ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 771 อาณาจักรสีจาง
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 771 อาณาจักรสีจาง
ตอนที่ 771 อาณาจักรสีจาง
ท่ามกลางเสียงลากอันหนักอึ้งของบานประตูที่ไม่ได้ถูกเปิดมานาน ประตูไม้สีน้ำตาลบานใหญ่ค่อยๆ เปิดออกสู่ด้านนอก
สิ่งแรกที่ปรากฏในดวงตาของลูเมี่ยนคือ แสงสลัวที่แตกต่างจากความมืดมิดในส่วนลึกของโลกแห่งความตาย
แสงนี้ไม่ได้มาจากโคมไฟรูปร่างมนุษย์ที่ทำจากทองคำ แต่แผ่ออกมาจากทุกสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า
จากนั้น ลูเมี่ยนก็มองเห็นภาพด้านนอกได้ชัดเจน
มันคือกลุ่มพระราชวังที่ราวกับจมลงสู่ความว่างเปล่า มีตำหนักหลักสูงตระหง่าน มีหอคอยหลายแห่ง มีโถงทางเดินลอยฟ้าที่เชื่อมต่อระหว่างพระราชวังกับบรรดาหอคอย
กลุ่มพระราชวังนี้ยิ่งลึกเข้าไปเท่าใด ก็ยิ่งดูเหมือนจะจมหายเข้าสู่ความว่างเปล่า ส่วนบริเวณขอบนอกกลับตั้งตระหง่านอย่างมั่นคงอยู่บนทุ่งร้าง
แม้จะเป็นเช่นนั้น ตำหนักหลักในเขตใจกลางก็ยังสูงกว่าสิ่งก่อสร้างอื่นในกลุ่มพระราชวังมากมายนัก
ปัจจุบัน สิ่งก่อสร้างส่วนใหญ่ที่นี่พังทลายลงจนหมดสิ้น เหลือเพียงซากกำแพงและเศษปรักหักพัง พระราชวังและหอคอยที่ยังคงสภาพดี มีอยู่ไม่มากนัก และกระจุกตัวอยู่แถบชายขอบ ส่วนในเขตใจกลางนั้น สิ่งก่อสร้างเพียงหนึ่งเดียวที่ยังคงตั้งตระหง่านให้เห็นด้วยตาเปล่าคือ ตำหนักหลักและหอคอยแหลมทั้งสี่ที่อยู่รายรอบมัน
ในยามนี้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มซากพระราชวัง หรือทุ่งร้างโดยรอบ หรือท้องฟ้าเบื้องบน ต่างก็สลัดสีอื่นๆ ทิ้งไป เหลือเพียงความขาวซีดสลัว ความขาวซีดที่ครอบคลุมและแผ่ซึมไปทั่วทั้งโลก
พวกมันแผ่แสงสว่างออกมา
ในโลกสีขาวซีดนี้ ยังคงหลงเหลือสีอื่นอยู่เล็กน้อย อันได้แก่ สีทองที่ฝังอยู่บนผิวของสิ่งก่อสร้าง และสีดำที่แทนความว่างเปล่าใต้กลุ่มพระราชวัง
สีดำยังมีที่มาอีกสองแหล่ง หนึ่งคือ แม่น้ำโลกแห่งความตาย ซึ่งตกลงมาจากฟากฟ้าอย่างไร้เสียง ไหลเป็นน้ำตกลงสู่ด้านหลังตำหนักหลัก สองคือ สัตว์ประหลาดที่มีความยาวนับได้เป็นร้อยเมตร ซึ่งขดตัวอยู่ระหว่างหอคอยแหลมทั้งสี่บนยอดตำหนักหลักอันสูงตระหง่าน
มันคือนกยักษ์ขนาดเกินจริง กางปีกที่ทอขึ้นจากเปลวเพลิงสีขาวซีดและลวดลายลึกลับ นอนนิ่งอยู่บนหลังคาตำหนักหลัก เปลวเพลิงสีขาวซีดบนร่างของมันหลุดร่วงไปมากแล้ว เผยให้เห็นผิวหนังสีดำเน่าเปื่อย
แม้จะอยู่ห่างออกไปมาก แม้จะเพียงแค่เหลือบมองสองสามครั้ง แม้จะมองเห็นไม่ชัดเจนนัก แต่ลูเมี่ยนก็ยังรู้สึกได้ว่าตัวเขากำลัง ‘ตาย’ เร็วขึ้นอย่างไม่อาจหักห้าม
เด็กหนุ่มก้มหน้าลง มองสองมือของตน พบว่าผิวหนังที่แต่เดิมก็ซีดขาว หม่นหมอง และแห้งกร้านไร้ประกายอยู่แล้วเพราะกลายเป็นอันเดด บัดนี้มีรอยเน่าเปื่อยสีดำอมเขียวปรากฏขึ้นเป็นจ้ำๆ
รอยเหล่านั้นบิดเบี้ยว ยุบพองอย่างเชื่องช้า และทวีความเข้มขึ้นทีละนิด
นอกจากนี้ เสื้อผ้าของเขายังเกิด ‘ติดเชื้อ’ ความขาวซีดของโลกนี้ จนทุกสีกลายเป็นหม่นหมองลง
“นั่นมันสัตว์ประหลาดอะไรกันแน่” ลูเมี่ยนไม่กล้ามองนกยักษ์ที่อยู่ไกลออกไปอีก ได้แต่มองกลุ่มพระราชวังในระดับสายตา
ผ่านไปสองสามอึดใจ เสียงของ ‘อัศวินดาบ’ มาริคที่ฟังดูริบหรี่ลง ได้ดังขึ้นข้างใบหู
“อาจจะเป็นร่างของเกรจารี”
เกรจารี? บรรพเทพองค์หนึ่งในแปดเทพบรรพกาลแห่งยุคที่สอง ต้นตระกูลฟีนิกซ์ เทพมรณาโบราณน่ะหรือ? ลูเมี่ยนอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง
“ทำไมร่างของพระองค์ถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ”
หลังจากถามออกไป ลูเมี่ยนก็พลันพบว่ามันคงจะเปล่าประโยชน์
สถานที่แห่งนี้คือโลกความตาย การที่จะมีร่างของคนตายย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก อีกทั้ง ต้นตระกูลฟีนิกซ์ผู้เป็นเทพมรณาโบราณ ก็ล่มสลายไปก่อนที่โลกแห่งความตายจะเกิดความผิดปกติเสียอีก
ในทางกลับกัน ร่างของ ‘เทพมรณา’ จากตระกูลอายเกส กลับไม่ปรากฏให้เห็น ไม่รู้ว่าซ่อนอยู่ที่ใด นั่นต่างหากที่เป็นเรื่องผิดวิสัย
ลูเมี่ยนไม่คิดว่า ‘อัศวินดาบ’ จะตอบคำถามของตนจริงๆ
“อาจจะเป็นบรรพชนของตระกูลอายเกส หรือ ‘เทพมรณา’ องค์ก่อน เป็นผู้นำมาไว้ที่นี่”
เอ่อ…หมายความว่าเทพมรณาแห่งตระกูลอายเกส ไม่เพียงแต่ได้รับตะกอนพลังของเกรจารี ต้นตระกูลฟีนิกซ์ แต่ยังนำร่างของพระองค์กลับมายังโลกแห่งความตาย ซ่อนไว้ที่ใดสักแห่งในกลุ่มพระราชวัง? พระองค์…ไปอยู่บนยอดพระราชวังได้อย่างไร? มันก็แค่ศพนี่นา! แต่เดิมถูกจัดวางไว้แบบนี้หรือ? หรือว่าความผิดปกติของโลกแห่งความตายเกิดจากร่างของเทพบรรพกาลนี้? หลังจากเทพมรณาองค์ปัจจุบันล่มสลาย เทพมรณาโบราณก็กลายเป็นซากศพที่ผิดปกติ? ลูเมี่ยนเกิดความคิดเชื่อมโยงขึ้นมาทันที
ในตอนนั้น เขาได้ยิน ‘อัศวินดาบ’ พูดเสริมว่า
“ชารอนเพิ่งเห็นไข่ฟองนั้น”
ไข่ฟองนั้น? ไข่ที่มารหน้าแพะต้องการ? ชารอนที่ว่าคือครึ่งเทพฝ่ายระงับตัณหาที่อยู่ในร่างของเรา? ลูเมี่ยนรู้สึกยินดีขึ้นมา จึงเอ่ยถามว่า
“ไข่นั่นอยู่ที่ไหน?”
“อยู่ใต้ท้องของร่างที่สงสัยว่าเป็นต้นตระกูลฟีนิกซ์ เปลือกของมันสีดำสนิท ลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิงสีขาวซีด มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณหนึ่งเมตร” ‘อัศวินดาบ’ อธิบายสภาพเบื้องต้นของไข่
ถูกคุ้มครองโดยร่างของเทพมรณาโบราณงั้นเหรอ? ลูเมี่ยนรู้สึกขนหัวลุกทันที
แล้วจะไปเอาลงมาได้ยังไง?
มันก็ไม่ต่างอะไรจากการไปสังหารราชาปีศาจฟาโบธีเลย!
แน่นอน สำหรับผู้อยู่ในระดับสูง เทพบรรพกาลที่ยังมีชีวิต กับเทพบรรพกาลที่สูญเสียตะกอนพลังจนเหลือแต่ร่างที่เน่าเปื่อย ย่อมไม่อยู่ในระดับเดียวกัน ความยากของภารกิจทั้งสองต่างกันราวฟ้ากับนรก แต่สำหรับลูเมี่ยนแล้ว มันเหมือนกันทั้งหมด โดยล้วนอยู่ในหมวดหมู่ ‘แม้เสียสละตัวเองก็ทำไม่สำเร็จ’
บัดซบ! ไอ้หน้าแพะมันเป็นมารที่กลายเป็นอันเดดจริงๆ ด้วย!
ดี! ทำไม่ได้ก็ไม่ต้องทำ ฆ่าคนที่มอบภารกิจให้เสีย ก็เท่ากับไม่มีภารกิจนี้แล้ว!
ขณะที่ความอาฆาตในใจของลูเมี่ยนกำเริบเสิบสานไปทั่วร่าง ‘อัศวินดาบ’ ก็พูดขึ้นตามมา
“ใช่ว่าจะไม่มีวิธีนำไข่ใบนั้นลงมาเลย สภาพร่างของต้นตระกูลฟีนิกซ์ดูไม่ปกติสักเท่าไร”
สภาพศพไม่ปกติ? ศพจะมีสภาพได้แค่สองแบบไม่ใช่หรือ คือหลับใหลชั่วนิรันดร์ กับกลายพันธุ์ไป? ลูเมี่ยนไม่กล้าใช้ดวงตาของตัวเอง หันไปสังเกตร่างเน่าเปื่อยของ ‘เทพมรณาบรรพกาล’ เกรจารี ได้แต่สอบถามบุคคลเพียงหนึ่งเดียวที่พอจะจ้องร่างของเทพบรรพกาลได้บ้าง นั่นก็คือชารอน ครึ่งเทพจากฝ่ายระงับตัณหา
“แปลกยังไง?”
ผู้ที่ตอบยังคงเป็น ‘อัศวินดาบ’
“มันกำลังหลับใหล เป็นการหลับใหลที่ยากจะตื่นขึ้นมา”
“มันไม่สอดคล้องกับสภาพปัจจุบันของดินแดนสีจางแห่งนี้”
หลับใหล? ตายไปแล้ว กลายพันธุ์ไปแล้ว ยังต้องหลับใหลอีกหรือ? ลูเมี่ยนขมวดคิ้วพลางเอ่ยถาม
“ทำไมถึงบอกว่าไม่สอดคล้องกับสภาพที่นี่ล่ะ?”
‘อัศวินดาบ’ รออยู่ครู่หนึ่งจึงอธิบาย
“จากสถานการณ์ปัจจุบัน หนึ่งในสาเหตุที่โลกแห่งความตายผิดเพี้ยนไปในเวลานั้น คือต้นตระกูลฟีนิกซ์กลายพันธุ์ จนทำลายพระราชวังของ ‘เทพมรณา’ สังหารผู้ติดตามของ ‘เทพมรณา’ ทุกคน เปลี่ยนที่นี่ให้กลายเป็นดินแดนสีจาง”
“เราเคยติดต่อกับครึ่งเทพหลายคนในอาณาจักร ‘เทพมรณา’ หลังจากโลกแห่งความตายผิดเพี้ยน พวกเขายังสามารถใช้โลกแห่งความตายกระทำสิ่งต่างๆ ได้ หรือแม้แต่ย่างกรายเข้าไป แต่กลับไม่มีใครกล้ากล้ำกรายโลกแห่งความตาย เพื่อค้นหาสมบัติคงค้างจากพระราชวัง ‘เทพมรณา’”
“ลางสังหรณ์บอกกับพวกเขาว่า ที่นี่อันตรายยิ่ง ห้ามเข้าใกล้โดยเด็ดขาด”
“แต่เมื่อครู่ชารอนไม่มีลางสังหรณ์อันตรายแบบนั้น เธอจึงยอมมาที่นี่”
กล่าวคือ หลังจากโลกแห่งความตายผิดเพี้ยนไปเป็นเวลานาน ร่างของต้นตระกูลฟีนิกซ์ยังคงวนเวียนอยู่ในดินแดนสีจางนี้ จนลำดับสูงของขอบเขต ‘มรณา’ ไม่กล้าเข้าใกล้ แต่ตอนนี้ มันกลับหลับใหลไป…ลูเมี่ยนพบจุดประหลาดผ่านจากคำบรรยายของ ‘อัศวินดาบ’ มาริค
“ครั้งล่าสุดที่ตัวตนลำดับสูงของเส้นทางมรณา เข้าใกล้ส่วนลึกของโลกแห่งความตาย และรู้สึกถึงอันตราย คือเมื่อใดหรือ?” ลูเมี่ยนพยายามระบุช่วงเวลาคร่าวๆ
“ไม่ทราบ” ‘อัศวินดาบ’ ตอบกลับทันที
ไม่ทราบ…ดูเหมือนว่า การหลับใหลของต้นตระกูลฟีนิกซ์ จะเป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นในไม่กี่ปีมานี้ หากไม่แล้ว เมื่อตัวตนลำดับสูงของเส้นทางมรณาเข้าสู่โลกแห่งความตาย ก็ต้องพบว่าที่นี่ไม่ได้อันตรายเท่าเมื่อก่อนแล้ว สามารถลองสำรวจได้ เพราะใช่ว่าจะไม่มีร่องรอยใดหลงเหลืออยู่เลย และใช่ว่าจะไม่มีข่าวลือรั่วไหลออกไปด้วย…ในไม่กี่ปีมานี้เกิดอะไรขึ้นบ้างนะ? ระหว่างที่ลูเมี่ยนกำลังครุ่นคิด ก็อดไม่ได้ที่จะรำพัน
“ทำไมเทพมรณาตระกูลอายเกส ถึงต้องนำร่างของต้นตระกูลฟีนิกซ์กลับมา แล้วทิ้งภัยแฝงไว้ใหญ่โตเพียงนี้? พระองค์เป็นถึงเทพแท้จริง น่าจะสามารถทำลายร่างนี้ได้ง่ายๆ เลยไม่ใช่หรือ?”
‘อัศวินดาบ’ ตอบสนองต่อคำบ่นของลูเมี่ยน
“โลกแห่งความตายคือสิ่งที่เทพมรณาโบราณสร้างขึ้นในโลกวิญญาณ และพระองค์ผู้เป็นเทพบรรพกาล ไม่ได้มีเพียงพลังของเส้นทางมรณาเท่านั้น การสร้างโลกแห่งความตายก็ไม่ได้ใช้เพียงพลังของเส้นทางเทพมรณาเพียงอย่างเดียว”
“เทพมรณาตระกูลอายเกสอาจจะไม่ได้ควบคุมโลกแห่งความตายได้ง่ายนักในตอนแรก จำเป็นต้องอาศัยร่างที่ต้นตระกูลฟีนิกซ์ทิ้งไว้ เมื่อถึงช่วงเวลาที่พระองค์ควบคุมได้อย่างแท้จริง สภาพก็อาจจะไม่ค่อยปกติแล้ว ไม่สนใจเรื่องหยุมหยิมพวกนี้อีก”
นี่หมายความว่า เทพมรณาตระกูลอายเกสเสียสติไปในภายหลังหรือ? ที่แท้โลกแห่งความตายไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่ถูกสร้างโดยเกรจารีเทพมรณาโบราณ…เทพบรรพกาลองค์นี้ช่างทรงพลังนัก ไม่แปลกที่ศพอาจจะกลายพันธุ์…ลูเมี่ยนรำพึงในใจ
คล้ายกับ ‘อัศวินดาบ’ รับรู้ถึงความห่อเหี่ยวของเด็กหนุ่ม จึงเปรยออกมาไม่ยาวนัก
“กล่าวกันว่า แม้แต่ในหมู่เทพบรรพกาลที่เสียสติ ‘ต้นตระกูลฟีนิกซ์’ เกรจารีถูกมองว่าเป็นตัวปัญหาอันดับหนึ่ง ซึ่งก่อเรื่องวุ่นวายไว้มากมาย คล้ายกับ ‘จักรพรรดิโลหิต’ อลิสต้า·ทูดอร์แห่งยุคที่สี่”
พอเปรียบเทียบแบบนี้แล้วเห็นภาพขึ้นมาเลย…สายตาของลูเมี่ยนกวาดมองไปมาระหว่างท้องฟ้าที่ถูกย้อมด้วยสีขาวซีด ทุ่งร้าง และกลุ่มพระราชวังที่พังทลาย ครุ่นคิดว่าจะฉวยโอกาสที่ร่างของเทพมรณาโบราณกำลังหลับใหลอยู่นี้ ขโมยไข่ยักษ์สีดำที่ลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิงสีจางดีหรือไม่
ทันใดนั้น เด็กหนุ่มก็พบร่างหนึ่ง ซึ่งยังเคลื่อนไหวได้
มันคือสัตว์ประหลาดเศียรมนุษย์ แต่มีร่างกายเหมือนนกยักษ์
สัตว์ประหลาดดังกล่าวมีแขนขางอ ยื่นเล็บที่เป็นประกายวาววับออกมา บนหลังกางปีกที่ปกคลุมด้วยขนสีขาวซีดครึ่งหนึ่ง และสีน้ำตาลอีกครึ่งหนึ่ง ส่วนศีรษะดูเหมือนยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ ยังกับศีรษะทารกหลายหัวกำลังหลอมรวมกัน
“ทารกคลอดก่อนกำหนดของออลเซโตหรือ? อยู่ที่นี่จริงๆ ด้วย!” ลูเมี่ยนจำแนกตัวตนของสัตว์ประหลาดได้
นี่คือเป้าหมายหลักที่เขากับคนของฝ่ายระงับตัณหากำลังไล่ล่าอยู่!
ในตอนนี้ ทารกประหลาดของออลเซโตกำลังกระพือปีก แล้วบินวนเวียนไปมา บรรจงแอบเข้าใกล้ร่างของเทพบรรพกาลที่กำลังหลับใหลอย่างเงียบงัน
ดูเหมือนว่าเป้าหมายของมัน จะเป็นไข่ยักษ์สีดำที่อยู่ใต้ศพนั่นเช่นกัน!
“ต้องหยุดมันให้ได้!”
“ให้ชารอนรับหน้าที่สาปแช่งและควบคุมมัน ส่วนพวกเราลงมือโจมตี!”
เสียงของ ‘อัศวินดาบ’ ดังขึ้นในความคิดของลูเมี่ยน
“ตกลง” ครั้งนี้ลูเมี่ยนไม่ลังเล วิ่งออกมาจากใต้วิหารสีดำ
เมื่อเด็กหนุ่มเพิ่งก้าวเข้าไปในดินแดนสีจาง ทั่วร่างก็ถูกย้อมเป็นสีจางถ้วนทั่ว ไม่หลงเหลือสีอื่นใดอีก
สิ่งนี้ทำให้ทั้งร่างกายและจิตใจของเขาถึงกับสั่นสะท้าน อยากจะทรุดลงคุกเข่า และคลานไปกับพื้น
อย่างเงียบเชียบ ลูเมี่ยนชักดาบเหี้ยมหาญออกมา
บนใบดาบที่ถูกกัดกร่อนจนขาวซีด พลันลุกโชนด้วยเปลวเพลิงสีขาวสว่างอมเขียว
……………………………………………………..