ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 789 ไฟประหาร
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 789 ไฟประหาร
ตอนที่ 789 ไฟประหาร
จินนาทอดตามองกระต่ายเซียโซที่ดูคล้ายคลึงเกอร์มัน·สแปร์โรว์เข้าไปทุกที แล้วจึงเอ่ยถามอย่างระวังปาก
“ครั้งนี้ต้องการอะไร?”
จะเป็นหนังสือ ‘นักผจญภัยผู้ยิ่งใหญ่’ เล่มถัดไป หรือของอย่างอื่นกันแน่?
สืบเนื่องจาก มีเพียงไม่กี่คนที่รู้จักผู้ส่งสารของเธอ อีกทั้งกระต่ายเซียโซก็ส่งสารไม่บ่อยนัก หากไม่แล้ว ป่านนี้จินนาคงต้องพิจารณาหาความรู้อื่นๆ มามอบให้มัน
กระต่ายเซียโซก้มมองอุ้งเท้าที่กำปืนลูกโม่ไว้ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ผ่านการครุ่นคิดมาอย่างถี่ถ้วน
“ขอถุงมือสนับที่กระต่ายสามารถสวมใส่ได้สักคู่”
นี่มันคำขออะไรกัน? ลูเมี่ยนกล่าวอย่างขบขัน
“แต่ฉันจำได้ว่า เกอร์มัน·สแปร์โรว์ไม่เคยสวมถุงมือสนับนะ”
การเลียนแบบครั้งนี้ ไม่เข้ากับบุคลิกตัวละครเลยสักนิด!
“ใช่แล้ว แต่เกอร์มัน·สแปร์โรว์มี ‘เพลิงพิโรธ’ เดนิส ข้าก็ต้องการเดนิสที่เป็นของตัวเอง ข้าอยากพัฒนาผู้หนึ่งขึ้นมาในหมู่พวกเรา” กระต่ายเซียโซอธิบายอย่างจริงจัง “เดนิสมีถุงมือสนับ”
ในชั่วขณะนั้น ไม่ว่าจะเป็นฟรังก้า จินนา หรือแม้แต่ลูเมี่ยน ต่างก็ไม่รู้จะตอบสนองเช่นไร
ผ่านไปหลายอึดใจ จินนาจึงพยักหน้าพลางกล่าว
“ฉันจะสั่งทำให้สักคู่”
“อา…ให้อิงจากขนาดของกระต่ายพิทยาทั่วไป ไม่ใช่ขนาดของแกสินะ?”
“ถูกต้อง” กระต่ายเซียโซยกมือขวาขึ้นอย่างพึงพอใจ เป่าที่ปากกระบอกปืนลูกโม่ขนาดจิ๋ว
ไอ้ท่าทางแบบนี้ ดูไม่เข้ากับสถานการณ์เลยสักนิด…ฟรังก้าพบว่ากระต่ายเซียโซยังคงเป็นเพียงกระต่ายพิทยาที่เติบโตยังไม่เต็มที่นัก ความรู้หลายอย่างยังอยู่ในขั้นเลียนแบบและทำซ้ำ หาได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ไม่
…………
ในยามราตรี ณ เมืองท่าบานาโม มีเพียงโคมไฟเทียนส่องแสงริบหรี่เป็นหย่อมๆ เหล่าโจรสลัดต่างสุมหัวกันอยู่ในโรงเหล้าและสถานที่คล้ายคลึง บ้างก็ดื่มเหล้ากลั่นอึกๆ บ้างก็โอบกอดสตรีขึ้นไปยังห้องชั้นบน ต่างปล่อยใจให้เพลิดเพลินกับความสุขสำราญที่หาได้ยากยามอยู่บนเรือ
เมื่อเรือ ‘นิวอินส์’ จากไปพร้อมกับนักผจญภัยนิรนาม เหล่าโจรสลัดก็ค่อยๆ ลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้น เพราะอย่างไรเสีย ทุกคนต่างก็อับอายด้วยกันทั้งนั้น จึงไม่มีผู้ใดเยาะเย้ยกันเอง
ในฐานะโจรสลัด บางทีการออกทะเลครั้งต่อไปอาจจบลงด้วยความตายจากพายุ จากการปล้นสะดม หรือจากการวิวาทภายใน การครุ่นคิดถึงเรื่องที่ผ่านมาจึงไร้ความหมายสิ้นดี การปล่อยใจให้เพลิดเพลินกับปัจจุบันคือทางเลือกเดียวที่มี
แน่นอน พวกเขายังคงถกเถียงกันถึงความสามารถของนักผจญภัยนิรนามผู้นั้น และเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นภายในเรือ ‘นิวอินส์’ รวมถึงเหตุใดพลเรือเอกทะเลลึกจึงต้องเผ่นหนีอย่างไม่เป็นท่า
“ฉันคิดว่านักผจญภัยคนนั้นคงรออยู่แล้ว เพื่อเผชิญหน้ากับพลเรือเอกทะเลลึก!”
“เขาคงอยากตามรอยวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของเกอร์มัน·สแปร์โรว์กระมัง?”
“บัดซบ ไอ้ลูกกะหรี่! วีรกรรมอันยิ่งใหญ่อะไรกัน พวกเราเป็นโจรสลัดนะโว้ย!”
“เขาประสบความสำเร็จ แต่ก็มิได้สำเร็จโดยสมบูรณ์? เอาชนะพลเรือเอกทะเลลึกได้ แต่กลับปล่อยให้หนีไป?”
“เขามีพลังใกล้เคียงกับเหล่าราชันหรือ?”
“เกิดอะไรขึ้นกับท้องทะเลแห่งนี้? ทุกช่วงเวลาล้วนมีนักผจญภัยฝีมือร้ายกาจโผล่ออกมาเสมอ! ก่อนหน้านี้ก็มีผู้หนึ่งนามว่าหลุยส์·แบรี”
“…”
เมสันที่มิได้แต่งกายเยี่ยงโจรสลัด ปะปนอยู่ในโรงเหล้าหลายแห่ง คอยฟังเหล่าโจรสลัดถกเถียงถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้น หวังว่าพวกเขาจะทะเลาะวิวาทจนลงไม้ลงมือกัน
ระหว่างทางไปยังโรงเหล้าแห่งถัดไป เมสันเพิ่งจะเลี้ยวเข้าตรอกเปลี่ยวแห่งหนึ่ง ก็เห็นร่างของผู้หนึ่งยืนอยู่เบื้องหน้า ราวกับรออยู่ก่อนแล้ว
ร่างดังกล่าวมีผมดำตาสีน้ำเงิน โครงหน้าคมสัน รูปงามสง่า ไม่ผิดแน่ อีกฝ่ายคือนักผจญภัยนิรนามที่เมื่อไม่กี่วันก่อนได้ท้าทายโจรสลัดทั้งบานาโม จนพลเรือเอกทะเลลึกต้องหนีไปอย่างอัปยศ
เมสันได้ยินเสียงหัวใจตนเองเต้นรัวแรง จึงเผลอเอ่ยออกไปว่า
“ผมไม่ใช่โจรสลัด!”
“มีงานหนึ่งอยากฝากฝังนายหน่อย”
ได้ยินประโยคดังกล่าว เมสันก็เบาใจไปหลายเปลาะ พลางครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยตอบ
“ผมจะรับใช้ท่านได้อย่างไรบ้าง? ไม่แน่ใจว่าฝีมือและปัญญาของผม จะเพียงพอต่อความต้องการของท่านหรือไม่”
เขากังวลว่าภารกิจอาจง่าย แต่ผลที่ตามมาจะยุ่งยากนัก เมื่อผู้นี้จากไปแล้ว ตัวเขาอาจถูกเหล่าโจรสลัดฟันร่างเป็นชิ้นๆ ก็เป็นได้
ลูเมี่ยนกล่าวโดยไม่อ้อมค้อม
“เป็นภารกิจที่ง่ายและเป็นความลับ เพียงแค่ช่วยฉันสอดส่องความเคลื่อนไหวในเมืองท่าบานาโม หากเห็นเรือ ‘นิวอินส์’ กลับมาอีกครั้ง หรือพบร่องรอยของ ‘ฉลามยักษ์’ ยอร์กกับพรรคพวก ให้รีบอัญเชิญผู้ส่งสารของฉันทันที”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘ผู้ส่งสาร’ เมสันก็รู้สึกสะดุดใจขึ้นมาทันที
เขานึกถึงงานเมื่อครั้งก่อนของตน
เขาได้ประกอบพิธี อัญเชิญผู้ส่งสารที่น่าสะพรึงกลัวออกมา!
เมสันไม่อาจระงับการเปลี่ยนแปลงสีหน้า จึงเอ่ยถามด้วยความตื่นตระหนก
“ท…ท่านคือมิสเตอร์ลูเมี่ยน·ลี?”
นายของผู้ส่งสารอันน่าสยดสยองนั่น?
“ไหวพริบดีไม่เบา” ลูเมี่ยนตอบอย่างขอไปที
เมสันพลันเชื่อมโยงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่วันนี้เข้าด้วยกัน
เจตนาที่แท้จริงของงานดังกล่าวคือ การนำพาลูเมี่ยน·ลีมายังเมืองท่าบานาโมหรือ?
ซึ่งจุดประสงค์ของลูเมี่ยน·ลีก็คือ การลงมือกับพลเรือเอกทะเลลึก ฮาล·คอนสแตนติน โดยหวังผลไปถึง ‘นิวอินส์ที่สาบสูญ’ หรือ?
ลางสังหรณ์ทางพลังวิญญาณของเราในครั้งนั้น นับว่าถูกต้องอยู่บ้าง พิธีอัญเชิญผู้ส่งสารนำพาเรื่องไม่ดีมาสู่เมืองท่าบานาโมจริง เพียงแต่มิได้ลุกลามกลายเป็นหายนะ…
ลูเมี่ยนกล่าวเสริม
“ค่าตอบแทนคือ 5,000 เฟลคิน”
ก็เป็นงานที่ง่ายจริงๆ นั่นแหละ พวกโจรสลัดคงไม่รู้อยู่แล้วว่าเราเป็นคนพาลูเมี่ยน·ลีมา ค่าตอบแทนก็ล่อตาล่อใจเหลือเกิน…ถ้าเราไม่ตกลง ในเมื่อรู้เนื้อหาภารกิจแล้ว เราจะเผชิญชะตากรรมแบบใด? เมสันชั่งใจอยู่สิบกว่าวินาที ก่อนเอ่ยตอบ
“ไม่มีปัญหา ผมทำงานนี้ได้”
ลูเมี่ยนพยักหน้ารับ จ่ายเงินมัดจำ 1,000 เฟลคินแล้วหมุนกายจากไปจากตรอกเปลี่ยว
เมื่อเห็นร่างของอีกฝ่ายหายลับไปในความมืด เมสันก็พึมพำชื่ออย่างไร้สุ้มเสียง
“ลูเมี่ยน·ลี…ลูเมี่ยน·ลี…”
ในที่สุดเมสันก็นึกออกว่า ตนเคยได้ยินชื่อนี้จากที่ใด
จากใบประกาศจับบนเรือลำหนึ่ง!
ในใบประกาศจับระบุว่า ลูเมี่ยน·ลีคือผู้รอดชีวิตจากพิธีบูชาเทพมารที่นำความพินาศมาสู่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง จนเขาได้รับมลทินจากเทพมารอย่างรุนแรง
…………
ณ กรุงทรีอาร์ เขตเรือนจำ ลานประหารรวมรูฮัว
สองวันหลังกลับมาทรีอาร์ ฟรังก้าผู้คิดว่าตนพร้อมจะเลื่อนลำดับเป็น ‘นางมารทุกข์ระทม’ ตัดสินใจรีบจัดพิธี ก้าวเข้าสู่ลำดับ 5
เบาะแสเรื่อง ‘คนในกระจก’ ที่ ‘007’ ให้มานั้น เกี่ยวข้องกับนักศึกษาแร่วิทยาของ ‘สมาคมถ้ำทรีอาร์’ เดิมทีพวก ‘ผู้ชำระ’ ตั้งใจจะสืบสวนนักศึกษาแร่วิทยาทุกคนในสมาคม แต่ผลปรากฏว่าก่อนที่พวกเขาจะไปถึง หนึ่งในนั้นได้หายตัวไปอย่างลึกลับ แต่เมื่อไม่นานมานี้มีผู้พบเห็นเธอในทรีอาร์ใต้ดิน โดยสงสัยว่าจะเป็นจัสมิน นักศึกษาแร่วิทยาที่เป็น ‘คนในกระจก’ ปาเลีย
ฟรังก้ามองแท่นเผาประหาร พลางเอ่ยด้วยความซาบซึ้ง
“ตอนที่เราเป็น ‘แม่มด’ ก็เคยคิดว่าสักวันจะถูกมัดติดแท่นเผาประหารหรือไม่ ใครจะรู้ โดยไม่ต้องให้ผู้ใดลงมือ เราก็ต้องมัดตัวเองขึ้นไปเอง”
เธอเอ่ยไปพลางหยิบหีบไม้สีน้ำตาลแดงที่ได้รับจาก ‘นางมารดำ’ แคลริสออกจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’ แล้วปลดสลักโลหะ
จากนั้นเธอก็หยิบแก้วไวน์ออกมา ทุบก้อนน้ำแข็งใสที่แช่แข็งส่วนผสมโอสถไว้ แล้วรินเลือดค้างคาวหน้าลาย กับเลือดมนุษย์ป่วยหนักลงในถ้วย โดยของเหลวทั้งสองมีสีแดงคล้ำ เมื่อผสมกันแล้วยิ่งปรากฏร่องรอยดำคล้ำ
จากนั้น ฟรังก้าก็ใส่หัวค้างคาวหน้าลาย ถุงน้ำดีและปลายหางของงูดำสองหาง รวมถึงน้ำมันหอมระเหยยูคาลิปตัสบลูเซนที่เตรียมไว้ 10 หยด ลงไปตามลำดับ
เมื่อใส่ส่วนผสมเหล่านี้ลงไป ของเหลวสีแดงคล้ำใกล้ดำในถ้วย ก็ได้กลายเป็นสีดำสนิทในพริบตา บางครั้งก็มีฟองสีเขียวน่าขยะแขยงผุดขึ้นมา
“ยังกับตักน้ำจากท่อระบายน้ำที่ยังไม่ผ่านการบำบัด” ลูเมี่ยนวิจารณ์อย่างเถรตรง
“บัดซบ ไม่ต้องพูด!” ฟรังก้ายิ่งมองโอสถ ‘นางมารทุกข์ระทม’ ก็ยิ่งรู้สึกคลื่นเหียน
เธอส่งแก้วโอสถให้ลูเมี่ยนก่อน แล้วกระโดดขึ้นแท่นเผาประหารอย่างคล่องแคล่ว โดยมีจินนาช่วยมัดร่างกายให้
ระหว่างนั้น ฟรังก้าก็พึมพำกับตัวเอง
“บ้าจริง ความรู้สึกมันช่างแปลกประหลาด…”
เธอปรับอารมณ์อยู่หลายสิบอึดใจ แล้วพยักหน้าให้ลูเมี่ยนพลางเอ่ยปาก
“พร้อม”
ลูเมี่ยนจึงส่งโอสถ ‘ทุกข์ระทม’ ให้จินนา แล้วยื่นฝ่ามือขวาออกไปข้างหน้า
เปลวเพลิงสีแดงสดจวนขาวพวยพุ่งออกมาเป็นกลุ่มๆ ตกลงบนร่างของฟรังก้า เกิดอาการเจ็บปวดอย่างฉับพลัน ร่างกายอยากจะหลบหนี อยากจะหดตัวตามสัญชาตญาณ แต่ก็ถูกเชือกรัดไว้แน่นหนา
จินนากระโดดมายืนข้างกายฟรังก้าในทันที มือหนึ่งจับเชือก อีกมือยกโอสถ ‘ทุกข์ระทม’ มาแนบริมฝีปากฝ่ายหลัง
ฟรังก้าฝืนดื่มโอสถสีดำแต่งแต้มสีเขียว ซึ่งดูราวกับกลุ่มจุลชีพลงไปอึกใหญ่
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเปลวไฟแผดเผา หรือผลจากโอสถ ศีรษะของเธอร้อนผ่าวกะทันหัน สติสัมปชัญญะพร่าเลือนเพราะความร้อนสูง
โดยไม่อาจต่อต้าน เธอนึกย้อนถึงความสุขสมในอดีต มิจำกัดเฉพาะสิ่งที่เธอได้สัมผัสเอง หากแต่รวมถึงการตอบสนองต่างๆ จากผู้ที่ร่วมสุขสมด้วย
ในชั่วขณะนี้ ฟรังก้าทั้งเป็นผู้มอบและผู้รับความสุขสม ทั้งกายใจจมดิ่งในห้วงแห่งความสุขสม ราวกับสายธารแห่งราคะที่กำลังจะแตกกระจายออกไป
ความคิดเธอล่องลอย เจตจำนงดิ่งลึก ตัวตนหลงทาง หลงทางในห้วงความสุขสมอันเข้มข้นนานาประการ
แต่ความทุกข์ระทมที่แฝงมากับความสุขสมเหล่านั้น ทำให้เธอยังคงสติไว้ได้บ้าง ทั้งการต่อต้านทางจิตใจ รวมถึงความขัดแย้งในวิญญาณยามอยู่กับการ์ดเนอร์·มาร์ติน กำแพงทางอารมณ์ยามอยู่กับจินนา ราวกับไม่มีวันที่จิตวิญญาณและเนื้อหนังจะหลอมรวมกันได้อย่างแท้จริง…
ความเจ็บปวดแสนสาหัสจากเปลวไฟที่แผดเผาร่างเธอ เปรียบดั่งเส้นด้ายล่องหนนับพัน กำลังดึงรั้งตัวตนของเธอ พลางฉุดกระชากสติ จนเปรียบดังว่าวตัวหนึ่ง ซึ่งเพียงแต่โบยบินในพายุแห่งความหลงทาง หาได้สูญเสียการควบคุมไปทั้งหมดไม่
ท่ามกลางการโบยบิน ฟรังก้าสบถในใจตามสัญชาตญาณ
บัดซบ เจ็บเหลือเกิน เจ็บแสนเจ็บ!
พิธีกรรมมันอยากให้เราตายคาที่หรือไง?
แค่ก แค่ก แค่ก! ควันร้อนไหลเข้าหลอดลมและปอดแล้ว ทรมานเหลือเกิน เรากำลังจะตายแล้ว…
บัดซบ! ทำไมตอนนี้ถึงได้ตัวหอมนัก หอมอย่างอาหาร หอมดั่งเนื้อย่าง…
ลูเมี่ยน จินนา และอ็องโตนียังคงยืนอยู่หน้าแท่นเผาประหาร มองดูร่างของฟรังก้าค่อยๆ ไหม้ดำ ใบหน้าบิดเบี้ยวจนสิ้นความงามโดยสิ้นเชิง
พวกเขารวมถึงลูกาโน ซึ่งถูกเรียกมาพิเศษเพื่อให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์ ต่างรู้สึกร้อนวูบวาบโดยไม่รู้ตัว อดไม่ได้ที่จะปล่อยความคิดล่องลอย เกิดความกระสันขึ้นบ้าง
เผชิญหน้ากับภาพอันน่าสะพรึงกลัวนี้ พวกเขากลับเกิดกำหนัดอย่างไม่เหมาะไม่ควร
ยังดีที่ไม่รุนแรงนัก ยังพอทนได้
ผ่านไปอีกหลายสิบอึดใจ เปลวเพลิงสีแดงสดที่ลุกไหม้บนร่างฟรังก้า พลันเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท แล้วกลายเป็นเศษน้ำแข็งใสระยิบระยับ ร่วงหล่นลงมาทีละชิ้น
พร้อมกับผิวหนังไหม้ดำที่หลุดลอก และเมื่อส่วนที่ไหม้ดำหลุดออกไป ผิวกายใหม่ของฟรังก้าก็ปรากฏ ขาวนุ่มละเอียด ราวกับชุ่มฉ่ำด้วยประกายน้ำ
แม้แต่ลูเมี่ยนผู้มีความอดกลั้นของ ‘นักพรต’ ก็ยังต้องเบือนสายตาหนีโดยสัญชาตญาณ
……………………………………………………..