ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 772 คำสาป
ตอนที่ 772 คำสาป
ความกล้าที่จะต่อสู้กับฟ้าดิน กล้าที่จะเงื้อดาบใส่เทพแท้จริง พลันท่วมท้นร่างของลูเมี่ยนทันที
เด็กหนุ่มเหยียดตัวตรง มองไปยังซากพระราชวังในอาณาจักรสีจางด้วยดวงตาแน่วแน่ไร้ความหวาดกลัว
ในขณะนี้ เปลือกตาของเขาปิดลงโดยไร้การควบคุม บดบังดวงตาของเขา
แทบจะในเวลาเดียวกัน เสียงของ ‘อัศวินดาบ’ ได้ดังก้องขึ้นข้างใบหูอีกครั้ง
“เป้าหมายคือลูกของออลเซโต ไม่ใช่ศพของเทพบรรพกาล”
นี่เป็นการห้ามปรามมิให้ลูเมี่ยนมองร่างไร้วิญญาณของเทพมรณาโบราณ ผ่านทุ่งร้างสีขาวซีด
“ไม่มีอะไรต้องกลัว!” ลูเมี่ยนตอบกลับทันที
เสียงของเด็กหนุ่มที่หลุดออกจากปาก ก็ ‘ติดเชื้อ’ ความซีดขาวที่ครอบครองโลกนี้ไปด้วย กลายเป็นเสียงที่อ่อนแรง กลวงโบ๋ ปราศจากสีสันของอารมณ์
‘อัศวินดาบ’ เอ่ยเตือนอย่างจริงจัง
“แต่นี่จะส่งผลต่อการต่อสู้ของพวกเรากับลูกของออลเซโต ต้องจัดการมันโดยเร็วที่สุด”
“เมื่อบรรลุจุดประสงค์นี้แล้ว คุณอยากทำอะไรก็ทำเถอะ”
ลูเมี่ยนเงียบไปหนึ่งอึดใจก่อนตอบ
“ได้”
สารภาพตามตรง ในสภาวะอันเดดขณะสวมหน้ากากทองคำของตระกูลอายเกส เด็กหนุ่มรู้สึกหวาดกลัวและเคารพยำเกรงเสียจน ไม่กล้าต่อต้านต่อศพของต้นตระกูลฟีนิกซ์ที่ทอดร่างอยู่บนยอดพระราชวังของ ‘เทพมรณา’ ความรู้สึกนี้มีบ่อเกิดจากสายเลือด มันไม่ได้ถูกความกล้าพัดพาไป ซ้ำยังทำให้ความกล้าอ่อนลงไปมากในบางแง่มุม จนเกิดเป็นการถ่วงดุล
หากไม่ใช่เพราะเหตุนี้ ลูเมี่ยนผู้ถือ ‘ดาบเหี้ยมหาญ’ คงไม่ใช่คนที่ว่านอนสอนง่ายเช่นนี้แน่!
ทันใดนั้น ลูเมี่ยนก็จุดเปลวเพลิงสีขาวโชติช่วง เปลี่ยนร่างเป็นหอกแสงเล่มยาว พุ่งไปยังอาคารที่ยังคงสภาพดีอยู่บ้างตรงขอบของกลุ่มพระราชวัง
ขณะที่หอกเพลิงพุ่งผ่านท้องฟ้า มันก็ถูกความซีดขาวกัดกร่อนไม่หยุด จางหายและหม่นลงเร็วขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ลูเมี่ยนบินได้เพียงครึ่งหนึ่งของระยะทางที่ตั้งใจ
ในที่สุด แสงเพลิงสีขาวซีดก็ดับลง ลูเมี่ยนปรากฏกายกลางอากาศ ร่วงลงสู่พื้นตรงๆ
เท้าทั้งสองของเด็กหนุ่มเหยียบลงบนทุ่งร้างอย่างมั่นคง ส่งเสียงแผ่วเบา รอบข้างเงียบสงัดราวกับความตาย
หอกเพลิงสีขาวจ้าพุ่งขึ้นอีกครั้ง
หลังจากทำเช่นนี้ห้าครั้งติดต่อกัน ในที่สุดลูเมี่ยนก็มาถึงหอคอยสูง ประดับลวดลายทองคำ
บนยอดหอคอย ร่างของลูกออลเซโตปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ ในดวงตาของเขา
แม้ว่าอีกฝ่ายจะยังไม่ได้แสดงร่างสัตว์ในตำนานที่อาจมีอยู่แม้ไม่สมบูรณ์ แต่เพียงแค่เห็นแขนขามนุษย์อันบิดเบี้ยว ศีรษะที่เกิดจากการหลอมรวมหัวทารกจำนวนมาก และปีกขนนกครึ่งขาวซีดครึ่งน้ำตาล ซึ่งยื่นออกมาจากแผ่นหลัง ลูเมี่ยนก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะ มาพร้อมกับความเจ็บปวดรวดร้าว
นอกจากนี้ ในร่างของเขาเหมือนมีบางสิ่งกำลังเรียกหา กำลังค่อยๆ รวมตัวกันที่ช่องท้อง
สายเลือดของโอมีเบล่า!
ลูเมี่ยนมิได้หวาดกลัวเพียงเพราะเรื่องนี้
มันคือสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้วมิใช่หรือ?
อึดใจถัดมา ตรงหน้าเขาปรากฏร่างขึ้นอีกสองร่าง
หนึ่งร่างสวมชุดราตรีสีดำยาวสไตล์กอธิก สวมหมวกอ่อนใบเล็กสีเดียวกัน มวยผมสีทองอ่อน อีกร่างมีผมค่อนข้างกระเซิง สวมเสื้อเชิ้ตขาวคู่กับเสื้อกั๊กสีดำแบบดั้งเดิม
ชารอน ครึ่งเทพแห่งฝ่ายระงับตัณหา และมาริค สมาชิกฝ่ายระงับตัณหา ไพ่อาร์คาน่าเล็กแห่งชุมนุมทาโรต์ ‘อัศวินดาบ’!
เมื่อเข้าใกล้เป้าหมายหลัก พวกเขาก็แยกออกจากร่างของลูเมี่ยน เตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้
แน่นอน สีสันบนร่างของชารอนกับมาริคล้วนมาจากความทรงจำที่ลูเมี่ยนมีก่อนหน้านี้ ไม่ได้ปรากฏจริง เพราะบัดนี้พวกเขาทั้งคู่ล้วนซีดขาวและหม่นมัว
เหนือสิ่งอื่นใด ร่างของพวกเขาทั้งคู่อยู่ในสภาพ ‘วิญญาณอาฆาต’ โปร่งใสและเลือนราง
หากไม่เป็นเช่นนั้น ทั้งสองคงจะตายในทันที กลายเป็นอันเดดที่ไร้สติปัญญาอย่างแท้จริง
ลูกของออลเซโตที่กำลังบินวนเข้าใกล้ช่องท้องของศพเทพมรณาโบราณ ก็รับรู้ถึงการมาเยือนของพวกลูเมี่ยน ด้วยระยะห่างสองถึงสามกิโลเมตร มันเอี้ยวร่างครึ่งหนึ่ง แล้วใช้ดวงตาสิบสองดวงที่เบียดเสียดมองมา
ทันใดนั้น ลูเมี่ยนพบว่าจิตใจและสติสัมปชัญญะที่ได้รับการปกป้องจากหน้ากากทองคำตระกูลอายเกส รวมถึงพลังชีวิตที่ซ่อนอยู่ลึกในจิตใจและสติสัมปชัญญะ เริ่มมีร่องรอยของการแตกสลาย
ในการมองเห็นของเด็กหนุ่ม ชารอน ครึ่งเทพแห่งฝ่ายระงับตัณหา อาศัยการสะท้อนของผิวทองคำบริสุทธิ์ แฟลชสองครั้งจากพระราชวังและหอคอยที่กำลังจะพังทลาย จนมาถึงจุดที่ห่างจากร่างของต้นตระกูลฟีนิกซ์เพียงสามถึงสี่ร้อยเมตร
เธออ้าปากใส่ลูกของออลเซโต ปล่อยเสียงกรีดร้องแหลมลึก
นี่เป็นครั้งแรกที่ลูเมี่ยนได้ยินเสียงของชารอน
เมื่อผ่านการกัดกร่อนของความซีดขาวตลอดระยะทางกว่าสองกิโลเมตร เสียงนี้เมื่อมาถึงหูของลูเมี่ยน จึงเหลือเพียงเบาบางราวกับภาพลวงตา
แต่ลูกของออลเซโตมิได้รู้สึกเช่นนั้น ขนนกครึ่งขาวซีดครึ่งน้ำตาลบนปีกด้านหลังของมัน ทยอยร่วงกราวทันที ดวงตาบนใบหน้าระเบิดออกทีละดวง เลือดเนื้อบนร่างที่ปราศจากขนนกปกคลุมเริ่มเน่าเปื่อย กินลึกจนเห็นกระดูก
ดูเหมือนว่า มันจะถูกคำสาปบางชนิดที่ทรงพลังอย่างมาก!
เมื่อเห็นสถานการณ์ ลูเมี่ยนไม่รู้สึกหวาดกลัวแม้แต่น้อย เปลี่ยนร่างเป็นหอกเพลิงอีกครั้ง พุ่งเข้าใส่สัตว์ประหลาดตัวนี้ โดยมี ‘อัศวินดาบ’ แฟลชไปข้างหน้าผ่านวัตถุผิวสะท้อนต่างๆ
ลูกของออลเซโตปล่อยเสียงครวญครางด้วยความทุกข์ทรมาน
แม้จะอยู่ห่างไกลมาก และถูกการกัดกร่อนสีขาวซีดจากพระราชวังเทพมรณาบดบัง เสียงที่เข้าสู่โสตประสาทของลูเมี่ยนจึงแผ่วเบายิ่ง แต่ก็ยังทำให้เด็กหนุ่มมึนงงได้ชั่วขณะ จมูกได้กลิ่นคาวเลือดปนกลิ่นเน่าเหม็น จนต้องยกเลิกร่างหอกเพลิงโดยไม่สมัครใจ
พร้อมกับเสียงร้องดังกล่าว ลูกสัตว์ประหลาดของออลเซโตก็กลายร่างเป็น ‘ดอกตูม’ สีขาวซีดขนาดมหึมา ซึ่งบิดเบี้ยวและเคลื่อนไหวได้ ส่วนลูกตาที่ระเบิด เลือดเนื้อเน่าเปื่อย รวมถึงขนนกที่ร่วงหล่น ต่างก็ล้วนถูกดูดเข้าไปในดอกตูมนั้น
ในพริบตา ดอกตูมชุ่มฉ่ำก็แย้มบาน ให้กำเนิดเด็กสองคนขึ้นมา
คนหนึ่งมีสีดำและแดงเข้มผสมปนเปกัน เป็นหนองและเน่าเปื่อย เพียงไม่นานก็หยุดดิ้น แล้วกลายเป็นซีดขาว จนกระทั่งร่วงหล่นสู่พื้น ส่วนอีกคนเป็นทารกประหลาด มีกรงเล็บนกยักษ์ในสภาพสมบูรณ์
อาศัยวิธีนี้ ลูกสัตว์ประหลาดของออลเซโตจึงหลุดพ้นจากคำสาป คล้ายกับได้กำเนิดใหม่
แต่ร่างของชารอนได้ถือโอกาสนี้ ปรากฏบนกระจกตาทั้งสิบสองดวงที่เบียดเสียดของมัน
ลูกของออลเซโตแข็งค้างกลางอากาศ เบื้องหลังห่างออกไปหลายสิบเมตรคือยอดพระราชวังหลักของเทพมรณา ซึ่งมีศพของต้นตระกูลฟีนิกซ์นอนอยู่
ในดวงตางดงามเป็นประกายทั้งสิบสองดวง ร่างของชารอนที่สวมหมวกอ่อนใบเล็กเริ่มปรากฏริบหรี่ ก่อนจะถูกแสงไฟสีขาวโชติช่วงส่องสว่าง
หอกเพลิงอันรุ่งโรจน์เล่มหนึ่ง พุ่งเข้ามาใกล้อย่างไร้ความเกรงกลัว ตกลงบนยอดของซากหอคอยโบราณด้านข้าง
เมื่อแสงไฟจางหาย ลูเมี่ยนที่กำดาบเหี้ยมหาญด้วยมือข้างเดียว ก็เผยร่างอย่างชัดเจน
เด็กหนุ่มปราศจากความลังเลหรือหวาดหวั่น กัดฟันทนอาการวิงเวียนศีรษะ ปล่อยให้ดวงตาเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท
สีดำสนิทเพิ่งจะปรากฏ ก็ถูกกัดกร่อนด้วยสีขาวซีดทันที ไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมสำหรับดินแดนแห่งนี้อีกต่อไป
มันไม่ส่งผลต่อการมองจุดอ่อนของลูเมี่ยน แต่ปัญหาคือ ทุกสีที่เด็กหนุ่มมองเห็นล้วนเป็นสีขาวซีด
ลูเมี่ยนจึงต้องอาศัยสัญชาตญาณอันเฉียบคมของนักล่า ในการรับรู้จุดอ่อนเอาเอง เลือกสิ่งที่ดูดีที่สุด พร้อมกับปลุกจิตวิญญาณนักรบของตนขึ้นมา
เด็กหนุ่มแปลงร่างเป็นหอกเพลิงที่ค่อยๆ ซีดขาวและหม่นลงอีกครั้ง บินขึ้นไปเหนือลูกของออลเซโต
ร่างของเขาปรากฏชัดเจนอีกครั้ง สองมือกำดาบเหี้ยมหาญที่ลุกไหม้ด้วยเปลวไฟสีขาวอมเขียว แล้วพุ่งลงมาราวกับอุกกาบาต โดยมีเป้าหมายคือร่างของลูกของออลเซโต
เมื่อทั้งสองฝ่ายใกล้จะปะทะกัน ลูเมี่ยนก็ฟันดาบใหญ่ที่เริ่มซีดขาว ใส่ท้องของทารกกรงเล็บนก
เด็กหนุ่มเสริมพลัง ‘เก็บเกี่ยว’ เข้าไปด้วย
ซึ่งก่อนหน้านั้น ‘อัศวินดาบ’ มาริคที่ปรากฏตัวบนซากยอดหอคอย ได้สวมแหวนวงหนึ่งซึ่งแกะสลักเป็นรูปวิหคสุริยัน
ในมือของเขาโคจรพลังอย่างรวดเร็ว กลายเป็นหอกยาวสีใส คล้ายกับประกอบจากแสงอาทิตย์บริสุทธิ์
ส่งผลให้ความขาวซีดในบริเวณใกล้เคียงจางหายไปเล็กน้อย เงามืดเริ่มสลายตัว จนผิวของอัศวินดาบที่อยู่ในสภาพวิญญาณอาฆาต เริ่มละลายไปทีละน้อย หยดของเหลวหม่นๆ ร่วงหล่นลงมา ประหนึ่งเทียนไขที่ถูกนำไปวางท่ามกลางอัคคีภัย
หยดของเหลวเหล่านั้น ระเหยหายไปอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงผงฝุ่นที่ค่อยๆ ฟุ้งกระจาย
‘อัศวินดาบ’ มาริคที่กำลังทนกับการละลายของร่างกายซีกขวา เผยสีหน้าบิดเบี้ยวและบ้าคลั่งแผ่วเบา ขณะพุ่งหอกแสงอาทิตย์ในมือใส่ลูกของออลเซโต
เนื่องจากออลเซโตเป็น ‘ราชาหมอผี’ แห่งเส้นทาง ‘จันทรา’ ฝ่ายระงับตัณหาจึงได้เตรียมสมบัติปิดผนึกจากเส้นทางสุริยันไว้ล่วงหน้า ไม่คิดว่าจะได้ใช้ประโยชน์ในเวลานี้!
และสมบัติปิดผนึกชิ้นดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นผลลัพธ์หรือคุณสมบัติ ก็ล้วนสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลต่อเหล่าวิญญาณอาฆาต
หอกเพลิงที่สว่างไสวและรุ่งโรจน์ กลายเป็นสิ่งแปลกปลอมในโลกสีขาวซีดนี้
มันถูกกัดกร่อนเช่นกัน แต่ก็กำลังขับไล่ความขาวซีดไปด้วย ดูเหมือนจะสามารถแทงเข้าร่างของเป้าหมายได้ ก่อนที่ดาบเหี้ยมหาญของลูเมี่ยนจะฟันโดนลูกของออลเซโต
แม้ลูกของออลเซโตจะถูกชารอน ครึ่งเทพแห่งฝ่ายระงับตัณหาสิงร่างและควบคุมไว้อยู่ แต่ก็มิได้แน่นิ่งเป็นรูปปั้นให้ผู้อื่นข่มเหงได้ง่ายนัก
มันพยายามต่อต้านอิทธิพลของวิญญาณอาฆาต พลางบังคับให้ร่างกายที่ ‘เกิดใหม่’ ค่อยๆ หดตัวเข้าด้านใน ประหนึ่งต้องการกลับสู่สภาพตัวอ่อน กลับคืนสู่อ้อมอกของมารดา พร้อมกับการแผ่ขยายโลกอีกฝั่งของตน
ทุ่งร้างสีขาวซีด รวบเอาพระราชวังที่ถูกทำลายและซากหอคอยโดยรอบ เข้าไปภายในอย่างรวดเร็ว รวมทั้งศพของสาวกเทพมรณาจำนวนไม่มากนักที่เสียชีวิตในดินแดนนี้ด้วย
ท่ามกลางความเงียบสงัด งูยักษ์ที่น่าพรั่นพรึง ซึ่งเหลือเพียงโครงกระดูกและเนื้อเน่า เจ้าของปีกใหญ่โตเกินจริง ได้พุ่งจากซากพระราชวังขึ้นสู่กลางอากาศ ขวางหน้าหอกแสงอาทิตย์ของอัศวินดาบเอาไว้
แสงอาทิตย์เจิดจ้าระเบิดออกในทันที ท่วมท้นการมองเห็นของลูเมี่ยน
การฟันดาบเหี้ยมหาญของเด็กหนุ่มมิได้เชื่องช้าลง ยังคงฟันสับใส่ศัตรูอย่างมั่นคง
แสงอาทิตย์แผดเผาผิวขาวซีดหม่นของเด็กหนุ่มจนดำไหม้ ก่อให้เกิดควันดำราวกับถูกย่างสด
เสียง ‘แกร๊ง’ แผ่วเบาดังขึ้น ดาบเหี้ยมหาญของลูเมี่ยนฟันลงบนหัวของงูยักษ์มีปีก สับเป้าหมายที่อ่อนแอผิดวิสัยเพราะรับความเสียหายส่วนใหญ่จากแสงอาทิตย์ จนแตกกระจายในการโจมตีเดียว
ท่ามกลางการปะทะที่แทบจะไร้เสียง กระดูกขาวแต่ละชิ้นของงูยักษ์ต่างระเหยหรือแตกสลาย สูญเสียแรงยึดเหนี่ยวทั้งหมด ร่วงกราวลงสู่พื้นดินราวกับสายฝน
หลังจากใช้งูยักษ์กระดูกช่วยรับการโจมตีแทน ลูกของออลเซโตที่ถูกชารอนควบคุม ก็หดตัวเข้าด้านในอย่างรุนแรงยิ่งขึ้น
ปีกสีขาวซีดและสีน้ำตาลของมัน รวมถึงแขนขาที่โค้งงอ ได้หลอมรวมกับร่างกาย กลายเป็นทรงกลม เหลือไว้เพียงส่วนหัวที่ดูเหมือนศีรษะทารกจำนวนมากหลอมรวมกัน โผล่ออกมาด้านนอก
โลกอีกฝั่งของมันได้รวมเอาพระราชวังหลักของเทพมรณา กับซากของต้นตระกูลฟีนิกซ์เข้าไปด้วยแล้ว
……………………………………………………..