ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 790 เสน่หา
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 790 เสน่หา
ตอนที่ 790 เสน่หา
มิใช่แต่เพียงลูเมี่ยนที่ไม่กล้าจ้องหน้าฟรังก้าในยามนี้ จินนากับอ็องโตนีต่างก็เบือนหน้าหนีโดยสัญชาตญาณ ประหนึ่งหลบเลี่ยงมนตร์เสน่ห์บางอย่างที่อาจแทรกซึมเข้าสู่จิตใจพวกเขา
“บัดซบ! อีกนิดเดียวเสื้อผ้าก็ไหม้หมดแล้ว!”
“อีกก้าวเดียวก็แก้ผ้าวิ่งแล้ว!”
“ยังดี ยังดี…”
เสียงบ่นพึมพำของฟรังก้าลอยเข้าสู่โสตประสาทของพวกลูเมี่ยน ทำให้ทุกคนรู้สึกคุ้นเคย จนความรู้สึกถูกเย้ายวนเมื่อครู่จางหายไปในพริบตา
ฟรังก้ารีบล่องหนทันที หยิบชุดหนึ่งจากกระเป๋านักเดินทาง แล้วรีบหาที่ลับตาคนเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า
จากนั้น เธอจึงยกเลิกการล่องหน ผูกผมหางม้า แล้วเดินกลับมาหาพวกลูเมี่ยน
“ผลลัพธ์ด้านความงามไม่เลวเลยนะ…” ฟรังก้าหยิบกระจกขึ้นมา พลางพินิจพิเคราะห์ตนเองในปัจจุบัน มือก็ยื่นออกมาสัมผัสแก้ม ราวกับกำลังรับรู้ถึงความยืดหยุ่นและความเนียนนุ่มของผิว
ลูเมี่ยนหัวเราะในลำคอก่อนเอ่ยว่า
“โอสถทุกข์ระทมสร้างการเปลี่ยนแปลงได้แค่นี้เองหรือ?”
ฟรังก้าเตรียมจะอ้าปากตอบ แต่พลันนึกบางสิ่งขึ้นได้ ดวงตาสีน้ำเงินดั่งผืนทะเลสาบจึงเหลือบมองไปทางลูกาโน
ลูกาโนรีบกล่าวทันที
“ผ…ผมต้องกลับไปเตรียมอาหารค่ำให้ลุดวิกแล้ว”
“ดี” ลูเมี่ยนผงกศีรษะรับ
รอจนลูกาโนจากไป ฟรังก้าจึงรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย พลางค่อยๆ เอ่ยว่า
“การเปลี่ยนแปลงของรูปโฉม รูปกาย และเสน่ห์ เป็นเพียงด้านหนึ่ง แถมยังเป็นด้านที่สำคัญน้อยที่สุด…ไม่สิ ก็ใช่ว่าไม่สำคัญ เพียงแต่มันไม่เกี่ยวกับการเพิ่มพลังเท่าใดนัก…ไม่สิ ใครบางคนเคยกล่าวไว้ว่า ความงามถือเป็นพลังของสตรีชนิดหนึ่งเช่นกัน ดุจดังความหล่อเหลาที่เป็นส่วนหนึ่งของพลังบุรุษ เอ่อ…สรุปก็คือ พวกคุณเข้าใจแบบนี้ก็พอ”
“การเปลี่ยนแปลงด้านอื่นก็คือ…‘เสน่ห์’ กลายเป็นพลังที่ฉันสามารถใช้งานได้ดั่งใจ มิใช่เพียงสภาวะที่แสดงออกมาโดยไร้เจตจำนง”
ในฐานะผู้วิเศษเส้นทางนางมาร จินนาเข้าใจความหมายของฟรังก้าได้โดยง่ายดาย
“แต่ก่อนเป็นเพียงการแสดงออกทางรูปโฉม รูปกาย และอากัปกิริยา ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกถึงเสน่ห์อันเหนือมนุษย์มนาของนางมาร ส่งผลให้ถูกเย้ายวนไปโดยปริยาย แต่บัดนี้ เพียงสบตา กิริยาหนึ่ง หรือวาจาหนึ่ง ก็สามารถสร้างเสน่ห์ได้เลยหรือ?”
“ถูกต้อง” ฟรังก้ากล่าวพลางยิ้มพราย “แต่หากประสานกับการแสดงออกทางรูปโฉม รูปกาย และอากัปกิริยา พลังเสน่ห์ที่ใช้อย่างจงใจนี้ จะยิ่งได้ผลเป็นเลิศ ศัตรูที่ถูกเสน่ห์จะยอมใจอ่อน ไม่กล้าลงมือรุนแรง ไม่กล้าใช้กำลังเต็มที่ บางคนถึงกับยอมละทิ้งการต่อต้าน เพียงเพื่อจะได้เข้าใกล้พวกเรา และในการดำรงชีวิตประจำวัน หากใช้เสน่ห์กับผู้ใดซ้ำแล้วซ้ำเล่า รักษาสภาวะนั้นไว้ยาวนาน ผู้นั้นก็จะหลงรักพวกเราหัวปักหัวปำ”
กล่าวถึงตรงนี้ ฟรังก้าจงใจเหลือบมองลูเมี่ยนแวบหนึ่ง
เธออยากทดลองผลของ ‘เสน่ห์’ และอยากดูว่าระหว่างพลังนี้กับความอดกลั้นของ ‘นักพรต’ สิ่งใดจะแกร่งกล้ากว่ากัน
ลูเมี่ยนพลันรู้สึกว่าดวงเนตรสีน้ำเงินดั่งผืนทะเลสาบของฟรังก้าเข้มขึ้น ราวกับซ่อนถ้อยคำนับพันนับหมื่นไว้ภายใน ผิวของเธอขาวผ่องเปล่งปลั่ง ราวกับว่าเพียงสัมผัสแผ่วเบาก็พร้อมจะแตกสลาย
ความรู้สึกที่ยากจะพรรณนา ผุดขึ้นภายในใจของลูเมี่ยน จนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยคำหยาบออกมา
“บัดซบ! อย่าเพิ่งทดลองพลังของคุณที่นี่!”
ผลของ ‘เสน่ห์’ ไม่เลวเลย ถึงกับทำให้ ‘นักพรต’ ต้องเอ่ยวาจาหยาบคาย…ฟรังก้าหัวเราะในใจ แต่ภายนอกทำสีหน้าจริงจังพลางเอ่ยตอบ
“ช่วยไม่ได้ ฉันเพิ่งเลื่อนลำดับ พลังของโอสถยังรั่วไหลออกมาบ้าง ยังควบคุมไม่คล่องนัก”
“คุณคิดว่าผมจะเชื่อหรือ?” ลูเมี่ยนเถียงกลับไป แล้วจึงพบว่าตนเองเริ่มร้อนรน
สำหรับนักยั่วยุแล้ว นี่เป็นพฤติกรรมที่ผิดวิสัย เพราะหัวใจของการ ‘ยั่วยุ’ คือการทำให้ผู้อื่นโกรธ ในขณะที่ตนเองต้องรักษาความสงบไว้เสมอ
ฟรังก้าละสายตากลับ แล้วกล่าวต่อถึงพลังของโอสถทุกข์ระทม
“แก่นแท้สำคัญที่สุดคือ ‘โรคภัย’ สามารถสร้างจุลชีพก่อโรคได้หลากหลายชนิด ให้แพร่กระจายในระยะสามสิบกว่าเมตร อา…เมื่อฉันปรับตัวเข้ากับโอสถทุกข์ระทม พร้อมทั้งเข้าใจพลังของมันอย่างแท้จริง รัศมีก็จะขยายออกไปได้อีก น่าจะเกินสี่สิบเมตร โดยหลังจากนั้น เมื่อย่อยโอสถได้มากขึ้น ก็จะไปถึงห้าสิบเมตรได้”
“นางมารทุกข์ระทมไม่เพียงสามารถสร้างจุลชีพก่อโรคได้หลายชนิด แต่ยังเร่งการติดเชื้อในสิ่งมีชีวิต และเร่งการระเบิดของอาการป่วยได้ด้วย สิบอึดใจแรกคือระยะฟักตัว สิบอึดใจต่อมาจะมีอาการเล็กน้อย เช่น แพ้ มีไข้ ไอ จาม เป็นต้น หลังจากนั้น อาการป่วยจะทรุดหนักอย่างรวดเร็ว เป้าหมายจะป่วยเป็นโรคร้าย เช่น ปอดบวม เมื่อผ่านไปสองถึงสามนาที โรคของพวกเขาจะทรุดหนักจนอาจตายกะทันหัน หรือสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหว”
เมื่อกล่าวถึง ‘โรคภัย’ จบ ฟรังก้าก็จินตนาการด้วยความปีติ
“นี่เข้ากันได้ดียิ่งกับ ‘นักลอบสังหาร’”
“ย่องเข้าไปในระยะหลายสิบเมตรจากเป้าหมาย แผ่จุลชีพก่อโรคออกไปอย่างเงียบเชียบ ครอบคลุมพื้นที่ที่ต้องการ รอจนเป้าหมายเริ่มออกอาการ เริ่มรู้ตัว แล้วฉวยโอกาสที่อีกฝ่ายอ่อนแอลง สภาพร่างกายไม่ปกติ พลังหลายชนิดอาจถูกขัดจังหวะ ก็แทงจากด้านหลัง หากพลาดไปหนึ่งครั้ง ก็รีบเปลี่ยนตำแหน่งทันที พยายามลอบสังหารไม่หยุด จนกว่าเป้าหมายจะล้มป่วยหนัก”
“‘โรคภัย’ น่าจะเป็นพลังที่บาเรียของการ์เดี้ยนป้องกันไม่ได้ บาเรียไร้ตัวตนที่พวกเขาสร้างขึ้น ดูเหมือนจะไม่สามารถกั้นการไหลเวียนของอากาศ ผู้ที่อยู่ภายใต้การ ‘คุ้มครอง’ ยังคงหายใจได้ตามปกติ สิ่งที่ไม่แน่ใจก็คือ บาเรียไร้ตัวตนที่สร้างโดยพลังของการ์เดี้ยนนั้น จะมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อและทำให้บริสุทธิ์แถมมาด้วยหรือไม่…”
“หึๆ…หากได้พบกับพลเรือเอกทะเลลึกอีกรอบ ก็ไม่ต้องกังวลกับหน้ากากปลาหมึกของเขาแล้ว ดูเหมือนมันจะป้องกันได้แค่วิญญาณและจิตใจ อาจรวมถึงทำให้ร่างกายแข็งและยืดหยุ่นขึ้นด้วย”
“เหมาะจริงๆ สำหรับการใช้ลอบสังหารและศึกยืดเยื้อ” ลูเมี่ยนประเมินจากมุมมองของนักล่า
เด็กหนุ่มครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยถามอย่างระวังปาก
“การติดเชื้อและระยะเวลาที่โรคแสดงอาการ จะแตกต่างกันตามสภาพร่างกายของเป้าหมายด้วยไหม? จุลชีพก่อโรคสามารถถูกเผาด้วยเพลิงของนักล่าได้ไหม?”
เด็กหนุ่มคิดถึงการต่อสู้กับผู้รับพรจาก ‘สมาคมมลายสิ้นสรรพสิ่ง’
“แน่นอนว่าต้องแตกต่างกัน อย่างอันเดดก็จะไม่ติดเชื้อ เว้นแต่ฉันจะกลายเป็นนางมารสิ้นหวัง” ฟรังก้าเอ่ยพลางพิเคราะห์ตัวเอง “ส่วนจุลชีพก่อโรคจะถูกเพลิงของนักล่าเผาผลาญหรือไม่นั้น ฉันเองก็ยังไม่แน่ใจ ลองดูสักหน่อยไหม?”
“เอาสิ”’ ลูเมี่ยนก็อยากจะพิสูจน์ให้แน่ชัด
นี่จะเป็นข้อมูลอ้างอิงสำหรับยามต้องเผชิญหน้ากับนางมารทุกข์ระทม
จินนาและอ็องโตนีรีบถอยห่างจากทั้งสอง ไปยืนอยู่ตรงขอบลานประหารรวมรูฮัว
ภายใต้ราตรีที่มาเยือนแต่หัววัน เปลวไฟสีขาวโชติช่วงพลันผุดขึ้นจากผิวกายของลูเมี่ยน แล้วไหลบ่าออกไปโดยรอบ เผาไหม้อากาศในรัศมีเจ็ดแปดเมตร
ฟรังก้ายืนอยู่ห่างออกไปสิบกว่าเมตร ดวงตาสีน้ำเงินดั่งผืนทะเลสาบของเธอเริ่มหม่นลงเล็กน้อย
ท่ามกลางเสียงแตกปะทุของเปลวเพลิง เวลาผ่านไปทีละวินาที ลูเมี่ยนเริ่มรู้สึกระคายคอ ราวกับกลืนสิ่งแปลกปลอมเข้าไป อยากจะไอขับมันออกมา จมูกของเขาก็เริ่มแสบคันด้วย
ฟรังก้ายุติการทดลอง แล้วสรุปว่า
“เพลิงของนักล่าสามารถเผาผลาญจุลชีพก่อโรคที่นางมารทุกข์ระทมสร้างขึ้นได้ ช่วยให้ผลกระทบของโรคลดลง ฉันต้องใช้เวลาเกือบหนึ่งนาที กว่าจะทำให้คุณมีอาการเพียงเล็กน้อย”
ลูเมี่ยนจาม ไอแห้งสองที แล้วสลายเปลวไฟสีขาวโชติช่วงรอบกาย
เมื่อจินนาและอ็องโตนีกลับมา ฟรังก้าก็เอ่ยต่อ
“ใยแมงมุมของนางมารก็แข็งแกร่งขึ้นมาก ตอนที่เป็นนางมารสุขสม ฉันทำได้แค่ควบคุมมันอย่างหยาบๆ ให้พันรัดเป้าหมาย ไม่สามารถบงการแบบละเอียดอ่อน แต่บัดนี้ มันเปรียบดั่งแขนขาไปแล้ว สามารถทำอะไรได้มากขึ้น อย่างเช่น…”
ฟรังก้าพลันยิ้มออกมา
“จั๊กจี้พวกคุณ!”
ขณะที่เธอเอ่ยวาจา ลูเมี่ยนกับจินนาต่างรู้สึกว่าเอวของตน ถูกสิ่งอ่อนนุ่มที่มองไม่เห็นจั๊กจี้จนเริ่มคันยุบยิบ
“ไม่รู้จักโตจริงๆ” ลูเมี่ยนเย้ยหยัน แล้วกล่าวต่อ “แต่สิ่งนี้มีประโยชน์มากในการต่อสู้”
ฟรังก้าเก็บใยที่มองไม่เห็นกลับคืนด้วยความพึงพอใจ แล้วดึงเชือกผูกผมหางม้าออก
เส้นผมสีเชือกป่านของเธอมิได้ตกลงมา หากแต่ลอยขึ้นไปในอากาศ แต่ละเส้นล้วนคมชัด โดยทั้งหมดกำลังสะบัดพลิ้ว
“บัดนี้ เส้นผมของฉันกลายเป็นอาวุธได้แล้ว” ฟรังก้าประกาศอย่างภาคภูมิ “มันไม่เพียงแทงทะลุผิวหนัง ฉีดเพลิงทมิฬเข้าไปได้ แต่ยังทำให้ส่วนที่สัมผัสกับผมของฉัน เกิดอาการแข็งเกร็งด้วย ใช้ในการต่อสู้ระยะประชิดได้ผลดียิ่ง”
เมื่อปล่อยผมลงแล้วผูกกลับ ฟรังก้าก็หยิบกระจกบานหนึ่งขึ้นมา
“คำสาปของฉันก็ทรงพลังและเฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น แต่ก่อนต้องใช้กระจกสะท้อนเป้าหมายให้ได้ทั้งตัว แล้วจึงสาปได้โดยการฉาบเพลิงทมิฬ ซึ่งเป็นการสาปทั้งตัว แต่บัดนี้ เพียงแค่สะท้อนส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายเป้าหมาย ผลของคำสาปก็จะส่งไปยังส่วนนั้นของเป้าหมายได้”
“พลังอื่นๆ ที่ได้มาก่อนหน้านี้ ก็ล้วนพัฒนาและขยายขอบเขต รวมถึงมนต์ดำและกระจกวิเศษ”
จินนาฟังจบอย่างเงียบงัน แล้วอุทานอย่างจริงใจ
“เทียบกับตอนเป็นนางมารสุขสม นี่พัฒนาไปไกลมาก”
“ก็มันลำดับ 5 แล้วนี่นา” ฟรังก้ากล่าวด้วยน้ำเสียงรื่นรมย์
ลูเมี่ยนเห็นดังนั้น จึงผงกศีรษะรับพลางเอ่ยปาก
“เรื่องสืบหาคนในกระจก ผมคงไม่ร่วมด้วยชั่วคราว เพราะตั้งใจจะออกเดินทางไปลุนเบิร์กพรุ่งนี้”
ไปตามหา ‘เมืองเนรเทศ’ โมโรลา!
ช่วงนี้เขาได้ศึกษาภาษาลุนเบิร์กมาตลอด และพบว่าแท้จริงแล้ว มันก็คือภาษาที่ราบสูงของอาณาจักรเฟเนพ็อต เพียงแต่มีสำเนียงท้องถิ่นเพิ่มเข้ามา ลุนเบิร์กแยกตัวออกจากเฟเนพ็อตหลังจาก ‘ศึกตระบัดสัตย์’ ในยุคที่ห้า
ดังนั้น ลูเมี่ยนที่รู้ภาษาที่ราบสูงอยู่ก่อนแล้ว จึงใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็เข้าใจภาษาลุนเบิร์ก
“เร็วขนาดนี้เชียว? ก็นะ คุณย่อยโอสถยมทูตหมดแล้ว ย่อมต้องคิดถึงการเป็นครึ่งเทพ…” ฟรังก้าพลันรู้สึกสะท้อนใจ
ลูเมี่ยนเหลียวมองออกไปนอกลานประหารรวมรูฮัว แล้วกล่าวแก่ฟรังก้า จินนา และอ็องโตนี
“ขอฝากดูแลลุดวิกด้วย อีกอย่าง คอยจับตาลูกาโนด้วย”
ตามคำบรรยายในเอกสาร 0-01 และคำบอกใบ้ของมาดามเมจิกเชี่ยน การเดินทางไปยัง ‘เมืองเนรเทศ’ โมโรลา ควรมีเพียงเขาผู้เดียว
แต่เดิมลูเมี่ยนตั้งใจจะพาลุดวิกลูกบุญธรรมไปด้วย แต่เมื่อคำนึงว่าแก่นแท้ของอีกฝ่ายคือเทวทูต แฝงไว้ด้วยเทวบารมี จนอาจก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอันน่าสะพรึงกลัวในโมโรลา จึงล้มเลิกความตั้งใจนี้ไป
เมื่อเทียบกันแล้ว เทอร์มีโพลอสที่ถูกมิสเตอร์ฟูลผนึกไว้ สามารถละเลยชั่วคราวได้ ในทางทฤษฎีจึงไม่กระทบกับ 0-01
“ตกลง” พวกฟรังก้าตอบรับลูเมี่ยน
……………………………………………………..