ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 763 ต้นกำเนิดของประเพณีพื้นบ้าน
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 763 ต้นกำเนิดของประเพณีพื้นบ้าน
ตอนที่ 763 ต้นกำเนิดของประเพณีพื้นบ้าน
ลูเมี่ยน ‘ทำตาม’ คำสัญญา นั่งอยู่บนโต๊ะอาหารข้างๆ ‘นางมาร’ ทั้งสองเพียงไม่กี่นาที ก็กล่าวลาอย่างสุภาพแล้วจากไป ทำเอาบรรดาสุภาพบุรุษในบริเวณนั้นต่างงุนงงระคนสับสน
ไม่ใช่ว่าควรฉวยโอกาสตอนได้เปรียบหรอกหรือ?
หรือนี่คือเทคนิคขั้นสูง ของเพลย์บอยแห่งอินทิสและสาวกลัทธิแดนดี้?
เมื่อเดินกลับมายังโต๊ะของตน ลูเมี่ยนก็เห็นพอดีว่าบริกรกำลังถือจานอาหารที่ซ้อนสูงเป็นตั้ง จากไปด้วยสีหน้าที่ผสมปนเประหว่างความงุนงง ตกตะลึง และหวาดกลัว
อาหารในเมนูทั้งเล่มถูกกินหมดจริงๆ!
พวกเขามองลุดวิกกับลูกาโนราวกับว่ากำลังมองสัตว์ประหลาดที่ปีนขึ้นมาจากนรก
“ถ้าพวกเขารู้ว่า อาหารและจานหลักเมื่อครู่นี้ สองในสามเป็นลุดวิกคนเดียวกินเข้าไป ส่วนฉันกับลูกาโนแค่แบ่งกันกินที่เหลือหนึ่งในสาม คงจะยิ่งกลัวกันใหญ่ กังวลว่าตัวเองจะถูกกินไปด้วย อา…ความกังวลของพวกเขาก็สมเหตุสมผลอยู่นะ…” ลูเมี่ยนพึมพำเบาๆ แล้วนั่งลง
ตรงหน้าเด็กหนุ่ม ลุดวิก และลูกาโน มีเค้กแอปเปิลกับไอศกรีมรสนมเข้มข้นวางอยู่คนละชุดแล้ว
บนใบหน้าของลุดวิกฉายแววความพึงพอใจอย่างไม่ปิดบัง นี่เป็นมื้อที่เขาได้กินอิ่มและพอใจที่สุดในรอบระยะเวลายาวนาน ไม่เพียงเพราะอาหารฟุซัคมีปริมาณมากและรสชาติดี แต่ยังเป็นเพราะใช้เงินคนอื่น ลูเมี่ยนจึงไม่ต้องเจ็บใจ
ลูเมี่ยนเลื่อนเค้กแอปเปิลของตนให้ลุดวิก แล้วทำทีเป็นตั้งใจตักไอศกรีมนมใส่ปาก
ขณะสัมผัสถึงน้ำแข็งที่ละลาย สัมผัสถึงกลิ่นนมที่แผ่ซ่าน เด็กหนุ่มกดเสียงลง เปล่งเสียงประหนึ่งกำลังเปรยกับตัวเอง
“พวกคุณสังเกตเห็นความผิดปกติรอบๆ สองถ้วยกับเจ็ดถ้วยบ้างไหม?”
หลังความเงียบชั่วขณะ เสียงแว่วพร่าเลือนดังขึ้นข้างหูของลูเมี่ยน
เป็นเสียงของ ‘อัศวินดาบ’ มาริค
“ก็นิดหน่อย ตั้งแต่ถนนฌาบัน จนถึงตอนที่พวกคุณเข้าใกล้ ‘ภัตตาคารนักบุญมิลลอม’ ก็เป็นความผิดปกติเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ยังสืบไม่พบว่ามันมาจากที่ใด”
ตรงกับที่ฟรังก้าบรรยาย และการคาดเดาของเรา…ในเมื่อครึ่งเทพของฝ่ายระงับตัณหาในลาเคร เริ่มติดตามสถานการณ์ของฟรังก้าและจินนาแล้ว แต่ก็ยังจับตัวอีกฝ่ายไม่ได้…จะต้องรอให้ออลเซโตลงมือก่อนหรือ? ลูเมี่ยนครุ่นคิดอยู่สองสามวินาที ก่อนจะหยิบแว่นตากรอบทองไร้เลนส์ที่ใช้สำหรับปลอมตัวออกมาจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’ แล้วสวมมันบนสันจมูก
ทันใดนั้น เด็กหนุ่มก็เห็นร่างของ ‘อัศวินดาบ’ สวมเสื้อเชิ้ตกับเสื้อกั๊กปรากฏขึ้นบนเลนส์แว่น แล้วอันตรธานหายไปอีกครั้ง
เสียงของมาริคดังข้างใบหูลูเมี่ยนชัดเจนยิ่งกว่าเดิม
“พวกเราต่างก็พบความผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ และร่องรอยของมันครั้งคราว นี่คือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้เรามั่นใจว่า ออลเซโตยังอยู่ในเขตลาเคร”
ลำพังแค่การอาศัย ‘โลกอีกฝั่ง’ จะช่วยให้อีกฝ่ายบรรลุผลระดับนี้ได้เชียวหรือ? สามารถย่องเข้าออกใต้จมูกของครึ่งเทพเส้นทาง ‘นักโทษ’ ที่มีลางสังหรณ์ทางพลังวิญญาณแกร่งกล้า โดยไม่ถูก ‘เห็น’ แม้แต่ครั้งเดียว? ลูเมี่ยนขาดความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับ ‘โลกอีกฝั่ง’ จึงได้แต่คาดเดาจากประสบการณ์ในอดีตของตน
เขาเคยเข้าไปใน ‘โลกอีกฝั่ง’ มาแล้ว และไม่ใช่แค่ครั้งเดียว!
ที่หมู่บ้านกอร์ตู ไม่ว่าจะในความเป็นจริงหรือในแดนฝัน เขาเคยเข้าสู่ ‘โลกอีกฝั่ง’ หลายหน แต่ตอนนั้นไม่มีพลังระดับสูงเข้ามาเกี่ยวข้อง เขาจึงไม่อาจตัดสินได้ว่า ‘โลกอีกฝั่ง’ มีสภาวะปกติเป็นอย่างไร และเมื่อมันแผ่ขยายออกแล้ว จะสามารถหลบพ้นประสาทสัมผัสและสัญชาตญาณของครึ่งเทพได้หรือไม่
ที่ทรีอาร์ ในหายนะ ‘พฤกษาเงา’ เด็กหนุ่มถูกดึงเข้าสู่ ‘โลกอีกฝั่ง’ ของ ‘มาดามจันทรา’ โดยไม่ได้ตั้งใจ ‘โลกอีกฝั่ง’ นั้นแยกด้านในกับด้านนอกได้ดีมาก ทำให้เหล่าครึ่งเทพในกรุงทรีอาร์ไม่พบว่า ‘พฤกษาเงา’ กำลังเติบโต หรือมีการต่อสู้เกิดขึ้นภายใน ภายหลังต้องอาศัยฟรังก้าใช้ไพ่จัดจ์เมนต์ อาศัยความพิเศษของ ‘มาดามจัดจ์เมนต์’ จึงจะสร้างการเชื่อมต่อกับโลกภายนอกได้ จนกระทั่งเหล่าครึ่งเทพจาก ‘ชุมนุมทาโรต์’ สามารถระบุตำแหน่งและเข้ามาใน ‘โลกอีกฝั่ง’ สำเร็จ แต่ในตอนนั้น เหล่าครึ่งเทพในกรุงทรีอาร์อยู่ห่างไกลจากถนนอลเวงมาก การจะไม่พบว่ามีสิ่งใดซ่อนอยู่ด้านใน ย่อมอยู่ในขอบเขตที่เข้าใจและยอมรับได้…
ความทรงจำหลายช่วงหลายตอนแล่นเข้ามาในห้วงคำนึงของลูเมี่ยน โดยเขายังคงรู้สึกว่า ‘โลกอีกฝั่ง’ ไม่น่าจะทำได้ถึงระดับนี้
ในยามที่ ‘โลกอีกฝั่ง’ หดตัว แม้ครึ่งเทพฝ่ายระงับตัณหาจะอยู่ใกล้เคียง แต่ก็ไม่อาจสัมผัสถึงได้ นั่นยังถือว่าปกติ แต่เมื่อมันแผ่ขยายใต้จมูกครึ่งเทพฝ่ายระงับตัณหาแล้ว เหตุใดถึงไม่เผยจุดบกพร่องออกมาเลยสักนิด?
มันแข็งแกร่งถึงเพียงนั้นเลยหรือ?
แม้แต่ ‘โลกอีกฝั่ง’ ของ ‘มาดามจันทรา’ ก็ไม่น่าจะกระทำได้ อย่างมากก็คงปิดบังความเคลื่อนไหว ใช้ระยะทางเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ถูกค้นพบ…
ลูเมี่ยนเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่าง พบเห็นผู้คนที่สัญจรผ่านไปมา มีชาวท้องถิ่นสองคน คนหนึ่งห้อยกะโหลกมนุษย์ทาสีม่วงไว้บนหน้าอก อีกคนเอาเชือกผูกกะโหลกมนุษย์สีขาวซีดไว้เหนือศีรษะ
“การบูชาความตาย…”
“โลกอีกฝั่ง…”
“บางที ‘ราชาหมอผี’ ออลเซโตอาจกระทำบางสิ่งในเขตลาเคร ซึ่งส่งผลให้ ‘โลกอีกฝั่ง’ ของเขาแฝงไว้ด้วยคุณสมบัติพิเศษ และด้วยความพิเศษนี้เอง เขาจึงสามารถเปิด ‘โลกอีกฝั่ง’ ต่อหน้าครึ่งเทพได้โดยไม่ถูกค้นพบ จนกว่าทั้งสองฝ่ายจะมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างเป็นรูปธรรม…” ลูเมี่ยนลองเชื่อมโยงกับเรื่องที่คุณนายปัวริส ต้องการใช้ประเพณีของชาวบ้านกอร์ตูมาปรับปรุง ‘โลกอีกฝั่ง’ ของเธอเอง จนเกิดเป็นข้อสันนิษฐานใหม่ขึ้นมา
ลูเมี่ยนตักไอศกรีมนมเข้าปากอีกช้อน แล้วกดเสียงพูดอีกครั้ง
“เล่ารายละเอียดที่มา รวมถึงสภาพของเทศกาลขอพรกะโหลกให้หน่อย”
เสียงของ ‘อัศวินดาบ’ มาริคดังก้องในหูเด็กหนุ่มอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“เรื่องนี้ต้องย้อนไปถึงตอนที่ ‘เทพมรณา’ ร่วงหล่น และสถานการณ์ในทวีปใต้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่”
“การร่วงหล่นของ ‘เทพมรณา’ ทำให้โลกแห่งความตายเกิดความผิดปกติ วิญญาณคนตายส่วนใหญ่ไม่สามารถรับรู้หรือเข้าสู่โลกแห่งความตายได้อีก ได้แต่ร่อนเร่พเนจรอยู่ภายนอก เตร็ดเตร่อยู่ในโลกวิญญาณและโลกความจริง”
“เมื่อเป็นเช่นนี้ หลังจากสิ่งมีชีวิตทรงปัญญาตายไป ก็มักจะกลายเป็นศพกลายพันธุ์ หรือกลายเป็นวิญญาณอาฆาต วิญญาณมาร ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อสิ่งมีชีวิตที่ยังไม่ตาย นำมาซึ่งหายนะครั้งแล้วครั้งเล่า”
“การรับมือของกลุ่มประเทศทวีปเหนือคือ การชำระล้างโดยศาสนจักร ร่วมกับการบังคับเผาศพ โดยศาสนจักรสุริยันเจิดจรัสกับศาสนจักรเทพสงคราม ต่างก็ให้ผลการชำระล้างที่ยอดเยี่ยม ผู้ที่ผ่านการชำระล้างแล้ว ไม่จำเป็นต้องถูกเผาอีก”
เมื่อได้ฟังถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนจึงเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงมาตรการต่างๆ ทั้งการปลอบประโลมก่อนตาย การชำระล้างหลังตาย การส่งเสริมการเผาศพ และการให้รางวัลเมื่อพบศพคนจรจัด
ต้นตอของมาตรการเหล่านี้ แท้จริงแล้วมาจากการร่วงหล่นของ ‘เทพมรณา’ จนโลกแห่งความตายเกิดความผิดปกติ!
ถึงว่าทำไมในชั้นล่างๆ ของสุสานใต้ดิน มีแต่กระดูก ไม่มีเถ้ากระดูก…ในยุคที่สี่ โลกแห่งความตายยังปกติดีอยู่ วิญญาณคนตายยังมีที่ให้กลับไป…ในตำราศาสตร์เร้นลับบางเล่มบอกว่า การที่ศพเกิดกลายพันธุ์ได้ง่ายนั้น เป็นผลกระทบที่ตกค้างจากการรุกรานทวีปเหนือของ ‘เทพมรณา’ ในช่วง ‘หายนะสีจาง’ ปลายยุคที่สี่ อา…มันก็เป็นผลพวงจาก ‘หายนะสีจาง’ จริงๆ นั่นแหละ เพราะ ‘เทพมรณา’ ร่วงหล่นในหายนะครั้งนั้น โลกแห่งความตายจึงเกิดความผิดปกติ…ลูเมี่ยนพลันกระจ่างขึ้นมาทันที รวมถึงเข้าใจศาสตร์เร้นลับในบางประเด็นได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
‘อัศวินดาบ’ พูดต่อไป
“ปัญหาเดียวกันนี้เกิดขึ้นในทวีปใต้ด้วย แต่จัดการไม่ยากเท่าใดนัก จักรวรรดิไบลัมที่มีผู้วิเศษเส้นทาง ‘มรณา’ อยู่มาก ก็มีวิธีแก้ไขที่หลากหลายและรวดเร็ว สามารถระงับภัยจากศพในบางเขตได้โดยไม่ต้องบังคับเผา ทำให้ดินแดนเหล่านั้นกลับสู่ภาวะปกติ”
“สำหรับในเขตอื่น เนื่องจากฮาเก็นติ เพิร์ธ และอาณาจักรที่ราบสูงพยายามแยกตัวเป็นอิสระ ความเชื่อใน ‘เทพมรณา’ เริ่มเสื่อมถอย จึงเกิดช่วงที่ภัยจากศพระบาด กลายเป็นสุญญากาศทางอำนาจไประยะหนึ่ง ผู้คนในแต่ละพื้นที่จึงต้องหาวิธีแก้ไขกันเอง”
ลูเมี่ยนพยักหน้ารับ
“วิธีของเขตลาเครก็คือ เทศกาลขอพรกะโหลกสินะ?”
“เทศกาลขอพรกะโหลกคือหนึ่งในนั้น” ‘อัศวินดาบ’ อธิบายรวบรัด “ตามเอกสารที่เหลืออยู่ของอาณาจักรที่ราบสูง ชาวลาเครน่าจะได้รับความช่วยเหลือจากอดีตข้าราชการท้องถิ่นของจักรวรรดิไบลัม ด้วยการสร้างอาณาจักรเล็กๆ สำหรับดวงวิญญาณขึ้นมา แล้วให้วิญญาณคนตายเข้าไปอาศัยอยู่ ไม่ต้องออกมาอีก และได้หลับใหลอย่างสงบ”
“แต่ถึงอย่างไร มันก็ไม่ใช่โลกแห่งความตาย ไม่อาจช่วยให้หลับใหลได้อย่างแท้จริง และไม่สามารถสะกดวิญญาณคนตายได้อย่างสมบูรณ์ ทำได้เพียงรอให้พวกเขาค่อยๆ สลายไปเอง”
“เทศกาลขอพรกะโหลกประจำปีก็คือ เทศกาลที่ปล่อยให้วิญญาณคนตายออกมาเฉลิมฉลองปลดปล่อย ซึ่งการเก็บกะโหลกของญาติไว้ในบ้าน จะทำให้วิญญาณที่บังเอิญออกมาจากอาณาจักรเล็กๆ ดังกล่าว หลีกเลี่ยงพวกเขา ไม่ทำร้ายพวกเขา”
สรุปก็คือ พวกเขาสร้างโลกแห่งความตายแบบง่ายๆ ในระดับท้องถิ่นขึ้นมาเอง เพื่อให้วิญญาณคนตายมีที่กลับไป…
ที่กลับไป…หนึ่งในแนวคิดของ ‘โลกอีกฝั่ง’ คือดวงวิญญาณกลับคืนสู่ผืนดิน เตร็ดเตร่เร่ร่อนอยู่ในทุ่งร้าง สองแนวคิดนี้ใกล้เคียงกันมากทีเดียว…
และใน ‘โลกอีกฝั่ง’ ทุกครั้งที่ถึงวันพิเศษ วิญญาณจะได้กลับบ้าน เพื่อดื่มด่ำความสุขของการได้อยู่พร้อมหน้า นี่ก็คล้ายกับเทศกาลขอพรกะโหลกในเขตลาเครมาก…
ความแตกต่างเพียงหนึ่งเดียวคือ วิญญาณที่นี่ไม่มีหนทางไปเกิดใหม่ ได้แต่ค่อยๆ สลายไปเอง…ลูเมี่ยนเปรียบเทียบความเหมือนและความต่างระหว่างอาณาจักรวิญญาณท้องถิ่นกับ ‘โลกอีกฝั่ง’ จนเริ่มเข้าใจสิ่งต่างๆ มากขึ้น
เขายังไม่ลืมว่า ลูอิส·ลุนด์เคยถ่ายทอดคำพูดบางคำของคุณนายปัวริส
สิ่งที่สร้างขึ้นในตอนนี้ แม้เป็นเพียงโลกอีกฝั่งขนาดย่อม แต่ก็เป็นส่วนประกอบของโลกอีกฝั่งที่สมบูรณ์…
ฟู่…ลูเมี่ยนสูดหายใจยาว พลางพึมพำเงียบงันอยู่ในใจ
“ออลเซโตคงไม่ได้ตั้งใจจะรวมอาณาจักรวิญญาณท้องถิ่น เข้าไปใน ‘โลกอีกฝั่ง’ ของตัวเอง เพื่อทำให้มันสมบูรณ์ยิ่งขึ้นกระมัง?”
“เขา เอ่อ…เธอประสบความสำเร็จในขั้นต้นแล้ว ส่งผลให้พวกคุณหาเธอไม่พบสินะ?”
‘อัศวินดาบ’ มาริคนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยตอบ
“เป็นไปได้”
เว้นวรรคไปครู่หนึ่ง เขาเสริมขึ้นมาเองว่า
“ทางเรามองไม่เห็นอาณาจักรวิญญาณนั่น”
มองไม่เห็น…ลูเมี่ยนงงงันไปชั่วขณะ แล้วจึงเข้าใจความนัยที่ ‘อัศวินดาบ’ ต้องการจะสื่อ
เส้นทาง ‘นักโทษ’ สามารถกลายเป็นวิญญาณอาฆาตได้ สามารถมองเห็นอาณาจักรวิญญาณได้โดยตรง แต่หลังจากที่พวกเขามาถึงเขตลาเคร กลับไม่พบสิ่งเหล่านั้นเลย
ลูเมี่ยนไม่ได้ตอบ แต่นึกถึงปัญหาอีกอย่างหนึ่ง
“ถ้าออลเซโตรวมอาณาจักรวิญญาณขนาดเล็กสำเร็จแล้วจริงๆ นั่นก็เท่ากับการเป็น ‘เทพมรณา’ ท้องถิ่น เมื่อครู่ต้องรับรู้ได้แน่ว่า ในตัวเรามีสายเลือดของโอมีเบล่า…”
“เธอจะมีปฏิกิริยาอย่างไร?”
“จะเดือดดาลในทันที หรือมองว่าสามารถใช้ประโยชน์ได้?”
“แล้วทำไมทางนั้นถึงยังไม่ลงมืออีก? จริงสิ…เธอค้นพบผ่านทารกกรงเล็บนกแล้วว่า รอบตัวลุดวิกมีกลิ่นอายของ ‘แม่’ ที่ควรจะเป็นศพไปแล้ว เมื่อผนวกสองอย่างเข้าด้วยกัน แค่มองปราดเดียวก็ดูออกว่าเป็นเหยื่อล่อ มองปราดเดียวก็รู้ว่ามีกับดัก!”
“สิ่งนี้ทำให้เธอที่ชอบปล่อยตัวปล่อยใจ ต้องฝืนอดกลั้นเอาไว้ก่อน…สิ่งที่เธอต้องทำตอนนี้คือ ขอความช่วยเหลือสินะ?”
คิดมาถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนถอดแว่นตา แล้วลุกพรวดขึ้นยืน
……………………………………………………..