ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 760 วันถัดมา
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 760 วันถัดมา
ตอนที่ 760 วันถัดมา
ทวีปใต้ เขตลาเคร
ทะเลสาบดาร์ชในยามกลางวันใสกระจ่างนิ่งสงบ สะท้อนท้องฟ้าสีครามเบื้องบนและเทือกเขาหิมะในระยะไกล งดงามราวกับความฝันและภาพลวงตา
ลูเมี่ยนไม่มีอารมณ์ชื่นชมทิวทัศน์อันงดงามนี้ โดยกำลังพาลุดวิกที่สวมเสื้อนอกทรงสูทผ้าสักหลาด กับลูกาโนที่คลุมเสื้อผ้าฝ้ายบาง เดินอย่างเชื่องช้า อ้อมไปตามชายป่าที่มีหลุมแห่งหนึ่ง
ในหลุมดังกล่าวมีซากศพที่เน่าเปื่อย พวกมันอยู่ในสภาพกึ่งละลาย ราวกับหลอมรวมเข้ากับดินโดยรอบ กำลังย่อยสลายตัวเองด้วยวิธีพิเศษ ปล่อยให้สารอาหารกลับคืนสู่ผืนดิน
เมื่อเห็นภาพนี้ ลูเมี่ยนก็พอเข้าใจแล้วว่าเหตุใด ‘ราชาหมอผี’ ออลเซโตถึงไม่ทำลายศพหลังจากประกอบพิธีกรรม ปล่อยให้เหลือหลักฐานและร่องรอยไว้
การฝังศพให้พวกเขากลับคืนสู่ผืนดิน คงเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม!
เมื่อคืนที่ผ่านมา หลังจากลูเมี่ยนอ่านเอกสารที่ ‘อัศวินดาบ’ มอบให้ ก็บังเกิดความคิดที่ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า จะค้นหาออลเซโต ผู้ศรัทธาคนสำคัญของ ‘ปฐมจันทรา’ ได้อย่างไร
เห็นได้ชัดว่าวิธีทั่วไปอย่าง ‘ทำนายด้วยกระจกวิเศษ’ คงไม่ได้ผล มิฉะนั้น สหายของ ‘อัศวินดาบ’ ที่เป็นสมาชิกฝ่ายระงับตัณหา ผู้มีลางสังหรณ์ทางพลังวิญญาณแกร่งกล้า ก็คงตามหาออลเซโตเจอไปนานแล้ว
ความคิดในตอนนี้ของลูเมี่ยนมีสามประการ
หนึ่งคือ เริ่มจากการที่ออลเซโตเป็นสมาชิก ‘โรงเรียนกุหลาบ’ และคลุกคลีกับฝ่ายปล่อยตัณหามานาน จนยอมรับแนวคิดเรื่องการปล่อยตัวปล่อยใจ ดังนั้นจึงให้ ‘นางมาร’ อย่างฟรังก้าและจินนาแต่งองค์ทรงเครื่องอย่างดี ออกเดินเล่นในเมืองลาเคร ดูว่าจะได้พบกับออลเซโตหรือไม่ ให้ ‘ราชาหมอผี’ ผู้ไม่เคยยับยั้งชั่งใจในเรื่องตัณหานี้ เป็นฝ่ายเข้าหาด้วยตัวเอง แน่นอนว่าต้องอยู่ภายใต้การคุ้มครองที่ฝ่ายระงับตัณหาจัดหาให้
และอ็องโตนีก็จะคอยติดตามฟรังก้ากับจินนาด้วย ‘ล่องหนทางใจ’ หรือปลอมตัวเป็นคนธรรมดา สังเกตปฏิกิริยาของผู้คนรอบข้างเมื่อพวกเขาเห็น ‘นางมาร’ ทั้งสอง ดูว่าจะแสดงความเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจนหรือไม่ เพื่อจำแนกแยกแยะตัวออลเซโตออกมาก่อนที่เขาจะลงมือ ป้องกันอันตรายล่วงหน้า
ส่วนประเด็นที่ว่า ออลเซโตจะได้รับ ‘พร’ จาก ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ กลายเป็นสตรีไปแล้วหรือไม่นั้น เป็นรายละเอียดที่ไม่ส่งผลต่อการล่อลวงของ ‘นางมาร’ ทั้งสอง จากการคาดคะเนของลูเมี่ยน โดยอิงจากกรณีของคุณนายปัวริสและฟรังก้า ออลเซโตก็ยังคงชอบผู้หญิงอยู่ อย่างมากก็แค่ชอบผู้ชายด้วยเท่านั้นเอง
ประการที่สองคือ ใช้ประโยชน์จากเงื่อนไขพิเศษที่ตัวเขาเองมีสายเลือดของโอมีเบล่า และผู้ที่ได้รับ ‘พร’ จาก ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ สามารถรับรู้ถึงกันได้ในระยะหนึ่ง เดินวนเวียนไปทั่วเขตลาเคร เพื่อล่อให้ออลเซโตออกมาเอง ในทำนองเดียวกัน ลูกาโนที่มีความผิดปกติแฝงเร้น ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ ก็เป็นเหยื่อล่อที่ดีเช่นกัน
ประการที่สามคือ สำรวจสถานที่ที่ออลเซโตทิ้งร่องรอยไว้อีกครั้ง ดูว่ามีอะไรที่พอจะใช้ประโยชน์ได้บ้าง
ลูเมี่ยนบีบจมูก ตั้งใจตรวจสอบร่องรอยทั้งในและนอกหลุมศพ รวมถึงศพอีกหลายสิบอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอียงศีรษะถามลุดวิก
“สกปรกมากไหม?”
“สกปรกมาก” ลุดวิกพยักหน้าแรงๆ
“มลทินจาก ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ หรือ?” ลูเมี่ยนถามต่อ
ลุดวิกส่งเสียง ‘อืม’ ใบหน้าเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน
จากนั้น เขาก็ได้ยินพ่อทูนหัวถามตามคาดว่า
“กินได้ไหม?”
เมื่อได้ยินคำถามนี้ ลูกาโนด้านข้างอดที่จะแสดงอาการอยากอาเจียนไม่ได้ ส่วน ‘อัศวินดาบ’ มาริคที่คอยดูอยู่เงียบๆ พลางกดข่มอารมณ์ ถึงกับต้องเลิกคิ้วแผ่วเบา
ลุดวิกตอบอย่างไม่เต็มใจนัก
“ได้”
“กินเข้าไปแล้วจะสามารถรับรู้ถึงเด็กที่ศพพวกนี้คลอดออกมาได้ไหม?” ลูเมี่ยนถามต่อ
จากประสบการณ์ของเขา ศพเหล่านี้คงถูกทำให้ตั้งครรภ์โดยไม่สมัครใจในพิธีกรรม มีสัตว์ประหลาดกรงเล็บนกเติบโตอย่างรวดเร็วในท้อง จากนั้น ทารกสัตว์ประหลาดกรงเล็บนกก็ฉีกท้องของผู้ให้กำเนิด ดูดซับเศษซากที่เหลืออยู่ แล้วคลานออกมาเอง
และในแง่ของศาสตร์เร้นลับ ไม่ว่าจะโดยสมัครใจหรือไม่ ยินยอมหรือถูกบังคับ ทารกสัตว์ประหลาดกรงเล็บนกกับศพล้วนมีความเชื่อมโยงทางสายเลือดที่ใกล้ชิดที่สุด สามารถใช้ฝ่ายหนึ่งตามหาอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดาย หรือแม้แต่การสาปแช่งทางไกล
แต่ในเอกสารของ ‘อัศวินดาบ’ ระบุว่า การทำนายที่พวกเขาใช้ความเชื่อมโยงทางสายเลือด กลับไม่ประสบผลสำเร็จ ประหนึ่งว่าทารกสัตว์ประหลาดกรงเล็บนกที่คลานออกมาจากท้องศพเหล่านี้ อันตรธานหายไปจากโลกเรียบร้อยแล้ว
อาจเป็นเพราะมีตัวตนลำดับสูงช่วย ‘ต่อต้านการทำนาย’ อย่างแข็งขัน หรืออาจเป็นเพราะสภาวะของพวกทารกสัตว์ประหลาดกรงเล็บนก เกิดการแปรเปลี่ยนไป ลูเมี่ยนได้แต่หวังว่าลุดวิกจะกินแล้วได้ข้อมูลที่แตกต่างจากในอดีต
ลุดวิกพูดด้วยสีหน้าหมดอาลัยตายอยาก
“สามารถใช้วิธีปรุงแบบพิเศษเพื่อรับสายเลือดจางๆ ของศพ แม้ว่าวิธีนี้จะไม่ช่วยให้ผมรับรู้ตำแหน่งและสภาพของทารกได้จากระยะไกล แต่หากทั้งสองฝ่ายอยู่ในรัศมีสามสิบเมตร ผมน่าจะรับรู้การมีตัวตนของมันได้”
“ก็ไม่เลว” ลูเมี่ยนรู้สึกว่าผลลัพธ์ดีกว่าที่คาดไว้
จากนั้น เด็กหนุ่มมองดูลุดวิกย่อตัวลง ใช้มีดส้อมเด็กที่ทำจากเงิน ตัดแยกเนื้อที่กึ่งละลายกึ่งเน่าเปื่อยออกมาจากศพหนึ่ง
หนองสีเหลืองที่ไหลออกมา กอปรกับสภาพอันน่าขยะแขยงของเนื้อ ทำให้ลูกาโนต้องหันหลังให้ เหม่อมองทะเลสาบดาร์ชในระยะไกล เหม่อมองเมืองลาเครที่อยู่อีกฟากหนึ่งของทะเลสาบ
ถัดมา ลุดวิกบอกให้ลูเมี่ยนหยิบกระทะเหล็ก ขาตั้ง แป้งสาลี ลิเคอร์ เครื่องเทศหลายชนิด และน้ำมันหมูแข็งออกมาจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’
ลูเมี่ยนทำหน้าที่เป็นผู้ช่วย ‘คนครัว’ รับผิดชอบหลักๆ ในการก่อไฟ ส่วนลุดวิกเริ่มจากการละลายน้ำมันหมู จากนั้นใส่ลิเคอร์ลงไปเล็กน้อยพร้อมเครื่องเทศบางชนิด ผัดจนส่งกลิ่นหอมเย้ายวน
ต่อมา เขาก็นำเนื้อเน่าชิ้นนั้นห่อด้วยแป้งสาลี โยนลงในกระทะเหล็ก ทอดในน้ำมันหมูที่มีสีค่อนข้างเข้มและส่งกลิ่นหอมฟุ้ง
กลิ่นหอมกับกลิ่นเหม็นผสมปนเปกัน ค่อยๆ แพร่กระจายออกมา
ในที่สุด ลุดวิกก็ทำอาหารเสร็จ เขาใช้ส้อมจิ้มลูกชิ้นแป้งทอดสีเหลืองทองแล้วยัดเข้าปาก
ขณะที่เคี้ยวอยู่นั้น ดูเหมือนน้ำตาเขาจะคลอ ทำหน้าเหมือนคนถูกรังแก
“ตอนที่นายกินโลกิสดๆ ก็ไม่เห็นบ่นว่าไม่อร่อยนี่” ลูเมี่ยนกระเซ้าเย้าแหย่
ลุดวิกพึมพำรำพัน
“ของเน่าไม่อร่อย แถมก็ไม่มีพลังวิญญาณอะไรเลย”
หลังจากกลืนลูกชิ้นทอดที่หน้าตายังดูดีลงท้องไปแล้ว ลุดวิกค่อยๆ พูดขณะ ‘ลิ้มรส’ ว่า
“วันเกิดของคนตายคือวันที่สองของทุกปี”
“มีอะไรพิเศษหรือ?” ลูเมี่ยนถาม
ลุดวิกรีบยัดลูกอมเข้าปาก พลางตอบลวกๆ ว่า
“ในตำนานเทพ วันแรกคือวันที่สร้างโลกนี้ขึ้นมา วันที่สอง ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ ถือกำเนิด”
“ทำไมผมถึงไม่เคยได้ยินตำนานเทพแบบนี้เลย…” ลูกาโนที่หันหลังให้ลุดวิก พึมพำอย่างสงสัย
ส่วนลูเมี่ยนทอดสายตามองศพอื่นๆ อย่างครุ่นคิด
“พวกเขาคงไม่ได้เกิดวันที่สองของทุกปีเหมือนกันหมดหรอกกระมัง?”
“ฉันจำได้ว่า หลายเผ่าในทวีปใต้มีวันปีใหม่ไม่ตรงกับทวีปเหนือ วันที่หนึ่งของปีไม่ได้ตรงกับวันที่ 1 มกราคมเสมอไป ดังนั้น วันที่สองของทุกปีหมายถึงวันไหนกันแน่ ใช้ปฏิทินระบบไหน?”
ลุดวิกพูดทั้งที่ยังอมลูกอมอยู่
“ระบบไหนก็ได้ ขอแค่เป็นวันที่สองหลังปีใหม่ ตามปฏิทินที่ตัวเองเชื่อถือ”
เป็นความหมายเชิงสัญลักษณ์ล้วนๆ เลยสินะ…ลูเมี่ยนเอี้ยวตัว มองไปทางอัศวินดาบ
“พวกคุณตรวจสอบตัวตนและวันเกิดของศพพวกนี้หรือยัง?”
ลาเคร ถือเป็นเขตที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์บนที่ราบสูงดวงดาว มีประชากรไม่น้อย คล้ายกับพื้นที่เศวตนครลาปุสที่ลูเมี่ยนเคยไปมาก่อน เป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่อาณาจักรที่ราบสูงโบราณใช้ปกครองที่ราบสูงดวงดาวทั้งหมด
ที่นี่มีชื่อเสียงด้านความอุดมสมบูรณ์ของแร่ธาตุ แต่จุดขุดเหมืองทั้งหมดกลับอยู่ห่างจากทะเลสาบดาร์ชอย่างน่าอัศจรรย์ ทำให้ทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ในใจชาวที่ราบสูงแห่งนี้ยังคงความบริสุทธิ์
ในอดีต ที่ราบสูงดวงดาวเป็นพื้นที่แย่งชิงอำนาจระหว่างสาธารณรัฐอินทิสกับจักรวรรดิฟุซัค หลังสงครามเมื่อไม่กี่ปีก่อน อิทธิพลของจักรวรรดิฟุซัคเริ่มถดถอย ราชอาณาจักรโลเอ็นค่อยๆ แผ่อิทธิพลเข้ามา แม้แต่ศาสนจักรเทพธิดารัตติกาลของโลเอ็น ก็ดูเหมือนจะเริ่มเผยแผ่ศาสนาในพื้นที่นี้ด้วย ลูเมี่ยนเคยได้ยินเรื่องนี้ตอนอยู่ที่ลาปุส
และในที่ราบสูงดวงดาวทั้งหมด เมืองลาเครที่ตั้งอยู่บนแหล่งแร่นี้ มีชาวโลเอ็นอาศัยอยู่มากที่สุด
อัศวินดาบมาริคค่อยๆ พยักหน้าพลางเอ่ยตอบ
“พวกเราตรวจสอบตัวตนศพได้เก้าในสิบส่วนแล้ว ตามปฏิทินของทวีปเหนือ ส่วนใหญ่เกิดวันที่ 2 มกราคม ส่วนที่เหลือตามปฏิทินท้องถิ่น ก็เกิดในวันที่สองหลังปีใหม่เช่นกัน”
“ส่วนที่ยังระบุตัวตนไม่ได้ น่าจะเป็นคนต่างถิ่น อาจจะมาที่นี่ด้วยความสมัครใจหรือไม่สมัครใจก็ได้ ขอเวลาพวกเราอีกสักหน่อย รับรองว่าจะสืบหาตัวตนของพวกเขาให้ได้”
จำนวนตัวอย่างมากพอแล้ว และสอดคล้องกับที่ลุดวิกพูดเป็นส่วนใหญ่ พิธีกรรมนั้นต้องการสัญลักษณ์ของ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ อย่างชัดเจน…ลูเมี่ยนไม่ได้ห้ามปรามฝ่ายระงับตัณหาให้เสียเวลาตรวจสอบตัวตนศพที่เหลือ เผื่อว่าจะค้นพบความผิดปกติด้านอื่นๆ เพิ่มเติม
ลูเมี่ยนมองไปยังเมืองลาเครฝั่งตรงข้ามทะเลสาบแล้วเอ่ยปาก
“พวกเรากลับเมืองกันเถอะ แล้วเดินสำรวจรอบๆ”
จะดูว่าอะไรใช้ประโยชน์ได้มากกว่ากัน ระหว่างสายเลือดของโอมีเบล่า ความผิดปกติของเส้นทางธรณี หรือความเชื่อมโยงทางสายเลือดกับทารกประหลาดกรงเล็บนก!
หลังจากเดินเลียบทะเลสาบดาร์ชที่ระยิบระยับราวกับท้องฟ้า โดยมุ่งหน้าไปทางเมืองที่เต็มไปด้วยบ้านหินสีเทาขาว ลูเมี่ยนก็ฉุกคิดบางสิ่งขึ้นมาได้
เด็กหนุ่มถามอัศวินดาบที่เดินอย่างเงียบงันอยู่ด้านข้าง
“ในโรงเรียนกุหลาบ ออลเซโตรับผิดชอบเขตลาเครใช่ไหม?”
“ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ ตอนนี้ไม่แน่ใจ” อัศวินดาบตอบสั้นๆ
ลูเมี่ยนพยักหน้ารับ แล้วพูดเหมือนพูดเปรยกับตัวเอง
“ถ้าเขาไม่ได้รับผิดชอบเขตลาเคร แค่แวะผ่านมาแล้วจัดพิธีบูชายัญเสียหน่อย หลังพิธีเสร็จก็น่าจะจากไป เหตุใดจึงยังอยู่ที่นี่อีก?”
หรือว่าเขามาที่เขตลาเครเพื่อจุดประสงค์ที่ลึกซึ้งกว่านั้น?
หรือว่า ‘โรงเรียนกุหลาบ’ กำลังจะลงมือกับที่นี่?
อัศวินดาบเงียบไปสองสามวินาทีก่อนจะตอบ
“พวกเราสงสัยว่า เขามีจุดประสงค์ที่ลึกซึ้งกว่านั้น”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วจึงกล่าวต่อ
“ก่อนที่จะมีการสถาปนาอาณาจักรที่ราบสูง หลายพื้นที่บนที่ราบสูงดวงดาวนับถือเทพมรณา และลาเครเป็นย่านที่ได้รับอิทธิพลจากความเชื่อเรื่องเทพมรณามากกว่าใคร จนถึงทุกวันนี้ ประเพณีบางอย่างของชาวพื้นเมือง ยังคงมีร่องรอยของการบูชาความตายหลงเหลืออยู่”
ระหว่างที่พูดคุยกัน คนสามคนกับเด็กหนึ่งคน ก็เดินมาถึงด้านนอกเมืองลาเคร
เมื่อเทียบกับความประณีตของเศวตนครลาปุส อาคารต่างๆ ที่นี่ดูหยาบกร้านกว่ามาก แม้จะมีผู้คนที่สัญจรไปมาสวมเสื้อคลุมยาวสีแดงเข้ม กับชุดคลุมสีสันสดใส แต่ส่วนใหญ่สวมเสื้อผ้าผ้าใบแบบกรรมกรที่ทนทานต่อการสึกกร่อนมากกว่า
ลูเมี่ยนยังไม่ทันเข้าใกล้ถนนทางเข้าเมือง ก็สัมผัสได้ถึงความคึกคักและพลุกพล่านแล้ว
……………………………………………………..