ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 769 ซากศพที่ไม่สมบูรณ์
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 769 ซากศพที่ไม่สมบูรณ์
ตอนที่ 769 ซากศพที่ไม่สมบูรณ์
ต่างจากทุ่งร้างที่มีหินสีเทาขาว ซึ่งลูเมี่ยนและคณะเคยผ่านมาก่อนหน้านี้ อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำโลกแห่งความตายมีดินสีดำสนิท ไม่มีดอกไม้สีเลือดเหี่ยวเฉา ไม่มีซากกระดูกขาวซีดหรือซากศพเน่าเปื่อย
ท้องฟ้าเบื้องบนก็ไม่ได้ถูกส่องสว่างด้วย ‘แสงแดด’ สีขาวซีด หม่นหมอง และปราศจากความอบอุ่นอีกต่อไป ความมืดทึบครอบครองดินแดนที่มองไม่เห็นขอบเขตแห่งนี้
ท่ามกลางความมืด มีเปลวไฟสีขาวอมเขียวลอยนิ่งอยู่กลางอากาศเป็นกลุ่มๆ แต่ละกลุ่มห่างกันมาก ราวกับทำหน้าที่เป็นโคมไฟส่องทาง
อาศัยแสงสว่างจากเปลวไฟสีขาวดวงใกล้ที่สุด ลูเมี่ยนรีบกระโดดจากเรือเล็กมืดมนขึ้นสู่ฝั่ง
เมื่อเท้าทั้งสองสัมผัสกับพื้นดิน จิตใจของเด็กหนุ่มก็สงบลงไม่น้อย ขณะเดียวกันก็รู้สึกว่า หลังจากข้ามแม่น้ำโลกแห่งความตาย ร่างกายที่กลายเป็นอันเดดของเขา เริ่มแผ่กลิ่นอายแห่งความตายเข้มข้นและชัดเจนขึ้น แม้แต่จิตวิญญาณและสติสัมปชัญญะที่ได้รับการปกป้องอย่างแน่นหนา จากหน้ากากทองคำตระกูลอายเกส ก็ยังเกิดความหนาวเย็นเบาๆ
ทันใดนั้น ร่างกายของเขาก็มีความเย็นยะเยือกน่าขนพองเพิ่มขึ้นอีกกลุ่มหนึ่ง ส่วน ‘คนพายเรือ’ ที่เน่าเปื่อย เอาแต่จ้องมองด้วยดวงตาว่างเปล่า พลางเสียบไม้พายยาวลงในแม่น้ำโลกแห่งความตายอีกครั้ง
มันไม่ได้โจมตีลูเมี่ยนอีก
ดูเหมือนมันจะไม่โจมตีเป้าหมายที่อยู่บนฝั่ง
มองดูเรือเล็กมืดมนที่ค่อยๆ ออกห่างจากฝั่ง มองดู ‘คนพายเรือ’ ที่หันหลังให้ตัวเอง ลูเมี่ยนคิดครู่หนึ่งแล้วเอ่ยปาก
“ไม่จัดการมันจะดีหรือ?”
“ในฐานะหนังคนเน่าที่มีศักดิ์ไม่ต่ำ มันน่าจะเข้ากันได้ดีกับผู้ส่งสารของคุณนะ”
นี่หมายถึงผู้ส่งสารของอัศวินดาบ ‘ครึ่งนางฟ้า’ ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตจากโลกวิญญาณที่สูญเสียครึ่งหนึ่งของร่างกายภายนอกไป กล่าวคือ เธอกำลังขาดหนังคนพอดี และ ‘คนพายเรือ’ ก็คือหนังคนที่ถูกลอกออกมาโดยครึ่งเทพในเส้นทาง ‘มรณา’
‘อัศวินดาบ’ เงียบไปสองสามวินาที แล้วจึงเปล่งเสียงก้องข้างหูลูเมี่ยน
“สิ่งที่เธอขาดคือหนังของเธอเอง”
คำตอบนี้สั้นกระชับและระงับอารมณ์ แต่ลูเมี่ยนกลับเหมือนได้ยินเสียงคำรามของ ‘อัศวินดาบ’
อย่าเอาหนังคนมาใส่ให้ผู้ส่งสารของฉันส่งเดชนะ!
‘อัศวินดาบ’ หยุดไปหนึ่งวินาทีแล้วพูดต่อ
“เดี๋ยวเราอาจต้องกลับไปอีกฝั่งของแม่น้ำ และพวกเราก็ไม่รู้ว่าบนแม่น้ำยังเหลือ ‘คนพายเรือ’ อีกกี่คน”
ยังต้องกลับไปอีกฝั่งของแม่น้ำอีกหรือ? ลูเมี่ยนเพิ่งจะนึกถึงปัญหาที่สำคัญมากข้อหนึ่ง
“หลังจากจัดการกับลูกของออลเซโตแล้ว พวกเราจะออกจากโลกแห่งความตายยังไง?”
เห็นได้ชัดว่าไม่สามารถใช้ ‘เทเลพอร์ต’ แก้ปัญหานี้ได้
“พวกพ้องของเราในโลกภายนอก คงจะมองหา ‘ผู้เฝ้าประตู’ ลำดับ 5 ของเส้นทาง ‘มรณา’ หรือครึ่งเทพที่เทียบเท่ามาช่วย และนี่อาจทำให้เราต้องกลับไปยังบริเวณชายขอบโลกแห่งความตายที่เราเคยอยู่ จึงจะมองเห็นประตูสีทองแดงของโลกแห่งความตายนั่นได้”
ลูเมี่ยนพยักหน้ารับ แล้วก้าวเดินไปข้างหน้า โดยอาศัยการรับรู้อย่างคลุมเครือจากรอยประทับสีดำบนไหล่ขวา
เด็กหนุ่มไม่ได้ถาม ‘อัศวินดาบ’ และครึ่งเทพอีกคนว่า ทิศทางที่ตนกำลังก้าวเดิน เบี่ยงเบนไปจากเส้นทางการค้นหาลูกของออลเซโตหรือไม่
ถ้าผิดทาง พวกเขาก็คงเตือนแล้ว
เมื่อเดินมาถึงเปลวไฟสีขาวดวงที่ใกล้ที่สุด ลูเมี่ยนถึงได้พบว่ามันคือโคมไฟของจริง
สร้างจากทองคำ รูปร่างเป็นคนคุกเข่า ถูกมัดสองมือไพล่หลัง ศีรษะเงยขึ้น หน้าอกและท้องแอ่นโค้ง
ไส้ตะเกียงสีดำเป็นลางร้ายยื่นออกมาจากปากรูปปั้นคน เคลือบด้วยไขโปร่งแสงสีเหลืองอ่อน เปลวไฟสีขาวลุกไหม้นิ่งๆ ราวกับได้ไหม้มาแล้วนับพันปีโดยไม่มีทีท่าว่าจะดับ
เริ่มจากโคมไฟรูปคนนี้ พื้นดินมีแผ่นศิลาสีดำสนิทที่แตกร้าวกระจายอยู่แผ่นแล้วแผ่นเล่า
ลูเมี่ยนสามารถจินตนาการได้แล้วว่า เส้นทางที่นำไปสู่พระราชวังของ ‘เทพมรณา’ ในอดีตนั้น สง่างามและน่าเกรงขามสักเพียงใด
ด้วยเหตุผลบางประการ เด็กหนุ่มเดินตามเส้นทางแผ่นศิลาที่แตกร้าวและแหลกเป็นผง ภายใต้แสงสว่างจากโคมไฟรูปคนที่หล่อด้วยทองคำซึ่งตั้งห่างกันมาก มุ่งหน้าเข้าสู่ความมืดเบื้องลึกอย่างรวดเร็วแต่รอบคอบ ไปยังสถานที่ที่คาดว่าจะซ่อนร่างส่วนหนึ่งของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ อยู่
เส้นทางนี้ลาดเอียงลงด้านล่างเช่นกัน
ลูเมี่ยนนึกถึงโรงแรมหรูออเรลาที่เคยพักก่อนหน้านี้ นึกถึงคำพูดของอิวิลิสตา ทายาทของ ‘เทพมรณา’ หลายคนเชื่อว่าปรภพที่แท้จริงและต้นกำเนิดของความตาย อยู่ในใต้ดินลึก ดังนั้นจึงต้องลงลึกลงไปเรื่อยๆ ลึกลงไปใต้ดินเรื่อยๆ
สิ่งนี้ก็สะท้อนให้เห็นในโลกแห่งความตายเช่นกัน…หลังจากเดินมาได้สักพัก ลูเมี่ยนก็ยกมือขึ้น เสกเปลวไฟสีขาวก้อนใหญ่ขึ้นมา
แสงสว่างเจิดจ้าขับไล่ความมืดที่อยู่ไกลออกไป ช่วยให้ลูเมี่ยนเห็นสภาพโดยรอบชัดเจน
อนุสาวรีย์บรรจุศพหลายหลังพังทลายโดยสิ้นเชิง หรือไม่ก็พังไปกว่าครึ่ง เงียบสงัดราวความตาย ไม่มีซากกระดูกและซากศพ
สิ่งก่อสร้างเหล่านี้มีสีสันต่างกัน ไม่ใช่แค่สีดำ แต่ยังมีการทาสีขาวซีด เหลืองทอง แดงเข้ม และเขียวหม่นด้วย
“ในอดีต บริวารของ ‘เทพมรณา’ อาศัยอยู่ในบ้านเรือนเหล่านี้หรือ?” ลูเมี่ยนถาม ‘อัศวินดาบ’ ผู้รอบรู้ประวัติศาสตร์ทวีปใต้และตำนานโลกแห่งความตาย
‘อัศวินดาบ’ ตอบอย่างกระชับ
“ไม่รู้”
เขาเสริมขึ้นมาอีกประโยคทันที
“จะรู้แน่ชัดได้ก็ต่อเมื่อ ได้พบกับสิ่งมีชีวิตที่เคยเข้าออกโลกแห่งความตายก่อนที่ ‘เทพมรณา’ จะล่มสลาย”
“เอาเถอะ…” ลูเมี่ยนไม่ได้ถามอะไรอีก เดินเร็วขึ้นอีกนิด
นั่นเป็นเพราะเขารู้สึกได้ว่า ร่างส่วนหนึ่งของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ อยู่ข้างหน้าไม่ไกลนี้แล้ว!
มือขวาของเด็กหนุ่มล้วงเข้า ‘กระเป๋านักเดินทาง’ อีกครั้ง พร้อมที่จะชักดาบเหี้ยมหาญออกมาได้ทุกเมื่อ
ส่วนแหวน ‘เสียงกระซิบปีศาจ’ ตอนนี้เขายังไม่มีความคิดจะสวมมัน เพราะไม่คิดว่าการกลายเป็นอันเดดจะช่วยให้ตัวเองมีภูมิคุ้มกันต่อผลข้างเคียงเชิงลบของสมบัติวิเศษ ซึ่งจะขยายความชั่วร้ายในจิตใจ
อันเดดก็ยังมีความชั่วร้ายได้เหมือนกัน!
อันที่จริง วิญญาณอาฆาตและวิญญาณมาร รวมถึงอันเดดต่างๆ ล้วนก่อตัวขึ้นโดยมีความยึดติด หรือความชั่วร้ายที่หลงเหลืออยู่เป็นแกนกลาง
แล้วอีกอย่าง จิตวิญญาณกับสติสัมปชัญญะของลูเมี่ยนยังได้รับการปกป้องจากหน้ากากทองคำของตระกูลอายเกส จึงอยู่ในสภาวะที่มีชีวิต
หลังจากวิ่งเหยาะๆ ไปสักพัก อาศัยเปลวไฟสีขาวซีดของโคมไฟรูปมนุษย์ อาศัยดวงแสงสีขาวร้อนเหนือศีรษะ ลูเมี่ยนก็พบอาคารใหญ่โตแห่งหนึ่งอยู่ด้านข้างแผ่นศิลาที่แตกร้าว
มันดูคล้ายวิหาร ทั้งตัวอาคารสีดำสนิท สูงราวห้าสิบถึงหกสิบเมตร แต่ครึ่งบนได้พังทลายลงมาทับส่วนล่างแล้ว
ลูเมี่ยนรวบรวมสมาธิ เงี่ยหูฟัง ได้ยินเสียงประหลาดแผ่วเบาดังมาจากซากวิหารใหญ่โตนั่น
เสียงดังกล่าวคล้ายกับมีใครกำลังใช้ดาบไร้คมเฉือนร่างมนุษย์ เลื่อยกระดูก จนคนที่ได้ยินต่างรู้สึกเหมือนถูกกระทำไปด้วย ซี่ฟันถึงกับสั่นสะท้าน
“ผมมีธุระต่างหากต้องไปสะสางในวิหาร” ลูเมี่ยนแจ้งความตั้งใจของตนแก่ ‘อัศวินดาบ’ และครึ่งเทพฝ่ายระงับตัณหา
เด็กหนุ่มเสริมด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า
“คงไม่นานนักหรอก”
เขายังไม่ลืม มาดามเมจิกเชี่ยนเคยบอกว่า อันตรายที่แท้จริงของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ จะปรากฏก็ต่อเมื่อ ชิ้นส่วนร่างกายทั้งหมดรวมตัวกัน และตอนนี้มันยังเหลืออีกสองส่วนอยู่ใน ‘เมืองเนรเทศ’ โมโรลา จึงยังไม่ต้องกังวลกับเรื่องนี้
ศัตรูที่ต้องเผชิญต่อไป อาจเป็นอันเดดที่เป็นต้นกำเนิดเสียงเมื่อสักครู่
“ตกลง” ‘อัศวินดาบ’ ไม่ได้ถามว่าเป็นธุระอะไร
“ขอบคุณ” ลูเมี่ยนตอบอย่างจริงใจ
การที่ ‘อัศวินดาบ’ และครึ่งเทพฝ่ายระงับตัณหาไม่ได้คัดค้านหรือแยกออกจากร่างของตน แสดงว่าพวกเขายินยอมที่จะให้ความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม
ลูเมี่ยนดับดวงไฟสีขาวโชติช่วงที่ลอยอยู่เหนือศีรษะ เพื่อไม่ให้รบกวนอันเดดในซากวิหาร
เด็กหนุ่มแปลงกายเป็นเงา กลืนหายเข้าไปในบริเวณที่แสงไฟสีขาวซีดส่องไม่ถึง แทรกตัวเข้าไปในอาคารที่ครึ่งบนพังทลายลงมาอย่างไร้สุ้มเสียง
ลูเมี่ยนมองเห็นเสาหินที่ปักลงพื้น เห็นเพดานโค้งที่แตกเป็นเศษ และเห็นรูปปั้นนกที่เหลือเพียงครึ่งท่อนจากในเงามืด
หลังจากเดินวนเวียนในซากปรักหักพังอยู่พักหนึ่ง สายตาของลูเมี่ยนก็พลันสว่างวาบ
บนกำแพงที่พังทลายเหลือความสูงเพียงสิบเมตรเบื้องหน้า มีคบเพลิงกระดูกที่ลุกไหม้ด้วยเปลวไฟสีเขียวอมขาวปักอยู่หลายอัน ความมืดหนาทึบจากเบื้องบนไหลผ่านช่องโหว่มหึมาที่เกิดจากเพดานโค้งถล่ม แต่ถูกแสงไฟที่ไม่สู้สว่างนี้กั้นไว้ด้านนอก
ใต้คบเพลิงกระดูกมีโต๊ะยาวทำจากหินสีเทาขาววางอยู่ บนนั้นมีซากศพครึ่งท่อนที่ถูกตัดศีรษะและผ่าตามยาวนอนอยู่
ศพดังกล่าวไม่ได้สวมเสื้อผ้า ทั้งร่างมีสีดำอมเขียว เน่าจนบวมพอง มีหนองสีเหลืองอมแดงไหลเยิ้มอยู่ทั่วไป
มันดูใหญ่กว่าคนปกติมาก ไม่รู้ว่าตอนมีชีวิตเป็นครึ่งคนยักษ์ หรือว่าพองขึ้นจากก๊าซที่เกิดจากการเน่าเปื่อยหลังตายกันแน่
ลูเมี่ยนจำได้ทันทีว่านี่คือร่างของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’!
มันเป็นครึ่งซ้าย มีแขนและขาข้างหนึ่งติดอยู่
ตรงหน้าศพของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ มีร่างขนาดมหึมายืนหันข้างให้ลูเมี่ยน
ร่างนั้นสูงถึงสี่เมตร ผิวหนังสีดำสนิท สลักลวดลายพิสดารชั่วร้ายอยู่มากมาย แต่ส่วนใหญ่เน่าเปื่อยไปแล้ว เลือดเนื้อบางส่วนหลุดร่วง เผยให้เห็นกระดูกขาวโพลน บางส่วนอยู่ในสภาพกึ่งละลายเหนียวเหนอะ
ขณะนี้ ร่างดังกล่าวก้มตัวลง ถือกระดูกขาสีขาวซีดท่อนใหญ่ ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นของใคร กำลังบรรจงเฉือนร่างครึ่งซีกของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’
ลูเมี่ยนพบว่า บนศีรษะของร่างดังกล่าวมีเขาแพะสีดำสนิทโค้งงอสองเขา สภาพชำรุดทรุดโทรม ใบหน้าด้านข้างดูคล้ายใบหน้ามนุษย์หลอมเข้ากับใบหน้าแพะ ยิ่งมองยิ่งน่าขนลุกขนพอง
อันเดดที่เกิดจากผู้วิเศษเส้นทาง ‘ปีศาจ’ หรือ? ลูเมี่ยนเพิ่งจะคิดแบบนั้น ก็เห็นคนยักษ์หน้าแพะตัดเนื้อเน่าสีดำอมเขียวชิ้นหนึ่งออกมา ยัดเข้าปากแล้วเริ่มเคี้ยว จนหนองสีเหลืองอ่อนกระเด็นกระจาย
บนซากครึ่งท่อนของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ เนื้อเน่าเริ่มบิดเบี้ยวงอกใหม่ เติมเต็มรอยแผลที่ถูกตัด
ฝ่ายหนึ่งกิน อีกฝ่ายงอก? ขณะที่ลูเมี่ยนกำลังครุ่นคิดหาวิธีนำศพ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ กลับไป อันเดดรูปร่างคล้ายปีศาจนั่นก็พลันหันมา มองไปยังเงามืดที่เด็กหนุ่มซ่อนตัวอยู่ แล้วเปล่งเสียงอันว่างเปล่าผุพัง ด้วยภาษาที่เขาไม่เข้าใจ
แม้จะฟังไม่รู้เรื่อง แต่ลูเมี่ยนกลับพบว่าเลือดเนื้อของตัวเองเริ่มเต้นผิดจังหวะ จนถูกบังคับให้ออกจากสภาวะสิ่งมีชีวิตเงา กลับคืนสู่ร่างอันเดดที่สวมหน้ากากทองคำ
ทว่าปีศาจเน่าหน้าแพะนั่น กลับไม่ได้ฉวยโอกาสนี้โจมตีเข้ามา
ผ่านไปสองวินาที เสียงของ ‘อัศวินดาบ’ ดังเข้าหูลูเมี่ยน
“มันถามว่า”
“เจ้าต้องการเนื้อไหม?”
ต้องการเนื้อหรือ? ลูเมี่ยนตะลึงงันครู่หนึ่ง แล้วจึงรู้สึกโล่งใจที่มีล่าม
ขณะมองอันเดดขนาดมหึมาที่มีรูปร่างคล้ายปีศาจ ลูเมี่ยนพลันเกิดความคิดประหลาดขึ้นมา
นี่นับเป็นการต่อรองกับมารหรือเปล่า?
อาการข้างเคียงจากการใช้ ‘กล่องมืด’ ของผู้ทรงอำนาจมาถึงเสียทีหรือ?
……………………………………………………..