถูกใช้งาน”
“แม้ว่าการปล่อยให้เจตนาร้ายครอบงำเพียงครั้งเดียว จะยังไม่ถึงกับถูกมันควบคุม แต่มนุษย์ที่ได้ลิ้มรสความหอมหวานของการปล่อยให้เจตนาร้ายครอบงำแล้ว มักยับยั้งชั่งใจตัวเองได้ยากยิ่ง”
“ตามที่ฉันประเมิน เจตนาร้ายที่มันแสดงออกมา จะผนวกรวมกับผลข้างเคียงเชิงลบจากพลังพันธสัญญา แล้วไปหักล้างกับความอดกลั้นของ ‘นักพรต’ ไปหักล้างกับเจตจำนงของตัวเธอเอง ส่งผลให้เธอแบกรับผลข้างเคียงเชิงลบในแง่นี้มากกว่านี้ไม่ได้แล้ว”
“นอกจากนั้น ไม่ว่าจะสวมใส่มันหรือไม่ เพียงแค่พกพาไว้ ร่างกายก็จะถูกเปลวไฟกำมะถันแผดเผาทั้งภายในและภายนอก การเก็บมันไว้ใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’ สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบนี้ได้อย่างชะงักงัน และด้วยสถานะของ ‘นักวางเพลิง’ ลำดับ 5 เธอสามารถทนต่อการแผดเผาจากมันได้นานขึ้น เพียงแต่ต้องระวังผลกระทบเกี่ยวกับพิษของกำมะถัน และคอยรักษาให้ทันท่วงที”
“นับรวมถึงตัวเธอด้วย ผู้คนในรัศมีหนึ่งร้อยเมตรจะถูก ‘เสียงกระซิบของปีศาจ’ ส่งอิทธิพลอย่างเงียบๆ ส่งผลให้เกิดความคิดชั่วร้ายได้ง่ายกว่าปกติ มีนิสัยใจร้อนกว่าปกติ ซึ่งก็สามารถลดผลข้างเคียงเหล่านี้ได้ด้วยการเก็บมันไว้ใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’ เช่นกัน”
อย่างอื่นยังพอไหว แต่หลังจากสวมใส่ ‘เสียงกระซิบของปีศาจ’ อารมณ์และตัณหาของเราจะกลายเป็นจุดอ่อนใหญ่หลวง…ลูเมี่ยนประเมินสมบัติปิดผนึกจาก ‘ฮิโซกะ’
วิธีผนึกมันนับว่าไม่ซับซ้อน เพียงแค่ต้องแยกมันออกในเชิงพื้นที่ และด้วยความที่ตัวลูเมี่ยนเองก็สามารถอดกลั้นได้ดี จึงมีสิทธิ์ใช้งานมันเสมือนสมบัติวิเศษได้เลย
ลูเมี่ยนหยิบแหวนกระดูกสีดำสนิทที่ถูกหุ้มด้วยบาเรียโปร่งแสงออกมาจากกระเป๋ากางเกงอีกข้างหนึ่ง แล้ววางมือลงบนทรงกลมนั่น ก่อนจะบรรจงสอดมือเข้าไปข้างใน
มือขวาของเด็กหนุ่มราวกับกำลังเคลื่อนผ่านบึงโคลนหนาทึบ กว่าจะสัมผัสถึงแหวนได้ ก็ยากเย็นแสนเข็ญเสียเหลือเกิน
ในขณะเดียวกัน ทรงกลมสลัวก็แตกสลายอย่างไร้เสียง คลี่ตัวออกเอง และหลอมรวมเข้ากับความว่างเปล่าโดยรอบ
ลูเมี่ยนสวม ‘เสียงกระซิบของปีศาจ’ เข้ากับนิ้วชี้ข้างซ้ายทันที
ร่างของเด็กหนุ่มเปลี่ยนเป็นของเหลวในทันใด กลายเป็นภาพลวงตา
เขากลายเป็นของเหลวสีดำเหนียวข้น บานแผ่ออกไปรอบทิศ ลูกาโนเพียงแค่เหลือบมองครั้งเดียว ก็รู้สึกหนาวเย็นไปทั้งร่าง สั่นสะท้านอย่างแรงกล้า ราวกับได้เห็นแรงกระหายและอารมณ์อันมืดมนชั่วร้ายที่สุดในส่วนลึกของจิตใจมนุษย์
‘นักบวชเก็บเกี่ยว’ ที่เพิ่งเลื่อนลำดับผู้นี้ กลายเป็นคนหุนหันพลันแล่นโดยไม่รู้ตัว ถามลูเมี่ยนที่เพิ่งเปลี่ยนร่างกลับจากของเหลวสีดำ ด้วยอารมณ์แฝงความแข็งกร้าว
“เมื่อไรจะได้กลับไปข้างบน?”
ด้วยสายตาเย็นชา ลูเมี่ยนเหลือบมองเขาครู่หนึ่ง ในห้วงลึกของดวงตาสีน้ำเงินราวกับซุกซ่อนความมืดที่แสงสว่างไม่อาจส่องถึง
ลูกาโนสะดุ้งเฮือกทันที ความรู้สึกหวาดกลัวที่คุ้นเคยหวนกลับมาอีกครั้ง จนถึงกับพูดติดอ่าง
“ผ…ผมแค่ถามดูเฉยๆ”
ลูเมี่ยนแสยะยิ้มที่ดูบ้าคลั่งไม่เบา พลางบรรจงถอด ‘เสียงกระซิบของปีศาจ’ ออก เก็บกลับเข้าไปใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’
เด็กหนุ่มเข้าใจแล้วว่าทำไม มาดามเมจิกเชี่ยนถึงได้เจาะจงเลือกพลังนี้
นั่นเป็นเพราะแรงกระหายและอารมณ์ของเขา ไม่ได้เป็นของตัวเขาเองทั้งหมด!
แรงกระหายและอารมณ์ส่วนน้อยของเด็กหนุ่ม มาจากความเชื่อมโยงด้านโชคชะตากับเทอร์มีโพลอส มาจากมลทินของออร่าตกค้างของจักรพรรดิโลหิต มาจากสายเลือดของโอมีเบล่า ปกติมันจะส่งผลกระทบแค่ต่อตัวเขาเอง แต่เมื่อใช้ ‘อวตารแห่งตัณหา’ เปลี่ยนอารมณ์และแรงกระหายเหล่านี้ให้จับต้องได้ พวกมันก็สามารถส่งอิทธิพลต่อโลกภายนอกและศัตรูได้เบื้องต้น
“ถ้าใช้ร่างของ ‘อวตารแห่งตัณหา’ ห่อหุ้มนักบุญลำดับ 4 เอาไว้ ครึ่งเทพรายนั้นก็น่าจะได้รับมลทินจากอารมณ์และแรงกระหายด้วยเช่นกัน…แต่การโจมตีแบบนี้ หมายความว่าเราต้องสละการหลบหลีก เผชิญหน้ากับการโต้กลับที่อาจตามมา…” ลูเมี่ยนประเมินเบื้องต้น รู้สึกค่อนข้างพอใจกับสมบัติปิดผนึกชิ้นนี้
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับครึ่งเทพตัวจริง บางครั้งการหลบหลีกก็ไร้ประโยชน์ สู้เสี่ยงดูสักตั้งยังดีเสียกว่า!
และ ‘ดาบเหี้ยมหาญ’ กับ ‘เสียงกระซิบของปีศาจ’ ก็มอบโอกาสให้เขาได้ลองเสี่ยง
…………
เมื่อราตรีย่างกรายมาถึงอย่างแท้จริง ลูเมี่ยนก็มาถึงสำนักงานใหญ่นิตยสาร ‘สื่อวิญญาณ’ บนถนนเฌอร์เลขที่ 19 เขตถนนหลวง
ไม่นานเขาก็ได้พบกับมิสเตอร์ K ในห้องใต้ดิน
มิสเตอร์ K ที่สวมฮู้ดใบใหญ่ กล่าวด้วยท่าทีอ่อนโยนว่า
“เราจะสวดวิงวอนถึงพระองค์กันก่อน”
ลูเมี่ยนพยักหน้ารับแล้วหลับตาลง
ความคิดของเด็กหนุ่มห่อหุ้มแน่นหนา ไม่ได้แผ่กระจายออกไปภายนอก
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขากับมิสเตอร์ K ก็ลืมตาขึ้นพร้อมกัน
มิสเตอร์ K เอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบแห้งแต่เปี่ยมด้วยความคลั่งไคล้
“ขอแสดงความยินดี คุณได้เป็นผู้แจ้งสารตัวสำรองแล้ว”
“นี่คือรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด การได้เข้าใกล้พระองค์มากขึ้น คือรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับพวกเรา!”
“หลังจากนี้ ไม่ว่าคุณจะไปที่ใด ก็สามารถติดต่อกับผู้แจ้งสารท้องถิ่น หรือสมาชิกของ ‘ชุมนุมแสงเหนือ’ และศาสนิกชนของพระองค์ผ่านทางผมได้ เพื่อขอความช่วยเหลือในทุกกรณี”
“หากในท้องที่ดังกล่าวไม่มีนักบุญหรือผู้แจ้งสาร คุณจะมีสิทธิ์ใช้ทรัพยากรของที่นั่นอย่างเต็มอำนาจ อาทิ บุคลากร เงินทอง ข้อมูลข่าวกรอง และเสบียง”
รางวัลจาก ‘ชุมนุมแสงเหนือ’ คือการเพิ่มสิทธิ์อำนาจและสถานะในองค์กรให้เราสินะ? ลูเมี่ยนทำเครื่องหมายกางเขนบนหน้าอก แล้วเอ่ยด้วยเสียงแหบพร่า
“พระองค์ท่านจงเจริญ พระองค์ผู้ทรงสร้างทุกสิ่งจงเจริญ พระองค์ผู้ทรงแบกรับบาปของมวลมนุษย์จงเจริญ!”
มิสเตอร์ K พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
“ตอนนี้ยังไม่มีรางวัลอื่น ต่อไปในภายภาคหน้า พวกเราจะสืบสวนเรื่องวังวนกัน”
“ครับ” ลูเมี่ยนถอนหายใจเงียบงันด้วยความโล่งอก
หากมิสเตอร์ K จะให้รางวัลที่เป็นวัตถุ เขากลับจะลังเลว่าควรรับไว้หรือไม่
ไม่ใช่ว่าเด็กหนุ่มกังวลถึงปัญหาในตัววัตถุ หรือจะมีรอยประทับของท่านผู้นั้นอยู่ ถึงอย่างไรปัจจุบันก็ถูกจับตามองอยู่แล้ว ไม่ต่างกันสักเท่าไหร่ เขาเพียงแต่มีอุปสรรคทางจิตใจเท่านั้น
ลูเมี่ยนคิดครู่หนึ่ง แล้วบอกมิสเตอร์ K ว่า
“ในอนาคตอันใกล้ ผมอาจจะต้องไปทวีปใต้อีกครั้ง เพื่อสะสางงานที่ค้างไว้ให้เสร็จ ยังไม่แน่ใจว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหน”
“ไม่มีปัญหา” มิสเตอร์ K พยักหน้ารับพลางถาม “ไปแถวไหน?”
“ยังไม่แน่ชัด” ลูเมี่ยนตอบตามจริง
เขาไม่รู้จริงๆ
มิสเตอร์ K ก็ไม่ได้ซักถามเพิ่ม
“ทางเรามีนักบุญกับผู้แจ้งสารอยู่บนทวีปใต้ มีศาสนิกชนของพระองค์อยู่ที่นั่นไม่น้อย คอยแอบทำงานอยู่เบื้องหลัง หากคุณทราบสถานที่แน่ชัดเมื่อใด ผมจะช่วยติดต่อกับผู้ประสานงานในท้องถิ่นนั้นๆ ให้เอง”
“ขอบคุณครับ มิสเตอร์ K” ลูเมี่ยนกล่าวขอบคุณ
มิสเตอร์ K แก้ไขว่า
“เลิกใช้ ‘ครับ’ เถอะ มันเป็นการไม่เคารพต่อพระองค์”
ก่อนจะแสร้งถามผ่านๆ
“มิสเตอร์ K…วิหารที่คุณพาผมไปคราวก่อน มีความสำคัญอย่างไรต่อ ‘ชุมนุมแสงเหนือ’ ของพวกเราหรือ?”
มิสเตอร์ K กล่าวด้วยน้ำเสียงคลั่งไคล้
“นั่นคือวิหารแห่งแรกที่ ‘ชุมนุมแสงเหนือ’ ของพวกเราสร้างขึ้น”
คงเกี่ยวข้องกับบายินเฟลไม่ทางใดก็ทางหนึ่งสินะ? ลูเมี่ยนถามอ้อมๆ อีกสองสามประโยค แล้วจึงกล่าวคำอำลา
เมื่อกลับมาถึงเขตหอรำลึก หลังจากแจ้งเรื่องของ ‘อัศวินดาบ’ ให้ฟรังก้ากับจินนาทราบแล้ว ลูเมี่ยนก็กระตุ้นรอยประทับสีดำบนไหล่ขวา เริ่มการ ‘เทเลพอร์ต’ ในทันที
เขาเดินทางผ่านมวลสีสันหลายชั้น ผ่านสิ่งมีชีวิตประหลาดสารพัดชนิดที่ไม่อาจบรรยายด้วยคำพูด
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด ในที่สุดเด็กหนุ่มก็มาถึงปลายทางที่ระบุไว้ในจดหมายของ ‘อัศวินดาบ’
สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาของลูเมี่ยนคือ ชายหญิงหน้าซีดขาวหลายคน แต่ละคนกระจายตัวล้อม ‘อัศวินดาบ’ ผู้มีเรือนผมสีน้ำตาลกระเซิง แววตาค่อนข้างดุดัน สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวและเสื้อกั๊กสีดำ
……………………………………………………..