ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 768 คนพายเรือ
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 768 คนพายเรือ
ตอนที่ 768 คนพายเรือ
ลูเมี่ยนพยักหน้ารับ มือขวาปล่อยลงตามธรรมชาติจนไปสัมผัสกับ ‘กระเป๋านักเดินทาง’
เด็กหนุ่มเดินไปที่เรือลำเล็กผุพังนั่น เห็นร่างอันเน่าเปื่อยของคนพายเรือเอียงตัวหลบ ราวกับกำลังบอกให้เขารีบขึ้นเรือ
“คุณช่วยพาผมข้ามแม่น้ำโลกแห่งความตายได้ไหม?” ลูเมี่ยนถาม ‘อย่างสุภาพ’ เป็นภาษาตูทาน
เขาคิดว่าเนื่องจาก ‘เทพมรณา’ ในอดีตเป็นคนจากทวีปใต้ ดังนั้นการพูดภาษาตูทานในโลกแห่งความตาย อาจทำให้ ‘ทุกฝ่าย’ ยอมรับได้ง่ายกว่า
เพราะในสภาพแวดล้อมที่มีกลิ่นอายความตายเข้มข้น จนแทบจับต้องได้ ส่งผลให้ ‘คนเป็น’ ไม่อาจทนอยู่ได้แม้แต่วินาทีเดียว การใช้ภาษาศาสตร์เร้นลับที่สามารถขับเคลื่อนพลังธรรมชาติ เช่นภาษาเฮอร์มิสโบราณ อาจก่อให้เกิดผลลัพธ์อันเหนือคาด อาทิ คำว่า ‘แม่น้ำโลกแห่งความตาย’ อาจทำให้ลูเมี่ยนเกิดความเชื่อมโยงอย่างแน่นแฟ้นกับสายน้ำสีดำมืดเบื้องหน้า จนถูกคลื่นยักษ์ซัดกระชากลงไป
‘คนพายเรือ’ ที่มีโพรงตาเต็มไปด้วยเส้นเลือดใหญ่และหนองสีเหลือง จ้องมองแม่น้ำสายกว้างที่มองไม่เห็นฝั่งตรงข้ามอย่างเฉยเมย ไม่ขยับเขยื้อนไปไหน
ดูเหมือนเขากำลังใช้การกระทำตอบลูเมี่ยนว่า
เจ้าจะมัวสนทนากับศพไปทำไม?
ข้าไม่ได้ยินว่าเจ้าพูดอะไร และไม่สามารถเปล่งเสียงได้
“ภาษาธรรมดาคงใช้ไม่ได้สินะ…ได้ยินมาว่าเส้นทาง ‘เทพมรณา’ มี ‘ภาษาแห่งผู้ล่วงลับ’ น่าเสียดายที่เราไม่รู้…” ลูเมี่ยนพึมพำในลำคอ พลางเปลี่ยนดวงตาของตนให้เป็นสีเงินผสมดำ แล้วบรรจงก้าวขึ้นเรือลำเล็กผุพัง
ในการมองเห็นของ ‘เนตรภัยพิบัติ’ โชคชะตาของ ‘คนพายเรือ’ เป็นสีดำสนิท ไร้ชีวิตและว่างเปล่า ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ อีกแล้ว
“กล่าวอีกนัยหนึ่ง ไม่ว่า ‘คนพายเรือ’ จะดิ้นรนอย่างไร ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสถานะ ‘การเป็นศพ’ ของตัวเองได้ จุดจบเดียวที่มีคือการเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา จนไม่เหลือแม้แต่ร่องรอยการดำรงอยู่สินะ?”
“แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ‘คนพายเรือ’ จะทำอะไรไม่ได้เลยในช่วงเวลาก่อนที่จะเสื่อมสลาย การกระทำของมันยังคงส่งผลต่อโชคชะตาของผู้อื่นได้ ซึ่งรวมถึงเราและอันเดดตนอื่นๆ ในแง่นี้ ‘คนพายเรือ’ หรือพูดอีกอย่างคือ อันเดดที่ถูกปลุกขึ้นมา ควรจะยังมีโชคชะตาอยู่ เพียงแต่ไม่สามารถเปลี่ยนจุดจบได้…”
“พวกมันมีโชคชะตาอยู่จริง แต่ตอนนี้เรายังมีศักดิ์ไม่สูงพอ จึงมองไม่เห็น? อา…เป็นไปได้ ในเมื่อแม้แต่วัตถุสิ่งของยังมีโชคชะตา แต่ตอนนี้เราก็มองไม่เห็นเช่นกัน…”
“อีกหนึ่งความเป็นไปได้คือ โชคชะตาของผู้ล่วงลับต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น จึงจะปรากฏให้เห็นในโชคชะตาของผู้อื่นเหล่านั้น…”
บางทีอาจเป็นเพราะว่า ตัวเองก็กลายเป็นอันเดดชั่วคราว ลูเมี่ยนจึงอดคิดถึงโชคชะตาของ ‘ผู้อยู่อาศัย’ ในโลกแห่งความตายเหล่านี้ไม่ได้
ด้วยความรู้ทางศาสตร์เร้นลับที่มี เด็กหนุ่มไม่สามารถให้คำนิยามที่แม่นยำของโชคชะตาได้ และก็ไม่รู้ว่าสายธารแห่งชะตาสีปรอทนั้น ครอบคลุมสิ่งต่างๆ ไว้มากเพียงใด มีด้านมืดหรือส่วนที่ซ่อนเร้นที่ตัวเขาในปัจจุบันยังมองไม่เห็นอีกหรือไม่
เขารู้สึกว่าน่าจะมี โดยความคิดนี้มาจากคำถามง่ายๆ เพียงไม่กี่ข้อ
หรือว่าเมื่อเราสวมหน้ากากทองคำของตระกูลอายเกส กลายเป็นอันเดดแล้ว สายธารโชคชะตาที่เคยมีอยู่และสัมพันธ์กัน จะเลือนหายไปชั่วคราว กลายเป็นความดำมืดและความว่างเปล่าไปเลยหรือ?
พอเราถอดหน้ากากออก สายธารแห่งชะตาก็จะกลับคืนมาในทันทีสินะ?
นี่เราคิดว่าสายธารแห่งชะตาเป็นอะไร เป็นของเล่นที่สามารถบงการตามใจชอบหรือ?
แม้ว่าหน้ากากทองคำของตระกูลอายเกสจะถูกสร้างโดยเทพมรณา แต่มันก็ไม่ได้บรรจุตะกอนพลังไว้ เพียงแค่มีศักดิ์สูงเท่านั้น ไม่ถึงขั้นสามารถเล่นงานสายธารแห่งชะตาได้ง่ายดายขนาดนั้น!
“หากมีโอกาสในภายหลัง จะต้องหาผู้วิเศษเส้นทาง ‘สัตว์ประหลาด’ มาสังเกตโชคชะตาของเรา เพื่อตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงก่อนและหลังสวมหน้ากากทองคำ…”
“เฮ้อ…ช่างเถอะ เว้นแต่จะหาผู้วิเศษเส้นทาง ‘สัตว์ประหลาด’ ระดับครึ่งเทพได้ ไม่อย่างนั้นก็จะเป็นอันตรายต่อพวกเขาเปล่าๆ ลำพังตอนที่เรามีตราผนึกของ ‘มิสเตอร์ฟูล’ มีศักดิ์เทวทูตเทียม และมีออร่าตกค้างของจักรพรรดิโลหิต ‘เครื่องจักร’ โคโลโบจากหน่วยลาดตระเวนท่าเรือไพลอส ก็ไม่กล้ามองตาเราแล้ว เพราะเขาคิดว่ามันจะนำอันตรายใหญ่หลวงมาสู่ตัวเอง ยิ่งตอนนี้เรามีตราผนึกของ ‘นักพรตโลกแห่งความตาย’ และสายเลือดของโอมีเบล่าเพิ่มขึ้นมาอีก…”
ลูเมี่ยนยืนอยู่ตรงกลางเรือผุพัง พลางเปลี่ยนดวงตาทั้งสองข้างที่ซ่อนอยู่ใต้หน้ากากทองคำ ให้เป็นสีดำสนิท
เขาต้องการสังเกตจุดอ่อนของ ‘คนพายเรือ’ ไว้ล่วงหน้า เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
ทันใดนั้นเอง ‘คนพายเรือ’ ที่เน่าเปื่อยเริ่มจับพาย พาเรือลำเล็กแล่นเชื่องช้าไปยังอีกฟากของสายน้ำดำมืด
ทั่วร่างของมันเต็มไปด้วยสีดำ ลูเมี่ยนมองหาอยู่นานก็ไม่พบจุดสีขาวซีดที่บ่งบอกถึงจุดอ่อน
แน่นอนว่า สีดำเหล่านี้ก็หมายความว่า ‘คนพายเรือ’ ถูกแสงอาทิตย์และสายฟ้ากำราบได้อย่างสิ้นเชิง
ในวินาทีถัดมา ข้างหูของลูเมี่ยนก็มีเสียงของ ‘อัศวินดาบ’ มาริคดังขึ้น
“จุดอ่อนของมันอาจไม่ได้อยู่ที่นี่”
ไม่ได้อยู่ที่นี่? หมายความว่ายังไง? จุดอ่อนยังจะแยกจากตัวได้อีกหรือ? ขณะที่ความสงสัยอันแรงกล้าผุดขึ้นในใจ ลูเมี่ยนก็นึกถึงหลายๆ เรื่องราวที่พี่สาวเคยเล่าให้ฟัง
ในเรื่องราวเหล่านั้น มีสัตว์ประหลาดชนิดหนึ่งเรียกว่าลิช มันจะสร้างหีบลับขึ้นมา และซ่อนไว้ในที่ลับซึ่งถูกปกป้องอย่างแน่นหนา ตราบใดที่หีบลับไม่ถูกค้นพบและทำลาย ลิชก็จะไม่มีวันตายอย่างแท้จริง นี่ก็เท่ากับว่าจุดอ่อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิตแยกออกจากตัวได้
และในเส้นทางสู่เทพทั้ง 22 สาย การจะมีเรื่องคล้ายๆ กันนี้ ย่อมไม่อยู่เหนือความคาดหมายแต่อย่างใด
‘อัศวินดาบ’ เล่าต่อไป
“ก่อนหน้านี้ คุณพยายามสังเกตโชคชะตาของมันใช่ไหม?”
“มันมีศักดิ์ไม่ต่ำเลย นั่นเป็นการกระทำที่อันตรายมาก”
ศักดิ์ไม่ต่ำ? ลูเมี่ยนมอง ‘คนพายเรือ’ ที่มีเศษผ้าขาดวิ่นห้อยติดตัว และมีเนื้อหนังเน่าเปื่อย แต่ก็ไม่พบว่าอีกฝ่ายจะมีความร้ายกาจตรงไหน
แต่อย่างไรเสีย การที่สามารถพายเรือบนแม่น้ำโลกแห่งความตาย ซึ่งเป็นตัวแทนของความตายได้โดยไม่จมลงไป ก็แสดงว่าต้องมีความพิเศษยิ่งยวดแน่นอน
ลูเมี่ยนถอนสายตากลับมา คอยสังเกตทุกความเคลื่อนไหวของ ‘คนพายเรือ’ อย่างใกล้ชิด อดทนรอให้เรือน้อยอันมืดทะมึน แล่นข้ามแม่น้ำโลกแห่งความตายไปถึงฝั่งตรงข้าม
เรือเล็กที่ผุพังโยกแกว่งไปมาอย่างช้าๆ ในสภาพที่ดูเหมือนพร้อมจะพังครืนได้ทุกเมื่อ ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานเท่าใด กว่าจะไปถึงกลางแม่น้ำโลกแห่งความตาย
ทันใดนั้น ‘คนพายเรือ’ ที่เน่าเปื่อย ก็ยกไม้พายยาวขึ้น แล้วหันร่างกายมาทางลูเมี่ยน
ในขณะที่เรือน้อยอันมืดทะมึนหยุดนิ่ง ปากของ ‘คนพายเรือ’ ก็อ้าออกกว้างอย่างกะทันหัน รอยแยกแผ่ขยายลงไปถึงหน้าอกที่เน่าเปื่อย ลงไปถึงสะดือที่ถูกควักออก ลงไปถึงบริเวณต้นขา
ร่างของ ‘คนพายเรือ’ ราวกับเสื้อผ้าที่ถูกปลดกระดุมออกทั้งหมด แผ่กางออกไปทั้งสองด้านจนสุด ภายในช่องอกและช่องท้องไม่มีอวัยวะภายในที่ดำคล้ำ ไม่มีกระดูกของตัวเอง มีแต่กองแขนขาที่ขาดและเน่าเปื่อยครึ่งๆ กลางๆ
ลูเมี่ยนรู้สึกถึงความหวาดกลัว จนทั่วร่างกายและจิตใจสั่นสะท้านอีกครั้ง ไม่กล้าที่จะเกิดความคิดต่อต้านใดๆ
เด็กหนุ่มที่เตรียมพร้อมไว้แล้ว พยายามกำมือขวาแน่น
เขากำด้ามของ ‘ดาบเหี้ยมหาญ’ ที่อยู่ใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’ กำด้ามของดาบตรงสีเหล็กดำเล่มนี้
ความกล้าหาญแผ่ซ่านไปทั่วร่างของลูเมี่ยนทันที ช่วยให้ใบหน้าผุดรอยยิ้มบ้าคลั่ง
กับอีแค่คนพายเรือ ทำหน้าที่รับส่งคนข้ามฟาก มีอะไรให้ต้องกลัวด้วย?
ต่อให้เป็น ‘เทพมรณา’ มายืนอยู่ตรงหน้า เราก็จะฟันใส่พระองค์สักดาบ!
ลูเมี่ยนชักดาบตรงที่ลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิงสีขาวอมเขียวออกมา ฟันใส่ ‘คนพายเรือ’ ที่กำลังแผ่แผ่นหนังและพุ่งเข้าใส่ตน
เสียงฉับดังขึ้น ‘ดาบเหี้ยมหาญ’ ฟันผ่ากองแขนขาตรงท้องของ ‘คนพายเรือ’ ฟันไปถึงผิวหนังที่เน่าเปื่อยจนเป็นรูพรุนไปทั่วด้านหลังช่องอก
ทว่า ดาบตรงเล่มนี้กลับไม่อาจตัดผ่านผิวหนังที่เน่าเปื่อยและดูเปราะบางจนผิดวิสัยเหล่านี้ออกจากกันได้
ขณะที่ลูเมี่ยนเตรียมจะฟันดาบสอง พร้อมกับทุ่มเทสรรพกำลังทั้งหมด ‘คนพายเรือ’ ก็หดตัวกลับไปในพริบตา ปิดช่องอกและช่องท้องที่เปิดอยู่
ในขณะเดียวกัน ลูเมี่ยนได้ยินเสียงของ ‘อัศวินดาบ’ ดังขึ้นข้างหู
“หยุดเถอะ”
“พวกเราควบคุมมันได้แล้ว”
“งั้นก็ถือโอกาสนี้จัดการมันเลยสิ!” ลูเมี่ยนตอบกลับทันทีโดยไม่ลังเล
เขากับ ‘อัศวินดาบ’ สื่อสารกันด้วยภาษาอินทิส
‘อัศวินดาบ’ เงียบไปหนึ่งอึดใจแล้วเอ่ยตอบ
“ผมรู้ว่าคุณไม่กลัวมัน สามารถฆ่ามันได้ แต่ถ้ามันตาย พวกเราก็จะหมดหนทางในการข้ามแม่น้ำโลกแห่งความตาย”
เมื่อเห็นว่าลูเมี่ยนสงบลงเล็กน้อย ‘อัศวินดาบ’ จึงพูดเสริม
“และถึงคุณจะฆ่ามัน ก็ไม่ได้ตะกอนพลังมาหรอก มันเป็นแค่หนังของ ‘คนพายเรือ’ ตัวจริง ที่ดูเหมือนจะกินซากศพอยู่เนืองนิจ ราวกับต้องการได้ร่างกายกลับคืนมา แต่ก็ไม่เคยสำเร็จ”
ลูเมี่ยนยอมรับคำอธิบายของ ‘อัศวินดาบ’
การมีความกล้าไม่ได้แปลว่าจะไม่ฟังคำพูดของคนอื่น เพียงแต่จะเลือกที่จะไม่สนใจคำเตือนเรื่องอันตรายเท่านั้น
เด็กหนุ่มรีบเก็บ ‘ดาบเหี้ยมหาญ’ กลับเข้าไปในกองดาบธรรมดาๆ ใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’
ครั้งนี้เขาไม่รู้สึกหวาดกลัวตามหลังอีก เพราะมันตรงตามจุดประสงค์ของการใช้งานดาบเหี้ยมหาญ
สิ่งเดียวที่ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกหวาดกลัวได้ก็คือ
“หนังของครึ่งเทพที่ถูกถลกออกมา…?”
“ในช่วงเวลานั้น โลกแห่งความตายเกิดความผิดปกติอะไรขึ้นกันแน่?”
ลูเมี่ยนเห็น ‘คนพายเรือ’ ค่อยๆ ดิ้นรน บีบผิวหนังที่ปริแตกบนหน้าอกและเนื้อเน่าเข้าด้วยกัน ราวกับกำลังติดกระดุม
จากนั้น ‘คนพายเรือ’ ก็จุ่มไม้พายยาวที่ดำคล้ำและผุพังลงในแม่น้ำโลกแห่งความตายอันมืดมน แล้วพายต่อไปด้วยความเร็วที่ช้าลงกว่าเดิม ราวกับกำลังต่อต้านบางสิ่งบางอย่างอยู่
ครึ่งเทพจากฝ่ายระงับตัณหาเข้าสิงร่าง ‘คนพายเรือ’ บังคับให้มันพายเรือต่อไปสินะ? ดูเหมือนว่าการควบคุมนี้กำลังถูกต่อต้านอย่างแข็งขัน…ลูเมี่ยนเตรียมสำหรับการชักดาบเหี้ยมหาญออกมาอีกครั้ง เพื่อรับมือกับเหตุไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้น
ในระหว่างที่เรือลำน้อยอันมืดทะมึน แล่นโคลงเคลงไปยังฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำโลกแห่งความตาย ลูเมี่ยนที่ว่างอยู่เฉยๆ ได้เอ่ยปากถาม ‘อัศวินดาบ’
“เมื่อครู่ผมเห็นว่า โลกแห่งความตายมีลักษณะเป็นเกลียวม้วน ลึกลงไปหลายชั้น การข้ามแม่น้ำโลกแห่งความตายน่าจะเป็นแค่การไปถึงอีกด้านหนึ่งของชั้นนี้เท่านั้น เหตุใดคุณถึงบอกว่า เท่ากับเป็นการเข้าไปในส่วนลึกของโลกแห่งความตายแล้วล่ะ?”
‘อัศวินดาบ’ ตอบรวบรัด
“สภาพภูมิศาสตร์ของโลกแห่งความตายน่ะ แทบไม่สามารถนำโลกความจริงมาอ้างอิงได้เลย”
“ตามบันทึกหลายฉบับของตระกูลอายเกส การเข้าสู่ส่วนลึกของโลกแห่งความตายมีสองวิธี หนึ่งคือ เดินไปตามแนวโลกที่ใช้ลงทัณฑ์คนบาป ซึ่งอยู่รอบแม่น้ำโลกแห่งความตายชั้นแล้วชั้นเล่า จนในที่สุดก็ถึงดินแดนที่บริวารของ ‘เทพมรณา’ อาศัยอยู่ สองคือ ข้ามแม่น้ำโลกแห่งความตายเพื่อเข้าไปโดยตรง”
อย่างนี้นี่เอง…ลูเมี่ยนถามด้วยท่าทีครุ่นคิด
“นั่นก็หมายความว่า จุดหมายของพวกเราคือดินแดนที่บริวารของ ‘เทพมรณา’ เคยอาศัยอยู่สินะ?”
‘อัศวินดาบ’ เงียบไปหนึ่งอึดใจแล้วเอ่ยตอบ
“พระราชวังของ ‘เทพมรณา’ก็ น่าจะอยู่ที่นั่นด้วย”
พระราชวังของ ‘เทพมรณา’ ในอดีตหรือ? เปลือกตาของลูเมี่ยนกระตุกเมื่อได้ยินคำตอบ
ในระหว่างที่เขากับ ‘อัศวินดาบ’ สลับกันระหว่างความเงียบและการสนทนา ขอบเขตอีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำโลกแห่งความตาย ก็ปรากฏให้เห็นในที่สุด
……………………………………………………..