ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 774 การสั่นพ้อง
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 774 การสั่นพ้อง
ตอนที่ 774 การสั่นพ้อง
เสียงร้องไห้โหยหวนดังมาจากไม่ไกลนัก
“ลูกของข้า โอมีเบล่า เจ้าอยู่ที่ใด?”
เมื่อได้ยินชื่อ ‘โอมีเบล่า’ ลูเมี่ยนก็สะท้านเฮือกใหญ่ ฟื้นคืนสติบางส่วนจากภาวะตาพร่าและความคิดชะงักงัน อันเกิดจากความหวาดกลัวสุดขีด
“ใคร?”
“ใครกำลังตามหาโอมีเบล่า?”
“ทำไมถึงตามหาโอมีเบล่า?”
ในขณะที่ลูเมี่ยนสะดุ้งตกใจ ก็พบว่าบริเวณโดยรอบมืดมิดผิดวิสัย มอบความรู้สึกถูกปิดล้อม ถูกกักขัง ทั้งที่ยังมึนงงอยู่
เด็กหนุ่มยื่นมือทั้งสองออกไปด้วยความสับสน สัมผัสไปด้านหน้า แตะต้องเข้ากับ ‘กำแพง’ ที่แข็งและเย็นเฉียบ
เขาทาบตัวลงไป พยายามมองออกไปนอก ‘กำแพง’ ผ่านช่องแคบ
‘กำแพง’ ดังกล่าวดำสนิทแต่โปร่งแสง ลูเมี่ยนสามารถเห็นท้องฟ้าสีซีด หอคอยที่พังทลาย และซากพระราชวังได้เลือนราง
เขายังเห็นชารอน ครึ่งเทพของฝ่ายระงับตัณหา ผู้สวมหมวกอ่อนใบเล็ก ชุดกระโปรงยาวสไตล์กอธิก กำลังลอยมาอยู่ด้านข้างตน พลางยื่นมือออกไปคว้า ‘ดาบเหี้ยมหาญ’ ที่ถูกกัดกร่อนจนมีสีซีดขาว
มองข้ามชารอนไปยังเบื้องล่าง มีซากปรักหักพังที่เต็มไปด้วยเศษหิน ร่างสีซีดในชุดขาดวิ่นคุกเข่าลงทั้งสองข้าง โน้มตัวลง ราวกับจะคลานไป
ร่างนั้นสั่นไปทั้งตัว พยายามดิ้นรนอย่างยากลำบาก ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ยืดตัวขึ้น
นั่นคือใบหน้าที่สวมหน้ากากทองคำ นั่นคือร่างของลูเมี่ยนเอง!
“เรา?”
“ถ้าเราอยู่ข้างนอก แล้วใครกันที่อยู่ตรงนี้?”
ลูเมี่ยนที่กำลังมึนงง กำลังมีสติครึ่งๆ กลางๆ กลับยิ่งทวีความสับสน
แทบจะในเวลาเดียวกัน เขาเห็นตัวเองที่อยู่ข้างนอก ผิวหนังที่ไหม้เกรียมหลุดลอก งอกขนนกสีซีดปนน้ำตาลขึ้นมาเป็นแผงใหญ่ ส่วนท้องก็ยุบพองจนมองเห็นด้วยตาเปล่า ในบาดแผลส่วนที่ถูกแสงอาทิตย์ส่องถึง ก็มีรวงข้าว เห็ด ดอกไม้ และสิ่งอื่นๆ ที่มีสีสันแตกต่างกัน กำลังเติบโตอยู่
อย่างเงียบเชียบ ชารอน ครึ่งเทพแห่งฝ่ายระงับตัณหากระโดดไปบนหน้ากากทองคำ จากนั้นก็เผยตัวต่อหน้าลูเมี่ยนคนนั้น ยัดเยียด ‘ดาบเหี้ยมหาญ’ เข้าไปในมือของเขา
ความกล้าที่พลุ่งพล่านขึ้นมา ได้ขับไล่ความหวาดกลัวที่กดทับสติและจิตสำนึกของลูเมี่ยนในทันที ช่วยให้ทัศนียภาพตรงหน้าเขา กลายเป็นสีขาวซีดในพริบตา ไม่ดำมืดอีกต่อไป
รอบตัวเด็กหนุ่มก็ไม่หลงเหลือความรู้สึกถูกปิดล้อม หรือถูกกักขังอีกต่อไป
ศีรษะของเขาเงยขึ้นสูง สิ่งที่เห็นไม่ใช่ตัวเองอีกต่อไป และมุมมองก็ไม่ใช่การมองลงมาจากมุมสูง
สายตาของเด็กหนุ่มหันเหไปยังยอดวิหารของเทพมรณา หันเหไปยังไข่ยักษ์สีดำ ซึ่งถูกกดทับไว้ใต้ศพของต้นตระกูลฟีนิกซ์
เขารู้สึกโดยสัญชาตญาณว่า ตัวเองเพิ่งอยู่ในไข่ฟองนั้น สังเกตการณ์โลกภายนอกผ่านเปลือกไข่!
ไม่สิ…ไม่ใช่ว่าเราอยู่ในไข่ยักษ์สีดำ แต่เป็นเพราะเราที่สูญเสียความกล้า จนถูกกดข่มด้วยกลิ่นอายของเทพบรรพกาล ได้เกิดการสั่นพ้องกับไอ้ตัวที่กำลังเติบโตอยู่ในไข่ จนแบ่งปันประสาทสัมผัสร่วมกับมัน
ดังนั้น เราจึง ‘เห็น’ ภาพนอกเปลือกไข่ ‘ได้ยิน’ เสียงร้องไห้โหยหวนที่ตามหาโอมีเบล่า ร่างกายจึงเกิดร่องรอยของมลทิน!
นึกถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนรีบก้มหน้าสำรวจร่างกายตัวเอง และเห็นขนนกที่งอกออกมา กำลังทยอยร่วงกราวทีละแผง ไปพร้อมๆ กับรวงข้าว เห็ด และดอกไม้
ทั้งหมดสูญเสียสีสัน ถูกย้อมด้วยสีขาวซีด กลายเป็นหม่นหมองไปในทันที
ลูเมี่ยนยังเห็นท้องของตัวเองเริ่มแบนราบลง พลางสัมผัสได้ว่า เลือดที่ควรจะแข็งตัวของคนตาย กำลังไหลเวียนไปตัว
ทันใดนั้นเอง เขาก็เข้าใจว่าเหตุใด ออลเซโตถึงยอมเสี่ยงอันตราย ยอมทุ่มเทพลังงานเพื่อให้กำเนิดทารกที่มีคุณสมบัติของวิญญาณคนตาย รวมถึงมีกลิ่นอายของโลกแห่งความตาย
แม้แต่เขาที่มีสายเลือดของโอมีเบล่าเพียงเล็กน้อย เมื่อถูกศพของเทพบรรพกาลกดทับ ก็ยังสามารถเกิดการสั่นพ้องกับสิ่งมีชีวิตในไข่สีดำ เกิดการแลกเปลี่ยนจิตสำนึกในระดับหนึ่ง แล้วจะยิ่งเป็นอย่างไรกับทารกกรงเล็บนั่น ซึ่งได้รับพรจากองค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่มากกว่า ทั้งยังผสานคุณสมบัติพิเศษของโลกอีกฝั่งและอาณาจักรวิญญาณ และยังอาจมีสายเลือดของโอมีเบล่าเช่นกัน!
“หากพวกเรากำจัดทารกที่คลอดก่อนกำหนดของออลเซโตไม่ทันเวลา มันอาจใช้การสั่นพ้องและการแลกเปลี่ยนเมื่อครู่นี้ ผสานรวมตัวเองกับสิ่งมีชีวิตในไข่สีดำ ควบคุมมันตั้งแต่ต้นกำเนิด หรือเร่งปฏิกิริยาของมันให้สำเร็จก็ได้!”
“อา…การคลอดก่อนกำหนดทำให้ทารกกรงเล็บ ยังมีสถานะและคุณสมบัติไม่เพียงพอ ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ แม้จะทำสำเร็จถึงขั้นตอนสุดท้าย ก็ยังมีโอกาสล้มเหลวอยู่ไม่น้อย…”
“ปัญหาในตอนนี้คือ เหตุใดสิ่งมีชีวิตในไข่สีดำถึงได้ยินเสียง ‘มารดา’ เรียกหาโอมีเบล่า…”
“มารดาของโอมีเบล่าคือผู้ใดกัน? คงไม่ใช่องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่หรอกกระมัง? พระองค์อยู่นอกบาเรียมาตลอดไม่ใช่หรือ?”
“สิ่งมีชีวิตในไข่สีดำกับโอมีเบล่า มีความสัมพันธ์กันอย่างไร?”
ท่ามกลางกระแสความคิด ลูเมี่ยนเริ่มได้ยินเสียงแตกร้าวอันเลือนราง
เด็กหนุ่มหันไปมองด้วยความตกใจ จนพบว่าเปลวไฟสีขาวซีดที่ลุกไหม้อยู่บนผิวไข่ยักษ์สีดำ เริ่มดับมอดลงไปหลายส่วน และตัวไข่ยักษ์สีดำเองก็เริ่มปริแตกเป็นรอยร้าว
คล้ายกับมันกำลังสลายตัวเบื้องต้น
อึดใจถัดมา ผืนดินของอาณาจักรสีจางเริ่มสั่นสะเทือน กลิ่นอายแห่งความตายที่ทำให้ทุกสรรพสิ่งดับสูญ พวยพุ่งออกมาจากเหนือไข่ยักษ์สีดำ ซึ่งก็คือจุดที่มีศพของเทพมรณาโบราณ
แม้จะถือ ‘ดาบเหี้ยมหาญ’ อยู่ ลูเมี่ยนก็ยังตัวแข็งทื่อ แข้งขาสั่นระริกอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง
พระราชวังและหอคอยโดยรอบ ไม่ว่าจะเป็นส่วนที่กลายเป็นซากปรักหักพังไปแล้ว หรือส่วนที่พังทลายครึ่งหนึ่ง ต่างก็เริ่มสั่นไหวอย่างบ้าคลั่ง ราวกับเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในสมองของลูเมี่ยนทันที
“ศพของเกรจารี ต้นตระกูลฟีนิกซ์กำลังฟื้นคืนชีพ…”
“วิ่งหนีเร็ว!”
“หนีไปเร็ว!”
ลูเมี่ยนร้องตะโกนอยู่ในใจเช่นนั้น แต่กลับไม่อาจหันร่างกาย หรือก้าวเท้าออกไปแม้แต่ก้าวเดียว
มือของชารอน ครึ่งเทพแห่งฝ่ายระงับตัณหา จับคว้าตัวเด็กหนุ่มไว้ และบนกระจกตาของเขาก็สะท้อนร่างของ ‘อัศวินดาบ’ ซึ่งดูหม่นหมองและจางลงกว่าแต่ก่อนมาก
รอยแยกหลายสายปรากฏขึ้นเหนือท้องฟ้าสีขาวซีด ทอดยาวไปถึงพื้นดินที่กำลังสั่นสะเทือน ความรู้สึกขนพองสยองเกล้าอันสุดจะพรรณนา กำลังบ่มเพาะอย่างรวดเร็ว ณ ยอดวิหารหลักของ ‘เทพมรณา’ เบื้องหน้าลูเมี่ยนและคณะ
ชารอนพาลูเมี่ยนเริ่ม ‘ข้ามโลกวิญญาณ’ ทันที
แม้จะใช้ได้ในโลกแห่งความตาย แต่ก็จะนำมาซึ่งการลงทัณฑ์
แขนขาจำนวนไม่ถ้วน ชนิดที่ไม่อาจพรรณนาได้ กระหน่ำยื่นออกมาจากความว่างเปล่า จับคว้าไปทางชารอนที่กำลังเคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูง
ชารอนฝืนทนต่อความเจ็บปวดอันเกิดจากแขนขาเหล่านั้น แต่ก็ยังคงมุ่งหน้าไปยังวิหารสีดำ ณ ชายขอบอาณาจักรสีจาง
ร่างของเธอถูกคลอกด้วยเปลวไฟสีขาวซีด ซึ่งแผดเผาร่างวิญญาณโดยตรง ส่งผลให้เถ้าธุลีร่วงหล่นลงมาเป็นกระจุกๆ ตลอดเวลา
เพียงแค่สองสามวินาที ชารอนก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป ต้องยุติการ ‘ข้ามโลกวิญญาณ’ ร่วงลงบนทุ่งร้างสีขาวซีดนอกพระราชวัง ‘เทพมรณา’ ห่างจากวิหารสีดำเกือบหนึ่งกิโลเมตร
ลูเมี่ยนที่ถือ ‘ดาบเหี้ยมหาญ’ เมื่อหลุดพ้นจากกลุ่มพระราชวังที่ ‘เทพมรณา’ ทิ้งไว้ ก็ไม่รู้สึกหวาดกลัวอีกต่อไป จึงชี้ไปที่ตัวเองโดยไม่ลังเล เป็นสัญญาณให้ชารอนเข้ามาสิงร่างตน
ในขณะเดียวกัน เด็กหนุ่มเห็นรอยอันน่าหวาดเสียวหลายสาย กำลังแผ่ขยายอย่างรวดเร็วมาจากด้านหลัง ผ่านรอยแยกเหล่านั้น เขามองเห็นความดำมืดไร้ก้นบึ้ง เห็นทรงกลมที่ถูกห่อหุ้มด้วยสิ่งสีเลือด และเห็นเทือกเขาที่เต็มไปด้วยสุสาน…
เมื่อสัมผัสได้ว่าในร่างกายมีก้อนความเย็นเพิ่มขึ้นมา ลูเมี่ยนก็รีบจุดเปลวไฟสีขาวโชติช่วง จำแลงกายเป็นหอกแสงเจิดจ้า ทะยานขึ้นจากจุดเดิม พุ่งไปยังขอบอาณาจักรสีขาวซีด
รอบทิศทางของเด็กหนุ่ม รอยแยกนับไม่ถ้วนไล่ตามมาราวกับกระจกแตก ด้านหลังของเขา จากทิศทางพระราชวัง ‘เทพมรณา’ เริ่มมีความเคลื่อนไหวอันหนักหน่วงปรากฏขึ้น
ท่ามกลางการกัดกร่อนของความขาวซีด หอกเปลวไฟได้เลือนหายไป แล้วปรากฏขึ้นใหม่สองครั้ง
ในท้ายที่สุด ลูเมี่ยนก็หลุดพ้นจากอาณาจักรสีจาง แล้วลงจอดหน้าวิหารสีดำ ซึ่งทอดตัวสูงเข้าไปในความมืด
ตรงนี้จะมองเห็นได้เพียงส่วนฐานของวิหาร ซึ่งดูราวกับภูเขามหึมา
ลูเมี่ยนก้าวผ่านประตูไม้หนักที่เปิดอ้าไว้ แล้วจำแลงกายเป็นหอกไฟอีกครั้ง พุ่งทะยานขึ้นสู่เบื้องบน
เมื่อแสงไฟสลายไป เด็กหนุ่มเก็บ ‘ดาบเหี้ยมหาญ’ แล้วไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ ตามบันไดที่พังทลาย ไต่ไปตามกำแพงที่หลุดล่อน และไต่ไปตามเสาหินที่หักพัง ระหว่างทางก็มีกระโดดไปมา บางคราก็จำแลงกายเป็นหอกเปลวเพลิง เพื่อข้ามบริเวณที่ไม่มีจุดยึดเกาะ
ไม่นานนัก วิหารสีดำก็เริ่มสั่นสะเทือนหนักหน่วง ตามโถงทางเดิน บันได กำแพง และเสาหินส่วนที่กำลังจะพังอยู่รอมร่อ ก็ถึงคราวแตกออก ร่วงหล่นลงเบื้องล่าง
ลูเมี่ยนเห็นว่าตนกำลังจะถูกอาคารถล่มทับ จนตายคาที่และถูกฝังกลบ จึงเตรียมจะชักดาบเหี้ยมหาญออกมา เพื่อฟันให้เกิดช่องทางขณะหนีตาย
ทันใดนั้นเอง เด็กหนุ่มค้นพบด้วยความประหลาดใจเล็กๆ ว่า เศษหินและเสาที่พังทลายเหนือศีรษะ ราวพวกมันมีสมองขึ้นมา เบี่ยงหลบเขาไปเอง จนกระทั่งร่วงกราวลงข้างๆ
ในสถานการณ์อันตรายเช่นนี้ ลูเมี่ยนกลับไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย
เขาพอจะเดาได้ว่าเป็นความช่วยเหลือจากชารอน ครึ่งเทพแห่งฝ่ายระงับตัณหา จึงไม่รีรอเสียเวลา ยังคงปีนป่ายขึ้นไปต่อ ทำซ้ำขั้นตอนเดิม
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด การสั่นสะเทือนอย่างหนักหน่วงก็หยุดลงฉับพลัน
ลูเมี่ยนยังไม่วางใจ ยังคงรักษาจังหวะและความเร็วไว้ จนกระทั่งเห็นแสงไฟสีขาวซีดอมเขียวปรากฏเหนือศีรษะ
หอกเปลวเพลิงสีขาวสว่าง พุ่งออกจากปากถ้ำมืดมิดในซากวิหารทันที
พร้อมกับแสงไฟที่สลายไป ร่างของลูเมี่ยนได้เผยออกมา ยืนปักคลั่งมั่นคงบนแผ่นศิลาที่แตกร้าว
ข้างซากกำแพงมีคบเพลิงกระดูกปักอยู่หลายอัน มารร่างสูงใหญ่ที่มีใบหน้าผสมผสานระหว่างมนุษย์กับแพะ บรรจงหมุนกายกลับมา พลางลากกระดูกขาสีขาวซีดอันนั้น
จนถึงตอนนี้ ลูเมี่ยนเพิ่งนึกได้ว่า ตนไม่ได้นำไข่นกสีดำนั่นกลับมาด้วย ไม่ได้ทำภารกิจที่มารหน้าแพะมอบหมายให้จนสำเร็จ
เด็กหนุ่มพลันเดือดดาลขึ้นมา ความคิดชั่วร้ายพลุ่งพล่านทันที
“งานแบบนี้มันทำสำเร็จได้จริงหรือ?”
“แกส่งฉันไปตายชัดๆ!”
“สมแล้วที่เป็นคำสั่งของมาร!”
“ดีล่ะ เมื่อตัวเลือกทำภารกิจให้สำเร็จใช้ไม่ได้แล้ว ฉันก็เหลืออยู่ทางเดียว”
“กำจัดคนสั่งงานซะ!”
แม้จะคิดแบบนั้น แต่ในความเป็นจริง ลูเมี่ยนเพียงแค่ล้วงมือเข้าไปใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’ เตรียมชัก ‘ดาบเหี้ยมหาญ’ ออกมา ไม่ได้ตั้งใจว่าจะต้องต่อสู้ในทันที
เด็กหนุ่มกังวลว่า ความผิดปกติจากการคืนชีพของศพเทพมรณาโบราณ จะแผ่ขยายมาถึงที่นี่ด้วย จึงมองว่าควรรีบปลีกตัวออกจากส่วนลึกของโลกแห่งความตายก่อน อีกทั้งยังไม่รู้ว่ามารหน้าแพะมีพลังสูงส่งเพียงใด
มารหน้าแพะก้มหลังโค้ง เดินโซเซมาที่ด้านหน้าลูเมี่ยน
มันจ้องมองเด็กหนุ่มอย่างเงียบงันสักพัก แล้วจึงเปล่งเสียงอันว่างเปล่าผุพังออกมา
ในครานี้ มันใช้ภาษาตูทาน
“เจ้าขโมยไข่ใบนั้นไป!”
พูดยังไม่ทันขาดคำ มารหน้าแพะก็พองตัวจนสูงสี่ห้าเมตร พร้อมกับฟาดกระดูกขาสีขาวซีดในมือไปข้างหน้า ปลายอาวุธพุ่งเข้าหาลูเมี่ยนอย่างดุดัน
……………………………………………………..