ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 765 เสียงคำราม
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 765 เสียงคำราม
ตอนที่ 765 เสียงคำราม
ลูเมี่ยนครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะจงใจเตือนว่า
“อย่าลืม ‘สี่ดาบ’ ล่ะ”
พูดตามตรง เขาแทบจะลืมการมีตัวตนของอ็องโตนีไปแล้ว เพียงแต่มักจะคิดคำนวณอยู่เสมอว่า เพื่อนร่วมทีมแต่ละคนกำลังทำอะไร ควรประสานงานกันอย่างไร จึงไม่ถึงกับลืมไปจริงๆ
ตอนที่เชิญ ‘นางมาร’ สองคนที่ ‘ภัตตาคารนักบุญมิลลอม’ ไปที่ถนนฌาบัน ลูเมี่ยนไม่ได้นึกถึงอ็องโตนี จนเดินมาถึงถนนแล้ว เขาถึงนึกขึ้นได้ว่ามีเพื่อนร่วมทีมคนนี้อยู่ แต่เขาหา ‘นักสะกดจิต’ ที่ใช้ ‘ล่องหนทางใจ’ ไม่เจอเสียที ได้แต่เชื่อว่าอ็องโตนีมีประสบการณ์มากพอ เมื่อเห็นเพื่อนร่วมทีมคนอื่นมารวมตัวกัน คงจะเข้าใจว่าปฏิบัติการต่อจากนี้ไม่ควรแยกกลุ่ม และจะติดตามมาเอง
ต้องยอมรับว่านิสัยที่อ็องโตนีสั่งสมมาตั้งแต่เป็น ‘นักค้าข่าว’ กับ ‘ล่องหนทางใจ’ เกิดปฏิกิริยาเคมีที่ลงตัวมาก
เมื่อได้ยินคำเตือนของลูเมี่ยน ‘อัศวินดาบ’ เว้นไปสองวินาทีก่อนเอ่ยตอบ
“ไม่ลืมหรอก”
ค่อนข้างมั่นใจว่าเมื่อสักครู่ นายลืมเขาไปแล้ว…แต่ครึ่งเทพของฝ่ายระงับตัณหาคงไม่ได้รับผลกระทบจาก ‘ล่องหนทางใจ’ ของอ็องโตนีมากนัก คงไม่ถึงกับลืมอ็องโตนีในตอนที่ส่งฟรังก้าและจินนาไป…หากไม่แล้ว สาเหตุการตายอันดับต้นๆ ของ ‘นักสะกดจิต’ คงเป็นเพราะ ‘ล่องหนทางใจ’ ได้ผลดีเกินไป จนถูกเพื่อนร่วมทีมลืมและมองข้าม…ระหว่างที่ลูเมี่ยนกำลังรำพัน ‘โลกอีกฝั่ง’ ตรงหน้าเขาก็เกิดความผิดปกติขึ้นกะทันหัน
เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวจากทิศทางทะเลสาบดาร์ช สายน้ำสีเทาขาวก่อตัวเป็นภาพคล้ายคลื่นยักษ์ ทะยานขึ้นสู่อากาศ
ทุ่งโล่งที่หลอมรวมเข้ากับเมืองลาเคร เริ่มครองความเป็นใหญ่ เพียงพริบตาเดียวก็ข้ามผ่านจัตุรัสและถนนหลายสาย กลืนกินลูเมี่ยนที่ยังไม่ทันได้เดินเข้าถนนฌาบัน แต่กลับเลี่ยงฟรังก้าและคนที่เหลือ
ดูเหมือนว่าออลเซโตผู้ได้รับ ‘พร’ จาก ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ จะค้นพบว่าตนถูกเปิดโปงแล้ว
และทางเลือกของเธอคือ อาศัยคุณสมบัติของ ‘โลกอีกฝั่ง’ แยกมนุษย์ที่ลบหลู่บุตรแห่งเทพกับครึ่งเทพแห่งฝ่ายระงับตัณหาออกจากกันชั่วคราว ก่อนจะอาศัยช่วงเวลาตรงนี้มุ่งเป้าไปยังลูเมี่ยน เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ
แทบจะในเวลาเดียวกัน ลูเมี่ยนที่สวมหน้ากากทองคำของตระกูลอายเกส จนกลายเป็นอันเดดไปแล้ว พบว่าร่างกายของตนหนักขึ้นเรื่อยๆ ในตัวเหมือนมีก้อนวัตถุเย็นเยียบเพิ่มขึ้นทีละก้อนสองก้อน
วินาทีถัดมา เด็กหนุ่มเห็นร่างพร่าเลือนของผู้คนบนถนนฌาบันหายไป ทั้งฟรังก้า จินนา ลุดวิก ลูกาโน และอ็องโตนีซึ่งควรจะอยู่ที่ด้านหลังของเขา ก็หายไปด้วยเช่นกัน ราวกับถูกจับแยกไปอยู่คนละโลกกับเขา
กะโหลกศีรษะมนุษย์ในสภาพต่างๆ กันยิ่งปรากฏชัดขึ้น เบ้าตาที่ลุกไหม้ด้วยไฟสีขาวซีดหรือแดงคล้ำ หันมาจ้องลูเมี่ยนโดยพร้อมเพรียง
ณ ปลายถนนฌาบัน บริเวณขอบเมืองที่หลอมรวมกับทุ่งโล่งอย่างแนบแน่น มีร่างโซเซมากมายปีนออกมาจากที่ใดสักแห่ง เดินมุ่งหน้ามาทางนี้
พวกมันมีทั้งวัวขนยาวที่เน่าเปื่อย จนเหลือแค่เศษเนื้อที่มีหนองและเลือดไหลซึม ทั้งนกยักษ์ที่บินต่ำพลางเผยกระดูกขาวโพลน ทั้งงูยักษ์ที่มีเส้นใยกึ่งละลายยืดออกมาจากเนื้อเน่า และสัตว์ประหลาดขนาดเท่าภูเขาลูกเล็ก ซึ่งประกอบขึ้นจากโครงกระดูกไร้ศีรษะหลายร่าง
กะโหลกศีรษะมนุษย์จากทั่วทุกมุมเมืองก็พุ่งเข้าสู่ถนนฌาบันในทันที พวกมันลอยอยู่กลางอากาศ แผ่คลุมทั่วฟ้า บดบัง ‘แสงอาทิตย์’ ที่ซีดจางและปราศจากความอบอุ่น
ลูเมี่ยนราวกับถูกข่มขวัญ หรืออาจเพราะในฐานะอันเดด เขากำลังเผชิญหน้ากับเผ่าพันธุ์เดียวกันที่มีศักดิ์สูงกว่า น่าพรั่นพรึงยิ่งกว่า ทำให้ชั่วขณะหนึ่งได้แต่ยืนแข็งทื่อ ไม่อาจขยับเขยื้อนไปไหน
ทันใดนั้นเอง เสียงคร่ำครวญแหลมเล็ก แฝงความเจ็บปวด มาจากทิศทางของทะเลสาบดาร์ช
เสียงสยองขวัญที่แสบแก้วหูนั่น เปรียบประหนึ่งสว่านที่หมุนด้วยความเร็วสูง แทงทะลุเข้าสู่ดวงวิญญาณของลูเมี่ยน จนเด็กหนุ่มตาพร่าพร้อมกับสลบเหมือด
เมื่อลูเมี่ยนได้สติและประสาทสัมผัสกลับมา โดยพบว่าตัวเองเดินมาถึงกลางถนนฌาบันแล้ว ข้างกายคือ ‘อัศวินดาบ’ มาริคที่สวมเสื้อกั๊กสีดำกับเสื้อเชิ้ตสีขาว ซึ่งไม่รู้ว่ามาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่
รอบตัวเขา น้ำแข็งใสระยิบแช่แข็งกะโหลกศีรษะมนุษย์ในสภาพต่างๆ ไว้กลางอากาศ หรือตามพื้น และบนผิวอาคารหินสีเทาขาวทุกหลัง
ภาพการแช่แข็งที่เหมือนความฝันนี้ ทอดยาวไปจนถึงทุ่งโล่ง ณ ขอบเมือง
ในกองทัพอันเดดที่โซเซเข้ามา เหล่าสัตว์ประหลาดที่ยังอยู่ในสภาพเน่าเปื่อย ทยอยเลือดเนื้อหลุดล่อนลงพื้น เหลือเพียงกระดูกสีเหลือง น้ำตาล หรือขาวโพลน ส่วนพวกที่มีแต่กระดูกอยู่แล้วก็จมลงในดิน มีหยดเลือดสดๆ ที่ไม่ใช่ของพวกมันเองซึมออกมาจากผิว ส่วนวิญญาณอาฆาตและวิญญาณมารทั้งหลาย ก็พองตัวขึ้นทีละตนราวกับลูกโป่ง แล้วระเบิดอย่างไร้เสียง กลายเป็นผงธุลีพิสดาร
แม้ลูเมี่ยนจะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ผุดความคิดสองประการขึ้นมาโดยธรรมชาติ
พวกมันทั้งหมดถูกสาปหรือ?
โครงกระดูกที่ไม่มีเนื้อหนัง ถึงกับถูกสาปจนมีเลือดไหลออกมา?
คิดถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนอดไม่ได้ที่จะยกมือขวาขึ้นมาเช็ดที่ปลายจมูก
เขาเห็นรอยเลือดดำคล้ำบนหลังมือตัวเองทันที
นี่คือเลือดที่มาจากภายในร่างกายของเขา ซึ่งหยุดไหลเวียนไปนานแล้ว
ในเสียงคร่ำครวญของ ‘แบนชี’ เมื่อครู่ ไม่เพียงดวงวิญญาณของเขาจะบาดเจ็บ ร่างที่กลายเป็นอันเดดก็ราวกับถูกโจมตีทางกายภาพ เส้นเลือดฝอยบางส่วนแตกออก ทำให้เลือดดำคล้ำซึม
ชวนให้สยองจริงๆ…ลูเมี่ยนเริ่มเข้าใจสถานการณ์เมื่อครู่แล้ว
“ภายใต้เสียงคร่ำครวญของแบนชีที่ถูกเสริมพลังด้วยโลกอีกฝั่ง ซึ่งออลเซโตตะโกนจากระยะไกล ถึงกับทำให้เราสลบเหมือดในทันที?”
“ส่วนเหล่าครึ่งเทพจากฝ่ายระงับตัณหาได้ชิงลงมือก่อนที่โลกอีกฝั่งจะขยายตัวมาถึง โดยพวกเขาสิงร่างเราในรูปแบบวิญญาณอาฆาต เพื่อใช้วิธีนี้พาเข้าสู่โลกอีกฝั่งทันที? จากนั้น ครึ่งเทพได้ควบคุมร่างของเรา พร้อมกับใช้พลังจัดการกับกองทัพกะโหลกมนุษย์และอันเดด ที่ไหลบ่าเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง?”
“อัศวินดาบก็เกาะติดร่างเราด้วย จึงปรากฏตัวในโลกอีกฝั่งตอนนี้?”
หลังจากเข้าใจเหตุการณ์ที่ตนเพิ่งเผชิญ ลูเมี่ยนก็มีความเข้าใจที่ชัดเจนและแม่นยำ เกี่ยวกับความน่าสะพรึงกลัวของเหล่าครึ่งเทพ
“ลำพังแค่ออลเซโตใช้เสียงคร่ำครวญแบนชี แม้จะไม่รู้ว่าเขาได้รับพรถึงลำดับเท่าใด แต่แน่นอนว่ายังไม่ใช่เทวทูต เราก็ถึงกับสลบเหมือด สูญเสียความสามารถในการต่อสู้ และใช้เวลากว่าสิบวินาทีจึงจะฟื้นตัวได้…ถ้าไม่มีพวกครึ่งเทพจากฝ่ายระงับตัณหาอยู่ด้วย เวลาสิบวินาทีนี้คงนานพอให้ออลเซโตฆ่าเราได้กว่าสิบครั้ง…”
“นี่ไม่เหมือนกับครึ่งเทพจากภาพวาด หากต้องเผชิญหน้ากับครึ่งเทพตัวจริง หากเราไม่ได้ชิงความได้เปรียบก่อน คงไม่มีโอกาสแม้แต่จะชักดาบเหี้ยมหาญหรือใช้อวตารแห่งตัณหา!”
“แม้แต่การใช้เงาที่มีชีวิตมารับความเสียหายแทน ก็ยังไม่ทันท่วงที นอกเสียจากจะคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า…”
ท่ามกลางความคิดที่สับสนว้าวุ่น ลูเมี่ยนได้สิทธิ์การควบคุมร่างกลับคืนมา
จากนั้น เด็กหนุ่มได้ยิน ‘อัศวินดาบ’ มาริคกล่าวด้วยเสียงต่ำ
“ออลเซโตถอยกลับไปแล้ว เธอน่าจะอยู่ที่ทะเลสาบดาร์ช”
“ยังไม่รู้ว่าเธอขอความช่วยเหลือแบบใดบ้าง”
“ทะเลสาบดาร์ช?” ลูเมี่ยนถามด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
ทะเลสาบที่สงบ งดงาม และศักดิ์สิทธิ์นั่นน่ะหรือ?
แต่คิดดูแล้วก็ปกติ การขุดเจาะแร่ธาตุต่างๆ ในเขตลาเคร ยังเว้นทะเลสาบดาร์ชเอาไว้ ไม่ให้มันได้รับมลทินแม้แต่น้อย…
อัศวินดาบสังเกตสถานการณ์รอบข้าง ไม่ได้รีบวิ่งเข้าไปในทุ่งกว้างที่ทอดยาวไปทางทะเลสาบดาร์ช
อีกฝ่ายพยักหน้ารับพลางเอ่ยปาก
“ทะเลสาบดาร์ชมีความพิเศษในตัวมันเอง มีความเชื่อมโยงกับเทพมรณาที่ร่วงหล่น การที่เขตลาเครสามารถสร้างอาณาจักรวิญญาณขนาดเล็กขึ้นมาได้ ก็เพราะมีทะเลสาบดาร์ชอยู่”
“ตอนนั้นอดีตข้าราชการของจักรวรรดิไบลัม ยังใช้กะโหลกของ ‘อมรณา’ ที่เก็บไว้ในศาสนจักรเทพมรณา แล้วอาศัยพลัง ‘ผู้เฝ้าประตู’ ของตน เปิดประตูสู่โลกแห่งความตาย ทำให้มันยึดติดอยู่กับกะโหลกของอันเดด เพื่อไม่ให้ปิดสนิทเร็วเกินไป ส่งผลให้ยังมีกลิ่นอายของโลกแห่งความตายรั่วไหลออกมาตลอดเวลา”
“กะโหลกของอมรณา? อมรณาก็ตายได้ด้วยหรือ?” ลูเมี่ยนถามกลับโดยสัญชาตญาณ
อัศวินดาบเริ่มก้าวเดินไปยังขอบของโลกน้ำแข็ง
เขามองลูเมี่ยนครู่หนึ่งแล้วเอ่ยตอบ
“อมรณาเป็นเพียงลำดับ 4 ในเส้นทางมรณา ถ้าถูกฆ่าก็ตายได้”
อย่างนี้นี่เอง…ลูเมี่ยนพยักหน้ารับแผ่วเบา
อัศวินดาบกล่าวต่อไปว่า
“กลิ่นอายของโลกแห่งความตายที่รั่วไหล คุณสมบัติของกะโหลกอมรณา และความพิเศษของทะเลสาบดาร์ช ร่วมกันค้ำจุนอาณาจักรวิญญาณนี้ขึ้นมา ช่วยให้ดวงวิญญาณของสิ่งมีชีวิตที่ตายในมิติดังกล่าวถูกดึงดูดเข้ามาโดยอัตโนมัติ แล้วค่อยๆ เสื่อมสลายไป…”
เมื่อฟังจบ ลูเมี่ยนก็อึ้งไปชั่วขณะ
“พวกคุณรู้เรื่องอาณาจักรวิญญาณในท้องถิ่นนี้อย่างละเอียดเลยสินะ…”
อัศวินดาบเอ่ยตอบ
“โรงเรียนกุหลาบปกครองที่นี่มานานกว่าพันปี นอกจากความพิเศษของทะเลสาบดาร์ชแล้ว เรื่องอื่นๆ ก็รู้ทั้งหมด”
“แล้วทำไมไม่บอกแต่แรกล่ะ?” ลูเมี่ยนหลุดปากถามออกมา
“ในทีแรกพวกเราไม่ได้เชื่อมโยงออลเซโตเข้ากับอาณาจักรวิญญาณ ข้อมูลดังกล่าวจึงไม่ปรากฏอยู่ในเอกสาร” อัศวินดาบอธิบาย “ในภายหลัง ทุกครั้งที่คุณถาม ผมก็ตอบทุกเรื่อง เพียงแต่ไม่ได้ขยายความ เพราะการบรรยายก็เป็นตัณหาอย่างหนึ่ง จำเป็นต้องระงับไว้”
“…” ลูเมี่ยนพลันเข้าใจความรู้สึกของฟรังก้าเมื่อได้ยินเขาพูดว่า “เรื่องนี้ต้องเล่าย้อนไปตอนที่ผมกับมาดามเฮล่าไปที่บ่อน้ำสตรีซามาเรีย”
ระหว่างที่สนทนากัน เด็กหนุ่มกับมาริคก็มาถึงชายขอบเมือง ซึ่งเป็นเส้นแบ่งเขตระหว่างโลกน้ำแข็งกับทุ่งร้าง
ลูเมี่ยนมองน้ำแข็งหนาที่ห่อหุ้มอาคารสีเทาขาว แล้วค้นพบด้วยความตกตะลึงว่า ในดวงตาทั้งสองข้างของตน มีร่างพร่าเลือนอยู่ข้างละหนึ่ง
หนึ่งสวมหมวกอ่อนสีดำใบเล็ก ชุดราชสำนักสีเดียวกัน อีกหนึ่งไร้ศีรษะ สวมชุดยาวสีเข้มที่มีลวดลายซับซ้อนชวนขนพอง
ทันใดนั้น ลูเมี่ยนยังพบว่าที่ขอบปากของตน มีแมลงที่มีวงแหวนโปร่งแสงเลื้อยเข้าออกอยู่หลายตัว แต่เขากลับไม่รู้สึกอะไรเลย
…………
ณ ทางเข้าถนนฌาบัน ฟรังก้ากับจินนารวมถึงคนที่เหลือ สัมผัสถึงความเย็นยะเยือกที่พุ่งเข้าใส่อย่างฉับพลัน พร้อมกับเห็นลูเมี่ยนหายไปต่อหน้าต่อตา
พวกเธอยังไม่ทันได้แลกเปลี่ยนสถานการณ์หรือตอบสนอง ก็ได้ยินเสียงที่มีความก้องกังวานแฝงความเลือนรางชวนฝัน ดังขึ้นข้างใบหู
“ผมจะพาพวกคุณกลับทรีอาร์ก่อน”
ฟรังก้า จินนา และลูกาโนเอี้ยวตัวโดยสัญชาตญาณ พบว่าด้านข้างมีชายหนุ่มคนหนึ่ง มายืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบได้
ชายคนดังกล่าวสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว คลุมด้วยเสื้อโค้ตบางสีดำ ผมสีดำตาสีเขียว มีความหล่อเหลาด้วยบรรยากาศของยามราตรี สวมถุงมือสีแดงทั้งสองข้าง
……………………………………………………..