ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 776 ความลับที่ซ่อนเร้น
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 776 ความลับที่ซ่อนเร้น
ตอนที่ 776 ความลับที่ซ่อนเร้น
คราวนี้ ‘คนพายเรือ’ ไม่ได้โจมตีลูเมี่ยนอีก เพียงพายเรือเล็กสีหม่นโคลงเคลงมาถึงฝั่งตรงข้าม
หลังจากกระโดดลงบนทุ่งร้างที่เต็มไปด้วยดอกไม้โลหิตเหี่ยวเฉา ลูเมี่ยนที่พลังวิญญาณใกล้จะหมด ก็วิ่งเหยาะๆ ขึ้นไปยังที่ราบสูงซึ่งเต็มไปด้วยกองกระดูกและซากศพ
วิ่งไปได้ไม่กี่นาที เขาก็เห็นแสงดาวระยิบระยับดั่งความฝัน แทรกซึมออกมาจากอากาศอันมืดมัวและหม่นหมอง
ตามมาด้วยช่องว่างนั้นถูกฉีกออกราวกับกระดาษใส
รอยแยกผสานกับแสงดาวกลายเป็นประตูใหญ่ที่เปิดกว้างอยู่ในมิติมายา
ด้านนอกประตูมีมาดามเมจิกเชี่ยนในชุดกระโปรงยาวหลวมสีส้มยืนอยู่
มาดามเมจิกเชี่ยนไม่ได้เข้ามาในโลกแห่งความตาย เพียงแต่ลอยตัวอยู่ในความว่างเปล่านอกประตู มองดูพวกลูเมี่ยนพร้อมรอยยิ้ม
“มาดามเมจิกเชี่ยน…” ลูเมี่ยนคิดว่าคนที่จะมาเปิดประตูโลกแห่งความตายเพื่อรับตัวเขา ชารอน และมาริค คงเป็นครึ่งเทพคนอื่นจากฝ่ายระงับตัณหา พร้อมด้วยผู้วิเศษในเส้นทางมรณา ไม่คิดว่าคนที่มาจะเป็นอาร์คาน่าใหญ่ มาดามเมจิกเชี่ยน
เธอหาโลกแห่งความตายเจอได้อย่างไร?
เธอสามารถฉีกบาเรียของโลกแห่งความตายและสร้างประตูขึ้นมาได้?
ลูเมี่ยนกดความสงสัยในใจเอาไว้ วิ่งสองก้าวแล้วกระโดดเข้าไปในประตูแห่งแสงดารานั่น
เด็กหนุ่มรู้สึกวิงเวียน ตาพร่ามืดชั่วครู่ จากนั้นก็เห็นทะเลสาบดาร์ชที่ใสบริสุทธิ์ และรู้สึกถึงอากาศเบาบางของที่ราบสูง
เขาถอดหน้ากากทองคำตระกูลอายเกสออกจากใบหน้าด้วยปฏิกิริยาอัตโนมัติ เพื่อป้องกันไม่ให้สวมนานเกินไปจนกลายเป็นอันเดดจริงๆ
ในระหว่างนั้น ร่างของชารอนครึ่งเทพแห่งฝ่ายระงับตัณหา กับ ‘อัศวินดาบมาริค’ ก็ปรากฏขึ้นที่ด้านหน้าเยื้องข้าง
“ขอบคุณครับ” อัศวินดาบหันหน้าไปทางมาดามเมจิกเชี่ยน พลางกล่าวขอบคุณอย่างสุภาพ
ชารอนที่สวมหมวกอ่อนสีดำใบเล็ก กับชุดกระโปรงยาวสไตล์กอธิก ค่อยๆ พยักหน้ารับ แต่ไม่ได้พูดอะไร
“เป็นสิ่งที่ทางเราควรทำอยู่แล้ว” มาดามเมจิกเชี่ยนตอบพร้อมรอยยิ้ม “น่าเสียดายที่ไม่ได้จับออลเซโต น่าเสียดายจริงๆ ผู้ได้รับพรขององค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่ล้วนระวังตัวแจ แถมยังชำนาญการเกิดใหม่ จับตัวได้ยากเหลือเกิน”
ก่อนที่เขาและชารอนจะจากไป ทั้งสองยังพยักหน้าให้ลูเมี่ยนเป็นเชิงแสดงการยอมรับ
แม้ว่าคำสัญญาที่อัศวินดาบขอให้ทำคือ เพียงช่วยหาตัวออลเซโต ซึ่งลูเมี่ยนก็ทำสำเร็จเกินเป้าไปแล้ว ส่วนการไล่ตามทารกคลอดก่อนกำหนดของออลเซโต ไปจนถึงโลกแห่งความตายแล้วกำจัดมันนั้น ถือเป็นความช่วยเหลือส่วนเกิน แต่ชารอนที่บาดเจ็บสาหัส ก็ได้ช่วยลูเมี่ยนควบคุมมารหน้าแพะ ช่วยให้เด็กหนุ่มมีโอกาส ‘เก็บเกี่ยว’ ศัตรู จนสามารถนำร่างครึ่งซีกของท่อนแขนบวมเน่ากลับมาได้ ดังนั้นจึงไม่มีใครติดค้างใคร ไม่จำเป็นต้องพูดถึงเรื่องค่าตอบแทนเพิ่มเติมอีก
แน่นอน การได้สร้างความสัมพันธ์และกระชับมิตรกับ ‘อัศวินดาบ’ ถือเป็นผลพลอยได้
หลังจากชารอนและอัศวินดาบจากไป มาดามเมจิกเชี่ยนมองลูเมี่ยนครู่หนึ่งแล้วพูดติดตลก
“คงอยากถามใช่ไหม ว่าทำไมฉันถึงหาโลกแห่งความตายพบ?”
“สำหรับตัวตนลำดับสูงในเส้นทางผู้ฝึกหัด ขอเพียงมีโลกแห่งความตายอยู่ตรงนั้น ย่อมไม่มีปัญหาเรื่องหาเจอหรือไม่เจอ แม้ว่ามันจะถูกซ่อนอยู่ แค่เราสังเกต ‘ผู้เฝ้าประตู’ เปิดประตูสักสองสามครั้ง ก็สามารถระบุตำแหน่ง แถมยังเรียนรู้วิธีอัญเชิญประตูโลกแห่งความตายได้ด้วย แน่นอน ฉันไม่ได้อัญเชิญประตูออกมา แต่เปิดประตูด้วยตัวเอง”
“แล้วทำไมก่อนหน้านี้ คุณถึงบอกว่าผมต้องรอโอกาสเข้าโลกแห่งความตาย?” ลูเมี่ยนถามกลับตามความเคยชิน
ในฐานะเทวทูตดาราของมิสเตอร์ฟูล ท่านไม่สามารถเปิดประตูพาผมเข้าโลกแห่งความตายได้โดยตรงหรือ?
ยังต้องรอโอกาสอะไรอีก?
มาดามเมจิกเชี่ยนหัวเราะในลำคอ
“ถ้าตอนนั้นส่งเธอเข้าโลกแห่งความตาย เธอจะมีปัญญานำร่างของท่อนแขนบวมเน่ากลับมาหรือ?”
“คงไม่ได้…” ลูเมี่ยนตอบเสียงเบา
ไม่เพียงแต่ทำไม่ได้ แถมยังอาจจะตายคาที่เมื่อเข้าไปด้วยการเทเลพอร์ตที่ ‘ผิดกฎ’ เสียด้วยซ้ำ
แต่คราวนี้ อาศัยการนำทางของฝ่ายระงับตัณหา อาศัยความช่วยเหลือของครึ่งเทพ จึงมีโอกาสได้นำร่างที่ไม่สมบูรณ์ของท่อนแขนบวมเน่ามาจากมารหน้าแพะ
แน่นอน ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นมาก็มีไม่น้อยเช่นกัน
“ฉันมีลางสังหรณ์ว่าจะมีโอกาสแบบนี้ ถึงได้ให้เธอรอ” มาดามเมจิกเชี่ยนพูดด้วยความรู้สึกจากใจ “ไม่ใช่ว่าพลังทุกชนิดจะถูกจำลองได้ หากไม่ได้ใช้มันออกมาเอง ก็คงเปลี่ยนแปลงสภาวะของตัวเองก็ได้ยาก”
ลูเมี่ยนไม่ได้ติดใจเรื่องนี้ เพียงเล่าประสบการณ์ในโลกแห่งความตายของตัวเอง เล่าถึงมาดามชารอนและอัศวินดาบอย่างละเอียดทุกแง่มุม
มาดามเมจิกเชี่ยนฟังอย่างตั้งใจ ไม่ได้ขัดจังหวะ บางครั้งก็แสดงสีหน้าครุ่นคิด
“ความลับแบบใดกันนะ ที่ซ่อนอยู่ในตัวเทพธิดาแห่งการเก็บเกี่ยวจากยุคที่สอง?” เมื่อเล่าจบ ลูเมี่ยนก็ถามขึ้น
มาดามเมจิกเชี่ยนส่ายหัว
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน”
เธอเว้นวรรคชั่วครู่แล้วพูดต่อ
“บางเรื่อง ฉันไม่ได้ตั้งใจจะเล่าให้เธอฟังเร็วขนาดนี้ มันไม่ใช่เรื่องดีสำหรับเธอ แต่เมื่อเธอได้ผสานสายเลือดของโอมีเบล่า ได้ผ่านเหตุการณ์ในโลกแห่งความตายมาแล้ว ฉันก็พอจะเล่าให้ฟังคร่าวๆ ได้”
“เธอยังจำที่ฉันเคยพูดถึงซากศพของโอมีเบล่าได้ไหม?”
“จำได้ครับ” หนึ่งในจุดประสงค์ที่ลูเมี่ยนเสี่ยงผสานสายเลือดของโอมีเบล่า ก็เพื่อหวังว่าในอนาคต จะสามารถใช้สมบัติปิดผนึกระดับ ‘0’ ที่เกิดจากซากศพนั้นได้ชั่วคราว
มาดามเมจิกเชี่ยนถามต่อ
“เธอรู้ไหมว่ามันอยู่ที่ไหน?”
ก่อนที่ลูเมี่ยนจะส่ายหน้า เธอก็ให้คำตอบเอง
“มันอยู่ในเมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่”
เมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่? ที่ตั้งของสำนักงานใหญ่นิกายเดอะฟูลน่ะหรือ? ลูเมี่ยนพลันนึกถึงกลุ่มคนครึ่งยักษ์ที่ทำให้เขาดูเหมือนคนแคระ
ซากศพของโอมีเบล่า คือสมบัติปิดผนึกระดับ ‘0’ ของเมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่และนิกายเดอะฟูลหรือ?
มาดามเมจิกเชี่ยนชั่งคำพูดอยู่สองสามอึดใจ แล้วเอ่ยต่อไปว่า
“อันดับแรก เธอต้องเข้าใจความรู้ทางศาสตร์เร้นลับอย่างหนึ่งก่อน นักโจรกรรม หรือก็คือเทวทูตแห่งเส้นทางข้อผิดพลาด สามารถขโมยตัวตนและโชคชะตาของผู้อื่นได้ พูดอีกอย่างคือ คนที่ถูกขโมยตัวตนและโชคชะตาไป นอกจากการรับรู้ในตัวเองแล้ว จะไม่ใช่ตัวเองอีกต่อไป พ่อแม่ของเขาจะจำเขาไม่ได้ คู่ครองและลูกๆ ก็จำไม่ได้ สุดท้ายเขาก็จะค่อยๆ ถูกโชคชะตาผลักไส”
ลูเมี่ยนนึกถึง ‘ศาสตร์สลับตัว’ ในห้วงชะตา ซึ่งเกี่ยวข้องกับตัวตนและโชคชะตาของคนเช่นกัน
แม้จะแตกต่างจากสิ่งที่เมจิกเชี่ยนอธิบายอย่างมาก และมีระดับที่ต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด แต่ความคล้ายคลึงนี้ช่วยให้ลูเมี่ยนเข้าใจคำพูดของเธอได้ง่ายขึ้น
เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มไม่มีคำถาม มาดามเมจิกเชี่ยนจึงเข้าประเด็นหลักทันที
“จากความลับที่เราทราบในปัจจุบัน ฉันสงสัยว่าโอมีเบล่า เทพธิดาแห่งการเก็บเกี่ยว เคยถูกตัวตนลำดับสูงในเส้นทางข้อผิดพลาด ขโมยตัวตนและโชคชะตาไป จากนั้นก็ถูกญาติสายตรงของตัวเองฆ่าตายเพราะถูกมองว่าเป็นศัตรู”
“มาถึงตรงนี้ ฟังดูยังไม่มีอะไรแปลก เป็นแค่แผนร้ายที่น่าสะพรึงกลัว แต่ลองคิดดู เหตุใดศพของเทพธิดาแห่งการเก็บเกี่ยว ซึ่งสูญเสียตัวตนและโชคชะตา โดยถูกญาติสายตรงฆ่าตาย ถึงได้ปรากฏที่เมืองเงินพิสุทธิ์เก่า แทนที่จะนอนตายอย่างเงียบงันอยู่ตรงมุมสนามรบล่ะ?”
“และที่แปลกยิ่งกว่าคือ บรรพชนของเมืองเงินพิสุทธิ์รู้ชัดว่า นี่คือศพของโอมีเบล่า รู้จักตัวตนที่แท้จริงของพระองค์ ทั้งที่ในเวลานั้น ผลของการขโมยตัวตนน่าจะยังอยู่!”
ลูเมี่ยนได้กลิ่นความผิดปกติในเรื่องนี้ จึงขมวดคิ้วถามว่า
“เมืองเงินพิสุทธิ์มีบันทึกหรือการคาดเดาเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่?”
“ในศพของโอมีเบล่ามีตะกอนพลังหรือไม่?”
“ไม่มีตะกอนพลัง” มาดามเมจิกเชี่ยนตอบอย่างมั่นใจ “เมืองเงินพิสุทธิ์ก็มีบันทึกเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่มาก เพราะในช่วงกลาง ยังมียุคที่สามซึ่งเทพสุริยันบรรพกาลปกครองคั่นอยู่ แต่บรรพบุรุษของพวกเขาได้กล่าวไว้ว่า เทพธิดาแห่งการเก็บเกี่ยวเดินมาที่เมืองเงินพิสุทธิ์ด้วยตัวเอง หึๆ แปลกใช่ไหมล่ะ? ส่วนสถานการณ์ที่เหลือ รอจนกว่าเธอจะได้ยืมสมบัติปิดผนึกระดับ ‘0’ ชั่วคราวค่อยอ่านเถอะ ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา”
นี่ช่วยยืนยันว่า ปริศนาเกี่ยวกับโอมีเบล่านั้นไม่เล็กเลย…ลูเมี่ยนถามอย่างรอบคอบ
“ที่มารหน้าแพะพูดว่า ผมยึดไข่ฟองนั้นไว้เป็นของตัวเอง หมายความว่าอย่างไรครับ?”
มาดามเมจิกเชี่ยนจ้องหน้าลูเมี่ยนครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยตอบ
“ในตัวเธอไม่พบการเปลี่ยนแปลงใด แต่ไข่ฟองนั้นจะเปลี่ยนไปบ้างหรือไม่ ตอนนี้ยังยืนยันไม่ได้ ต้องรอสังเกตการณ์เสียก่อน”
ลูเมี่ยนส่งเสียง ‘อืม’ แล้วชี้ไปทางทะเลสาบดาร์ชที่ใสสะอาด
“ทะเลสาบนี้มีอะไรพิเศษหรือ? มันเกี่ยวข้องอย่างไรกับโลกแห่งความตาย?”
มาดามเมจิกเชี่ยนตอบอย่างขบขัน
“แต่ก่อนฝ่ายระงับตัณหามีทั้งราชาเทวทูต มีทั้งเทวทูต ปกครองที่นี่มานานนับพันปี ก็ยังไม่เข้าใจความลับของทะเลสาบแห่งนี้เลย ฉันจะมีปัญญาค้นพบในเวลาอันสั้นได้ยังไง?”
“ตามที่ทายาทสายตรงไม่กี่คนของตระกูลอายเกสเล่า พวกเขาก็ไม่ทราบว่าเหตุใดทะเลสาบดาร์ชถึงได้พิเศษ”
“จากการที่เธอไปโลกแห่งความตายครั้งนี้ บางที ทะเลสาบดาร์ชอาจได้รับความพิเศษมาตั้งแต่ก่อนที่บรรพชนตระกูลอายเกสจะได้เป็น ‘เทพมรณา’ เสียอีก”
“เกี่ยวกับเทพมรณาโบราณ เกรจารี ต้นตระกูลฟีนิกซ์น่ะหรือครับ?” ลูเมี่ยนจับความหมายแฝงในคำพูดของมาดามเมจิกเชี่ยนได้
นึกถึงไข่สีดำใบใหญ่ที่อยู่ใต้ศพของเทพมรณาโบราณ เด็กหนุ่มรู้สึกว่าการคาดเดานี้อาจอธิบายได้ว่า เหตุใดออลเซโตถึงให้ทารกประหลาดกรงเล็บนก อาศัยความพิเศษของทะเลสาบดาร์ชในการเติบโตและถือกำเนิด
“อาจจะ” มาดามเมจิกเชี่ยนยังไม่อาจยืนยันได้
ลูเมี่ยนเงียบไปสองสามวินาที แล้วเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“มาดามเมจิกเชี่ยนครับ ในเมื่อได้ชิ้นส่วนของท่อนแขนบวมเน่ามาแล้ว ผมอยากจะไปลุนเบิร์กเพื่อตามหา ‘เมืองเนรเทศ’ โมโรลาในเร็ววัน”
“เธอดูเร่งรีบนะ กระตือรือร้นด้วย” มาดามเมจิกเชี่ยนกล่าวอย่างรำพึง “เธอพักผ่อนไปสักสองสามวันก่อน ผ่อนคลายอารมณ์ แล้วค่อยไป เรื่องของวังวนพวกเราจะติดตามให้ เรื่องที่เกี่ยวกับคนในกระจก เพื่อนของเธอจะสืบต่อ อา…เธอคงพาเพื่อนเข้าไปในเมืองเนรเทศด้วยไม่ได้ แล้วก็ รีบเรียนภาษาให้ทัน พอจัดการเรื่องเมืองเนรเทศเสร็จแล้ว ก็ฝึกฝนทีมให้ดี เตรียมเลื่อนลำดับ”
“ครับ” ลูเมี่ยนก็รู้สึกว่าตัวเองควรปรับสภาพจิตใจบ้าง
…………
กรุงทรีอาร์ เขตหอรำลึก ถนนโอโรเซ บ้านเลขที่ 9 อพาร์ตเมนต์ห้อง 702
ลูเมี่ยนได้กลับมาพบกับฟรังก้า จินนา และอ็องโตนีอีกครั้ง
หลังจากที่เขาเล่าประสบการณ์ในโลกแห่งความตายจบ ฟรังก้าก็รู้สึกทึ่งอย่างจริงใจ
“ที่แท้โลกแห่งความตายก็เป็นแบบนี้…ที่แท้แม่น้ำโลกแห่งความตายก็มีอยู่จริง…”
หลังจากแสดงความทึ่ง ฟรังก้าก็ทำหน้าห่อเหี่ยวทันที
“คุณย่อยโอสถยมทูตเสร็จแล้ว ส่วนโอสถสุขสมของฉันยังเหลืออีกนิดหน่อย…”
ในการย่อยครั้งนี้ ลูเมี่ยนพบว่าแปดในสิบส่วนต้องยกความดีความชอบให้มาดามชารอน อีกหนึ่งส่วนสิบเป็นของอัศวินดาบ ตัวเขาเองมีความสำคัญเพียงหนึ่งส่วนสิบเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่รู้สึกภาคภูมิใจแต่อย่างใด คิดไปได้ครู่หนึ่ง เขาก็พูดกับฟรังก้า
“บางที ผมอาจมีวิธีช่วยให้คุณย่อยโอสถสุขสมให้เสร็จเร็วขึ้น”
“หืม…” ฟรังก้าเลิกคิ้วขึ้น ส่วนจินนาดูงุนงงเล็กน้อย
ลูเมี่ยนยิ้มพลางอธิบาย
“ในตัวผมมี ‘ห้วงชะตา’ การระเบิดความสุขสมของโมรัน·อาวินีสะสมอยู่ ถ้าหาผู้วิเศษที่เก่งๆ สักคน แล้วนำห้วงชะตานี้ไปแลกกับเขา ก็จะช่วยให้คุณย่อยโอสถสุขสมได้มากขึ้นไม่ใช่หรือ?”
“อา…ผมว่าพวกนายพลโจรสลัดในมหาสมุทร ถือว่าเหมาะเหม็งเลย”
……………………………………………………..