ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 782 เสียงอึกทึก
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 782 เสียงอึกทึก
ตอนที่ 782 เสียงอึกทึก
ณ บาร์คะนองในท่าเรือบานาโม
นักผจญภัยเมสันเปลี่ยนมาสวมกางเกงขายาวหลวมๆ แบบพับขา รวมถึงแจ็กเกตหนาที่โจรสลัดชอบใส่กัน พลางมองไปยังนักผจญภัยนิรนามที่นั่งดื่มเหล้ากลั่นหันหลังให้ตน จิตใจยังคงตึงเครียดอยู่หลายส่วน
เขาไม่ได้กังวลว่าอีกฝ่ายจะทำร้ายตน แต่กลัดกลุ้มว่าการใช้ชีวิตเช่นนี้จะจบลงเมื่อไหร่
โจรสลัดไม่เคยเป็นกลุ่มคนที่จะยอมฟังเหตุผล หรือไม่เอาคืนคนที่ทำให้ตัวเองโกรธแค้น ดังนั้นเมื่อไม่มีใครออกมาตอบโต้นักผจญภัยนิรนามที่หยิ่งผยอง โจรสลัดหลายคนจึงพยายามระบายความโกรธใส่นักผจญภัยคนอื่นๆ ในท่าเรือบานาโม
นั่นคือเหตุผลที่นักผจญภัยในเมืองท่าบานาโม จึงคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตหลบๆ ซ่อนๆ
ปกติแล้วพวกเขาจะไม่แสดงตัวว่าเป็นนักผจญภัย โดยจะปลอมตัวเป็นอาชีพอื่นแทน หากไม่แล้ว คงได้กลายเป็นศพนอนอยู่ปลายซอย หรือลอยขึ้นมาจากทะเลใกล้ๆ ท่าเรืออย่างแน่นอน
ในท่าเรือที่โจรสลัดเป็นใหญ่เช่นนี้ การเป็นนักผจญภัยถือเป็นอาชีพเสี่ยงอันตรายซึ่งไม่อาจเผยตัวได้โจ่งแจ้งนัก คนอย่างเมสันล้วนมีตัวตนที่ถูกต้องตามกฎหมายไว้เพื่อสวมรอย หรือไม่ก็เข้าร่วมกับกลุ่มโจรสลัดไปเลย โดยเป็นคนงานประจำท่าเรือบานาโมที่คอยช่วยจัดหาเสบียง
การรับงานไม่ถือเป็นการเปิดเผยตัวตนของนักผจญภัย เพราะโจรสลัดหลายคนก็รับงานเพื่อเอาค่าหัว ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ หลังจากสังหารโจรสลัดคู่อริแล้วช่วงชิงมรดกมา ยังสามารถใช้เส้นสายเพื่อรับเงินรางวัลได้อีกก้อน ใครจะไม่อยากทำล่ะ?
แน่นอนว่า วิธีการทำงานของโจรสลัดกับนักผจญภัย นับว่าแตกต่างกันอยู่บ้าง โดยพวกเขาจะเริ่มจากการสืบให้รู้ก่อนว่า ใครเป็นผู้ว่าจ้าง แล้วชั่งใจดูว่าตนสามารถสังหารผู้ว่าจ้างได้เลยหรือไม่ อันที่จริง นักผจญภัยบางคนก็เป็นแบบนี้ เมื่ออยู่ในบ้านเมืองที่ขาดความสงบเรียบร้อย พวกเขาก็จะเปลี่ยนไปเป็นโจรโดยปริยาย
เมสันเพิ่งจะสูญเสียงานพนักงานบริษัทการค้าไปเมื่อไม่นานมานี้ อีกทั้งด้วยรูปกายภายนอกที่แตกต่างจากคนท้องถิ่น เขาจำเป็นต้องแต่งตัวเป็นโจรสลัดเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกลูกหลง
ขณะที่ความคิดสับสนว้าวุ่น สายตาของเขาก็มองไปยังบริเวณใกล้หน้าต่างของบาร์คะนอง ผนังบริเวณดังกล่าวมีสภาพดำเกรียม กระจกแตกร้าว โต๊ะเก้าอี้ล้มระเนระนาด มีซากศพไหม้เกรียมที่ถูกเผามานานสองศพนอนอยู่ ชิ้นส่วนต่างๆ ของร่างกายกระจัดกระจายอยู่บริเวณใกล้เคียง
นั่นคือศพของโจรสลัดสองคน
ในช่วงเที่ยง พวกเขาจำนักผจญภัยที่เคยเจอมาก่อนได้ และตั้งใจจะระบายความแค้นใส่ แต่นักผจญภัยนิรนามที่นั่งอยู่ตรงเคาน์เตอร์บาร์ ไม่แม้แต่จะหันหลังกลับมา เพียงสร้างอีกาไฟสีแดงเกือบขาวขึ้นมาตัวแล้วตัวเล่า จนทำให้โจรสลัดทั้งสองแหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ศพถูกเผาไหม้ยาวนาน
เหตุการณ์นี้ทำให้เหล่าโจรสลัดที่อยู่ในจุดเกิดเหตุ เชื่อจากก้นบึ้งหัวใจว่า นักผจญภัยนิรนามรายนี้เป็นคนรักษาคำพูด ทั้งยังซื่อตรงต่อคำพูดของตน
บอกว่าจะฆ่า ก็จะฆ่าเลย บอกว่าใครกล้าล้ำเส้นจะต้องถูกประหาร ก็จะต้องประหารทันทีเลย ไม่ว่าเกาะแห่งนี้จะเป็นเมืองท่าของโจรสลัด ไม่ว่าจะมีโจรสลัดนับพันและผู้วิเศษอีกมากมายคอยจับตามองเขาอยู่ก็ตาม!
เหนือสิ่งอื่นใด กัปตันเรือของโจรสลัดทั้งสอง ก็ไม่กล้าแม้แต่จะแก้แค้น
เมสันได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยตาตนเอง จึงได้ทราบว่าโจรสลัดทั้งสองรู้จักเส้นทาง ‘นักวางเพลิง’ พอประมาณ ทั้งยังมีฝีมือไม่เลว หนึ่งในนั้นยังเป็นผู้วิเศษลำดับต่ำด้วย แต่ถึงจะระวังตัวล่วงหน้า พวกเขาก็จนปัญญาจะหนีการไล่ล่าของอีกาไฟสิบกว่ายี่สิบตัว เพิ่งจะหนีจากกลางบาร์มาถึงหน้าต่าง ก็ถูกไฟคลอกเสียแล้ว
เรื่องนี้ทำให้เมสันเกิดความรู้สึกชื่นชมและใฝ่ฝันขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
เมื่อไรหนอ เราจึงจะมีพลังแบบนี้บ้าง?
เมื่อไรหนอ เราจึงจะกลายเป็นนักผจญภัยที่สามารถข่มขวัญโจรสลัดได้มากมายอย่างเขา?
เมสันตั้งใจจะ ‘มีน้ำใจ’ ช่วยจัดการศพของโจรสลัดทั้งสอง แต่น่าเสียดายที่กัปตันและรองกัปตันของกองโจรสลัดมาถึงเร็วมาก แม้พวกเขาจะไม่กล้าลากศพออกไป แต่ก็เก็บ ‘มรดก’ กลับไปอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
“ช่วงนี้ต้องพยายามอยู่ใกล้ๆ นักผจญภัยคนนี้ไว้ก่อน หากไม่แล้ว ถ้ามีใครจำเราได้ ชีวิตก็คงถึงคราวจบเห่…” เมสันจิบเบียร์สีน้ำตาลเข้มในแก้ว พลางรำพึงขึ้นมาว่า “ชีวิตที่เคยปกติดี ทำไมถึงได้กลายเป็นแบบนี้ไปในชั่วพริบตากันนะ?”
แม้เขายังไม่ได้รับความเสียหายที่เป็นรูปธรรม แต่ดูเหมือนว่าก็ได้รับผลกระทบไปด้วย
เรื่องนี้ทำให้ความกังวลใจในเรื่องที่ว่า ตนอาจเป็นผู้นำพาหายนะมาสู่เมืองท่าบานาโม ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น แต่ก็มองว่านี่ยังไม่ถือเป็นหายนะ รอจนกว่านักผจญภัยนิรนามจะจากไปก่อน หรือเมื่อนายพลโจรสลัด หรือราชาโจรสลัดสักคนมาถึงเมืองท่าบานาโม เรื่องราวก็คงจบลง
“ต่อไปนี้ ถ้าไม่รู้จักพิธีกรรมดีพอ ห้ามทำเด็ดขาด…” เมสันเตือนตัวเอง
จากนั้น เขายกแก้วขึ้น ชูให้กับเงาของตัวเองที่สะท้อนอยู่บนผนัง เป็นสัญลักษณ์ว่าได้คืนดีกับตัวเองแล้ว
…………
ในเงานั้น ฟรังก้ากำลังจับตาดูสถานการณ์ทั้งในและนอกบาร์คะนองอย่างตั้งใจ
นี่คืองานของเธอ
ลูเมี่ยนอยู่กลางแสง แม้จะระแวดระวังและป้องกันตัวเพียงใด ก็ยังมีโอกาสถูกลอบโจมตีทีเผลอ เพราะในขอบเขตเหนือธรรมชาตินั้นมีทั้งพลัง พิธีกรรม และคาถาอาคมสุดพิสดาร ซ่อนเร้น และยากที่จะป้องกัน ดังนั้น เธอจำเป็นต้องซ่อนกายอยู่ในความมืด คอยจับตาดูสถานการณ์รอบข้างจากอีกมุมมองหนึ่ง เพื่อจะได้ออกมาขัดขวางได้ทันท่วงที หรือจัดหา ‘กระจกตัวแทน’ ให้
สองวันที่ผ่านมา ขณะที่ฟรังก้าเดินตามลูเมี่ยนไปทั่วเมืองท่าบานาโม เธอพบเห็นกิจกรรมต่างๆ ของพวกโจรสลัด อาทิ ดื่มเหล้าคุยกัน หัวเราะด่าทอ กินข้าวเล่นการพนัน ระบายอารมณ์แล้วก็นอน จนรู้สึกว่าพวกเขาก็ไม่ต่างอะไรกับคนทั่วไป จึงเริ่มเวทนาสงสารที่พวกเขาอาจต้องเผชิญกับแผนโรคระบาด แต่เมื่อได้เห็นการปะทะของกลุ่มโจรสลัด ได้ยินเรื่องฆาตกรรม ลักพาตัว รังแกคนอ่อนแอ ปล้นฆ่าและข่มขืน เธอก็รู้สึกจากใจจริงว่า การปล่อยให้พวกคนต่ำช้าพวกนี้ติดเชื้อตายไป คือการชำระล้างโลกในรูปแบบหนึ่ง เป็นการทำบุญทำกุศล
ฟรังก้าอดทนกับความหิว พร่ำบ่นถึงลูเมี่ยนในใจ
“คนคนนี้ ไม่รู้หรือไงว่าผ่านเวลาอาหารกลางวันมาชั่วโมงนึงแล้ว?”
“นายมีกิน แต่ฉันไม่มีนะ!”
“ตามที่ตกลงกันไว้เมื่อสองวันก่อน ไม่ใช่ว่าควรจะสลัดคนที่อาจติดตามมา หลบกลับโรงแรม เพื่อเปิดโอกาสให้เราได้พักผ่อนสักหน่อย กินอะไรสักหน่อยหรือ?”
ท่ามกลางเสียงบ่น ฟรังก้าก็ยังคงเฝ้าสังเกตเหตุการณ์รอบข้างอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
ทันใดนั้นเอง มีโจรสลัดหลายคนเดินเข้ามา นำพาความคึกคัก ร่าเริง และตื่นเต้นมาสู่โต๊ะดื่ม
หืม…ฟรังก้าละลายตัวเข้ากับเงามืด แนบติดกำแพง แล้วย่องเข้าไปใกล้โจรสลัดกลุ่มหนึ่งอย่างเงียบเชียบ พลางเงี่ยหูฟัง
“พลเรือเอกทะเลลึกมาถึงแล้วจริงหรือ?”
“นิวอินส์จอดที่ท่าเทียบเรือแล้วล่ะ!”
“พวกเขารู้เรื่องนี้ เรื่องนักผจญภัยคนนี้แล้วหรือยัง?”
“…”
พลเรือเอกทะเลลึกมาแล้วสินะ ในที่สุดก็มาถึง…ฟรังก้าพึมพำแผ่วเบากับตัวเอง
เนื่องจากจินนาไม่ได้ส่งสัญญาณเตือน แสดงว่าตอนนี้ยังไม่มีราชาโจรสลัดมาถึงท่าเรือบานาโม ฟรังก้าจึงเริ่มคาดหวังว่า ทางฝั่งพลเรือเอกทะเลลึกจะมีปฏิกิริยาเช่นไร แล้วเคลื่อนไหวอย่างไรต่อ
เธอมั่นใจว่า พลเรือเอกทะเลลึกกับหัวหน้าหน่วยคนสำคัญ ต่างก็รู้เรื่องที่นักผจญภัยนิรนามท้าทายกลุ่มโจรสลัดไม่เลือกหน้า
นี่เป็นการคาดเดาที่ง่ายมาก
ในเมื่อพลเรือเอกทะเลลึกกำลังหลบหนีราชาสนธยา ก็ย่อมต้องตรวจสอบสถานการณ์ในเมืองท่าบานาโมให้แน่ใจก่อนเข้ามาเติมเสบียง
วิธีที่พบบ่อยที่สุดคือ ส่งโจรสลัดที่ไม่มีชื่อเสียงจากกองเรือ ให้โดยสารเรือลำอื่นมาสืบข่าวที่ท่าเรือบานาโมล่วงหน้า หรือหากพวกเขามีเหตุให้ต้องแวะมายังเมืองท่าบานาโมบ่อยๆ ก็สามารถส่งผู้ใต้บังคับบัญชาที่ไว้ใจได้ มาปลอมตัวประจำการอยู่ที่นี่ระยะยาว คอยรายงานสถานการณ์อย่างทันท่วงที
ทั้งยังสามารถร่วมมือกับกลุ่มอิทธิพลท้องถิ่น ให้พวกเขาคอยเตือนภัยก็ได้ ไม่ว่าจะทางใด พลเรือเอกทะเลลึกต้องรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในเมืองท่าบานาโมไม่มากก็น้อย ถึงได้กล้านำ ‘นิวอินส์’ โผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำ
ฟรังก้าสงบนิ่งลงอีกครั้ง ไม่ถูกความหิวรบกวนอีกต่อไป
แต่เธอก็เหมือนกับพวกโจรสลัด รอมาครึ่งชั่วโมงก็ยังไม่เห็นพลเรือเอกทะเลลึกหรือลูกน้องคนเก่งของเขา จึงอดสงสัยไม่ได้
“ทำไมยังไม่มากันอีกล่ะ?”
“หรือว่าพลเรือเอกทะเลลึก…แกก็รักตัวกลัวตายเหมือนคนอื่น? ไม่น่าใช่นะ พลังที่ลูเมี่ยนเผยออกมาในตอนนี้ ก็แค่ลำดับ 6 เท่านั้น ไอ้คนเจ้าเล่ห์นั่นใช้แต่เปลวไฟสีแดงเกือบขาว ไม่ใช่เปลวไฟสีขาวโชติช่วงของยมทูต…”
ฟรังก้าครุ่นคิดอย่างละเอียด จนกระทั่งเริ่มพบสาเหตุ
ถ้าเป็นตัวเธอเอง ในสถานการณ์ที่ถูกราชาสนธยาจับตามองอยู่ ก็คงไม่ก่อเรื่องทันทีที่มาถึงท่าเรือแน่ จะต้องเติมเสบียงให้เสร็จ เตรียมพร้อมที่จะดำดิ่งอีกครั้งก่อน ถึงค่อยทำเรื่องอื่น ด้วยวิธีนี้ แม้จะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมา ก็สามารถออกจากท่าเรือบานาโมได้ทันที ไม่ถึงกับพลาดเป้าหมายหลักในการเทียบท่าไป
เหนือสิ่งอื่นใด นักผจญภัยนิรนามลูเมี่ยนอยู่ที่เมืองท่าบานาโมมาสองสามวันแล้ว จะบอกว่าเขาอยากได้ค่าหัว ก็ไม่ได้ออกล่าโจรสลัดดังๆ ที่พอจะมีค่าหัวอยู่บ้างสักคน ดูเหมือนคนกำลังเฝ้ารอบางสิ่งมากกว่า
เรื่องนี้ทำให้คนสงสัยในจุดประสงค์ที่แท้จริงของเขา พลเรือเอกทะเลลึกย่อมต้องระแวงเป็นธรรมดา
ฟู่…ฟรังก้าถอนหายใจเงียบงัน
ระหว่างนั้น เธอเลี่ยงไม่ได้ที่จะมองผ่านลูเมี่ยน ซึ่งนั่งเอียงอยู่ข้างกัน จึงเห็นพวกพ้องรายนี้มีรอยยิ้มมุมปาก อารมณ์ดีทีเดียว ในมือถือแก้วแลงติร้อนแรงสีอำพันที่ไม่รู้ว่าผสมอะไรลงไป
…………
ลูเมี่ยนเล่นแก้วเหล้าในมือไปมา อาศัยการได้ยินอันยอดเยี่ยมของนักล่า พอจะเข้าใจถึงสาเหตุที่พวกโจรสลัดตื่นเต้นดีใจ แต่ก็กระวนกระวายอยู่ในที
เป้าหมายของเขามาถึงแล้ว!
สำหรับเรื่องนี้ ลูเมี่ยนไม่ได้ตื่นเต้นแต่อย่างใด เพราะทราบข่าวกรองนี้มาก่อนแล้ว จินนาเคยแวะมาหาโดยอาศัยเงามืดอำพรางกาย แล้ววางกระดาษโน้ตไว้ตรงมือของเขา
เมื่อคาดว่าพลเรือเอกทะเลลึกคงยังไม่มาหาตนในเร็ววัน ลูเมี่ยนจึงนั่งนิ่งอย่างผ่อนคลาย เผยสีหน้าเป็นธรรมชาติ ราวกับไม่ได้รับรู้ความเคลื่อนไหวเบื้องหลังแม้แต่น้อย
เด็กหนุ่มมองบาร์เทนเดอร์ที่พยายามควบคุมสีหน้า แล้วพูดพร้อมรอยยิ้ม
“วันนี้เสียงลมอึกทึกจังเลยนะ”
บาร์เทนเดอร์ไม่รู้จะตอบเช่นไร ได้แต่ฝืนยิ้มพูดว่า
“ครับ”
ลูเมี่ยนไม่เสวนาต่อ เพียงหันมารับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ รวมถึงสภาวะภายในใจ
ว่ากันตามตรง การต้องเผชิญหน้ากับนายพลโจรสลัด ซึ่งมีกองเรือเป็นของตัวเองเช่นนี้ เขาก็รู้สึกกังวลอยู่หลายส่วน แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้เลือดในกายเริ่มลุกโชนเดือดพล่าน
เขาไม่เคยกลัวความท้าทาย ยิ่งหลังจากกลายเป็นนักล่า ก็ยิ่งไม่แปรเปลี่ยน ถึงขั้นได้ลิ้มรสความเย้ายวนจากการท้าทายด้วยซ้ำ
คิดมาถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนก็ยกแก้วแลงติร้อนแรงขึ้น เลื่อนจรดริมฝีปาก เงยหน้าเล็กน้อย แล้วดื่มรวดเดียวหมดเกลี้ยง
……………………………………………………..