ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 762 เกี้ยวพาราสี
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 762 เกี้ยวพาราสี
ตอนที่ 762 เกี้ยวพาราสี
เนื่องจากถูกจำกัดด้วยวัตถุดิบในท้องถิ่น เมนูของ ‘ภัตตาคารนักบุญมิลลอม’ ถึงแม้จะดูหนา แต่จริงๆ แล้วไม่ได้มีอาหารมากนัก
ทว่ามันก็ไม่ได้น้อยจนเกินไป จำนวนเมนูอาหารทั้งเล่มใหญ่เพียงพอให้ผู้ใหญ่สิบสองถึงสิบสามคนกินจนอิ่มแปล้
พนักงานเสิร์ฟของร้านเป็นคนท้องถิ่น แต่พูดภาษาฟุซัค โลเอ็น และอินทิสได้คล่องแคล่ว จึงไม่มีปัญหาในการรับออเดอร์จากลูเมี่ยน
เขาเตรียมจะถามอีกครั้งเพื่อยืนยันให้แน่ชัด ก็เห็นแขกจากอินทิสรายนี้ หยิบธนบัตรโกลด์ฮอร์นออกมาหนึ่งปึกใหญ่
มันคือสกุลเงินของจักรวรรดิฟุซัค ซึ่งใช้กันทั่วไปในเขตลาเคร ก่อนที่ลูเมี่ยนจะ ‘เทเลพอร์ต’ มายังทวีปใต้ในช่วงเช้า เขาได้แวะไปยังธนาคารใกล้ๆ เพื่อแลกเงินสดสำรองไว้ใช้ในอัตราแลกเปลี่ยนที่ค่อนข้างสูง คือ 4.4 เฟลคินต่อ 1 โกลด์ฮอร์น แต่เงินที่เขาหยิบออกมาตอนนี้ ไม่ใช่เงินของตัวเอง แต่เป็นเงินทุนทำกิจกรรมที่ได้รับจาก ‘อัศวินดาบ’ มาริค
“ทั้งหมดเลยหรือครับ?” บริกรทำหน้าที่อย่างมืออาชีพ โดยถามยืนยันเป็นครั้งสุดท้าย
“ทั้งหมด” คำตอบของลูเมี่ยนได้รับคำชื่นชมจากลุดวิก
หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง อาหารถูกทยอยยกมาเสิร์ฟทีละจาน ทั้งซุปบีทรูท เนื้อตุ๋นไวน์แดง ปลาค็อดทอดครีม ไข่ปลาคาเวียร์ เนื้อย่างเสียบไม้ สลัดเรียกน้ำย่อย สเต๊กเนื้อชิ้นหนา และพายฟุซัค
ลุดวิกจมดิ่งลงสู่ห้วงมหาสมุทรแห่งอาหาร ขณะที่ลูเมี่ยนก็ปลดปล่อยความอยากอาหารของตัวเองเช่นกัน
ลำดับ 5 ‘ยมทูต’ อย่างเขา ความจุกระเพาะถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว เช่นเดียวกับลูกาโน ‘นักบวชเก็บเกี่ยว’ ที่เริ่มต้นจาก ‘นักเพาะปลูก’ ก็สามารถกินได้มากขึ้น
หลังจากที่กินจนใกล้อิ่มแล้ว ลูเมี่ยนก็นั่งลิ้มรสความเค็มคาวและความอร่อยของไข่ปลาคาเวียร์ที่แตกระเบิดในปาก พร้อมกับรอของหวานมาเสิร์ฟ ขณะเดียวกันก็นึกทบทวนเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิด
“ทำไมตอนที่ลุดวิกเพิ่งรับรู้ถึงการมีอยู่ของทารกประหลาดกรงเล็บนก แค่กะพริบตาเดียวมันก็หายไปแล้ว?”
“คงไม่ใช่ว่าระยะห่างระหว่างทั้งสองฝ่ายอยู่ที่พอดี 30 เมตร แล้วแค่เดินอีกก้าวเดียว ก็หลุดพ้นระยะการรับรู้ทันทีหรอกนะ?”
“มันบังเอิญเกินไป…ถ้าเป็นการจัดฉาก น่าจะให้ลุดวิกรับรู้ได้ต่อเนื่อง…”
“ในเมื่อลุดวิกสามารถรับรู้ถึงทารกประหลาดกรงเล็บนกได้ ทารกประหลาดกรงเล็บนกก็น่าจะรับรู้ถึงการมาถึงของ ‘แม่’ มันได้เช่นกัน…พอมันรู้ตัวว่า ‘แม่’ ที่ตายไปแล้วโผล่ออกมาอีกครั้งในลักษณะที่ไม่ปกติ มันก็รีบออกจากละแวกนี้ หรือไม่ก็ไปซ่อนตัวทันที เพื่อตัดการรับรู้ระหว่างกัน?”
“คำอธิบายนี้สมเหตุสมผลกว่า ไม่ต้องอาศัยความบังเอิญ…”
“ทีนี้ปัญหาก็คือ ถ้าไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แล้วทารกประหลาดกรงเล็บนก มาทำอะไรบนถนนสายนี้?”
“คงไม่ใช่ว่ามันก็แค่บังเอิญผ่านมา แล้วบังเอิญมาเจอกันหรอกนะ? ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ก็ต้องเป็นเพราะ ‘กฎการรวมตัว’ บางข้อกำลังทำงาน หรือไม่ก็เป็นของขวัญจากโชคชะตา…ถ้าเป็นการรวมตัวจริง ก็ยังไม่อาจบอกได้ว่า เป็นการรวมตัวที่เกิดจากความสัมพันธ์ทางสายเลือด หรือเกิดจากกฎการผลักไส..”
ลูเมี่ยนหยิบผ้าเช็ดปากที่วางอยู่บนตักขึ้นมา พับให้เรียบร้อยแล้ววางไว้บนโต๊ะ
จากนั้น เด็กหนุ่มลุกขึ้นยืน แล้วผลักปึกธนบัตรโกลด์ฮอร์นข้างๆ ให้ลูกาโน
“ฉันจะไปเดินเล่นแถวนี้หน่อย ดูว่ามีอะไรน่าซื้อบ้าง นายช่วยดูแลลุดวิกด้วย อย่าลืมจ่ายค่าอาหารล่ะ”
“ได้ครับ” ลูกาโนยินดีที่จะนั่งอยู่เฉยๆ โดยไม่ต้องขยับไปไหน
ลูเมี่ยนเดินออกจาก ‘ภัตตาคารนักบุญมิลลอม’ ด้วยท่าทางผ่อนคลายเหมือนเดินเล่น พลางกวาดสายตามองร้านค้าและผู้คนที่สัญจรไปมาบนถนนทั้งสาย
สองฝั่งถนนเต็มไปด้วยร้านรวง ทั้งยังมีธนาคาร ร้านลูกกวาด ร้านกาแฟ ร้านสินค้านำเข้าจากฟุซัค แต่เมื่อมองดูแล้วก็ไม่พบสิ่งที่น่าสงสัย
ฝูงชนที่เดินสัญจรไปมาส่วนใหญ่เป็นชาวฟุซัคและคนท้องถิ่นลาเคร โดยในบรรดาคนท้องถิ่น มีหลายคนที่พกเครื่องรางทำจากกะโหลกศีรษะของญาติ บางคนใส่เป็นหมวกสวมศีรษะ บางคนร้อยเป็นสร้อยคอห้อยไว้ตรงหน้าอก และบางคนก็เย็บติดไว้ตรงไหล่ของเสื้อ
มองไม่ออกเลยว่า ใครจะสามารถดึงดูดทารกประหลาดกรงเล็บนกมาที่นี่ได้ อีกทั้งก็มองไม่ออกว่า ตึกใดอาจมีความผิดปกติ…ลูเมี่ยนครุ่นคิดขณะเดินไปตามถนน หวังว่าจะได้ ‘บังเอิญ’ พบเจอใครสักคน
น่าเสียดายที่มันไม่เกิดขึ้น
ในที่สุด เด็กหนุ่มเดินดูจนครบทั้งถนน แล้วกลับมายัง ‘ภัตตาคารนักบุญมิลลอม’
‘นางมาร’ ทั้งสองยังคงนั่งเพลิดเพลินกับอาหารฟุซัคอย่างไม่รีบร้อน พวกเธอนั่งอยู่ในตำแหน่งที่เด่นสะดุดตา ทั้งยังมีหน้าตาสะสวย ทำให้ทุกคนที่เดินเข้าออก อดไม่ได้ที่จะเหลียวมอง บางคนถึงกับจงใจเดินผ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ลูเมี่ยนก็ถือโอกาสชื่นชมความงามของ ‘นางมาร’ ไปด้วย
ทันใดนั้น จู่ๆ เขาก็รู้สึกสะดุดใจขึ้นมา
“ลุดวิกเริ่มรับรู้ถึงทารกประหลาดกรงเล็บนกตอนที่มาถึงไม่ไกลจาก ‘ภัตตาคารนักบุญมิลลอม’…”
“ฟรังก้าและจินนาก็อยู่ใน ‘ภัตตาคารนักบุญมิลลอม’…”
“หรือว่าพวกเธอดึงดูดความสนใจของออลเซโตได้จริงๆ จน ‘ราชาหมอผี’ คนนั้นได้นำพาหรือส่งทารกประหลาดกรงเล็บนกมาสะกดรอยตามเพื่อหาโอกาสลงมือ?”
“พอพบว่าที่ตัวลุดวิกมีกลิ่นอายของศพ ‘แม่’ และรับรู้ว่าเรามีสายเลือดของบุตรแห่งเทพ ออลเซโตจึงล้มเลิกแผนเดิม ถอนตัวกลับไปก่อน หรือไม่ก็กลบกลิ่นอายจนมิดชิด?”
“ตรรกะนี้ลื่นไหลดี ไม่มีปัญหาอะไร แต่ทำไมครึ่งเทพจากฝ่ายระงับตัณหา ซึ่งรับผิดชอบคุ้มครองฟรังก้าและจินนา ถึงไม่ค้นพบออลเซโตบ้างล่ะ?”
“ราชาหมอผีเชี่ยวชาญการปรุงยาที่มีฤทธิ์มหัศจรรย์หลากหลายชนิด ทั้งยังมียาวิเศษจากพิธีกรรมอีกเป็นกระบุง เขาอาศัยสิ่งใดสิ่งหนึ่งในนั้น เพื่อหลบเลี่ยงลางสังหรณ์และสัญชาตญาณตรวจจับของศัตรู?”
“หรือว่าใช้วิธีอื่น?”
ลูเมี่ยนเร่งทบทวนข้อมูลเกี่ยวกับ ‘ราชาหมอผี’ ที่ได้รับจากฝ่ายระงับตัณหา
เด็กหนุ่มบรรจงย่างเท้าอย่างไม่รีบร้อน ราวกับถูกความงามและเสน่ห์ของ ‘นางมาร’ ทั้งสองดึงดูด จนไม่อยากละสายตาไปจากพวกเธอ
หลังจากวิเคราะห์ข้อมูลของเส้นทางนักปรุงยาไปจนถึงลำดับ 4 ‘ราชาหมอผี’ ลูเมี่ยนคำนึงถึงความเป็นไปได้ที่ออลเซโตอาจได้รับพร กลายเป็นสตรี จึงหวนนึกถึงข้อมูลเส้นทาง ‘เจ้าวิชามาร’ ที่ตนเองรู้อีกครั้ง
ท่ามกลางกระแสความคิด ในห้วงสมองของเขาผุดคำหนึ่งขึ้นมา
“โลกอีกฝั่ง!”
“โลกอีกฝั่งพึ่งพาผืนดิน เป็นอิสระในตัวเอง ความเคลื่อนไหวภายในจะไม่ถูกรับรู้จากโลกภายนอก…”
“ออลเซโตอาศัยการประยุกต์ใช้บางอย่างของ ‘โลกอีกฝั่ง’ เพื่อหลบการสังเกตของครึ่งเทพจากฝ่ายระงับตัณหา แอบติดตามฟรังก้าและจินนาโดยไม่ถูกค้นพบ?”
“อา…หลังจากทารกประหลาดอุ้งเท้านกคลานออกมาจากท้องของ ‘แม่’ พวกมันก็ถูกนำเข้าสู่ ‘โลกอีกฝั่ง’ งั้นหรือ?”
“โลกอีกฝั่งเกี่ยวข้องกับขอบเขตแห่งความตาย ดังนั้น พวก ‘แม่ๆ’ จึงต้องตายก่อน แล้วจึงค่อยถูกทารกประหลาดอุ้งเท้านกฉีกท้องคลานออกมาทีหลัง?”
“ถ้าเป็นแบบนั้นจริง พวกมันก็จะมีกลิ่นอายแห่งความตายเข้มข้นตั้งแต่แรกเกิด สามารถกลมกลืนเข้ากับ ‘โลกอีกฝั่ง’ ได้อย่างง่ายดาย…”
“เมื่อครู่นี้ ‘โลกอีกฝั่ง’ แผ่ขยายออก เพื่อแอบจ้องมองฟรังก้ากับจินนา รอจังหวะลงมือ แต่เมื่อรับรู้ถึงกลิ่นอายของ ‘แม่’ ที่ตายไป รวมถึงสายเลือดของบุตรแห่งเทพ ‘โลกอีกฝั่ง’ จึงหดกลับทันที ตัดขาดความเชื่อมโยงที่แน่นแฟ้นเหล่านี้?”
“มิน่าเล่า ลุดวิกถึงสัมผัสถึงอีกฝ่ายได้เลือนรางมาก…เป็นเพราะมันอยู่ใน ‘โลกอีกฝั่ง’ นี่เอง!”
“อีกอย่าง เทศกาลขอพรกะโหลกในท้องถิ่นนี้ มีลักษณะบูชาความตายอย่างเด่นชัด ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับ ‘โลกอีกฝั่ง’ ได้…หรือนี่จะเป็นจุดประสงค์หลักที่ออลเซโตมายังเขตลาเคร?”
เมื่อมีข้อสันนิษฐานแล้ว ลูเมี่ยนทำตัวเหมือนชาวทรีอาร์โดยกำเนิด เดินตรงไปยังโต๊ะอาหารของฟรังก้าและจินนาด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม แล้วถามอย่างสุภาพเป็นภาษาอินทิส
“สุภาพสตรีคนงามทั้งสอง ผมขอนั่งด้วยสักครู่ได้ไหมครับ?”
ฟรังก้าตอบอย่างขบขันว่า
“คุณก็เป็นชาวอินทิสเหมือนกันหรือ?”
เธอรู้ว่าที่ลูเมี่ยนเข้ามาใกล้คงไม่ใช่เพื่อจีบแน่นอน ต้องมีจุดประสงค์อื่น จึงแสดงละครไปตามน้ำ
“ใช่ครับ เมื่อได้เห็นคุณสองคน ผมก็รู้สึกสนิทใจทันที” ลูเมี่ยนยืมคารมจีบสาวที่ได้เห็นในชีวิตประจำวันของกรุงทรีอาร์มาใช้
บุรุษหลายคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะใกล้เคียง แอบมองด้วยหางตาและแอบฟังด้วยหู ต่างคิดพร้อมกันว่า
น่าโมโหจริง ไอ้พวกชาวอินทิส!
ไอ้พวกเสือผู้หญิงอินทิส!
จินนาแสดงได้เป็นธรรมชาติยิ่งกว่า เธอถามด้วยความดีใจปนระวังตัว
“คุณมาเที่ยวหรือมาทำธุรกิจคะ?”
ระหว่างพูดคุย จินนาโบกมือเรียกบริกรให้นำเก้าอี้มาวางข้างโต๊ะ
ลูเมี่ยนนั่งลง มองไปยัง ‘นางมาร’ ทั้งสองแล้วเอ่ยปาก
“พวกคุณงดงามราวกับหลุดมาจากความฝัน ไม่สิ แม้แต่ในความฝัน ผมก็ยังไม่เคยเห็นใครสวยเท่าพวกคุณมาก่อน ระหว่างทางคงถูกคนจ้องไม่น้อยเลยสินะครับ?”
บัดซบ! คำหวานเลี่ยนแบบนี้ ฟังแล้วขนลุกไปหมด! ฟรังก้าถึงกับอยากให้ลูเมี่ยนเยาะเย้ยเธอเสียยังดีกว่า
แน่นอน ลึกๆ แล้วเธอก็แอบยินดี เพราะเคยได้ยินบราวส์·เซารอนเล่าว่า ‘นางมาร’ ทุกคนที่แปลงจากผู้ชายมา มักจะมีอาการหลงตัวเองอยู่บ้าง หลงใหลและภาคภูมิใจในความเป็นผู้หญิงของตัวเอง
จินนาก็รู้สึกอึดอัดปนขบขันเช่นกัน เหมือนตอนที่สวมบทบาท ‘แม่มด’ แล้วเจอพวกขี้เมาที่แกล้งทำตัวเป็นผู้ดี
เธอแสดงได้ยอดเยี่ยมมาก ไม่เผยท่าทีผิดปกติให้เห็น เพียงยิ้มกรุ้มกริ่มพลางเอ่ยตอบ
“จริงหรือคะ?”
“กล้ามองตาฉันแล้วพูดแบบนั้นอีกครั้งไหมคะ?”
เมื่อเห็นชายหนุ่มหน้าตาค่อนข้างหล่อเหลาได้นั่งข้างหญิงงามทั้งสอง ทั้งยังพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ดูเหมือนจะเกี้ยวพาราสีกันด้วย บรรดาบุรุษรอบข้างจึงต่างก็รู้สึกน้อยใจ
ทำไมถึงได้ตื้นเขินนัก มองคนแค่หน้าตา?
นังพวกนี้ต้องโดนหลอกเข้าแน่ๆ!
ลูเมี่ยนหัวเราะในลำคอ มองเข้าไปในดวงตาของจินนาแล้วเอ่ยตอบ
“พอได้พบกับพวกคุณสองคน ผมถึงได้รู้ว่า ความงดงามที่แท้จริงเป็นเช่นไร”
“…”
ตานี่ไม่รู้สึกขยะแขยงตัวเองบ้างหรือไง? พูดออกมาได้! จินนาหลบสายตาของลูเมี่ยน แล้วตอบคำถามก่อนหน้านั้น
“ก็มีบ้างนะคะ สายตาของใครบางคนทำให้พวกเรารู้สึกอึดอัดจริงๆ”
“ไม่มีสายตาที่พิเศษกว่านั้นแล้วหรือครับ?” ลูเมี่ยนถามพร้อมรอยยิ้ม
ฟรังก้าพอจะเข้าใจเจตนาของเด็กหนุ่ม จึงส่ายหน้า
“ไม่มีค่ะ”
ลูเมี่ยนพยักหน้าอย่างครุ่นคิด
“อากาศที่นี่ค่อนข้างหนาว พวกคุณสองคนคิดแบบนั้นไหมครับ?”
ฟรังก้าใช้ความคิดครู่หนึ่ง เม้มริมฝีปากก่อนเอ่ยตอบ
“ก็รู้สึกบ้างตั้งแต่ถนนฌาบัน จนกระทั่งเมื่อครู่ได้กินซุปบีทรูท ซุปร้อนๆ ช่วยให้เราหายหนาวแล้วค่ะ”
‘โลกอีกฝั่ง’ ที่เกี่ยวข้องกับขอบเขตแห่งความตาย ทำให้คนรอบข้างรู้สึกเย็นลงเล็กน้อยสินะ? ลูเมี่ยนยิ้มพลางพูดกับฟรังก้า
“บางที อาจเป็นเพราะขาดความอบอุ่นจากสุภาพบุรุษที่น่าเชื่อถือสักคนก็ได้นะครับ”
ใบหน้าของฟรังก้ากระตุกเล็กน้อย พลางส่งทั้งสายตาและขยับปากบอกลูเมี่ยนว่า
ได้โปรดเถอะ เลิกแสดงเป็นเพลย์บอยได้แล้ว!
ขณะที่ทั้งสามคนสนทนากัน บนผิวกระจกเคลือบทองที่ติดอยู่บนผนังใกล้โต๊ะอาหาร ร่างของสตรีสวมหมวกอ่อนสีดำใบเล็ก ผมสีทองอ่อนเกล้ามวย ปรากฏขึ้นอย่างเลือนราง
เธอเอามือเท้าคาง พลางมองไปทางลูเมี่ยนกับจินนาบ้าง กวาดมองไปมาระหว่างลูเมี่ยนกับฟรังก้าบ้าง และพินิจมองฟรังก้ากับจินนาบ้าง
……………………………………………………..