ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 775 เล่ห์เหลี่ยม
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 775 เล่ห์เหลี่ยม
ตอนที่ 775 เล่ห์เหลี่ยม
ตอนที่มารหน้าแพะเดินเข้ามาใกล้ แล้วจ้องมองตน มือของลูเมี่ยนก็กำด้ามดาบเหี้ยมหาญไว้แล้ว
เมื่อเห็นท่อนกระดูกขาสีขาวซีดฟาดลงมา เด็กหนุ่มก็ชักดาบเหล็กดำที่ลุกไหม้ด้วยเปลวไฟสีขาวโชติช่วงอมเขียวขึ้นรับในทันที
โครม!
ท่ามกลางเสียงปะทะที่ก้องกังวาน ฝ่ามือของลูเมี่ยนแตกฉีก มีเลือดสีดำข้นไหลออกมา
พลังมหาศาลจากมารหน้าแพะทำให้เขาไม่อาจกำดาบเหี้ยมหาญไว้ได้อีก ทั้งร่างถูกฟาดกระเด็นไปกระแทกกองหินแตก
มารหน้าแพะก้าวข้ามดาบเหล็กดำที่ร่วงอยู่บนพื้น เดินสองก้าวมาหยุดตรงหน้าลูเมี่ยน แล้วยกท่อนกระดูกขาสีขาวซีดขึ้นอีกครั้ง
ทันใดนั้น ในดวงตาสีทึมที่มีเลือดและหนองไหลของมัน ปรากฏเงาของมาดามชารอน ครึ่งเทพแห่งฝ่ายระงับตัณหา มือทั้งสองที่เงื้อขึ้นสูง จึงค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ
เห็นการเคลื่อนไหวของมารหน้าแพะกลายเป็นเชื่องช้าผิดวิสัย ราวกับกำลังต่อต้านบางสิ่งอยู่ ลูเมี่ยนจึงรีบเสกเปลวไฟสีขาวโชติช่วง แล้วจำแลงกายเป็นหอกแหลมพุ่งทะยาน กระโจนข้ามร่างอันเดดลำดับสูงรายนี้ไป แล้วลงจอดในจุดที่ดาบเหี้ยมหาญร่วงอยู่
บางที อาจเป็นเพราะมารหน้าแพะไม่ใช่วิญญาณคนตายจากผู้วิเศษเส้นทางเทพมรณา มันจึงข่มขวัญลูเมี่ยนซึ่งเป็นอันเดดได้ไม่ดีนัก ทั้งยังไม่มีแววว่าครอบงำจิตใจลูเมี่ยนได้ ช่วยให้เด็กหนุ่มสามารถรวบรวมความกล้าเพื่อต่อต้านสำเร็จ
ขณะเก็บดาบตรงสีเหล็กดำขึ้นมา ลูเมี่ยนก็ปลดปล่อยพลังวิญญาณที่สั่งสมไว้ด้วยความสามารถของนักพรต
พร้อมกันนั้น ดวงตาของเขาพลันย้อมเป็นสีเหล็กดำ สะท้อนสีสันอันหลากหลายบนร่างของมารหน้าแพะ
เด็กหนุ่มรีบค้นหาสีขาวซีด พลางวิ่งไปทางมารหน้าแพะสองก้าว แล้วกระโดดสูงขึ้น
ขณะลอยอยู่กลางอากาศ ลูเมี่ยนปรับท่วงท่าของตน กำดาบเหี้ยมหาญด้วยมือทั้งสองในท่าคว่ำ พลางพุ่งลงจากที่สูงใส่มารหน้าแพะ ซึ่งยังต่อสู้ขัดขืนกับมาดามชารอน ครึ่งเทพแห่งฝ่ายระงับตัณหา จนเคลื่อนไหวได้เชื่องช้าและแข็งทื่อ
ในครานี้ เด็กหนุ่มใช้ ‘การเก็บเกี่ยว’ ของดาบเหี้ยมหาญ!
พลังวิญญาณของเขาถูกโอนถ่ายเข้าสู่ดาบตรงสีเหล็กดำอย่างบ้าคลั่ง จนเปลวไฟสีขาวโชติช่วงอมเขียวที่เคลือบผิวดาบ พลันลุกโชนแล้วหดกลับเข้าด้านใน
ฉึก! ลูเมี่ยนกระแทกดาบใส่แผ่นหลังของมารหน้าแพะอย่างหนักหน่วง มือทั้งสองแทงลง ปักดาบเหี้ยมหาญใส่จุดเชื่อมระหว่างคอกับลำตัวของมารหน้าแพะ คมดาบจมหายเข้าไปในเนื้อเน่าสีดำ ราวกับกำลังกรีดเนยอย่างไรอย่างนั้น
ท่ามกลางหนองที่กระเซ็นออกมาอย่างน่าขยะแขยง เปลวไฟสีขาวโชติช่วงอมเขียวที่เคลือบดาบเหล็กดำทั้งหมด ได้ล้นทะลักเข้าสู่ร่างกายของมารหน้าแพะ
บึ้มบึ้ม! ท่ามกลางเสียงระเบิดอึกทึก มาดามชารอน ครึ่งเทพแห่งฝ่ายระงับตัณหา ถอนตัวออกจากร่างของมารหน้าแพะได้ทันเวลา
มารหน้าแพะแตกสลายกลายเป็นของเหลวสีดำข้นเหนียว ดูคล้ายกับตะกอนจากความชั่วร้ายในใจมนุษย์
ของเหลวสีดำเหล่านี้ ได้รับอิทธิพลจากแรงระเบิดและคลื่นกระแทก จนสาดกระเซ็นไปตามจุดต่างๆ ของซากวิหาร จากนั้นมันก็รีบไหลหนี มุดเข้าไปในโพรงมืดที่นำไปสู่อาณาจักรสีจาง ราวกับจะไปรวมตัวใหม่ในนั้น
ลูเมี่ยนที่กำดาบเหี้ยมหาญไว้ สูญเสียพลังวิญญาณไปสองในสาม โดยเตรียมจะไล่ตามไปสู้กับมารหน้าแพะต่อ แต่กลับพบว่าร่างกายของตนแข็งทื่อกะทันหัน ดวงวิญญาณถูกขังอยู่ในกรงที่มองไม่เห็น
“สนใจของที่เป็นเป้าหมายของคุณก่อน” เสียงอันอ่อนแรงของ ‘อัศวินดาบ’ ดังขึ้นข้างหูเขา
จริงด้วย…ลูเมี่ยนยอมรับเหตุผลของอัศวินดาบ
อีกอย่าง เราก็ไม่ได้กลัวมารหน้าแพะนั่นสักหน่อย ไว้นำร่างของท่อนแขนบวมเน่าใส่กระเป๋านักเดินทางก่อนแล้วค่อยว่ากัน!
เด็กหนุ่มจำแลงกายเป็นหอกไฟสีขาว พุ่งกลับมายังใต้คบเพลิงกระดูก และเพื่อให้ขนย้ายร่างครึ่งซีกของท่อนแขนบวมเน่าได้สะดวกขึ้น เขาจึงยัดดาบเหี้ยมหาญกลับเข้ากระเป๋านักเดินทางไว้ชั่วคราว
ชั่วพริบตาต่อมา ลูเมี่ยนรู้สึกกลัวขึ้นมาทีหลัง
เราเหลือพลังวิญญาณแค่หนึ่งในสามแล้ว ทำไมยังคิดจะสู้เป็นสู้ตายกับมารหน้าแพะอีก?
เหนือสิ่งอื่นใด สภาพของมาดามชารอนก็แย่ลงอย่างเห็นได้ชัดแล้ว!
ในเวลาแบบนี้ ไม่ใช่ว่าควรรีบคว้าของเป้าหมาย แล้วหนีออกจากซากวิหารก่อนที่มารหน้าแพะจะรวมร่างแล้วไล่ตามมาหรอกหรือ?
โชคดีที่อัศวินดาบช่วยเป็นวาล์วควบคุมความกล้า และหาเหตุผลที่โน้มน้าวใจเราได้อย่างชะงักงัน!
ลูเมี่ยนไม่ลังเลอีก ใช้มือทั้งสองจับร่างครึ่งซีกของท่อนแขนบวมเน่า แล้วพยายามยกมันขึ้น
ร่างนี้หนักมาก ราวกับทำจากโลหะ แต่โชคดีที่ตอนนี้ลูเมี่ยนอยู่ในลำดับ 5 ทั้งยังเป็นเส้นทางที่โดดเด่นด้านพละกำลัง
ระหว่างนั้น ลูเมี่ยนยังกังวลว่าร่างดังกล่าวจะกลายเป็นซอมบี้ขึ้นมากะทันหัน ลอบโจมตีตนจนถึงแก่ความตาย แต่โชคยังดี ร่างครึ่งซีกของท่อนแขนบวมเน่าถูกมารหน้าแพะหั่นอย่างต่อเนื่องมาไม่รู้ตั้งกี่ปีแล้ว จนดูเหมือนจะสูญเสียสัญญาณชีพไปนานแล้ว จึงไม่เกิดปฏิกิริยาผิดปกติใดๆ
ลูเมี่ยนวางร่างครึ่งซีกที่บวมเน่าเป็นสีเขียวคล้ำ ไว้ตรงปากกระเป๋านักเดินทาง พลางมองด้วยความยินดีเมื่อเห็นมัน ‘จม’ ลงไปข้างใน
เลือดเนื้อที่มีชีวิต ไม่อาจบรรจุลงในกระเป๋านักเดินทาง และซากร่างของท่อนแขนบวมเน่าก็เคยแสดงคุณสมบัติการเยียวยาตัวเองมาก่อน ความคิดของลูเมี่ยนเมื่อครู่คือ ถ้าไม่สามารถเก็บร่างครึ่งซีกนี้เข้ากระเป๋านักเดินทางได้ ก็จะแบกมันไปตรงๆ หรือไม่ก็ขอให้อัศวินดาบหรือมาดามชารอนคนใดคนหนึ่งเข้าสิงร่างมัน ควบคุมให้มันวิ่งเอง
หลังจากเก็บซากร่างของท่อนแขนบวมเน่าเสร็จ ลูเมี่ยนได้ยินเสียงเอี๊ยดอ๊าดดังมาจากภายในโพรงมืดสนิทนั้น
เด็กหนุ่มจำแลงกายเป็นหอกไฟสีขาวทันที พุ่งทะยานออกไปนอกซากวิหารสีดำที่พังไปกว่าครึ่ง
ท่ามกลางเสียงแหวกอากาศ แสงเพลิงสีขาวทิ้งร่องรอยการเผาไหม้ไว้บนท้องฟ้ามืดมิด ไม่นานก็ลอยออกไปไกล
บริเวณนี้ไม่มีการกัดกร่อนสีจาง ลูเมี่ยนจึงสามารถบินได้ไกลในคราวเดียว
ภายใต้แสงโคมไฟถนนสีทอง ซึ่งมีรูปทรงคล้ายมนุษย์เรียงราย ลูเมี่ยนที่จำแลงกายเป็นหอกเปลวไฟสีขาวหลายครั้ง ในที่สุดก็กลับมาถึงริมแม่น้ำโลกแห่งความตายอันมืดมนและเหนือจริง
เด็กหนุ่มเห็นเรือผุพังลำเดิมอีกครั้ง โดยมันค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้ในจังหวะที่ ‘คนพายเรือ’ กำลังพายอยู่
ลูเมี่ยนรอคอยด้วยความกระวนกระวาย ไม่กล้าบินขึ้นไปบนเรือในร่างหอกเปลวไฟ
ตามคำบอกของ ‘อัศวินดาบ’ มาริค การทำเช่นนั้นจะส่งผลให้เขาดิ่งลงสู่ก้นแม่น้ำโลกแห่งความตาย โดยที่ไม่มีใครสามารถช่วยขึ้นมาได้
เบื้องหลังของเด็กหนุ่ม กองไฟสีขาวซีดอมเขียวลอยนิ่งพลางเผาไหม้ตัวเอง บางครั้งก็โยกไหวไปตามแรงสะเทือนอันหนักหน่วงของพื้นดิน แต่บางคราวก็สั่นขึ้นลง
ลูเมี่ยนหวั่นวิตกจนจิตใจตึงเครียด รู้สึกถึงอันตรายลึกลับที่ย่างกรายเข้ามาใกล้ทุกขณะ แต่ก็ไม่แน่ใจว่า ความรู้สึกนี้ต้นตอมาจากการฟื้นคืนชีพของศพเทพมรณาโบราณ หรือการไล่ล่าของมารหน้าแพะกันแน่
เด็กหนุ่มมองเรือมืดครึ้มที่แล่นด้วยความเร็วคงที่ไม่แปรเปลี่ยน โดยพยายามข่มอารมณ์ด้วยวิธีของ ‘นักล่า’
เขาหัวเราะแผ่วเบา พลางกล่าวกับ ‘อัศวินดาบ’ มาริคที่อยู่ในร่าง
“ในทีแรก ผมเคยคิดว่ามารหน้าแพะแข็งแกร่งมาก อาจด้อยกว่าเทพบรรพกาลเพียงเล็กน้อย หากไม่แล้วจะเป็นศัตรูกับราชาปีศาจ จนต้องการกำจัดอีกฝ่ายได้อย่างไร? จะโหยหาไข่นกที่อยู่ใต้ร่างเทพมรณาโบราณได้อย่างไร? แต่ดูจากสภาพของมันตอนนี้ อย่างมากก็แค่ระดับนักบุญเท่านั้น ทั้งยังเป็นพวกที่เหลือแค่ร่างกาย แต่ปราศจากตะกอนพลังอีกด้วย”
‘อัศวินดาบ’ ไม่ตอบสนอง
ลูเมี่ยนยังคงพูดต่อไปตามลำพัง
“ทีแรกที่มารหน้าแพะเสนอให้ฆ่าราชาปีศาจ คงเป็นแค่การบลัฟ จุดประสงค์เพื่อให้พวกเรายอมรับเงื่อนไขที่สองได้ง่ายขึ้น จิตใต้สำนึกจะรู้สึกว่ามันยังพอรับได้ แต่ความจริงแล้ว หากไม่มีลูกของออลเซโตที่คลอดก่อนกำหนดมารบกวน พวกเราก็มีโอกาสขโมยไข่นกได้ เพียงแต่ภายหลังต้องเผชิญกับความพิโรธของศพเทพมรณาโบราณ ซึ่งมันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับตัวมารหน้าแพะเอง”
“ในขณะเดียวกัน มันยังใช้ภารกิจฆ่าราชาปีศาจนี้ สร้างภาพลักษณ์ของตัวเองไปด้วย จนพวกเรารู้สึกไปเองว่ามันเก่งกาจ เคยมีศักดิ์สูงส่ง ส่งผลให้ไม่กล้าบุ่มบ่ามลงมือ และไม่กล้าที่จะยกเลิกภารกิจไข่นกง่ายๆ”
“ช่างเป็นมารที่เจ้าเล่ห์จริงๆ…”
พูดพึมพำมาถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนก็นึกขึ้นได้ ถึงข้อกล่าวหาที่มารหน้าแพะมีต่อตัวเขา
ยึดครองไข่ฟองนั้นไว้เป็นของตัวเอง!
เรายึดครองไข่ฟองนั้นตั้งแต่เมื่อไร? ไข่ฟองนั้นยังอยู่ใต้ศพของต้นตระกูลฟีนิกซ์ ทางเราแค่เกิดการสั่นพ้องเล็กน้อยกับสิ่งมีชีวิตในไข่ ได้ยินสิ่งที่มันได้ยิน ได้เห็นสิ่งที่มันเห็น..ผ่านการสั่นพ้องดังกล่าว เราจึงปนเปื้อนกลิ่นอายของสิ่งมีชีวิตในไข่มา มารหน้าแพะเข้าใจผิดว่า เราเอาไข่มาแล้วฟักมันเองหรือ? อันเดดอย่างมัน แม้ว่าตอนมีชีวิตจะเป็นมารระดับนักบุญ แต่ตอนนี้คงเหลือสมองไม่มากแล้ว เพียงแค่ทำตามสัญชาตญาณเจ้าเล่ห์ของมารเท่านั้น…ในขณะที่ลูเมี่ยนกำลังครุ่นคิดจริงจัง เรือผุพังมืดสลัวก็แล่นมาถึงฝั่งในที่สุด
ลูเมี่ยนกระโดดขึ้นเรือทันที แล้วยืนอยู่ด้านหลัง ‘คนพายเรือ’
แม้ว่า ‘คนพายเรือ’ รายนี้อาจจะโจมตีในอีกสักครู่ แต่เมื่อเทียบกับการไล่ล่าของมารหน้าแพะ เทียบกับความผิดปกติอันเกิดจากการคืนชีพของศพเทพมรณาโบราณแล้ว จะถือว่ามัน ‘เป็นมิตร’ มากเลยทีเดียว
นี่อยู่ในขอบเขตที่รับมือได้
เรือผุพังแล่นออกจากฝั่งอย่างโคลงเคลง ไปสู่กลางแม่น้ำโลกแห่งความตายอันเหนือจริง
ลูเมี่ยนหันกลับไปมองส่วนลึกของโลกแห่งความตาย พลางพบว่าความมืดหนาทึบเริ่มสงบลงแล้ว ปราศจากการสั่นสะเทือนหนักหน่วง และไม่มีเสียงเคลื่อนไหวหนักๆ ดังออกมาอีก
ทุกอย่างกลับคืนสู่ความสงบ
จิตใจที่ตึงเครียดของลูเมี่ยน ผ่อนคลายลงบางส่วน พลางถอนหายใจด้วยสัญชาตญาณ
“การเดินทางสู่โลกแห่งความตายครั้งนี้ มีเรื่องเกิดขึ้นมากมายจริงๆ…”
จนถึงตอนนี้ เขาจึงได้ขบคิดถึงปัญหาของไข่ยักษ์สีดำนั่น
สิ่งที่เติบโตอยู่ภายใน ดูเหมือนจะมีความเกี่ยวข้องบางประการกับโอมีเบล่า!
จากเรื่องนี้ ลูเมี่ยนรู้สึกว่าการที่ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ ใช้ชื่อโอมีเบล่าจากยุคบรรพกาลเป็นชื่อของบุตรแห่งเทพ คงไม่ใช่เพียงต้องการอาศัยความหมายทางศาสตร์เร้นลับอันทรงพลัง เพื่อกัดกร่อนอำนาจของ ‘พระแม่ธรณี’ เท่านั้น
โอมีเบล่า เทพธิดาแห่งการเก็บเกี่ยวที่ล่วงลับไปแล้ว ยังคงมีความลับที่ไม่เล็กซ่อนอยู่
“แต่ว่า โอมีเบล่าไม่ใช่หนึ่งในเทพบรรพกาลแปดองค์ที่ปกครองฟ้าและดินในเวลานั้น เป็นเพียงราชินีและรองเทพของราชาคนยักษ์ ก็เทียบได้กับเทวทูตในปัจจุบัน แล้วเหตุใดความลับของพระองค์ถึงส่งผลกระทบมาจนถึงยุคปัจจุบันได้?”
“หึๆ…ข้อมูลสำคัญมากมายในปัจจุบันถูกม่านหมอกแห่งประวัติศาสตร์บดบังไว้ มีเพียงผู้อยู่ในตำแหน่งสูงจำนวนน้อยนิด ซึ่งมีชีวิตรอดมาตั้งแต่ยุคที่สองจนถึงปัจจุบันเท่านั้น จึงจะรู้เรื่องราวบ้าง…”
ลูเมี่ยนรำพึงขณะมองดูตัวเอง สลับกับแผ่นดินมืดมิดในส่วนลึกของโลกแห่งความตาย ซึ่งห่างออกไปทุกขณะ จนกระทั่งทิวทัศน์เต็มไปด้วยสายน้ำมืดมนและเหนือจริง
ทันใดนั้น เด็กหนุ่มพลันเกิดความรู้สึกว่า เรื่องราวครั้งนี้จบลงอย่างสมบูรณ์แล้ว
……………………………………………………..