ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 761 เทศกาลขอพร
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 761 เทศกาลขอพร
ตอนที่ 761 เทศกาลขอพร
ข้างกำแพงเมืองเก่า ซึ่งเหลือไว้เพียงเพื่อการชื่นชม ลูเมี่ยนมองผ่านตึกรามบ้านช่องสีขาวเทาที่สูงๆ ต่ำๆ ทอดสายตาไปยังวิหารหลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ใกล้เทือกเขา
วิหารดังกล่าวสูงราวสามสิบกว่าเมตร ประกอบด้วยหอคอยหลายแห่ง ดูราวกับป้อมปราการสำหรับทำศึกที่หลงเหลือมาจากยุคบรรพกาล
ในยามนี้ ภายใต้อิทธิพลของเทือกเขาและเมฆหมอก แสงอาทิตย์ใกล้เที่ยงที่สาดส่องลงมาได้ถูกย้อมให้หม่นหมอง ราวกับวิหารสุดอลังการหลังดังกล่าว ถูกห่มด้วยอาภรณ์ที่ทอจากแสงสนธยา
“วิหารของศาสนจักรเทพสงครามหรือ?” ลูเมี่ยนถามอัศวินดาบที่อยู่ข้างกาย โดยไม่หันไปมอง
ศาสนจักรเทพสงครามคือศาสนาประจำชาติเพียงหนึ่งเดียวของจักรวรรดิฟุซัค แต่หลังจากพ่ายแพ้สงครามเมื่อไม่กี่ปีก่อน องค์กรศาสนาอื่นๆ อย่างศาสนจักรเทพธิดารัตติกาล ก็ได้รับสิทธิ์ในการเผยแผ่ศาสนาในจักรวรรดิฟุซัคบ้าง แต่ดูเหมือนว่าศาสนาเทพธิดารัตติกาลจะไม่ได้กระตือรือร้นกับเรื่องนี้สักเท่าใด
อัศวินดาบตอบอย่างกระชับ
“โบสถ์”
ไม่ใช่วิหาร แค่โบสถ์เหรอ? สมแล้วที่เป็นชาวฟุซัคผู้คลั่งไคล้สิ่งมหึมา แถมรสนิยมก็ดีมากด้วย…ด้วยเหตุผลบางอย่าง ลูเมี่ยนพาลไปนึกถึงประโยคที่เคยได้ยินจากสมาคมวิจัยลิงบาบูนขนหยิก
มากคือความงาม ใหญ่คือสิ่งที่ดี
เด็กหนุ่มเปลี่ยนเรื่องถาม
“ที่นี่เป็นอาณานิคมของฟุซัคหรือ?”
“ใช่” อัศวินดาบตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “แต่ตอนนี้ ชาวโลเอ็นก็มีสิทธิ์มาค้าขายเหมือนกัน”
ลูเมี่ยนพยักหน้ารับ ไม่ได้กล่าวคำใดต่อ เพียงเดินตามถนนเข้าสู่เมืองลาเคร
ตลอดทาง เด็กหนุ่มแยกแยะผู้คนจากประเทศต่างๆ ออกจากฝูงชนที่สัญจรไปมาได้อย่างชัดเจน
ชาวฟุซัครูปร่างสูงใหญ่ ผู้ชายส่วนใหญ่สูงเกินหนึ่งเมตรเก้า ผู้หญิงหลายคนสูงเกือบหนึ่งเมตรแปด สอดคล้องกับภาพจำของลูเมี่ยน ประเทศที่สร้างโดยลูกหลานคนยักษ์ แถมยังมีครึ่งยักษ์อยู่ไม่น้อย แต่งกายค่อนข้างตามใจฉัน หรือไม่ก็ไม่ติดกระดุมชุดทางการ หรือไม่ก็ไม่ใส่ชุดทางการเลย
ชาวโลเอ็นส่วนใหญ่ผมสีดำ ใส่ใจรูปลักษณ์ภายนอก มักแต่งตัวเรียบร้อยไร้จุดตำหนิ สุภาพสตรีชอบสวมหมวกผ้าคลุมหน้าปีกกลม กางร่มกันแดด ส่วนสุภาพบุรุษพร้อมพรั่งทั้งหมวกทรงสูงและไม้ตะพด
ชาวพื้นเมืองลาเครผิวค่อนข้างคล้ำ รูปร่างผอมบาง ผู้ชายส่วนมากสวมชุดผ้าใบแบบกรรมกร สตรีก็แต่งตัวให้สะดวกต่อการทำงาน มีเพียงส่วนน้อยที่สวมชุดคลุมสีสดใส โดยมากมักจะต้อนวัว แกะ และม้า
ลูเมี่ยนชำเลืองมองม้าพันธุ์เตี้ยกับวัวขนยาวที่เดินผ่านไป แลเห็นชายพื้นเมืองคนหนึ่งสวมเสื้อคลุมยาวสีแดงเข้ม บนหัวมีกะโหลกขาวโพลน และบนกะโหลกนั้นยังสวมหมวกที่ทอจากขนแกะสีเทา
“นี่คือการบูชาความตาย ซึ่งยังหลงเหลืออยู่ในประเพณีพื้นบ้าน ตามที่คุณเคยเล่าให้ฟังสินะ?” ลูเมี่ยนเดินไปตามอำเภอใจ โดยไม่ได้เจาะจงเลือกถนนเป็นพิเศษ
อัศวินดาบพยักหน้ารับพลางกล่าว
“ใช่ ผู้คนในเขตลาเครจะเก็บกะโหลกของญาติที่เสียชีวิตไว้ในบ้าน โดยเชื่อว่าจะช่วยปกป้องพวกเขา นำโชคลาภมาให้ และช่วยต่อต้านอันตรายจากรัตติกาล ยิ่งบ้านไหนมีกะโหลกเก็บไว้มาก ก็ยิ่งแสดงว่าตระกูลนั้นเจริญรุ่งเรือง”
ก็คล้ายๆ กับที่หมู่บ้านกอร์ตู ซึ่งจะเก็บเส้นผมและเล็บของญาติผู้ล่วงลับไว้ในบ้าน…แต่เมืองนี้มีสีสันของการบูชาความตายเข้มข้นกว่า จึงเลือกใช้กะโหลก ดูเล่นใหญ่กว่า…ลูเมี่ยนรู้สึกเศร้าใจขึ้นมาอย่างฉับพลัน
อัศวินดาบกล่าวต่อไปว่า
“บางคนยังทำกะโหลกของญาติผู้ล่วงลับให้เป็นเครื่องรางติดตัว พกพาไปตลอด อย่างที่คุณเห็นเมื่อสักครู่ก็คือกรณีนี้ และทุกปีในเทศกาลขอพร ชาวพื้นเมืองในเขตลาเครทั้งหมด จะนำกะโหลกจากบ้านออกมาตามถนน แต่งประดับให้สวยงาม ร่วมเฉลิมฉลองและขอพรไปด้วยกัน” (หมายเหตุ 1)
“เทศกาลขอพร?” ลูเมี่ยนใจสั่น ถามย้ำอย่างหนักใจ
หลังจากผ่านเทศกาลต่างๆ มาทั้งวันมหาพรต เทศกาลบูชาทะเล และเทศกาลฝัน เขาก็เหมือนเป็นโรคกลัว ‘ของขวัญ’ จนกลายเป็นอาการปวดหัวทุกครั้งที่ได้ยินเกี่ยวกับเทศกาลท้องถิ่น
ออลเซโตผู้เป็น ‘ราชาหมอผี’ แห่งโรงเรียนกุหลาบ ศาสนิกคนสำคัญของ ‘ปฐมจันทรา’ การพำนักอยู่ในเขตลาเครของเขา อย่าบอกนะว่าเป็นเพราะเทศกาลขอพร?
อัศวินดาบตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“เทศกาลขอพรจบไปนานแล้ว ราวๆ เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว เร็วกว่าเทศกาลฝันหนึ่งเดือนกว่า”
คุณรู้จักเทศกาลฝันด้วยหรือ? ลูเมี่ยนถอนหายใจโล่งอกก่อน แล้วถามด้วยความไม่วางใจ
“ออลเซโตปรากฏตัวในเขตลาเครครั้งแรกก่อนหรือหลังเทศกาลขอพร?”
อัศวินดาบนึกทบทวนครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยตอบ
“ก่อน”
“นั่นหมายความว่า ในช่วงเทศกาลขอพร เขาก็น่าจะอยู่ในเขตลาเครด้วยสินะ?” ลูเมี่ยนขมวดคิ้วเล็กน้อย
“น่าจะเป็นอย่างนั้น” อัศวินดาบตอบอย่างรอบคอบ
…………
ฟรังก้าละสายตาจากหญิงชาวพื้นเมืองที่มีกะโหลกสีสันสดใสเย็บติดอยู่บนไหล่ แล้วยิ้มตอบหญิงชาวฟุซัคร่างสูง เจ้าของเรือนผมสีทองนุ่มลื่น ดวงตาสีฟ้าใสกระจ่างตรงหน้า
“ขอโทษนะคะ ฉันมีคู่แล้ว!”
พวกชาวฟุซัคไม่โผงผางเกินไปหน่อยหรือ?
คนที่มาทักและชวนเธอกับจินนา นอกจากผู้ชายแล้ว ยังมีหญิงงามรวมอยู่ด้วย!
สตรีชาวฟุซัคหัวเราะคิกคักพลางเอ่ยปาก
“ฉันไม่ถือหรอกนะ ถ้าพวกคุณจะมาเป็นแขกที่บ้านพร้อมกันน่ะ”
“แต่ฉันถือ” จินนาช่วยพูดความในใจของฟรังก้าออกมา
พวกเธอเดินเที่ยวในเมืองลาเครมาเกือบสองชั่วโมงแล้ว แม้ฟรังก้าจะไม่ได้ปล่อยเสน่ห์ของนางมารสุขสมออกมา เพื่อป้องกันไม่ให้ใครสงสัยว่าพวกเธอจงใจล่อเหยื่อ แต่ลำพังเพียงแค่รูปโฉม บุคลิก และรูปร่างของนางมารทั้งสอง ซึ่งแต่งกายอย่างพิถีพิถัน ก็เพียงพอต่อการดึงดูดสายตาคนรอบข้างแล้ว
ในบรรดาฝูงชน ชาวฟุซัคกล้าแสดงออกและตรงไปตรงมา ทั้งชายและหญิงล้วนเป็นเช่นนี้ ชาวโลเอ็นอนุรักษนิยมและเก็บตัว มักต้องหาเหตุผลที่ดีก่อนจึงกล้าเข้าหา ส่วนคนท้องถิ่นโดยทั่วไปได้แต่ยืนดูอยู่แต่ไกลๆ แอบติดตามอย่างเงียบงัน บางคราวจะมีไม่กี่คนที่รวบรวมความกล้า เดินเข้ามาอาสาเป็นไกด์นำทาง
“งั้นหรือ” หญิงชาวฟุซัคที่สูงกว่าฟรังก้าครึ่งช่วงศีรษะ โบกมือด้วยความเสียดาย ก่อนจะหมุนตัวเข้าไปในร้านกาแฟข้างๆ
ตอนนี้ฟรังก้าและจินนาอยู่ในย่านใจกลางเมืองลาเคร ท่ามกลางถนนที่มีสถาปัตยกรรมอันโอ่อ่าและงดงามตามแบบฉบับชาวฟุซัค
“ใกล้เที่ยงแล้ว ไปลองชิมอาหารฟุซัคกันไหม?” ฟรังก้าเงยหน้ามองแสงแดดที่แม้ไม่ร้อนแต่แยงตา
เธอชี้ไปยัง ‘ภัตตาคารนักบุญมิลลอม’ ที่อยู่เยื้องไปด้านหน้า
นักบุญมิลลอมคือเมืองหลวงของจักรวรรดิฟุซัค การใช้ชื่อนี้เป็นชื่อร้านอาหาร ดูเหมือนต้องการแสดงความเป็น ‘ต้นตำรับ’
“เอาสิ” จินนาพยักหน้ารับ
ขณะที่ ‘นางมาร’ ทั้งสองก้าวเข้าไปในร้านอาหารที่ตกแต่งอย่างหรูหราและประณีตในรายละเอียด อ็องโตนีก็นั่งลงบนม้านั่งริมถนนฝั่งตรงข้ามแทะอาหารกลางวันของตนอย่างเงียบงัน แป้งข้าวโพดแผ่นบางห่อเนื้อแกะ ใส่เครื่องเทศหลายชนิด
…………
ลูเมี่ยนพาลุดวิกกับลูกาโนเดินมาจนถึงหน้าโบสถ์ทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ที่ดูราวกับวิหาร
หลังจากที่พวกเขาเข้าเมืองมาแล้ว ‘อัศวินดาบ’ มาริคก็หายตัวไป แต่สัญชาตญาณของลูเมี่ยนบอกกับเขาว่า ผู้ถือไพ่อาร์คาน่าเล็กรายนี้ยังคงอยู่ไม่ไกลจากตน
“รู้สึกถึงความผิดปกติบ้างไหม?” ลูเมี่ยนถามลุดวิก
“ไม่มี” ลุดวิกส่ายหน้า
ลูเมี่ยนหันไปมองลูกาโน
“แล้วนายล่ะ?”
“ผมหรือครับ?” ลูกาโนทำหน้างงงัน
ไม่ใช่ว่าต้องพึ่งลุดวิกในการตามหาคนหรอกหรือ?
เกี่ยวอะไรกับฉันด้วย?
“นายรู้สึกถึงความผิดปกติอะไรบ้างไหม?” ลูเมี่ยนถามซ้ำอย่างสงบ
ด้วยเหตุผลบางประการ ลูกาโนรู้สึกว่าช่วงนี้นายจ้างของตน วางตัวชวนให้รู้สึกสนิทใจกว่าแต่ก่อน จึงตอบอย่างตรงไปตรงมา
“ไม่มี”
โครกคราก! เสียงประหลาดดังขึ้นข้างหูเขาและลูเมี่ยน
ทั้งสองคนหันไปมองลุดวิกพร้อมกัน
ลุดวิกลูบท้องตัวเอง พลางพูดด้วยสีหน้าเว้าวอน
“ถึงเวลาอาหารกลางวันแล้ว”
“ตกลง” ลูเมี่ยนขานรับทันที
หลักการของเขาคือ จะหิวยังไงก็อย่าให้เด็กหิว เพราะเด็กคนนี้ถ้าหิวมากๆ จะกินคนได้
เด็กหนุ่มมองไปรอบๆ ก่อนจะชี้ไปทางถนนที่ค่อนข้างคึกคักสายหนึ่งทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของจัตุรัสทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์
“ดูเหมือนแถวนั้นจะมีอยู่หลายร้านเลย”
คราวนี้ ลุดวิกไม่จำเป็นต้องให้ลูกาโนจูง รีบยกขาสั้นๆ วิ่งเหยาะๆ ไป ลูเมี่ยนเร่งฝีเท้าเดินตามไปไม่ห่าง ส่วนลูกาโนก็ตามมาติดๆ
ถนนสายดังกล่าวมีเอกลักษณ์แบบฟุซัคอย่างเด่นชัด ทั้งต้นไม้ริมทางและม้านั่งริมถนน ดูคล้ายทิวทัศน์ถนนในกลุ่มประเทศทวีปเหนือ
ลูเมี่ยนเร่งกวาดตามอง แล้วผงกคางชี้ไปยัง ‘ภัตตาคารนักบุญมิลลอม’ ที่อยู่ไม่ไกล พลางเอ่ยปาก
“ลองชิมอาหารฟุซัคกัน”
“ดี” ลุดวิกป้ายปาก
ทันใดนั้น สีหน้าอ้อนวอนของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นฉงนสงสัย ศีรษะขยับไปมาซ้ายขวาโดยไม่รู้ตัว ราวกับกำลังมองหาบางสิ่ง
ลูเมี่ยนสังเกตเห็นอาการผิดปกตินี้ทันที
“เป็นอะไร? อยากกินไอศกรีมเพิ่มอีกหรือ?” เด็กหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงแบบที่ใช้พูดกับเด็ก
ลุดวิกเลียนแบบท่าทางที่ลูกาโนทำเป็นประจำ กดเสียงต่ำแล้วกล่าวว่า
“ผมสัมผัสถึงเด็กที่เป็นศพนั่น แต่ไม่ค่อยชัดเจนนัก”
สัมผัสถึงทารกกรงเล็บนก? ลูเมี่ยนมองไปรอบๆ ตามจังหวะ แต่ก็ไม่เห็นเด็กคนอื่น ผู้คนที่สัญจรไปมาส่วนใหญ่เป็นชาวฟุซัคและคนท้องถิ่น มีชาวโลเอ็นแทรกอยู่บ้าง
ทันใดนั้นเอง ลุดวิกเอ่ยเสริม
“ตอนนี้สัมผัสไม่ได้แล้ว”
ออกนอกระยะสามสิบเมตรแล้วหรือ? ลูเมี่ยนถอนสายตากลับแล้วครุ่นคิด
“ถ้าเมื่อสักครู่เกี่ยวกับทารกกรงเล็บจริง สายเลือดโอมีเบล่าในตัวฉันก็อาจจะถูกพวกเขารับรู้ได้เหมือนกัน…”
ลูเมี่ยนพยักหน้ารับ พลางยิ้มให้ลุดวิก
“ช่างมันเถอะ กินข้าวก่อน ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการอิ่มท้อง”
“ใช่!” เป็นครั้งแรกที่ลุดวิกรู้สึกว่าคำพูดของพ่อทูนหัวตรงใจเขา
เมื่อเข้าไปใน ‘ภัตตาคารนักบุญมิลลอม’ ลูเมี่ยนก็เห็นฟรังก้ากับจินนานั่งอยู่ในตำแหน่งที่โดดเด่น
‘นางมาร’ ทั้งสองแต่งองค์ทรงเครื่องอย่างพิถีพิถันเสียจนลูเมี่ยนอดไม่ได้ที่จะมองค้างไว้สักสองวินาที
ในขณะเดียวกัน เด็กหนุ่มรำพึงอยู่ในใจ
นี่คือกฎการรวมตัวของตะกอนพลังหรือ?
ถึงได้ทำให้พวกเราบังเอิญเลือกร้านอาหารร้านเดียวกันแบบนี้…
ฟรังก้าและจินนารู้สึกถึงสายตาที่มองมา จึงหันมองตอบ คนหนึ่งอ้าปากเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ ส่วนอีกคนหนึ่งหลุดขำด้วยความทึ่ง
พวกเธอรีบควบคุมสีหน้าตัวเอง แล้วหันกลับไปมองซุปบีทรูทที่อยู่ตรงหน้า
ภายใต้การนำทางของบริกร ลูเมี่ยน ลุดวิก และลูกาโนนั่งลงตรงมุมห้อง
“มิสเตอร์ จะรับอะไรดีครับ?” บริกรยื่นเมนูที่ตกแต่งเป็นรูปเล่มหนังสือให้
ลูเมี่ยนชายตามองครู่หนึ่ง ไม่ได้เปิดดู แต่สั่งอาหารในทันที
“เอาทุกอย่างยกเว้นเครื่องดื่ม”
หมายเหตุ 1: อ้างอิงจากเทศกาลขอพรกะโหลกของโบลิเวีย
……………………………………………………..