ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 764 มลทินทุกชนิดล้วนมีประโยชน์
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 764 มลทินทุกชนิดล้วนมีประโยชน์
ตอนที่ 764 มลทินทุกชนิดล้วนมีประโยชน์
ลูเมี่ยนถอดแว่นตาพลางกล่าวเสียงเบา
“เป้าหมายน่าจะสังเกตเห็นความผิดปกติบนตัวผมแล้ว แต่ขณะเดียวกัน ลุดวิกก็อยู่ข้างๆ โดยมีกลิ่นอายของ ‘แม่’ จากศพ เมื่อสองสถานการณ์นี้มารวมกัน ย่อมทำให้เป้าหมายระวังตัวแจ อาจจะแสวงหากำลังเสริม พวกคุณต้องเตรียมพร้อมเอาไว้”
หากมีเพียงสายเลือดของโอมีเบล่า ออลเซโตคงคิดว่าเป็นผลจากกฎการรวมตัว ซึ่งทำให้ได้พบกับผู้ลบหลู่บุตรแห่งเทพ ในทำนองเดียวกัน หากมีเพียงกลิ่นอาย ‘แม่’ จากศพ เธออาจจะระแวง หรืออาจสงสัยว่า เป็นเพราะศพเหล่านั้นย่อยสลายคืนสู่ผืนดิน ส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำโดยรอบ ทำให้บางคนปนเปื้อนมลทินเข้า
แต่เมื่อรวมทั้งสองอย่างเข้าด้วยกัน ในสายตาของผู้ที่สัมผัสได้ถึงพวกมันย่อมเห็นว่ามีปัญหาใหญ่
นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอน แต่ต้องซ่อนกับดักอันตรายไว้!
เสียงของมาริค ‘อัศวินดาบ’ ดังแว่วมาแต่ไกล
“เตรียมพร้อมแล้ว”
เขาเห็นสถานการณ์ทั้งหมดชัดเจนกว่าเรา มอบคำแนะนำอย่างเหมาะสม และตรวจพบวิกฤตที่ซ่อนอยู่เร็วกว่า พร้อมเตรียมการรับมือ? นอกจากพลังวิญญาณที่แกร่งกล้าแล้ว ประสบการณ์ก็มากทีเดียว…ลูเมี่ยนครุ่นคิดพลางเห็นลูกาโนตกใจกับท่าทีและน้ำเสียงทุ้มต่ำของตน
ลุดวิกไม่ปล่อยให้เสียของ คว้าไอศกรีมที่ทั้งสองคนทิ้งไว้มาวางตรงหน้า กินอย่างเอร็ดอร่อย ไม่สนใจเลยว่าต่อไปอะไรจะเกิดขึ้น
สายตาของลูเมี่ยนกวาดมองจากใบหน้าของลูกาโนและลุดวิก ไปยังฟรังก้าและจินนาที่กำลังเพลิดเพลินกับของหวานหลังอาหาร
ตอนนี้เขากำลังคิดถึงปัญหาหนึ่ง
ต่อจากนี้จะเดินทางไปด้วยกัน หรือจะแยกย้ายเดินเล่นเหมือนช่วงเช้า?
ถ้าข้อสันนิษฐานเมื่อครู่ใกล้เคียงความจริง แผนใช้เหยื่อล่อออลเซโตก็ถือเป็นอันจบกระบวนการแล้ว ต่อไปอาจต้องเผชิญกับการโจมตีลองเชิงจาก ‘ราชาหมอผี’ และพวกพ้องของเธอ
ในสถานการณ์เช่นนี้ การเดินทางด้วยกันจะช่วยให้ได้รับการคุ้มครองจากฝ่ายระงับตัณหาอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า ไม่ต้องกังวลว่าออลเซโตจะลงมือกับจุดที่การป้องกันหละหลวม จับตัวประกันไปหนึ่งหรือสองคน แต่ถ้าการโจมตีที่ออลเซโตนำมารุนแรงมาก จนกำลังที่ฝ่ายระงับตัณหาซ่อนไว้ในเงามืด ทำได้แค่ป้องกันตัวเองในช่วงเวลาหนึ่ง การอยู่รวมกันก็อาจจบลงด้วยการถูกกวาดล้างทั้งกลุ่ม
ลูเมี่ยนบรรจงก้าวไปทางประตูภัตตาคาร หัวสมองประมวลผลด่วนจี๋ ทบทวนปัญหาและข้อสันนิษฐานที่คิดไว้เมื่อครู่อีกครั้ง
เด็กหนุ่มนึกถึงคำอธิบายของตัวเอง เกี่ยวกับอาณาจักรคนตายในเขตลาเคร
โลกแห่งความตายที่เรียบง่ายและจำกัดอยู่ในเขตหนึ่ง
โลกแห่งความตาย…เปลือกตาของลูเมี่ยนกระตุก แล้วจึงเอ่ยถามเสียงเบา
“พวกคุณมองเห็นหรือรับรู้โลกแห่งความตายได้ไหม?”
เขากำลังถามว่า ‘ซอมบี้’ กับ ‘วิญญาณอาฆาต’ สามารถค้นพบโลกแห่งความตายได้หรือไม่
‘อัศวินดาบ’ มาริคตอบทันที
“ไม่ได้ นอกจากจะมีคนเปิดประตูสู่โลกแห่งความตายโดยตรง หรือเป็นผู้ที่มาจากโลกแห่งความตายเอง หากไม่แล้ว ก็คงทำได้เพียงรับรู้การมีอยู่ของมันผ่านร่องรอยบางอย่าง”
“เคยทำได้ก่อนที่โลกแห่งความตายจะกลายพันธุ์”
เคยทำได้ก่อนที่โลกแห่งความตายจะกลายพันธุ์? นี่เป็นการคาดคะเนจากข้อมูลโบราณหรือ? แต่ลูเมี่ยนไม่ได้สนใจประเด็นนี้ กลับสนใจอีกเรื่องหนึ่ง
ถ้าออลเซโตผนวกอาณาจักรวิญญาณท้องถิ่นเข้ากับ ‘โลกอีกฝั่ง’ ของเธอได้เบื้องต้นแล้วจริงๆ ‘โลกอีกฝั่ง’ ของเธอก็น่าจะนับเป็นโลกแห่งความตายขนาดย่อมด้วยใช่ไหม?
และคงเป็นโลกแห่งความตายขนาดย่อมที่ยังไม่เป็นอิสระจากเขตปัจจุบัน หากไม่แล้ว ตามความเข้าใจของลูเมี่ยนเกี่ยวกับ ‘โลกอีกฝั่ง’ ออลเซโตก็ควรจะพา ‘โลกอีกฝั่ง’ ของตัวเองจากไปได้ ไม่จำเป็นต้องพักอยู่ที่นี่
แน่นอน อาจเป็นไปได้ว่า เธอยังมีจุดประสงค์อื่นที่ยังไม่บรรลุ
โลกแห่งความตายขนาดย่อม…ลูเมี่ยนพึมพำในลำคอ แล้วหันไปทางฟรังก้ากับจินนา พูดพร้อมรอยยิ้ม
“ผมได้ยินมาว่า ถนนฌาบันเต็มไปด้วยเอกลักษณ์ของท้องถิ่น ไม่ทราบว่าสุภาพสตรีคนงามทั้งสอง จะกรุณาเป็นไกด์ให้ผมได้หรือไม่ครับ?”
ถนนฌาบันก็คือจุดที่ฟรังก้ากับจินนารู้สึกว่า อุณหภูมิรอบข้างลดลงเล็กน้อย นั่นหมายความว่าพวกเธออาจจะเจอออลเซโตที่ถนนฌาบันนั่นเอง!
ในสายตาลูกค้าโต๊ะข้างเคียง นี่คือการชวนไปเดตอย่างโจ่งแจ้งของลูเมี่ยน แต่หลังจากฟรังก้ากับจินนาสบตากัน ทั้งคู่ต่างเข้าใจว่าลูเมี่ยนหมายถึงการจับกลุ่มเดินทาง โดยมีจุดหมายคือถนนฌาบัน
“ได้ค่ะ” ฟรังก้าและจินนายิ้มตอบอย่างพร้อมเพรียง พลางลุกขึ้นยืน
ได้เห็นแบบนั้น คนรอบข้างต่างก็อึ้งไป
ใจง่ายขนาดนี้เชียว?
ถ้ารู้อย่างนี้ เราน่าจะรวบรวมความกล้าไปชวนบ้าง!
ลูเมี่ยน ฟรังก้า จินนา และคนที่เหลือเดินไปด้วยกัน พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวที่ได้พบเห็นในเมืองลาเครด้วยท่าทีผ่อนคลาย พลางก้าวเดินไปทางถนนฌาบันอย่างไม่เร็วไม่ช้า
ราวครึ่งชั่วโมงต่อมา พวกเขาก็พบถนนสายดังกล่าว ซึ่งเต็มไปด้วยชาวบ้านท้องถิ่น
บ้านหินสีเทาขาวตั้งเรียงรายข้างกัน ดูหยาบกร้านแต่แข็งแรงพอ และที่ด้านนอกของบ้านแต่ละหลัง ล้วนแขวนผ้าที่ทำจากขนแกะหลากสี มอบความรู้สึกสดใสและแปลกตา ผิดไปจากเขตอื่นของที่ราบสูงดวงดาว
เมื่อเทียบกับถนนอื่นในเมืองลาเคร ถนนฌาบันมีคนท้องถิ่นที่สวมชุดประจำถิ่นมากกว่า ผู้ชายสวมชุดคลุมยาวขนแกะสีแดงเข้ม ส่วนผู้หญิงสวมชุดกระโปรงคลุมสีสดใส
เช่นเดียวกัน พวกเขาพกเครื่องรางที่ทำจากหัวกะโหลก ตกแต่งแตกต่างกันไปหลากหลายรูปแบบ บางอันมีสีน้ำตาลเหลืองตามธรรมชาติ สวมวิกผมที่ถักจากขนแกะ กะโหลกบางอันถูกทาสีม่วง เขียว แดง หรือสีอื่นๆ กะโหลกบางอันมียาสูบไบลัมสีคาราเมลอัดอยู่ระหว่างซี่ฟัน บางอันขาวเหมือนหยก เบ้าตาดำมืด มีแมลงไต่เข้าออก
ลูเมี่ยนยืนอยู่ ณ ทางเข้าถนนฌาบัน ไม่รีบร้อนเดินไปข้างหน้า แต่หยุดลง แล้วส่งสัญญาณให้ฟรังก้ากับจินนาหลบหลังตนไว้ และอยู่ใกล้ให้มากที่สุด
จากนั้น เด็กหนุ่มหยิบของอย่างหนึ่งออกมาจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’
มันคือหน้ากากทองคำที่มีการทาสีขาวหรือดำรอบดวงตาและบริเวณใบหน้า
นั่นคือหน้ากากตระกูลอายเกสที่ ‘เทพมรณา’ ทำขึ้นด้วยพระหัตถ์!
ลูเมี่ยนคิดว่า ในเมื่อหน้ากากทองคำบริสุทธิ์นี้แต่เดิมถูกสร้างขึ้นเพื่อช่วยให้คนเป็นสัมผัสและเข้าสู่โลกแห่งความตาย และมาจาก ‘เทพมรณา’ ผู้ปกครองความตายและโลกแห่งความตาย ดังนั้น ในวันที่โลกแห่งความตายผิดเพี้ยนและถูกซ่อนเร้นเช่นนี้ การสวมมันอาจทำให้สามารถค้นพบสิ่งที่เกี่ยวข้องกับโลกแห่งความตายได้ในระยะหนึ่ง และอาณาจักรวิญญาณในเขตลาเครก็เปรียบเสมือนโลกแห่งความตายขนาดย่อมที่เรียบง่าย
หากอาณาจักรวิญญาณในท้องถิ่นได้หลอมรวมกับ ‘โลกอีกฝั่ง’ ของออลเซโตจริง การ ‘เห็น’ มันก็เท่ากับ ‘เห็น’ ‘โลกอีกฝั่ง’ นั้น เห็น ‘ราชาแห่งคาถา’ ออลเซโต!
ลูเมี่ยนไม่ลังเล สวมหน้ากากทองคำของตระกูลอายเกสลงบนใบหน้า
ลมหายใจของเขาเย็นลงอย่างรวดเร็ว ค่อยๆ เงียบลง ร่างกายเย็นเฉียบในทันที สูญเสียความรู้สึกของการมีชีวิต เลือดก็หยุดไหลเวียน
ผ่านหน้ากากที่ทำจากทองคำนี้ ลูเมี่ยนรู้สึกว่าบริเวณรอบตัวมืดลง สีต่างๆ ซีดจางลงในระดับหนึ่ง อุณหภูมิก็เย็นลงเล็กน้อย
นอกเหนือจากนี้ ทุกอย่างก็ปกติดี
“นี่คือโลกในสายตาของวิญญาณคนตายหรือ? ไม่พบร่องรอยของอาณาจักรวิญญาณเลย…การหลอมรวมกับ ‘โลกอีกฝั่ง’ ทำให้มันซ่อนตัวลึกกว่าเดิมหรือ? อา…เราสัมผัสถึงโลกวิญญาณได้โดยตรง แต่กลับไม่พบโลกแห่งความตาย…ไม่แปลกที่ต้องรอโอกาส ถึงจะเข้าโลกแห่งความตายได้ ไม่ใช่แค่สวมหน้ากากตระกูลอายเกสแล้วจะระบุตำแหน่งและ ‘เทเลพอร์ต’ ไปได้เลย…” ลูเมี่ยนพึมพำกับตัวเองเงียบงัน ไม่ละทิ้งข้อสันนิษฐานเดิม พยายามกระตุ้นพลังงานที่หลงเหลือของ ‘จักรพรรดิโลหิต’
และที่เขาตัดสินใจกระตุ้นออร่าตกค้างของอลิสต้า·ทูดอร์ ก็เพื่อให้ตราผนึกที่ ‘นักพรตโลกแห่งความตาย’ ทิ้งไว้ปรากฏชัดขึ้น
ผู้แข็งแกร่งจากโลกของพวกฟรังก้ารายนี้ มีความเกี่ยวข้องชัดเจนกับเส้นทาง ‘มรณา’ ‘รัตติกาล’ และ ‘นักรบ’ และตามที่มาดามเมจิกเชี่ยนกล่าว พระองค์อาจเคยติดต่อกับ ‘เทพมรณา’ ที่เสียสติ และบรรลุข้อตกลงบางอย่างกัน ตราผนึกที่พระองค์ทิ้งไว้อาจทำให้หน้ากากตระกูลอายเกสได้รับการเสริมแกร่ง
พร้อมกับความเจ็บแปลบเล็กน้อยที่ฝ่ามือขวา รวมถึงความรู้สึกเย็นเฉียบเน่าเปื่อย ภาพที่ปรากฏต่อหน้าลูเมี่ยนก็เปลี่ยนแปลงฉับพลัน
ตลอดถนนฌาบัน ผ้าที่แขวนอยู่บนกำแพงทั้งหมดสูญเสียสี กลายเป็นมืดสลัว ส่วนผู้คนที่เดินสัญจรไปมา กลับพร่าเลือนอย่างประหลาด ราวกับมีหมอกหนาทึบกั้นอยู่
แต่เครื่องรางหัวกะโหลกบนตัวพวกเขากลับชัดเจนผิดปกติ สีสันเมื่อเทียบกันแล้วดูเข้มข้นยิ่งกว่า
ลูเมี่ยนยังเห็นเปลวไฟสีขาวซีดหรือแดง ลุกโชนขึ้นทันทีในเบ้าตาอันมืดดำว่างเปล่าของกะโหลกมนุษย์เหล่านั้น มันกระโดดไหววูบวาบ แผ่กลิ่นอายของความเย็นยะเยือกและความตาย
บัดนี้ ลูเมี่ยนรู้ว่าตนได้ ‘เห็น’ อาณาจักรวิญญาณคนตายในเขตลาเครแล้ว
มันซ้อนทับอยู่กับเขตลาเครทั้งหมด ด้านมืดวิญญาณคนตายเดินวนเวียน ด้านสว่างมนุษย์ใช้ชีวิต!
ลูเมี่ยนยืนอยู่ที่ขอบของอาณาจักรวิญญาณคนตาย ไม่ได้ลองเดินเข้าไปข้างใน แต่มองหาร่องรอยการมีอยู่ของ ‘โลกอีกฝั่ง’ จากระยะห่างหนึ่ง
เขาเห็นท้องฟ้าในทิศทางทะเลสาบดาร์ช ถูกเมฆดำขนาดมหึมาปกคลุม เห็นกะโหลกมนุษย์บางอันลอยอยู่กลางอากาศบนถนน ภายในเบ้าตาที่ลุกไหม้ด้วยเปลวไฟปรากฏร่างของเด็กๆ
เขาเห็นทุ่งโล่งใต้ภูเขาดูคล้ายกับแผ่ขยายเข้ามา หลอมรวมกับเมืองจนแยกไม่ออก
อย่างที่คิด…ลูเมี่ยนเกิดความเข้าใจกระจ่างชัดทันที
ออลเซโตอยู่ในโลกอีกฝั่งที่หลอมรวมกับอาณาจักรวิญญาณคนตายนี้!
เมื่อมีความเข้าใจข้างต้น ความคิดแรกที่วาบขึ้นในสมองของลูเมี่ยนคือ
ภารกิจของเราสิ้นสุดลงแล้ว ต่อไปก็แค่ให้ ‘อัศวินดาบ’ กับฝ่ายระงับตัณหา ยืมหน้ากากทองคำของตระกูลอายเกส ให้พวกเขาคิดหาวิธีส่งคนเข้าไปใน ‘โลกอีกฝั่ง’ เพื่อต่อสู้กับออลเซโตเอง ส่วนทางเราก็กลับไปทรีอาร์เพื่อหลบหลีกอันตรายที่อาจตามมา
แต่เมื่อคิดดูอีกที ลูเมี่ยนพบว่าตนทำแบบนั้นไม่ได้
เพราะถ้ามีเพียงหน้ากากทองคำของตระกูลอายเกส แต่ไม่มีตราผนึกของ ‘นักพรตโลกแห่งความตาย’ ต่อให้เป็น ‘วิญญาณอาฆาต’ สวมใส่ ก็ไม่สามารถ ‘เห็น’ ‘โลกอีกฝั่ง’ อันผิดเพี้ยนของออลเซโตได้ด้วยตาเปล่า!
ในความพร่าเลือน ลูเมี่ยนนึกถึงความเป็นไปได้หนึ่ง
เขาพูดเสียงทุ้มกับ ‘อัศวินดาบ’ มาริคที่ซ่อนตัวอยู่ด้านข้าง
“ผมพบ ‘โลกอีกฝั่ง’ ของออลเซโตแล้ว พวกคุณพา ‘สองถ้วย’ และคนที่เหลือไปหลบในที่ปลอดภัยก่อน แล้วค่อยเข้าสิงร่างผมในรูปแบบวิญญาณอาฆาต ผมจะพาพวกคุณเข้าไปใน ‘โลกอีกฝั่ง’ เอง!”
“ตกลง” เสียงกึ่งเลือนรางของ ‘อัศวินดาบ’ แฝงความยินดีระคนความมุ่งร้ายที่กลั้นไว้ไม่อยู่
พวกมันล้วนมุ่งไปยังออลเซโต
……………………………………………………..