ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 770 ไข่
ตอนที่ 770 ไข่
ชั่วขณะหนึ่ง ลูเมี่ยนไม่แน่ใจว่า ‘กล่องมืด’ วัตถุเหนือธรรมชาติที่มีต้นกำเนิดจากเส้นทางของ ‘คนกลาง’ นี้ควรนับว่ามีผลข้างเคียงหรือไม่
จะว่ามีก็ได้ ‘การเผชิญกับข้อเสนอจากสิ่งชั่วร้ายอย่างมาร’ กลับช่วยป้องกันการต่อสู้ที่อาจเกิดขึ้นได้ในระดับหนึ่ง หากไม่มี ‘ผลข้างเคียง’ นี้ ลูเมี่ยนสงสัยว่าทันทีที่มารหน้าแพะค้นพบเขา คงถูกโจมตีแทนที่จะถูกถามว่าต้องการเนื้อหรือไม่ ราวกับเป็นการแสดงให้เห็นว่า ‘ผู้ค้าเงา’ สามารถลดความดุร้ายของสิ่งมีชีวิตอันตรายและการคุกคามจากสิ่งลึกลับได้
แต่จะบอกว่านี่ไม่ใช่ ‘ผลข้างเคียง’ ก็คงไม่ถูกต้องแน่ การต่อรองกับมารไม่มีทางง่ายดายและไร้เดียงสาได้ ยิ่งอาจเป็นอันตรายใหญ่หลวง แม้ว่ามารตนนั้นจะตายไปแล้วก็ตาม
ลูเมี่ยนชั่งใจอยู่สองสามอึดใจ ก่อนชี้ไปยังร่างครึ่งท่อนของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ ที่วางอยู่บนโต๊ะหินสีเทาขาว
“ฉันต้องการทั้งหมด จะต้องแลกด้วยอะไร?”
เขาตั้งใจจะลองดูก่อนว่า การต่อรองยากง่ายเพียงใด ถ้าไม่ไหว ก็จะขอความช่วยเหลือจากครึ่งเทพฝ่ายระงับตัณหา ร่วมมือกันจัดการมารหน้าแพะเน่าเปื่อยตนนี้ให้สิ้นซาก!
‘การเผชิญกับข้อเสนอจากสิ่งชั่วร้ายอย่างมาร’ ไม่ได้แปลว่าจำเป็นต้องบรรลุข้อตกลงกับมารหรือสิ่งชั่วร้ายเสมอไป!
คำพูดของลูเมี่ยนเพิ่งจะจบลง เขาก็พบว่าร่างกายเริ่มแข็งเกร็ง ความเย็นเยือกแผ่ซ่านไปทั่วร่าง
เด็กหนุ่มทราบดีว่าเกิดอะไรขึ้น จึงไม่ขัดขืนหรือดิ้นรน แล้วก็พบว่าปากของตนเองเคลื่อนไหวไปเอง ใช้สายเสียงที่ตายแล้ว เปล่งเสียงที่ฟังเหมือนกระดาษทรายขัดโลหะหยาบๆ
เสียงดังกล่าวพูดทวนคำถามของลูเมี่ยนเมื่อครู่ ด้วยภาษาที่ไม่อาจระบุได้ โดยทุกๆ คำทำให้ลูเมี่ยนรู้สึกสั่นสะท้าน ราวกับว่ามันกำลังเสียดแทงวิญญาณของเขา
มารเน่าเปื่อยที่หลังโค้งงอ ใบหน้าเป็นแพะ ผิวดำสนิท ตอบกลับมาด้วยภาษาเดียวกัน ด้วยเสียงกลวงโบราณก้องกังวาน
หนึ่งในคำพูดเหล่านั้น ทำให้วิญญาณและร่างเนื้อของลูเมี่ยน รู้สึกเหมือนถูกมือยักษ์บีบรัดเอาไว้
หากไม่ใช่เพราะเขาอยู่ในสภาวะ ‘ความตาย’ อยู่แล้ว และมีหน้ากากทองคำตระกูลอายเกสปกป้องอยู่ เพียงแค่การสื่อสารเช่นนี้ ก็คงทำให้บาดเจ็บสาหัสได้แล้ว
ไม่นาน เสียงอันแผ่วเบาของ ‘อัศวินดาบ’ มาริคก็ดังขึ้นในห้วงความคิด
ฟาโบธี? ราชาปีศาจฟาโบธี รากเหง้าของนาโปริดิสลี? ข้อเสนอในการต่อรองคือ ให้เราไปสังหารเทพบรรพกาลงั้นหรือ? ลูเมี่ยนหรี่ตามองมารหน้าแพะร่างใหญ่ พลางเอ่ยด้วยปากที่ตนได้สิทธิ์การควบคุมกลับคืนมาแล้ว
“อีกฝ่ายเป็นเทพบรรพกาล ฉันทำไม่ได้”
“เปลี่ยนข้อเสนอใหม่”
หากมารหน้าแพะไม่ยอมเปลี่ยน ก็ไม่ต้องเปลี่ยนแล้ว!
ไม่อาจเผชิญหน้ากับเทพบรรพกาล แต่จะจัดการแกไม่ได้เชียวหรือ?
ก็แค่ติดหนี้บุญคุณครึ่งเทพคนหนึ่ง ซึ่งจำเป็นต้องขอความช่วยเหลืออยู่แล้ว!
ค่อยๆ ตอบแทนทีหลังก็ได้!
ไม่รู้ว่าเป็น ‘อัศวินดาบ’ หรือครึ่งเทพฝ่ายระงับตัณหาผู้นั้น ที่ควบคุมร่างของลูเมี่ยนอีกครั้ง แปลคำพูดของเขาเป็นภาษาที่มารหน้าแพะเข้าใจ
เหตุการณ์นี้ทำให้ลูเมี่ยนรู้สึกแปลกๆ อยู่บ้าง
มารหน้าแพะควรจะสูงสี่ถึงห้าเมตร แต่เพราะหลังโค้งงออยู่ตลอด จึงดูเหมือนสูงแค่สามเมตรกว่า บัดนี้มันเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยเสียงกลวงต่ำว่า
“ข้าต้องการไข่ใบนั้น”
ไข่? ลูเมี่ยนพึมพำอย่างสงสัย
เขาสามารถเข้าใจได้โดยตรงเพราะ ‘อัศวินดาบ’ แปลให้เสร็จสรรพแล้ว
“ไข่ใบนั้นอยู่ที่ไหน?” ลูเมี่ยนถามขึ้น
หลังจากที่สมาชิกฝ่ายระงับตัณหาสักคนในร่างของเขา ช่วยควบคุมปากเด็กหนุ่มพร้อมกับแปลให้เรียบร้อย มารหน้าแพะเน่าเปื่อยก็ปล่อยกระดูกขาขนาดมหึมาในมือตกลงพื้น ส่งเสียงดังสนั่น
“อยู่ในพระราชวัง” มารหน้าแพะตอบสั้นห้วน
ซึ่งทำให้งานแปลของ ‘อัศวินดาบ’ ง่ายขึ้นมาก
ลูเมี่ยนถามเพื่อยืนยัน
“พระราชวังของ ‘เทพมรณา’ หรือ?”
ถิ่นพำนักของเทพในอดีต ย่อมต้องอันตรายยิ่งยวดเลยไม่ใช่หรือ?
ดวงตาทั้งสองข้างที่มีเลือดและหนองไหลซึมของมารหน้าแพะ กลอกไปมาเล็กน้อย
“ใช่”
ไข่ใบหนึ่งในพระราชวังของ ‘เทพมรณา’…ลูเมี่ยนลังเลว่าจะตอบตกลง หรือจะใช้กำลังแย่งชิงดี
เขามองสำรวจรอบข้างพลางเอ่ยถามต่อ
“ไข่ใบนั้นมีลักษณะอย่างไร?”
ระหว่างรอสมาชิกฝ่ายระงับตัณหาแปล ลูเมี่ยนสังเกตเห็นซากรูปปั้นที่นอนอยู่ข้างเสาหินครึ่งท่อน ซึ่งปักคาอยู่บนพื้น
พอจะมองออกว่าเป็นรูปปั้นนก ขนของมันดูเหมือนถักทอด้วยลวดลายลึกลับ สีขาวซีดจางๆ
รูปปั้นนก…ลูเมี่ยนรู้สึกสะกิดใจ จึงเชื่อมโยงมันเข้ากับไข่ที่มารหน้าแพะต้องการ
หลังจากล่ามแปลเสร็จ และเขาได้สิทธิ์การควบคุมปากกลับมาอีกครั้ง เด็กหนุ่มได้ถามเสริม
“ไข่นกหรือ?”
ผ่านไปสิบกว่าวินาที มารหน้าแพะลากกระดูกขาสีขาวซีดเดินเข้ามาสองก้าว กระดูกครูดไปกับพื้นจนส่งเสียงที่ชวนให้ขนหัวลุก
มารหน้าแพะพูดอย่างเนิบนาบและเป็นช่วงๆ
“ใช่…”
“ใหญ่มาก…”
“สีดำ…อยู่ในเปลวเพลิง”
เป็นไข่นกจริงๆ ด้วย และชัดเจนว่าเป็นไข่นกที่มาจากรากเหง้าไม่ธรรมดา…นก…ลูเมี่ยนพลันนึกถึงทารกที่คลอดก่อนกำหนดของออลเซโต ซึ่งพวกตนกำลังไล่ล่าอยู่ นึกถึงสภาพของ ‘แบนชี’ เมื่ออีกฝ่ายใช้พลังเต็มพิกัด
มันดูเหมือนนก มีกรงเล็บและปีก!
แม้จะดูแตกต่างจากรูปปั้นนกนี้ แต่อย่างน้อยก็เป็นนกเหมือนกัน…ซึ่งการที่มีไข่นกผิดปกติอยู่ในพระราชวัง ‘เทพมรณา’ ก็แสดงว่าเคยมีผู้ให้กำเนิด เคยมี ‘แม่’ ในความหมายทางศาสตร์เร้นลับ…แม่…ลูเมี่ยนเริ่มเข้าใจอย่างเลือนราง ถึงเหตุผลที่ออลเซโตอุ้มท้องทารก แล้วโยนมันลงสู่โลกแห่งความตาย
เป้าหมายของเธอก็คือไข่ใบนั้น โดยคิดจะใช้ไข่นั้น กระทำบางสิ่งกับโลกแห่งความตายหรือ?
ไม่ว่าจะเป็นการผนวกอาณาจักรวิญญาณในเขตลาเครเข้ากับ ‘โลกอีกฝั่ง’ ของตน หรือการประกอบพิธีที่ทำให้ศพตั้งท้องและคลอดบุตรได้ ล้วนเป็นไปเพื่อจุดประสงค์นี้หรือ?
ซี้ด…เธอคงต้องการผสานโลกแห่งความตายเข้ากับ ‘โลกอีกฝั่ง’ ของตนกระมัง?
นี่มันไม่ทะเยอทะยานไปหน่อยหรือ?
นี่มันมรดกตกทอดของเทพแท้จริงเชียวนะ เป็นอาณาจักรแห่งเทพในอดีต!
แต่หากออลเซโตทำสำเร็จจริง ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ ก็จะลงมาปรากฏกายได้เลยสิ?
แม้ว่าเธอจะยังไม่สามารถผสานโลกแห่งความตายได้อย่างสมบูรณ์ เพียงแค่หว่านเมล็ดพันธุ์ไว้ มันก็เป็นเรื่องที่อันตรายมากแล้วสำหรับโลกของพวกเรา!
ลูเมี่ยนรีบถามมารหน้าแพะทันที
“แกเห็นทารกตัวใหญ่ที่มีกรงเล็บนกบ้างไหม?”
มารหน้าแพะที่เน่าเปื่อยจ้องมองลูเมี่ยน ไม่ตอบคำถาม ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมันไม่เคยเห็น หรือเพราะอิทธิพลของเส้นทาง ‘คนกลาง’ จำกัดอยู่แค่การซื้อขายเท่านั้น
ลูเมี่ยนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปาก
“ตกลง!”
มารหน้าแพะขยับศีรษะเล็กน้อยแทบไม่เห็น หันตัวกลับ ลากขากระดูกสีขาวซีด เดินกลับไปทีละก้าวสู่โต๊ะหินสีเทาขาวที่วางร่างครึ่งท่อนของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’
ลูเมี่ยนกลั้นเสียงให้เบาลง เล่าไอเดียของตนให้ ‘อัศวินดาบ’ และครึ่งเทพฝ่ายระงับตัณหาฟัง
‘อัศวินดาบ’ มาริคตอบสนองอย่างรวดเร็ว
“พวกเราจะไปพระราชวัง ‘เทพมรณา’ กันเดี๋ยวนี้”
ประหนึ่งเกรงว่าลูเมี่ยนจะหวาดกลัว ‘อัศวินดาบ’ จึงพูดเสริมว่า
“คุณสวมหน้ากากตระกูลอายเกสอยู่ สารพัดอันตรายในโลกแห่งความตายจะหลีกเลี่ยงคุณโดยปริยาย สิ่งที่พวกเราต้องกังวลมีเพียง สัตว์ประหลาดที่กลายพันธุ์อย่างพวก ‘คนพายเรือ’ เท่านั้น และหากทารกประหลาดของออลเซโตสามารถเข้าใกล้พระราชวัง ‘เทพมรณา’ สำเร็จ เข้าใกล้ไข่นกใบนั้นได้ พวกเราก็น่าจะทำได้เช่นกัน อย่าลืมว่ามันคลอดก่อนกำหนด เมื่อผนวกกับพลังพรที่ออลเซโต ‘ถ่ายทอด’ ให้ อย่างมากก็แค่เทียบเท่าลำดับ 4 เท่านั้น”
เห็น ‘อัศวินดาบ’ พูดยาวติดต่อกันอย่างที่แทบไม่เคยเป็น ลูเมี่ยนครุ่นคิดก่อนเอ่ยตอบ
“สถานะการดำรงอยู่ รวมถึงพิธีกรรมการถือกำเนิดของมันค่อนข้างพิเศษ อาจใช้ประโยชน์จากพลังของโลกแห่งความตายได้บางส่วน แม้จะยังไม่ถึงระดับเทวทูตเพราะคลอดก่อนกำหนด แต่อาจนับได้ว่าเป็นครึ่งเทพที่มีพลังทัดเทียมลำดับ 3 ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม”
อย่างไรก็ตาม นั่นคือทารกที่ถือกำเนิดผ่านการผสานระหว่างโลกอีกฝั่งกับอาณาจักรวิญญาณ โดยอาศัยทะเลสาบดาร์ชเป็นสื่อกลาง อีกทั้งทารกนี้ยังผ่านกระบวนการตั้งครรภ์ในซากศพ เกิดหลังความตาย แล้วกลับคืนสู่ร่างเดิม ผสานรวมกับการกลายพันธุ์
มันไม่อาจนับเป็นสิ่งมีชีวิตได้อย่างแน่นอน เพราะสิ่งมีชีวิตจะตายทันทีที่เข้าสู่โลกแห่งความตาย
“ใช่” ‘อัศวินดาบ’ ตอบอย่างกระชับ
ภายใต้แสงสีขาวซีดจากคบเพลิงกระดูกบนกำแพงที่พังทลาย ลูเมี่ยนถามสมาชิกฝ่ายระงับตัณหาสองคนภายในร่างเพื่อยืนยันว่า
“ถ้าเดินตามเส้นทางเมื่อครู่เข้าไปในส่วนลึกของความมืด จะถึงพระราชวัง ‘เทพมรณา’ ได้ใช่ไหม?”
ลูเมี่ยนยังไม่ลืม ‘อัศวินดาบ’ เคยบอกว่าเขาได้อ่านบันทึกของทายาท ‘เทพมรณา’ มาไม่น้อย
ก่อนที่ ‘อัศวินดาบ’ จะตอบ มารหน้าแพะที่ยืนอยู่หน้าโต๊ะหินสีเทาขาว ก็ยกกระดูกขาสีขาวซีดท่อนใหญ่ขึ้น
มันใช้กระดูกขาชี้ไปยังโพรงมืดโพรงใหญ่ใกล้กับซากรูปปั้น ซึ่งเกิดจากการถล่มของหินเพดาน
ดูเหมือนจะเป็นทางลงสู่ห้องใต้ดินของวิหารสีดำแห่งนี้
ลูเมี่ยนอึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วหลุดปากถามว่า
“ความหมายของแกคือ จากตรงนี้สามารถไปถึงพระราชวัง ‘เทพมรณา’ ได้โดยตรง?”
ตามที่ ‘อัศวินดาบ’ บอก กอปรกับภาพที่ได้เห็นก่อนหน้านี้ ลูเมี่ยนเชื่อว่าพระราชวัง ‘เทพมรณา’ อยู่ที่ก้นบึ้งของโลกแห่งความตายอันมืดมิด ต้องเดินตามเส้นทางลงใต้ดินไปเรื่อยๆ จึงจะไปถึงได้
แต่ถ้าต้องไปทางลง การกระโดดลงไปใน ‘ห้องใต้ดิน’ ที่มองไม่เห็นก้นบึ้งนี้ ก็น่าจะใช้ได้เหมือนกัน
จักรพรรดิโรซายล์เคยกล่าวไว้ ทุกเส้นทางล้วนมุ่งสู่ทรีอาร์!
มารหน้าแพะที่เน่าเปื่อยพยักหน้ารับอย่างเชื่องช้า
จนถึงตอนนี้ ลูเมี่ยนจึงเพิ่งเริ่มเอะใจ
ไอ้นี่มันเข้าใจภาษาอินทิสด้วย!
แล้วเมื่อสักครู่ ทำไมต้องให้เสียเวลาใช้ล่ามด้วย?
มารที่ตายไปแล้วก็ยังเป็นมารอยู่หรือ?
ลูเมี่ยนไม่เสียเวลาเผชิญหน้ากับมารหน้าแพะที่เน่าเปื่อย เพียงวิ่งไปที่โพรงมืดโพรงใหญ่ในไม่กี่ก้าว
เด็กหนุ่มเสกเปลวไฟสีขาวสว่าง แล้ววางไว้ ณ ขอบโพรงมืด จนสามารถมองเห็นบางส่วนของทิวทัศน์ภายใน
เสาหินต้นใหญ่ โครงไม้สีดำคล้ำ แผ่นศิลาพังทลาย บันไดที่ทอดคดเคี้ยวลงไปเรื่อยๆ จนหายลับไปในความมืดมิด
“ไม่มีปัญหา” ‘อัศวินดาบ’ ช่วยยืนยันแทนครึ่งเทพฝ่ายระงับตัณหา “สามารถไปถึงพระราชวัง ‘เทพมรณา’ ได้”
ลูเมี่ยนไม่ลังเลอีก กระโดดลงไปบนซากบันไดที่พังไปเกือบครึ่ง
เขาไม่ได้วิ่งลงบันไดตามวิธีปกติ แต่กระโดดไปมาระหว่างเสาหิน โครงไม้ บันได และกำแพง ลดระดับลงเรื่อยๆ
ระหว่างนั้น ลูเมี่ยนบางคราวก็แปลงร่างเป็นหอกเพลิงสีขาว เพื่อข้ามส่วนที่พังทลายจนไม่มีจุดยึดเหนี่ยว บางครั้งก็กลายเป็นสิ่งมีชีวิตเงา เพื่อหลบเลี่ยงพื้นที่พิเศษ
ความมืดรอบข้างราวกับซ่อนบางสิ่งเอาไว้ เป็นสิ่งที่แม้แต่แสงเพลิงสีขาวสว่างจ้าก็ไม่อาจส่องถึง แต่ลูเมี่ยนไม่สนใจ แกล้งทำเป็นไม่เห็น
หลังจากลดระดับลงมาไม่รู้นานเท่าใด ในที่สุดเท้าทั้งสองของลูเมี่ยนก็แตะถึงพื้น
ภายใต้แสงเพลิงสีขาวสว่าง เขาพบกระดูกแตกกระจายเต็มพื้น บางชิ้นสีขาว บางชิ้นสีน้ำตาลเหลือง บางชิ้นสีน้ำตาลเข้ม
และในระยะที่ไม่ไกลจากลูเมี่ยนนัก มีกำแพงหินสีดำสนิทตั้งตระหง่านอยู่ ฝังด้วยประตูไม้หนักอึ้ง ใหญ่เพียงพอให้คนยักษ์เดินผ่านได้
ลูเมี่ยนเดินไปหยุดอยู่หน้าประตูไม้ ก้มตัวลง แล้วยื่นฝ่ามือทั้งสองออกไป เริ่มออกแรงผลัก
สัญชาตญาณบอกกับเขาว่า ข้างนอกนั่นคือพระราชวังของ ‘เทพมรณา’
……………………………………………………..