ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 778 วิธีเดินทาง
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 778 วิธีเดินทาง
ตอนที่ 778 วิธีเดินทาง
ลูเมี่ยนได้อ่านเอกสารที่ฟรังก้ารวบรวมมาทั้งหมดแล้ว และพอจะเดาได้ถึงเหตุผลที่เธอเลือกเป้าหมายนี้
พลเรือเอกทะเลลึก ฮาล·คอนสแตนติน ผู้ที่ถูกกล่าวขานว่ามีสายเลือดของสัตว์ประหลาดทะเล มักจะไปเติมเสบียงที่เกาะชื่อ ‘บานาโม’ ทางตะวันตกของทะเลหมอกอยู่เป็นประจำ และเมื่อไม่กี่วันก่อน มีคนพบเห็นเรือธงของเขา ‘นิวอินส์’ โผล่ขึ้นเหนือน้ำในเส้นทางเดินเรือสายหนึ่ง ซึ่งมุ่งหน้าไปบานาโม ปล่อยให้ลูกเรือได้สูดอากาศบริสุทธิ์และเพลิดเพลินกับอิสรภาพอันมีค่า
จากการคำนวณระยะทาง ความเร็วเรือ สภาพเส้นทางเดินเรืออย่างเป็นกลาง และสภาพอากาศในทะเลหมอก คาดว่าอีกประมาณสองถึงสามวัน เรือ ‘นิวอินส์’ ก็จะเดินทางถึงบานาโม
จากบรรดานายพลโจรสลัดทั้งหมด คนนี้เป็นคนเดียวที่สามารถคาดเดาเส้นทางการเคลื่อนไหวได้ในอนาคตอันใกล้!
“ลองดูก็ได้” ลูเมี่ยนตอบรับข้อเสนอของฟรังก้าอย่างไม่ค่อยใส่ใจนัก
สำหรับนักล่าผู้เคยมีส่วนร่วมในศึกระดับครึ่งเทพ ทั้งยังมีบทบาทค่อนข้างสำคัญ เขารู้สึกว่าการเลือกนายพลโจรสลัดคนไหนก็แทบไม่แตกต่าง ขอแค่หาตัวเจอง่ายๆ ก็พอ
ฟรังก้ามองลูเมี่ยนครู่หนึ่ง ไม่ได้เกรงใจ เปล่งเสียงเปรยออกมาว่า
“ฉันคิดว่าทัศนคติของคุณตอนนี้มีปัญหานิดหน่อยนะ อย่าดูถูกคนดังในลำดับ 5 เชียวล่ะ คุณยังไม่ใช่ครึ่งเทพ กายเนื้อยังเปราะบางอยู่ ถ้าประมาท ‘พลเรือเอกทะเลลึก’ อาจจะเสียท่าอย่างหนักได้ ในบ้านเกิดของฉันมีคำพูดอยู่ว่า เชิงกลยุทธ์อาจดูถูกศัตรูได้ แต่เชิงยุทธวิธีต้องให้ความสำคัญ”
“ผมรู้ โอลัวร์ก็เตือนแบบนี้บ่อยๆ บอกไม่ให้ดูถูกไอคิวของชาวบ้าน อย่าคิดว่าแผนแกล้งคนของตัวเองจะต้องสำเร็จเสมอ ไม่มีทางเกิดปัญหากลางคัน หลังจากถูกชาวบ้านไล่ตีอยู่หลายครั้ง ผมก็เข้าใจความหมายของประโยคนี้อย่างลึกซึ้ง” ลูเมี่ยนพูดอย่างจริงจังโดยไม่ได้โกรธ “บ้านเกิดของพวกคุณยังมีคำพูดอีกประโยคใช่ไหม ว่าความอ่อนแอและความไม่รู้ ไม่ใช่อุปสรรคของการอยู่รอด แต่ความหยิ่งผยองต่างหากที่เป็น”
“พอ!” ฟรังก้าพึมพำ “รู้แล้วก็แล้วไป เลิกทำให้นี่เป็นงานเสวนาคำคมคนดังเถอะ”
เมื่อเห็นพวกเขากำหนดเป้าหมายแล้ว จินนาจึงเอ่ยขึ้นมาบ้าง
“ตอนนี้ปัญหาคือ เราจะไปเกาะบานาโมยังไง?”
บานาโมตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของทะเลหมอก เคยเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิฟุซัค ต่อมาเมื่อจักรวรรดิฟุซัคเสื่อมอำนาจลง ชนพื้นเมืองบานาโมก็ลุกขึ้นต่อต้านอย่างแข็งขัน จนในที่สุดก็ได้รับเอกราช
ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะตัวเกาะบานาโมเอง ขาดทรัพยากรอันมีค่า มีไว้เพียงเป็นฐานที่มั่นล่วงหน้าสำหรับการสำรวจปลายทะเลหมอกเท่านั้น จึงไม่น่าเสียดายที่จะปล่อยไป
หลังได้รับเอกราช เกาะบานาโมก็ค่อยๆ พัฒนากลายเป็นท่าเรือโจรสลัด เป็นสถานที่สำหรับการค้าขายและจัดหาเสบียงที่เพียงพอให้กับเหล่าโจรสลัด
ความหมายของจินนาชัดเจนมาก นั่นคือการเดินทางจากทรีอาร์ไปเกาะบานาโม แม้แต่ในสภาวะที่เส้นทางเดินเรือราบรื่น ทั้งยังสภาพอากาศดี ก็ต้องใช้เวลาสองถึงสามสัปดาห์ หากเจอปัญหาประปรายกลางทาง ก็ต้องอ้อมเป็นระยะทางไกล หรือไม่ก็ต้องหยุดรอ แม้แต่หนึ่งเดือนก็ยังไปไม่ถึง พอถึงตอนนั้น ‘พลเรือเอกทะเลลึก’ ก็คงออกจากเกาะบานาโมไปนานแล้ว และการจะตามหานายพลโจรสลัดในท้องทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาล ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เว้นแต่โชคชะตาจะเข้าข้าง
ในสถานการณ์ปัจจุบัน มีเพียงการ ‘เทเลพอร์ต’ เท่านั้นจึงจะรับประกันได้ว่า ทีมจะไปถึงเกาะบานาโมได้ทันเวลา เพื่อรอ ‘พลเรือเอกทะเลลึก’ ฮาล·คอนสแตนติน แต่ปัญหาคือ ทั้งลูเมี่ยนและฟรังก้าต่างก็ไม่มีพิกัดของเกาะบานาโมในโลกวิญญาณ การลองผิดลองถูกเทเลพอร์ตด้วยระยะทางที่ไกลขนาดนี้ จะต้องหลงทางในโลกวิญญาณอย่างแน่นอน
ลูเมี่ยนครุ่นคิดอยู่สองสามอึดใจ แล้วเอ่ยถามฟรังก้า
“มีวิธีติดต่อกับใครสักคนบนเกาะบานาโมได้ไหม?”
“น่าจะได้นะ บนเกาะบานาโมมีสถานีโทรเลข” ฟรังก้าตอบหลังจากครุ่นคิด “เราอาจจะหานักผจญภัยที่เคยไปเกาะบานาโมมาก่อน ให้พวกเขาส่งโทรเลขถึงเพื่อนบนเกาะ”
ลูเมี่ยนยิ้มขึ้นมา
“ดี”
“ถ้าทุกอย่างราบรื่น คืนนี้เราก็จะไปถึงเกาะบานาโมกันแล้ว”
…………
บนทะเลหมอก บนเกาะบานาโมที่มีหมอกปกคลุมตลอดปีและอากาศมืดครึ้ม
ณ ท่าเรือแห่งเดียวบนเกาะ เมสันถือของกองหนึ่ง เดินแทรกผ่านเหล่าโจรสลัดที่เดินสวนไปมา แล้วเลี้ยวเข้าไปในโกดังร้างแห่งหนึ่ง
สถานที่แห่งนี้ถูกทำลายจากการปะทะกันของโจรสลัด และไม่เคยได้รับการซ่อมแซม กลายเป็นที่รกร้างไร้ผู้คน
เมสันเป็นนักผจญภัย เขาเกลียดพวกโจรสลัดที่หยาบคายและโหดร้าย แต่ก็ไม่อาจจากเกาะบานาโมไปได้ เพราะท่าเรือโจรสลัดแห่งนี้เต็มไปด้วยโอกาส
แม้เขาจะไม่ได้ออกล่าโจรสลัดมีค่าหัว ซึ่งแยกตัวออกมาตามลำพัง แต่ก็สามารถรอคอยอย่างอดทน จนการแก้แค้นของพวกโจรสลัดจบลง แล้วฉกฉวยข้าวของที่เหลือจากร่างของผู้แพ้
เขากลายเป็นผู้วิเศษด้วยวิธีนี้ ปัจจุบันอยู่ในลำดับ 8 ‘กลาดิเอเตอร์’
วันนี้เมสันได้รับงานที่ค่อนข้างง่าย แต่มีค่าตอบแทนสูงถึง 1,000 เฟลคิน เขาจึงตั้งใจหาสถานที่ซ่อนเร้นเพื่อทำงานนี้
เขารีบจัดการลังไม้ผุพัง แล้วนำมาซ้อนกันเป็นแท่นบูชา
จากนั้น เขาจัดวางสิ่งของตามคำอธิบายในเนื้องาน ทั้งเทียนไข น้ำหอม และน้ำมันหอมระเหย กระจายไปบนแท่น
หลังจากเตรียมการเบื้องต้นเสร็จ เมสันหยิบคำอธิบายงานที่พับไว้อย่างเรียบร้อยออกมา แล้วอ่านเนื้อหาส่วนที่เหลือ
“ส่วนที่ยากที่สุดของงานนี้คือ ต้องมีความรู้มากเพียงพอ ซึ่งรวมถึงภาษาเฮอร์มิสโบราณระดับเริ่มต้น และภาษาเฮอร์มิสในระดับที่ค่อนข้างคล่อง”
“หากไม่เข้าเงื่อนไขข้างต้น โปรดอย่ารับงานนี้…”
โชคดีที่เราเคยเรียนภาษาเฮอร์มิสโบราณจากนักผจญภัยคนอื่นมาบ้าง รวมถึงภาษาเฮอร์มิสอีกพอสมควร…เมสันรู้สึกดีใจที่ตนเลือกรับงานนี้
ไม่ใช่ว่าเขาใฝ่เรียนมากกว่านักผจญภัยคนอื่น แต่เป็นเพราะสิ่งของที่เขา ‘ได้มา’ ก่อนหน้านี้หลายชิ้น มีความเกี่ยวข้องกับภาษาเฮอร์มิส เพื่อที่จะศึกษามูลค่าแท้จริงของมัน เขาจึงตั้งใจจ่ายเงินไปเรียนภาษาเฮอร์มิสกับนักผจญภัยที่รู้ภาษา
หลังจากอ่านคำอธิบายงานส่วนที่เหลือจบ เมสันก็ประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น พลางมองว่าไม่น่าจะมีปัญหาใหญ่
เขารีบสร้าง ‘กำแพงวิญญาณ’ อย่างยากลำบาก จุดเทียน หยดน้ำหอม ถอยหลังสองก้าว แล้วเปล่งเสียงแผ่วเบาเป็นภาษาเฮอร์มิสโบราณ
“ข้า!”
นี่เป็นหนึ่งในไม่กี่คำที่เขารู้ในภาษาเฮอร์มิสโบราณ
จากนั้น เมสันเปลี่ยนมาใช้ภาษาเฮอร์มิส
“ขออัญเชิญในนามของข้า”
“สิ่งมีชีวิตที่เตร็ดเตร่ในโลกเบื้องบน ผู้สำนึกบาปที่ตื่นจากเปลวเพลิงแห่งความทุกข์ระทม ผู้ส่งสารของลูเมี่ยน·ลีแต่เพียงผู้เดียว”
เมื่อเมสันพูดจบ ก็พบว่าเปลวเทียนพลันลุกโชน พร้อมกับเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้มเกือบดำ
ท่ามกลางแสงไฟ ร่างสูงใหญ่สวมชุดคลุมยาวสีดำแบบนักบวชได้ปรากฏกาย
เมสันเพียงแค่เหลือบมอง ก็ผงะถอยหลังด้วยความหวาดกลัวหนึ่งก้าว
ส่วนของร่างที่เผยออกมานั้น ดูเหมือนกับถูกเปลวไฟแผดเผามาเนิ่นนาน เนื้อหนังกลายเป็นสีดำไหม้ติดกระดูก เบ้าตาดำมืดลึก มีเปลวไฟสีเข้มลุกไหม้อยู่ และมีเพลิงสีดำแปลกประหลาด ราวกับอยู่ในสถานะของเหลว ไหลเวียนไปทั่วร่างเหมือนสายวารี
ยังกับพวกอันเดดไม่มีผิด!
ใช่ว่าเมสันจะไม่เคยเห็นของแบบนี้ที่ท่าเรือบานาโม โจรสลัดบางคนชำนาญการคุยกับศพ แต่ ‘ผู้สำนึกบาป’ ที่ถูกอัญเชิญมาในคราวนี้ ทำเอาเมสันรู้สึกหวาดกลัวจากก้นบึ้งของหัวใจ จนมองว่าอีกฝ่ายแตกต่างจากซอมบี้ธรรมดาอย่างสิ้นเชิง
แม้แต่นายพลโจรสลัดหลายคนที่เคยมาเยือนท่าเรือบานาโม ก็ไม่เคยทำให้เมสันรู้สึกแบบนี้มาก่อน!
เมื่อเห็นร่างมัมมี่ที่สวมชุดคลุมนักบวชสีดำมองมาทางตน เมสันฝืนใจหยิบจดหมายออกมา
งานของเขาครั้งนี้คือ ส่งจดหมายให้คนที่ชื่อลูเมี่ยน·ลี!
ผู้ส่งสารร่างมัมมี่ที่มีเพลิงทมิฬเหลวไหลอาบร่าง รับจดหมายไป แล้วอันตรธานหายท่ามกลางแสงเทียนสีเขียวเข้มเกือบดำ
ทุกอย่างในโกดังร้างกลับคืนสู่สภาพปกติในพริบตา
เมสันจึงยกมือขวาขึ้นเช็ดเหงื่อเย็น พร้อมพึมพำกับตัวเองว่า
“เรื่องนี้ดูจะไม่ธรรมดา…”
“ฉันเคยได้ยินนักผจญภัยคนอื่นเล่าว่า บางคนถูกหลอกให้ทำพิธีกรรมพิเศษ สุดท้ายก็อัญเชิญเทพมารหรือปีศาจออกมา ทำลายตัวเอง และทำลายเมืองที่อยู่ด้วย…”
“เมื่อสักครู่คงไม่ใช่กรณีแบบนั้นกระมัง? ท่าเรือบานาโมจะเกิดหายนะหรือเปล่า?”
“ลูเมี่ยน·ลีคนนั้น เป็นชื่อจริงของมารหรือเทพมารหรือ?”
“…”
ก่อนหน้านี้เมสันเห็นว่า พิธีกรรมอัญเชิญแค่ผู้ส่งสาร ไม่เกี่ยวกับเทพมารหรือมาร และตัวเขาเองก็เป็นผู้วิเศษลำดับ 8 จึงยอมลองทำดูสักครั้ง แต่ผู้ส่งสารเมื่อครู่ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจ
ขณะที่พูดกับตัวเอง เมสันเก็บของบนแท่นบูชาให้เรียบร้อย
ทันใดนั้น เขาหยุดชะงัก พลางขมวดคิ้ว
“เราเคยได้ยินชื่อลูเมี่ยน·ลีที่ไหนมาก่อนนะ…”
เขาพยายามนึกอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็นึกไม่ออก
ก่อนออกจากโกดังร้าง เมสันหันไปมองแท่นบูชาที่ทำจากลังไม้ผุพัง และพบว่ามีบางสิ่งดูเหมือนกำลังลอยอยู่ในเงามืดตรงนั้น
เมสันเสียวสันหลังวาบ แล้วแกล้งทำเป็นไม่เห็น รีบจ้ำเท้าออกจากโกดังร้างทันที
…………
กรุงทรีอาร์ เขตหอรำลึก ในอพาร์ตเมนต์ที่ฟรังก้ากับจินนาเช่าอยู่
ลูเมี่ยนเห็น ‘ผู้สำนึกบาป’ บายินเฟลเดินออกจากความว่างเปล่า แล้วยื่นจดหมายให้เขา
เด็กหนุ่มไม่ได้เปิดจดหมายอ่าน เพราะรู้ดีว่าด้านในเป็นกระดาษขาว
เขากล่าวกับผู้ส่งสารของตน
“ส่งจดหมายตอบกลับให้ผู้ส่งเมื่อสักครู่ได้ไหม?”
“ได้” ผู้สำนึกบาปบายินเฟลตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
ลูเมี่ยนยิ้มพลางชี้เข้าหาตัวเอง
“ฉันคือจดหมายตอบกลับ”
…………
ณ ท่าเรือบานาโมที่มีหมอกบางปกคลุม ลูเมี่ยนยืนพิงกำแพงด้านนอกโกดังร้าง มองดูผู้ส่งจดหมายเมื่อครู่เดินออกจากโกดังด้วยสีหน้าหวาดผวา แล้วรีบจากไปอย่างร้อนรน
เขายิ้มพลางหยิบหมวกสานสีเหลืองทองออกมาจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’ มองดูสองสามครั้งแล้วเก็บกลับเข้าไป
การปรากฏตัวของนักผจญภัยคนดัง หลุยส์·แบรี อาจก่อให้เกิดความระแวงที่ไม่จำเป็น บางทีอาจทำให้ ‘พลเรือเอกทะเลลึก’ ฮาล·คอนสแตนตินเปลี่ยนจุดหมาย ไม่แวะเทียบท่าที่เกาะบานาโม
ลูเมี่ยนยืดตัวตรง รัดเสื้อแจ็กเกตหนาให้แน่น ล้วงมือใส่กระเป๋ากางเกง แล้วเดินอย่างไม่รีบร้อนไปตามถนนในท่าเรือบานาโม
เขาตั้งใจจะเดินดูรอบหนึ่งก่อน จึงค่อยกลับไปรับพวกฟรังก้า
…………
กรุงทรีอาร์ในยามดึก
อ็องกูแลมมาถึงบ้านร้างตามที่นัดหมายกับ ‘ดาบซ่อนแขน’ เพื่อรับวิธีติดต่อฉุกเฉินสำหรับช่วงเวลาถัดจากนี้
ไม่นาน เขาก็พบกระดาษแผ่นดังกล่าว และเห็นข้อความเขียนไว้ว่า
“หากมีเรื่องด่วน ให้อัญเชิญผู้ส่งสารของเพื่อนฉัน”
“วิญญาณกระต่ายที่เตร็ดเตร่ท่ามกลางโลกมายา นักวิ่งผู้ไล่ตามความรู้ ผู้ส่งสารของเจ็ดถ้วยแต่เพียงผู้เดียว”
“เจ็ดถ้วย…คนของชุมนุมทาโรต์หรือ? ‘ดาบซ่อนแขน’ เพื่อนของเธอก็คือตัวเธอเองสินะ?” อ็องกูแลมพึมพำเงียบงันอยู่ในใจ
เขาคิดว่าตนได้เข้าใจแล้ว ถึงเหตุผลที่ ‘ดาบซ่อนแขน’ มักเผชิญกับเรื่องยุ่งยากอยู่เสมอ
……………………………………………………..