ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 766 ‘คลอดก่อนกำหนด’
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 766 ‘คลอดก่อนกำหนด’
ตอนที่ 766 ‘คลอดก่อนกำหนด’
ฟรังก้าจ้องหน้าชายหนุ่มที่สวมถุงมือสีแดง พลางถามด้วยความระแวง
“คุณคือ?”
เธอไม่ใช่พวกที่จะเชื่อคำพูดของคนแปลกหน้าง่ายนัก โดยเฉพาะคนที่จู่ๆ ก็โผล่ออกมา เว้นแต่จะถูกพลังวิเศษบางชนิดครอบงำ
“สองถ้วย เจ็ดถ้วย เรื่องที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ พวกคุณไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวแล้ว” ชายหนุ่มสวมถุงมือแดงเอ่ยชื่ออาร์คาน่าเล็กของฟรังก้าและจินนาออกมา พร้อมกับแผ่บรรยากาศของผู้นำที่เคยบัญชานักรบมานับไม่ถ้วน จนทำให้พวกฟรังก้าเกิดความหวาดหวั่นอยู่ลึกๆ
รู้โค้ดเนม ‘ชุมนุมทาโรต์’ ของพวกเราได้อย่างแม่นยำ…เป็นคนของ ‘ชุมนุมทาโรต์’ หรือเป็นผู้ช่วยที่ ‘อัศวินดาบ’ เชิญมาสินะ? การแต่งตัวของเขาดูคล้ายกับ ‘ถุงมือแดง’ แห่งศาสนจักรเทพธิดารัตติกาลมาก…ขณะที่ฟรังก้ากำลังครุ่นคิด เธอไม่พบว่าลางสังหรณ์ทางพลังวิญญาณของตนส่งสัญญาณเตือนภัยใดๆ
ขณะที่หญิงสาวเตรียมจะตอบ ชายหนุ่มที่สวมถุงมือแดงก็หยิบไพ่ทาโรต์ออกมาหนึ่งใบ
ด้านหน้าของไพ่ใบนั้นวาดภาพดวงดาวเต็มท้องฟ้า โดยมีเทพธิดากำลังเทน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์
อาร์คาน่าใหญ่ ‘สตาร์’!
ที่แท้ก็มิสเตอร์สตาร์นี่เอง…ฟรังก้าและจินนาไม่ลังเลอีกต่อไป พร้อมใจกันพยักหน้ารับ
“ค่ะ”
ส่วนลูกาโนมองดูด้วยสายตาตะลึงงัน
ทำไมต้องหยิบไพ่ออกมาด้วยล่ะ?
เหมือนจะเคยได้ยินเรื่องที่คล้ายๆ กันมาก่อน แต่นึกเท่าไรก็นึกไม่ออก…
เกือบจะในเวลาเดียวกัน อ็องโตนีก็โผล่มาจากที่ใดสักแห่ง แทรกตัวมายืนข้างๆ ฟรังก้ากับจินนา
ฟรังก้าอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพึมพำรำพันกับตัวเอง
“ฉันลืมคุณไปจริงๆ…”
มิสเตอร์สตาร์ไม่มัวเสวนา เพียงแค่แย้มปากเล็กน้อย
ในชั่วพริบตา พวกฟรังก้าก็ถูกวิญญาณขนาดมหึมาที่มองไม่เห็นห่อหุ้มเอาไว้ จากนั้นก็เข้าสู่โลกวิญญาณอันเต็มไปด้วยมวลสีสันซ้อนทับกันหลายชั้น ราวกับกำลังท่องเที่ยวด้วยบอลลูนลมร้อน
…………
ณ ชายขอบเมืองที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งใสระยิบ ลูเมี่ยนที่สวมหน้ากากทองคำของตระกูลอายเกส ถอนสายตากลับมา
เด็กหนุ่มพอจะเดาได้ว่า ร่างพร่ามัวในดวงตาทั้งสองข้างของตน คือครึ่งเทพจากฝ่ายระงับตัณหาที่คอยดูแลปฏิบัติการครั้งนี้ ทางฝั่งร่างไร้เศียรคงเป็นเทวทูตฝ่ายระงับตัณหาที่เขาเคยเห็นมาแล้ว ส่วนแมลงโปร่งแสงที่คืบคลานเข้าออกจากริมฝีปาก ก็น่าจะเป็นผู้ช่วยที่ฝ่ายระงับตัณหาเชิญมา
ในชั่วขณะนั้น มีคนเข้ามาอยู่ในร่างของเรากี่คนกันแน่…ขณะที่ลูเมี่ยนรำพันอยู่ในใจ ก็วิ่งตามหลัง ‘อัศวินดาบ’ มาริคอย่างบ้าคลั่ง
พวกเขาเข้าสู่ทุ่งโล่งนอกเมืองลาเคร ภายใต้ ‘แสงแดด’ สีขาวซีดและเย็นเยียบ รีบมุ่งหน้าไปยังทะเลสาบดาร์ช
เนื่องด้วยอิทธิพลพิเศษของ ‘โลกอีกฝั่ง’ แห่งนี้ ลูเมี่ยนไม่สามารถ ‘เทเลพอร์ต’ ไปยังปลายทางที่เขามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง เขาต้องล็อกเป้าหมายด้วยสายตาเพื่อระบุตำแหน่ง ไม่สามารถปรากฏตัวที่ริมทะเลสาบดาร์ชได้ในทันที
หลังจากวิ่งไปได้ระยะหนึ่ง เด็กหนุ่มก็เอื้อมมือไปคว้าไหล่ของ ‘อัศวินดาบ’
เกือบจะในเวลาเดียวกัน เปลวไฟสีขาวโชติช่วงได้พุ่งทะลักออกมาจากภายใน ปกคลุมทั่วร่างกายเด็กหนุ่มในพริบตา
‘อัศวินดาบ’ ไม่ต้องเอ่ยถาม ก็เข้าใจเจตนาของเขาได้ทันที จึงเปลี่ยนกายเนื้อให้โปร่งแสง กลายเป็นวิญญาณอาฆาต แล้วเข้าสิงร่างของเด็กหนุ่ม
ลูเมี่ยนที่ลุกเป็นไฟ กลายร่างเป็นหอกแห่งเปลวเพลิงสีขาวโชติช่วง พุ่งทะยานอย่างรุ่งโรจน์ไปยังจุดห่างไกล
หอกเพลิงพุ่งฉิวผ่านท้องฟ้า เพียงไม่กี่จังหวะก็มาถึงริมทะเลสาบดาร์ช
ลูเมี่ยนที่แยกร่างออกจากหอกเพลิงสีขาว มองเห็นว่าทะเลสาบแห่งนี้ยังคงเงียบสงบใสกระจ่าง งดงามศักดิ์สิทธิ์ แม้จะอยู่ใน ‘โลกอีกฝั่ง’ ที่หลอมรวมกับอาณาจักรวิญญาณแล้วก็ตาม
ภายใต้สภาพแวดล้อมที่มืดสลัว สายน้ำสีเทาขาวราวกับสูญเสียน้ำหนัก หรืออาจถูกดึงดูดโดยบางสิ่งบางอย่างบนท้องฟ้า ทอดตัวขึ้นเป็นม่านน้ำขนาดมหึมา
เบื้องหน้าม่านน้ำ กะโหลกศีรษะมนุษย์นับไม่ถ้วนประกอบกันเป็นศีรษะขนาดเท่าภูเขาลูกเล็ก
ท่ามกลางกะโหลกหลากสีเหล่านั้น มีอันหนึ่งที่โดดเด่นเป็นพิเศษ โดยอยู่บนยอดสุดของกะโหลกทั้งหมด ใสกระจ่างราวกับแกะสลักจากคริสตัล และมีขนาดใหญ่กว่ากะโหลกมนุษย์ปกติหนึ่งเท่า
ในเบ้าตาของกะโหลกคริสตัลนี้ ไม่มีเปลวไฟสีขาวซีดหรือแดงเข้มลุกไหม้ แต่สะท้อนภาพประตูสีทองแดงบานใหญ่ อันเต็มไปด้วยลวดลายลึกลับและเก่าแก่จากบรรพกาล
ประตูบานนั้นเปิดแง้มเป็นช่อง เบื้องหลังคือความมืดมิดไร้ที่สิ้นสุด ในความมืดนั้นดูเหมือนจะซ่อนดวงตามากมายที่ยากจะพรรณนา
พวกมันจ้องมองออกมายังโลกภายนอก แต่ก็ไม่สามารถออกมาได้
ณ ริมช่องประตูสีทองแดง มีฝ่ามือจำนวนมาก ดูแปลกประหลาดพิกล ทั้งน่าสยดสยองและน่าขยะแขยง กำลังเกาะจับบานประตู ราวกับพยายามเบียดเสียดตัวออกมาแต่ไม่สำเร็จ ได้แต่ขูดข่วนจนเกิดเสียงแหลมเล็ก ซึ่งแทบจะทำแก้วหูมนุษย์แตก
วิญญาณคนตายและกะโหลกมนุษย์มากมาย ล้วนถูกดึงดูดมายังที่นี่ แล้วค่อยๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของศีรษะขนาดมหึมา
กะโหลกคริสตัลนั่น คือกะโหลกของ ‘อมรณา’ ที่ใช้ตอนนั้นสินะ? ส่วนประตูทองแดงในเบ้าตาของมัน คือประตูสู่โลกแห่งความตายที่ ‘ผู้เฝ้าประตู’ ลำดับ 5 ของเส้นทาง ‘มรณา’ เปิดไว้สินะ? อา…ลำดับ 5 ไม่สามารถรักษาประตูสู่โลกแห่งความตายให้เปิดได้นานนัก จึงต้องอาศัยกะโหลกของ ‘อมรณา’ ผนวกกับความพิเศษของทะเลสาบดาร์ชเพื่อตรึงมันไว้…แต่ปัญหาคือ ‘ราชาหมอผี’ ออลเซโตหายไปไหน? ขณะที่ลูเมี่ยนครุ่นคิดถึงตรงนี้ ก็เห็นกะโหลกมนุษย์นับไม่ถ้วน อันประกอบกันเป็นศีรษะขนาดเท่าภูเขาลูกเล็กกลางอากาศ กำลังขยับขากรรไกรสีขาวโพลน เปล่งเสียงที่แตกต่างกันแต่พร้อมเพรียงกันว่า
“เหตุใดพวกแกถึงไม่ให้เวลาฉันอีกสักหน่อย?”
“ในเมื่อฉันไม่ได้ครอบครอง ก็ขอให้ที่นี่พินาศย่อยยับไปเสีย มาดูกันว่าในหมู่พวกแก จะมีกี่คนที่รอดชีวิตจากหายนะแห่งการล่มสลายของ ‘โลกอีกฝั่ง’ นี้!”
“ส่วนฉัน ได้อาศัยการวางแผนล่วงหน้า สละละทิ้งที่นี่ แล้วหนีออกจากเขตลาเครไปแล้ว!”
“ฮ่าๆๆ ฮ่าๆๆ!”
ท่ามกลางเสียงหัวเราะของกะโหลกมนุษย์ ซึ่งทั้งแหลมทั้งแหบทั้งชราและทุ้มต่ำ ลูเมี่ยนพบว่าเงามืดมหึมาบนท้องฟ้า ทรุดตัวลงมาเหนือศีรษะของเขาอย่างฉับพลัน ขณะที่พื้นดินใต้เท้าแยกออกเป็นรอยแตกขนาดมหึมานับไม่ถ้วน ทุกรอยแยกยิ่งแตกยิ่งลึก เผยให้เห็นความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุดอย่างเลือนราง
แม้กระทั่งกะโหลกคริสตัลก็เริ่มเกิดรอยปริแตกเช่นกัน ดูเหมือนว่าอีกไม่นาน ก็คงจะแตกสลายไปจนหมด
ทันใดนั้นเอง ลูเมี่ยนพบว่าความเย็นยะเยือกในร่างกายหายไปส่วนหนึ่ง และการแตกร้าวของกะโหลกทุกอัน ได้หยุดลงกลางคัน ราวกับถูกพลังลึกลับภายนอกยับยั้งไว้ชั่วคราว
สิ่งนี้ทำให้กระบวนการล่มสลายของ ‘โลกอีกฝั่ง’ ชะงักลง แม้จะไม่อาจย้อนกลับได้ แต่ก็จะไม่เกิดขึ้นประเดี๋ยวนี้
“นี่เป็นฝีมือของครึ่งเทพฝ่ายระงับตัณหา หรือไม่ก็พวกที่พวกเขาเชิญมาช่วยสินะ? ดูเหมือนว่าออลเซโตจะหนีไปแล้วจริงๆ หลังจากที่เธอใช้เสียงร้องของแบนชีลองหยั่งเชิงดู ก็ตัดสินใจทิ้ง ‘โลกอีกฝั่ง’ ที่แข็งแกร่งกว่าเหล่า ‘คุณนาย’ นี้ไป โดยอาศัยการเตรียมการล่วงหน้าและความพิเศษของที่นี่ หนีออกไปก่อนที่คนของฝ่ายระงับตัณหาจะลงมือ…” เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ความคิดมากมายก็แล่นผ่านสมองของลูเมี่ยน
ทันใดนั้น เสียงแก่ชราได้ดังขึ้นข้างใบหูของเด็กหนุ่ม
“อย่าเพิ่งปักใจเชื่อเพียงเพราะออลเซโตพูดออกมา”
“จากประสบการณ์ของฉัน คนที่ทิ้งคำพูดไว้มากมายก่อนหนี หากมิใช่บ้าไปแล้ว ก็คงต้องการใช้มันอำพรางบางสิ่ง”
“ต่อให้ออลเซโตหนีออกไปก่อนที่พวกเราจะลงมือได้จริง และตั้งใจจะทำลาย ‘โลกอีกฝั่ง’ นี้จริง แต่ทำไมเธอต้องบอกจุดประสงค์กับพวกเราด้วย? แค่ต้องการระบายอารมณ์อย่างนั้นหรือ?”
“นั่นอาจเป็นเหตุผลหนึ่ง แต่ก็น่าจะมีเหตุผลที่สำคัญยิ่งกว่าถูกซ่อนไว้ เธอต้องการให้พวกเราสนใจแต่การล่มสลายของ ‘โลกอีกฝั่ง’ แล้วมองข้ามสิ่งอื่นไป”
ลูเมี่ยนก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยสงสัยในคำประกาศของออลเซโต แต่ท่าทีของเธอก็ยังถือว่าอยู่ในขอบเขตปกติสำหรับ ‘ฝ่ายปล่อยตัณหา’ ของโรงเรียนกุหลาบ
คนที่เคยชินกับการปล่อยตัวปล่อยใจ มักจะรีบเร่งแสดงอารมณ์ความรู้สึกเสมอ
เสียงชราเอ่ยขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย
“เวลาจะเป็นผู้มอบคำตอบแก่พวกเรา”
พูดจบ ลูเมี่ยนก็เห็นแมลงที่มีวงแหวนโปร่งแสงบินออกมา
ทันใดนั้น ทุกสิ่งรอบข้างก็พลันเคลื่อนไหวช้าลง
ทุกอย่างที่ลูเมี่ยนมองเห็น ถูกปกคลุมด้วยหมอกสีเทาขาวชั้นบาง กลายเป็นภาพที่ผิดธรรมชาติอย่างยิ่ง
ถัดมา ทุกสิ่งที่ปรากฏบน ‘ม่าน’ อันเลือนรางเริ่มย้อนกลับ กะโหลกมนุษย์เหล่านั้นไม่ปรากฏรอยร้าวเล็กๆ จำนวนมากอีกต่อไป พื้นดินกลับคืนสู่สภาพเรียบ เงามืดทึบกลับขึ้นไปอยู่บนท้องฟ้าสูง
นี่ไม่ใช่การย้อนเวลา หากแต่เป็นการแสดงให้เห็น ‘ประวัติศาสตร์’ ล่าสุด แสดงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา
ลูเมี่ยนเห็นปีกสีน้ำตาลคู่หนึ่ง ซึ่งใหญ่จนบดบังท้องฟ้าได้ จนเกิดเป็นบรรยากาศมืดสลัวในปัจจุบัน
ท่ามกลางปีกที่แต่ละขนมีขนาดใหญ่เท่าศีรษะมนุษย์ มีร่างของสตรีที่เปลือยท่อนท้องอยู่
หญิงผู้นั้นงดงามดั่งจันทร์ราตรี ใบหน้าเปล่งประกายรัศมีแห่งมารดา แต่ทั้งมือและเท้ากลับงอเข้า งอกเล็บอันแหลมคมวาววับน่าหวาดกลัว
นี่คือ ‘ราชาหมอผี’ ออลเซโตนั่นเอง
ลูเมี่ยนที่เคยเห็นร่างชายของเธอมาก่อน จึงจดจำได้ในทันที เส้นสายโครงร่างของเธอนุ่มนวลขึ้น รายละเอียดของใบหน้าประณีตงดงามยิ่งขึ้น
ส่วนท้องของเธอนูนสูงขึ้น มีเส้นเลือดสีดำปูดโปนบนผิวหนังที่ตึงจนบางเฉียบ มองเห็นได้เลือนรางว่าภายในคือทารกประหลาดจำนวนมากที่ล้วนมีกรงเล็บนก
นี่มัน…เธอยัด ‘เด็กทารกกรงเล็บนก’ ที่เกิดจากศพพวกนั้น เข้าไปในท้องของตัวเองทั้งหมด…กำลังตั้งครรภ์สัตว์ประหลาดแบบไหนอยู่? ไม่แปลกใจเลยที่ทางเราไม่สามารถใช้การเชื่อมโยงทางสายเลือด ตามหาทารกที่มีกรงเล็บนกได้ อย่างมากก็แค่รับรู้ทางอ้อมในระดับหนึ่งเท่านั้น…ในขณะที่ลูเมี่ยนกำลังกระจ่าง ออลเซโตในภาพเหตุการณ์อดีต ก็เลื่อนมือทั้งสองไปหาท้องของตัวเอง
ท่ามกลางเสียงฉีก ท้องของเธอถูกฉีกออกอย่างนองเลือด
ออลเซโตควานเอาทารกที่ตัวเล็กกว่าลุดวิกไม่มากออกมา โดยทารกนั้นมีผิวซีดขาว เนื้อหนังมังสาเน่าเปื่อย บนร่างยังมีศีรษะเหลืออยู่สี่ห้าหัว รวมถึงกรงเล็บนกอีกเจ็ดแปดอัน ผิวกายถูกปกคลุมด้วยแผ่นน้ำบริสุทธิ์ ใสราวกับมาจากทะเลสาบดาร์ช
ออลเซโตร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด พลางโยนทารกนั่นไปยังเบ้าตาของกะโหลกคริสตัล
ทารกเน่าเปื่อยที่มีหลายศีรษะนั่น แม้จะใหญ่กว่าเบ้าตาของกะโหลก ใหญ่กว่าประตูทองสัมฤทธิ์ด้านในมากนัก แต่กลับหดเล็กลงอย่างประหลาด จนสุดท้ายก็บีบผ่านช่องแคบที่แทบจะยื่นฝ่ามือออกไปได้เพียงข้างเดียว หายเข้าไปในความมืดไร้ขอบเขตหลังประตู
จุดประสงค์ซ่อนเร้นของออลเซโตคือ การส่งทารกประหลาดนี้เข้าสู่โลกแห่งความตาย เพื่อทำให้บางสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวกลายเป็นจริงงั้นหรือ? ตอนนี้เธอถูกบังคับให้คลอดก่อนกำหนดสินะ? พอคิดมาถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนก็พบว่าความเย็นยะเยือกในร่างกายเลือนหายไปจนหมด
ร่างของหญิงสาวที่สวมหมวกอ่อนสีดำใบเล็ก รวมถึงร่างของ ‘อัศวินดาบ’ ที่สวมเสื้อเชิ้ตเสื้อกั๊ก ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกัน ณ ด้านหน้าของกะโหลกคริสตัล
แต่ดูเหมือนพวกเขาจะไม่สามารถผ่านช่องแคบของ ‘ประตูทองสัมฤทธิ์’ เข้าไปได้ จึงพยายามเปิดประตูให้กว้างขึ้นอีก
โลกแห่งความตาย…ลูเมี่ยนที่สวมหน้ากากทองคำของตระกูลอายเกสรู้สึกสะดุดใจ จึงถือโอกาสตอนที่การล่มสลายของ ‘โลกอีกฝั่ง’ ถูกครึ่งเทพฝ่ายระงับตัณหาถ่วงเวลาไว้ ตัดสินใจกระตุ้นรอยประทับสีดำบนไหล่ขวา ‘เทเลพอร์ต’ มายังเบื้องหน้ากะโหลกคริสตัล
ในสายตาของเด็กหนุ่ม ประตูทองสัมฤทธิ์พลันสูงใหญ่ขึ้นอย่างผิดวิสัย
เขายื่นมือทั้งสองออกไป กดลงบนประตูทองสัมฤทธิ์ไว้ทั้งสองข้าง
ท่ามกลางเสียงเสียดสีที่ดังระงมตามมา ประตูทองสัมฤทธิ์เปิดกว้างขึ้นอีกหน่อย
ลูเมี่ยนรู้สึกถึงแรงดูดอันน่าพรั่นพรึงในทันที ร่างของเขาถูกดูดผ่านช่องประตูเข้าไปอย่างไม่อาจต้านทาน พุ่งเข้าสู่ความมืดมิดอันเวิ้งว้าง
ในร่างกายของเด็กหนุ่มมีความเย็นยะเยือกเพิ่มขึ้นอีกสองกลุ่ม
……………………………………………………..