ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 781 ภารกิจของแต่ละคน
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 781 ภารกิจของแต่ละคน
ตอนที่ 781 ภารกิจของแต่ละคน
สองวันต่อมา ณ จุดเงียบสงัดของท่าเทียบเรือบานาโม
จินนาสวมชุดสีดำที่ดูคล้ายชุดกระโปรงคลุมยาว ยืนมองทะเลสีครามที่ปกคลุมด้วยหมอกบางๆ อยู่แต่ไกล
ภารกิจของเธอคือ เฝ้าสังเกตการณ์ท่าเรือ เพื่อให้สามารถพบเรือธงชื่อ ‘นิวอินส์’ ของพลเรือเอกทะเลลึกได้อย่างทันท่วงที
แน่นอน นี่เป็นเพียงหนึ่งในสิ่งที่เธอต้องคอยระวัง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ต้องแน่ใจว่าไม่มีกองเรือของราชาโจรสลัดคนใดมาถึงท่าเรือบานาโมก่อนเรือนิวอินส์ หากไม่แล้ว เธอจะต้องรีบแจ้งกับลูเมี่ยน เพื่อให้นักผจญภัยนิรนามรายนี้หายตัวไป
จินนาเดินไปมาสลับกับหาที่นั่งพัก คอยรอเป้าหมายด้วยความอดทนเป็นอย่างมาก
ทันใดนั้น เธอเห็นวัตถุมหึมาผงาดพ้นผิวทะเลขึ้นมาจากระยะไกล
ของผิววัตถุดังกล่าวเป็นสีดำโลหะล้วน บนผิวมีน้ำทะเลไหลบ่าลงมา รูปร่างคล้ายกระสวยทรงรี ส่วนบนมีท่อโลหะเล็กๆ ยื่นออกมาในลักษณะทำมุมโค้ง ดูคล้ายตาของหอยทากที่ถูกดึงให้ยืดออก
อึดใจถัดมา ท่อโลหะหดกลับเข้าไป ส่วนบนทั้งหมดของวัตถุมหึมาแยกออกจากกัน กางออกไปรอบด้าน เผยให้เห็นดาดฟ้าเรือกว้างใหญ่ ปืนใหญ่หลายกระบอก โจรสลัดนับร้อย พร้อมกับชักเสากระโดงและใบเรือขึ้น
ภาพนี้ทำให้จินนาเคลิบเคลิ้มไปชั่วขณะ แม้เธอจะเคยได้ยินลูเมี่ยนเล่าถึงวิธีการดำน้ำ การผุดขึ้นมา รวมถึงการกางออกของเรือ ‘หมึกยักษ์นิลกาฬ’ ของ ‘จอมฉีกกระดูก’ โรเลอร์ แต่การได้เห็นกับตาก็ยังน่าตื่นตะลึงกว่ามาก
มันมีความงามทางกลไกที่น่าทึ่งอย่างยิ่ง!
ยิ่งไปกว่านั้น วัตถุมหึมาชนิดนี้ก็มิได้เล็กไปกว่าเรือไอน้ำข้ามมหาสมุทรรุ่นใหม่ล่าสุด ทั้งยังใหญ่กว่าเรือโจรสลัดแบบใบเรือดั้งเดิมมาก
ไม่จำเป็นต้องยืนยันเพิ่มเติม จินนารู้ว่านี่คือเรือธง ‘นิวอินส์’ ของ ‘พลเรือเอกทะเลลึก’ ฮาล·คอนสแตนติน
ในขณะเดียวกัน เธอวินิจฉัยเบื้องต้นว่า เรือนิวอินส์มาถึงท่าเรือบานาโมลำพัง ไม่มีเรือหมึกยักษ์นิลกาฬร่วมขบวนมาด้วย
นับตั้งแต่ที่ ‘พลเรือโทสนธยา’ บูลาทอฟ·อีวานได้ขึ้นเป็น ‘ราชาสนธยา’ เรือลำอื่นๆ ในกองเรือของพลเรือเอกทะเลลึก ก็แทบไม่ได้เคลื่อนไหวร่วมกับเรือธงอีกเลย เพราะเรือนิวอินส์และเรือหมึกยักษ์นิลกาฬสามารถดำลงใต้ทะเล เพื่อเดินทางอย่างเงียบเชียบได้ ซึ่งเรือลำอื่นทำไม่ได้ หากฝืนติดตามไปด้วย ก็จะเป็นการเปิดเผยร่องรอยของฮาล·คอนสแตนตินเสียเปล่าๆ
นี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ฟรังก้าจับตาดูพลเรือเอกทะเลลึกผู้นี้
พ่อของเธอเป็นคนงาน ความซาบซึ้งในเครื่องจักรกลของเขา ส่งอิทธิพลลึกซึ้งต่อเธอและพี่ชายอย่างยูเลียน
กอปรกับที่ทรีอาร์มีเครื่องจักรกลนานาชนิด ทั้งมีประโยชน์และแปลกประหลาดอยู่ทั่วไป ยูเลียนพี่ชายของเธอในวัยเยาว์ เกือบจะละทิ้งศรัทธาในสุริยันเจิดจรัส หันไปนับถือศาสนาเทพจักรกลไอน้ำแล้วด้วยซ้ำ
จินนาละสายตา เดินออกจากท่าเรือพลางนึกถึงเรื่องหนึ่งด้วยความกังวลเล็กๆ
อีกกว่าเดือน ยูเลียนพี่ชายของเธอก็จะสิ้นสุดการศึกษาแลกเปลี่ยน และถูกส่งกลับมายังทรีอาร์แล้ว แต่เธอไม่อยากให้พี่ชายอาศัยอยู่ในมหานครที่ตั้งอยู่บน ‘ปากภูเขาไฟ’ แห่งนี้อีกต่อไป เธออยากให้ยูเลียนไปตั้งรกรากในเมืองที่อำนาจรัฐเข้มแข็ง แต่ไม่อันตรายเท่าทรีอาร์ ท่าเรือเลอซายล์ที่ยูเลียนอยู่ในปัจจุบัน หรือเมืองอื่นๆ ในเขตทรีอาร์ ก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดีทั้งสิ้น
จินนารู้ว่าตัวเองไม่มีทางโน้มน้าวยูเลียนได้ ด้านหนึ่งเพราะพี่ชายจะเป็นห่วงเธอผู้เป็นน้องสาว เว้นเสียแต่ว่า เธอจะหาคนที่เชื่อถือได้มาแต่งงานด้วย อีกด้านหนึ่งก็เพราะยูเลียนเกิดในทรีอาร์ เติบโตในทรีอาร์ และยังได้รับโอกาสมากมายในทรีอาร์ จะยอมจากบ้านเกิดไปได้อย่างไร?
“ต้องหาวิธี ‘จัดแจง’ แบบอ้อมๆ สักหน่อย อา…การย้ายชั่วคราวคงโน้มน้าวได้ง่ายกว่า การจากบ้านเกิดถาวรเป็นสิ่งที่ยูเลียนไม่มีทางยอมรับได้เด็ดขาด ตามที่ฟรังก้าว่า อาจจะเริ่มจากสามปีก่อน หลังจากสามปีก็อีกสามปี…” จินนาไม่ได้คิดจะให้อ็องโตนีใช้วิธี ‘สะกดจิต’ ยูเลียนโดยตรง
ทันใดนั้นเอง มีโจรสลัดเมามายสองคนเดินเข้ามาทางท่าเรือ แล้วเห็นจินนาที่สวมผ้าคลุมศีรษะกับชุดคล้ายกระโปรงคลุมยาว
พวกเขากวาดตามองขึ้นลงสักครู่ สบตากันแวบหนึ่ง แล้วขวางทางเดินของจินนาไว้
“คนสวย บอกราคามาเถอะ”
“ถ้าไม่บอกราคา พวกเราก็จะให้ตามที่เห็นสมควร!”
โจรสลัดทั้งสองผลัดกันพูดคนละประโยค พลางยื่นมือพยายามจะคว้าตัวจินนา
ในเมืองท่าบานาโม เรื่องเช่นนี้ไม่แปลกใหม่ ผู้หญิงท้องถิ่นมักจะเลือกไปเป็นโสเภณีในบาร์หรือสถานที่ที่มีคนคุ้มครอง หรือไม่ก็แทบไม่ออกจากบ้าน เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกโจรสลัดจับตามอง หากเกิดเรื่องขึ้นมา ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดก็คือ รอให้เจ้าพนักงานมาช่วย แล้วได้รับค่าชดเชยไม่มากนัก ส่วนกรณีที่แย่ที่สุดก็คือ ถูกโจรสลัดที่ไม่อยากจ่ายเงินแม้แต่น้อย ฆ่าทิ้งในจุดเกิดเหตุ แล้วนำไปโยนทะเล หรือถูกจับไปบนเรือเพื่อขายต่อ
ก่อนที่มือของโจรสลัดทั้งสองจะได้สัมผัสแขนกับไหล่ของจินนา พวกเขาก็พลันพบว่า ร่างกายของตนถูกไฟคลอกอย่างเงียบงัน ด้วยเปลวไฟสีดำที่ดูชั่วร้าย
ทั้งสองรู้สึกหวาดกลัวในทันที ผสมปนเปกับความเจ็บปวด ฤทธิ์เหล้าอันตรธานหายไป พลางหันหลังวิ่งหนีเป็นบ้าเป็นหลัง
พวกเขาตะโกนโหวกเหวกด้วยความหวาดผวาขณะวิ่ง
“แม่มด!”
“แม่มด!”
ผ่านความนึกคิด ความเจ็บปวด และความหวาดกลัวของโจรสลัดทั้งสอง จินนาสัมผัสได้ว่า โอสถแม่มดของตนมีพัฒนาการอีกเล็กน้อย พลางมองดูพวกเขาค่อยๆ อ่อนแรงลงท่ามกลางเปลวไฟสีดำ วิ่งไปได้สักพักก็ล้มฟุบลง ชักกระตุกก่อนตาย
จินนาสองจิตสองใจทันที
เราควรจะรักษาภาพลักษณ์ลึกลับชั่วร้ายของ ‘แม่มด’ ต่อไป หรือว่าจะทำตามสัญชาตญาณ ล้วงเงินจากศพโจรสลัดทั้งสองดีล่ะ…
…………
เมืองท่าบานาโม ภายในบาร์แห่งหนึ่ง
อ็องโตนีนั่งอยู่บนเก้าอี้สูง ถือแก้วเบียร์ในมือ ฟังโจรสลัดฝั่งตรงข้ามคุยโวน้ำลายแตกฟอง
งานของเขาในสองวันนี้คือ ปะปนอยู่ในหมู่โจรสลัด เฝ้าสังเกตและชี้นำทิศทางของ ‘กระแส’
แม้ว่าลูเมี่ยนจะวิเคราะห์มามาก แต่ก็ยังไม่ค่อยมั่นใจนักว่ากลุ่มโจรสลัดจะมีปฏิกิริยาเช่นไร เพราะจิตใจคนเรายากที่จะหยั่งถึง การจะมีคนประหลาด ซึ่งไม่สามารถคาดเดาด้วยเหตุผลทั่วไป โผล่ออกมาสักคนสองคนจากโจรสลัดจำนวนมาก ย่อมเป็นเรื่องปกติมาก
เวลา ‘นักวางแผน’ วางแผนการ ก็ไม่ได้บอกว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งจะต้องเกิดขึ้นแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ นั่นเป็นความสามารถของลำดับสูงในเส้นทาง ‘นักทำนาย’ ‘นักพยากรณ์’ และ ‘ผู้ชม’ สิ่งที่ ‘นักวางแผน’ ต้องทำคือ เตรียมแผนสำรองไว้ เพื่อให้แน่ใจว่าเหตุการณ์จะดำเนินไปตามที่ตนคาดการณ์เสมอ ไม่ใช่พอมีปัญหาที่เบี่ยงเบนจากแผนเดิมนิดหน่อย ก็มืดแปดด้านทำอะไรไม่ถูก
ดังนั้น เขาจึงให้อ็องโตนีเข้าออกบาร์ยอดนิยมของโจรสลัดหลายแห่ง พยายามผูกมิตรให้มากเข้าไว้ เพื่อทำความเข้าใจปฏิกิริยาของเหล่าโจรสลัดที่มีต่อนักผจญภัยนิรนาม ผู้อาจหาญท้าทายแบบเหมารวม โดยจะคอยคัดกรองเสียงที่แตกต่าง ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ จากนั้นก็ใช้พลังของ ‘นักสะกดจิต’ ค่อยๆ ชี้นำและเปลี่ยนแปลงทัศนคติของโจรสลัดส่วนน้อยที่มีอำนาจในการพูด เพื่อให้แน่ใจว่า ‘กระแส’ ที่ฟรังก้าเอ่ยถึง จะเป็นไปตามที่ลูเมี่ยนต้องการเสมอ
การชี้นำในที่ลับครั้งใหญ่นี้ ช่วยทำให้โอสถ ‘นักสะกดจิต’ ของอ็องโตนีถูกย่อยไปไม่น้อย
เพราะนี่ไม่เพียงเป็นการ ‘สะกดจิต’ ในทางปฏิบัติ แต่ยังดูเหมือนจะเป็นการชี้นำจิตใจทางอ้อมต่อกลุ่มโจรสลัดทั้งเมืองท่าบานาโมอีกด้วย
ในสายตาเขา เพื่อนใหม่รายนี้ไม่เพียงแต่เป็นคนน่าคบหา แต่ยังจัดอยู่ในประเภทที่รู้จักรับฟังในหมู่โจรสลัด ไม่ใช่พวกที่ชอบขัดจังหวะตอนคนอื่นกำลังคุยโม้ เพื่อโอ้อวดประสบการณ์ของตัวเอง
“พายุเป็นพยาน โจรสลัดแบบนี้หายากจริงๆ ในที่สุดฉันก็ได้เล่าประสบการณ์ครั้งนั้นจนจบอย่างสะใจ!” โจรสลัดสติลเวลล์วางแก้วเบียร์ลง พลางสรรเสริญองค์เทพในใจอย่างไม่เสแสร้ง แล้วเอ่ยถามกับอ็องโตนี “สนใจจะเข้าร่วมกองเรือของพวกเราไหม?”
อ็องโตนีตอบพร้อมรอยยิ้ม
“ฝีมือของผมยังไม่ดีพอจะเป็นหนึ่งในพวกคุณหรอกครับ”
“ฮ่าๆ” โจรสลัดสติลเวลล์หัวเราะอย่างภาคภูมิใจ
อ็องโตนีเหลียวซ้ายแลขวา แล้วจงใจลดเสียงพูด
“คุณเคยได้ยินเกี่ยวกับนักผจญภัยนิรนามคนนั้นหรือยัง?”
รอยยิ้มบนใบหน้าของสติลเวลล์พลันอันตรธานหาย
“ได้ยินแล้ว ที่นี่มีกัปตันเรือโจรสลัดอยู่ตั้งมากมาย แต่กลับไม่มีเลยสักคนที่กล้าไปสั่งสอนไอ้นักผจญภัยนั่น!”
“พวกเขารออะไรกันอยู่? นี่มันโอกาสสร้างชื่อเสียงเลยไม่ใช่หรือไง? อาจจะมีใครสักคนได้เป็นนายพลโจรสลัดคนที่สิบก็ได้!”
ท่ามกลางการตะโกนด่า สติลเวลล์ไม่เคยเอ่ยถึงว่า ตัวเองก็สามารถไปท้าประลองกับนักผจญภัยผู้หยิ่งผยองนั่นได้เลยสักคำ
ทันใดนั้น เขาได้ยินเสียงอื้ออึงดังขึ้นจากมุมหนึ่งในห้องโถงของบาร์
“เกิดอะไรขึ้น?” สติลเวลล์ยกแก้วเบียร์ พึมพำพลางเดินไปที่โต๊ะตัวดังกล่าว
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขากลับมาที่เคาน์เตอร์บาร์ พูดกับอ็องโตนีด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“พลเรือเอกทะเลลึกมาถึงบานาโมแล้ว!”
“พลเรือเอกทะเลลึกมาแล้วหรือ?” อ็องโตนีทำหน้าดีใจระคนประหลาดใจ
“ใช่แล้ว จะได้มีคนไปสั่งสอนไอ้บ้านั่นสักที!” สติลเวลล์นั่งกลับลงบนเก้าอี้สูง พูดไม่หยุดปาก “นั่นคือนายพลโจรสลัดเชียว นายพลโจรสลัดทุกคนน่ะ ล้วนผ่านการนองเลือดมาอย่างแท้จริง ไม่ใช่คุยโวจนได้ตำแหน่ง สามารถฆ่านักผจญภัยที่นี่ทั้งหมดรวมกันได้เลย!”
พอสติลเวลล์พูดจบ อ็องโตนีก็พูดเออออตาม
“ผมชักจะอยากเห็นแล้วสิ”
กลืกๆ สติลเวลล์ยกแก้วเบียร์ขึ้นดื่มอีกอึก
เขาอวดอ้างตัวเอง
“อันที่จริง ผมก็คิดไว้ก่อนแล้วล่ะ ว่าคงเป็น ‘พลเรือเอกทะเลลึก’ ที่มาจบความอัปยศของไอ้โจรสลัดขี้คุยนั่น”
“ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะครับ?” อ็องโตนีถามด้วยความสงสัย
สติลเวลล์มองเขาครู่หนึ่ง
“นี่คุณไม่รู้หรือ?”
อ็องโตนียิ้มพลางอธิบาย
“แม้ผมจะเป็นคนอินทิส แต่ลูกพี่ของพวกเรามักจะดักจู่โจมเรือในทะเลคลั่ง แทบไม่ค่อยได้เข้ามาลึกในทะเลหมอกเลย”
“อ้อ…อย่างนี้นี่เอง” สติลเวลล์แสดงท่าทีเข้าใจ เขาลดเสียงลงพูดว่า “พวกเราต่างสงสัยกันว่า การที่ ‘พลเรือเอกทะเลลึก’ แวะมายังเมืองท่าบานาโมทุกปี ก็เพราะจะไปหาสมบัติในตำนานนั่น”
“สมบัติ? ‘นิวอินส์ที่สาบสูญ’ น่ะหรือ?” อ็องโตนีวางท่าเหมือนโจรสลัดตัวจริง
‘นิวอินส์ที่สาบสูญ’ คือหนึ่งในหกตำนานขุมสมบัติอันโด่งดังที่สุดแห่งห้าห้วงสมุทร ตามตำนานกล่าวว่า มันนอนอยู่ที่ก้นทะเลแห่งหนึ่งในทะเลหมอก โดยบริเวณนั้นเคยเป็นอารยธรรมของสิ่งมีชีวิตทรงปัญญา แต่ดูเหมือนจะพินาศไปนานแล้ว และในบริเวณทะเลแถบนั้น ก็มักจะมีวัตถุแปลกประหลาดปรากฏขึ้นเสมอ ซึ่งล้วนชี้ไปหานิวอินส์ในยุคบรรพกาล
“ใช่” สติลเวลล์พยักหน้าหนักๆ “ลองคิดดูสิ เรือธงของ ‘พลเรือเอกทะเลลึก’ คือเรือที่เขาเจอมาจากซากปรักหักพังแห่งหนึ่ง แถมยังตั้งชื่อว่าเรือ ‘นิวอินส์’ ใครๆ ก็ต้องสงสัยว่าซากปรักหักพังนั้นคือ ‘นิวอินส์ที่สาบสูญ’ อยู่แล้ว! เหนือสิ่งอื่นใด หากอิงจากตำนาน บริเวณที่นิวอินส์จมลงไปก็อยู่ไม่ไกลจากที่นี่สักเท่าไร”
……………………………………………………..