ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 791 จับกุม
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 791 จับกุม
ตอนที่ 791 จับกุม
หลังอาหารเย็น ฟรังก้าและจินนากลับมาถึงถนนโอโรเซ บ้านเลขที่ 9 อพาร์ตเมนต์ 702
“เสร็จสักที” ฟรังก้ายกแขนทั้งสองข้างขึ้นยืดตัว “ต่อจากนี้จะสืบหาปาเลียที่เป็น ‘คนในกระจก’ ก่อน แล้วค่อยไปรายงานกับ ‘นางมารดำ’ หรือจะรอพรุ่งนี้เช้าค่อยบอก ‘นางมารดำ’ ว่าฉันกลายเป็น ‘นางมารทุกข์ระทม’ แล้วดี? เธอเคยบอกว่า พอฉันบรรลุถึงลำดับ ‘ทุกข์ระทม’ แล้ว จะเล่าความลับบางอย่างของนิกายนางมารให้ฟัง”
สำหรับเรื่องหลัง ฟรังก้าอยากรู้ แต่ก็กลัวที่จะรู้ โดยขณะเดียวกัน เธอรู้สึกว่าความคืบหน้าในการย่อยโอสถ ‘สุขสม’ ของตน รวดเร็วกว่าที่เคยคิดไว้มาก อาจทำให้ ‘นางมารดำ’ เกิดความสงสัย และเธอก็ไม่อยากรายงานเรื่องของ ‘พลเรือเอกทะเลลึก’ ขึ้นไป
มันเกี่ยวข้องกับความลับเรื่องการข้ามมิติของกลุ่มคนจาก ‘สมาคมวิจัยลิงบาบูนขนหยิก’!
จนถึงตอนนี้ ฟรังก้าและลูเมี่ยนต่างก็เพียงแค่เอ่ยถึงข้อสงสัยว่า ‘พลเรือเอกทะเลลึก’ อาจเป็นเอลฟ์ ไปยังเหล่าไพ่อาร์คาน่าใหญ่ที่ตนสังกัด ซึ่งอีกฝ่ายยังไม่ตอบกลับมา
จินนาครุ่นคิดสักครู่แล้วเอ่ยตอบ
“ฉันว่า ถึงพรุ่งนี้เธอจะไม่ไปหา ‘นางมารดำ’ แต่ในอนาคตอันใกล้ก็ต้องทำอยู่ดี ยิ่งรู้ความลับของนิกายนางมารเร็วเท่าไร ก็ยิ่งช่วยให้เราวางแผนถัดไปได้ดีขึ้น หลีกเลี่ยงภัยแฝงที่อาจมีได้”
เธอพอจะเข้าใจความกังวลของฟรังก้า จึงยิ้มแล้วกล่าวต่อ
“เธอแค่บอก ‘นางมารดำ’ ว่า ลูเมี่ยนกลายเป็น ‘ยมทูต’ แล้ว และเขาช่วยเธอย่อยโอสถ ‘สุขสม’ จนเสร็จสมบูรณ์”
“เอ่อ…” ฟรังก้าชะงักไปครู่ “ทุกคำล้วนเป็นความจริง แต่ความหมายกลับฟังดูแปลกๆ ชอบกล…”
“นั่นคือความเข้าใจผิดที่เราต้องการ” จินนาตอบพลางยิ้มบางๆ
จากนั้น เธอเหลือบมองความมืดนอกหน้าต่าง
“สำหรับการตามหาปาเลีย มีเธอกับอ็องโตนีก็น่าจะพอแล้ว วันสองวันนี้ฉันอยากไปเจอยูเลียนที่เมืองท่าเลอซายล์ เราไม่ได้เจอกันเกือบสองเดือนแล้ว ทางฉันก็อยากลองหยั่งเชิงดูท่าทีเขาด้วย ว่าจำเป็นต้องกลับทรีอาร์จริงไหม”
“ได้” ฟรังก้าเข้าใจความกังวลของจินนา
จินนาพยักหน้าแล้วเอ่ยต่อ
สำหรับการเดินทางไปยังเมืองท่าเลอซายล์ ไม่ว่าจะรถไฟไอน้ำหรือเรือก็ล้วนมีให้บริการอย่างดาษดื่น เธอไม่ต้องกังวลว่าจะซื้อตั๋วหน้างานไม่ได้
คุยกันอีกสองสามประโยค จินนาก็เก็บข้าวของ ถือกระเป๋าเดินทางออกจากอพาร์ตเมนต์
ระหว่างที่ยูเลียนไปแลกเปลี่ยนวิชาที่เมืองท่าเลอซายล์ จินนาไม่ได้ทำตามคำสั่งของเขาที่บอกให้ยกเลิกห้องเช่า ณ ถนนปลาสเตอร์เพื่อประหยัดเงิน โดยยังกลับไปพักที่นั่นสองสามวันครั้ง ราวกับไม่เคยจากไปไหน
มองส่งจินนาออกประตูไป ฟรังก้าพลันรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แล้วพึมพำกับตัวเอง
“แต่ฉันอยากฉลองคืนนี้เลย…”
เธอเดินกลับเข้าห้องนอนอย่างเชื่องช้า เห็นเสื้อผ้าและข้าวของบางอย่างของจินนา ซึ่งเคยวางอยู่ที่นี่ถูกเก็บไปหมดแล้วเมื่อครู่
มองห้องนอนที่ดูโล่งสะอาดตา ฟรังก้าพลันเข้าใจบางอย่าง
เธอเงียบไปทันที
เนื่องจากพบว่าโอสถ ‘ทุกข์ระทม’ ของตน คล้ายกับถูกย่อยไปบางส่วนแล้ว
…………
วู้…ฉึกฉักฉึกฉัก
รถไฟไอน้ำสีขาวครีมที่ตกแต่งด้วยลวดลายสีทองเหลือง กำลังแล่นไต่ไปบนราง มุ่งหน้าสู่เมืองหลวงไอซาราที่ตั้งอยู่ระหว่างหุบเขา
ลูเมี่ยนนั่งอยู่ในตู้โดยสารชั้นสอง มองซ้ายมองขวาอย่างสบายอารมณ์
เด็กหนุ่มไม่มีพิกัดของไอซารา อีกทั้งยังขี้เกียจอัญเชิญผู้ส่งสาร จึงเลือกที่จะ ‘เทเลพอร์ต’ กลับแคว้นไรสตัน ขึ้นรถไฟไอน้ำไปถึงชายแดน แล้วปีนข้ามเทือกเขาลักลอบเข้ามา
ด้วยเงินทองซัสเซนที่แลกเปลี่ยนไว้ล่วงหน้า กอปรกับความชำนาญในการค้นหาพ่อค้าตลาดมืด ลูเมี่ยนจึงได้รับเอกสารแสดงตัวตนใหม่มาอย่างไม่ยากเย็น และซื้อตั๋วรถไฟไปไอซาราได้
ลุนเบิร์กเป็นประเทศขนาดกลางค่อนไปทางเล็ก พื้นที่จึงไม่กว้าง เด็กหนุ่มสามารถไปถึงจุดหมายปลายทางได้ก่อนเย็นวันนี้
ระหว่างกวาดตามอง ลูเมี่ยนสังเกตเห็นว่า ชาวลุนเบิร์กชอบสวมเสื้อผ้าสีอ่อนและเครื่องประดับทองเหลือง โดยทุกคนจะถือหนังสือคนละเล่ม อ่านกันเงียบๆ ระหว่างที่รถไฟแล่น หากมีการพูดคุยกันบ้าง ก็จะควบคุมระดับเสียงให้เหมาะสม
เมื่อรถไฟจอดตามสถานีระหว่างทาง หากพบผู้สูงอายุหรือผู้ที่แต่งตัวเหมือนนักวิชาการ ผู้โดยสารทุกคนจะกระตือรือร้นให้ความช่วยเหลือ แสดงความเคารพที่มาจากใจจริง
“สมแล้วที่เป็นดินแดนของศาสนจักรเทพแห่งปัญญาความรู้” ลูเมี่ยนรำพึงในใจ
ลุนเบิร์กเป็นประเทศที่มีศาสนาเดียว และไม่มีราชวงศ์ ศาสนจักรความรู้มีอำนาจควบคุมประเทศและมีอิทธิพลต่อพลเมืองอย่างมาก
คงสังเกตเห็นการพินิจพิจารณาของเขา ชายหนุ่มที่นั่งข้างๆ ซึ่งถือหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง ได้หันมามองคู่มือท่องเที่ยวลุนเบิร์กในมือเด็กหนุ่ม แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร
“คุณเป็นชาวต่างชาติหรือ?”
เขาเริ่มด้วยภาษาลุนเบิร์ก จากนั้นก็เปลี่ยนไปถามด้วยภาษาที่ราบสูง ภาษาโลเอ็น ภาษาอินทิส และภาษาฟุซัค ตามลำดับ
ลูเมี่ยนรู้สึกตกใจเล็กน้อย
เป็นแค่ชาวลุนเบิร์กธรรมดาๆ ที่นั่งตู้โดยสารชั้นสอง ทำไมเขาถึงรู้ภาษาของหลายประเทศ?
อีกทั้ง เด็กหนุ่มยังรู้สึกว่าอีกฝ่ายมีท่าทีอวดโอ่อยู่นิดๆ
“ใช่ครับ ผมเป็นชาวอินทิส แต่ก็เข้าใจภาษาลุนเบิร์ก” ลูเมี่ยนตอบอย่างให้ความร่วมมือ “คุณชื่ออะไรครับ? ถึงกับรู้ภาษาของทุกประเทศในทวีปเหนือ…”
ชายหนุ่มดันแว่นกรอบสีอ่อนที่สวมอยู่บนดั้งจมูก ยิ้มแล้วเอ่ยตอบ
“ผมชื่อซาเรียนต์ เป็นพนักงานตัวเล็กๆ ในบริษัทแห่งหนึ่ง”
“อันที่จริง ภาษาของกลุ่มประเทศในทวีปเหนือ แค่เรียนรู้หนึ่งภาษา การเรียนภาษาอื่นก็จะเป็นเรื่องง่าย หรือถ้าเริ่มต้นด้วยภาษาฟุซัคโบราณก็จะยิ่งง่ายขึ้นไปอีก ซึ่งพวกเราชาวลุนเบิร์กเริ่มเรียนภาษาฟุซัคโบราณตั้งแต่ระดับการศึกษาภาคบังคับแล้ว”
น้ำเสียงของซาเรียนต์แฝงไว้ด้วยความภาคภูมิใจ ราวกับดูแคลนประเทศอื่นที่ยังมีประชากรไม่รู้หนังสืออยู่เป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่จะไม่รู้ภาษาต่างประเทศ
ทางทฤษฎีก็ใช่ ไม่อย่างนั้นเราคงไม่ได้เรียนภาษาที่ราบสูงได้เร็วขนาดนี้ เมื่อเทียบกันแล้ว ภาษาตูทานของเรายังถือว่าแค่พอใช้เท่านั้น…ลูเมี่ยนไม่ได้ใส่ใจกับความหยิ่งผยองเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในท่าทีของซาเรียนต์
เช้านี้ ชาวลุนเบิร์กที่เขาได้พบปะ ล้วนมีนิสัยคล้ายคลึงกันไม่มากก็น้อย
ลูเมี่ยนควบคุมระดับเสียงพลางอมยิ้ม
“พวกคุณช่างมีอารยธรรมจริงๆ ทั้งให้ความเคารพผู้สูงอายุและนักวิชาการ แถมตอนนั่งรถไฟก็ไม่ได้คุยเล่นสนุกสนานเป็นหลัก แต่ใช้เวลาส่วนใหญ่อ่านหนังสือ”
ซาเรียนต์ยิ้มอย่างสงวนท่าที
“ในใจของพวกเราชาวลุนเบิร์ก ความรู้คือสิ่งล้ำค่าอันดับหนึ่ง ซึ่งนักวิชาการคือผู้ที่ครอบครองความรู้มากมาย ส่วนผู้สูงอายุก็ได้สั่งสมความรู้เชิงประสบการณ์มาในช่วงชีวิตของพวกเขา”
พูดถึงตรงนี้ ซาเรียนต์หัวเราะเยาะตัวเอง
“การอ่านหนังสือเป็นนิสัยที่ถูกปลูกฝังตั้งแต่ยังเด็ก และเป็นความจำเป็นต่อโลกความจริงด้วย คุณไม่รู้หรอกว่า ชีวิตของพวกเราเต็มไปด้วยการสอบและการประเมิน ที่โรงเรียนก็แบบนี้ ที่บริษัทก็แบบนี้ แม้แต่ไปวิหาร ก็ต้องทำข้อสอบเกี่ยวกับเทววิทยาในช่วงพิธีมิสซาใหญ่ เพื่อแสดงความเคารพศรัทธาต่อองค์เทพและความรู้ของเรา”
ลูเมี่ยนรู้สึกทันทีว่า นี่ดูจะไม่ใช่เรื่องดีนัก
เข้าใจแล้วว่าทำไมลุดวิกถึงขั้นยอมตาย ดีกว่ากลับไปหาศาสนจักรความรู้…
แต่โอลัวร์น่าจะชอบที่นั่น ตัวเธอคงไม่มาอยู่หรอก แต่ต้องหวังจะส่งเรามาเรียนต่อแน่ๆ…
เมื่อสังเกตเห็นชาวต่างชาติข้างๆ เงียบไป ซาเรียนต์ถอนหายใจพลางเอ่ยปาก
“ผมถึงไม่อยู่ที่ไอซาราหลังเรียนจบ ที่นั่นเต็มไปด้วยความกดดันอันน่าสะพรึงกลัว มีทั้งการสอบใบประกอบวิชาชีพ การประเมินความสามารถทางวิชาชีพประจำปี การประเมินของบริษัททุกเดือน การสอบฝึกอบรมตำแหน่งงาน และอีกนับไม่ถ้วน”
ลูเมี่ยนได้ยินแล้วถึงกับซี้ดปาก
นี่เป็นสภาพชีวิตประจำวันของชาวลุนเบิร์ก โดยเฉพาะชาวไอซาราเลยหรือ?
ลุดวิกสมองไม่ค่อยดี เล่าอะไรไม่ค่อยชัดเจน ไอ้เราก็นึกว่าจะลำบากแค่พวกนักเรียน…
ยังดีที่ตอนนั้น คนที่เก็บเราไปเลี้ยงคือโอลัวร์ ไม่ใช่ชาวลุนเบิร์กคนไหน…
เมื่อคุยมาถึงเรื่องนี้ ซาเรียนต์พลันเกิดอารมณ์หดหู่ จึงรู้สึกถึงความบีบคั้น รีบก้มหน้าลงอ่านหนังสือในมือต่อ
ลูเมี่ยนคาดคะเนจากเวลาว่าคงใกล้จะถึงไอซารา เมืองหลวงของลุนเบิร์กแล้ว จึงหันมาครุ่นคิดถึงปัญหาของ ‘เมืองเนรเทศ’ โมโรลา
เขาชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถามซาเรียนต์ข้างๆ
“คุณเคยได้ยินชื่อเมืองที่เรียกว่าโมโรลาไหม?”
ซาเรียนต์ใช้เวลาครุ่นคิดอย่างละเอียดสักพักแล้วกล่าว
“ไม่เคยครับ ไม่ว่าจะในความเป็นจริงหรือในตำนานใดๆ ก็ไม่เคยได้ยิน”
ลูเมี่ยนส่งเสียง ‘อืม’ แล้วหันสายตากลับไปมองเทือกเขาลายๆ ที่กำลังเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็วนอกหน้าต่าง ราวกับเมื่อครู่เป็นเพียงการพูดคุยเล่นๆ
“แม้แต่มาดามเมจิกเชี่ยนยังหาไม่เจอ เราก็คงทำไม่ได้อยู่แล้ว เว้นแต่จะจับตัวครึ่งเทพคนใดคนหนึ่งของศาสนจักรความรู้มาได้…”
“ในเมื่อศาสนจักรความรู้เอาส่วนอื่นๆ ของร่างของท่อนแขนบวมเน่าไปไว้ที่โมโรลา เราจะอาศัยการรับรู้ระหว่างส่วนต่างๆ ของท่อนแขนบวมเน่า เพื่อตามหาเมืองนั้นได้ไหมนะ?”
“ศาสนจักรความรู้คาดหวังและอนุญาตให้เราไปโมโรลาอยู่แล้ว จะพูดว่าพวกเขารอคอยให้ไปก็ยังได้ เช่นนั้นแล้ว พวกเขาจะมีคำบอกใบ้ตรงๆ บ้างไหมนะ?”
“…”
คิดไปคิดมา ลูเมี่ยนค่อยๆ รู้สึกมั่นใจขึ้น
ท้องฟ้าเริ่มมืดลง รถไฟไอน้ำจอดเทียบชานชาลาที่ปูด้วยแผ่นหินสีเทาขาว
ลูเมี่ยนถือกระเป๋าเดินทางใบเล็กที่แทบไม่ได้บรรจุอะไร พูดคุยเรื่อยเปื่อยกับซาเรียนต์ พลางเดินผ่านสถานีรถไฟที่ตกแต่งด้วยรูปปั้นหนังสือและลวดลายทองเหลือง มุ่งหน้าออกไปด้านนอก
ลมพัดหวีดหวิวระหว่างหุบเขา นำพาความเย็นและความสดชื่นมาด้วย
เมื่อใกล้ถึงทางออกสถานีรถไฟไอน้ำไอซารา ลูเมี่ยนเห็นบุคลากรทางศาสนาของศาสนจักรความรู้หลายคน สวมชุดคลุมยาวสีขาวล้วน ปักด้วยด้ายทองเหลืองยืนขวางอยู่ คอยถือเอกสารตรวจสอบนักเดินทางที่ออกจากสถานีทีละคน
“พวกเขาทำอะไรหรือ?” ลูเมี่ยนเอ่ยถาม
ซาเรียนต์ชำเลืองมองแวบหนึ่ง แล้วตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“การตรวจสอบขาออกตามปกติ คนของศาสนจักรกับคนของรัฐบาลผลัดกันมาทำ”
“ผมนึกว่าพวกเขาสุ่มดักคนเดินถนนให้ทำข้อสอบ เพื่อทดสอบระดับความรู้ที่สั่งสมมาเสียอีก” ลูเมี่ยนพูดติดตลก
ซาเรียนต์หันขวับมามองเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ราวกับจะบอกว่า
“คุณเป็นปีศาจหรือไง? แม้แต่พวกบิชอปของศาสนจักร ก็ยังคิดเรื่องแบบนี้ไม่ออกเลย!”
ลูเมี่ยนยักไหล่ เดินนำไปยังทางออก เข้ารับการตรวจสอบจากบุคลากรทางศาสนาของศาสนจักรความรู้
ชายชราที่เป็นหัวหน้ามองสำรวจเด็กหนุ่มขึ้นลง แล้วดูเอกสารในมือ ทันใดนั้นก็ส่งสัญญาณตาให้บุคลากรทางศาสนาคนอื่นๆ
ลูเมี่ยนถูกกลุ่มบุคลากรทางศาสนาล้อมไว้ โดยทุกคนอยู่ในท่าพร้อมจู่โจม
ชายชราที่เป็นหัวหน้ามองเด็กหนุ่มพลางพูดเสียงทุ้ม
“พบผู้ต้องหาที่ต้องการตัวแล้ว”
“จับตัวไป!”
หืม…ลูเมี่ยนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
ในขณะที่ความคิดวนเวียนอยู่นับร้อย เด็กหนุ่มตัดสินใจยอมจำนน ยื่นมือทั้งสองข้างออกไป ปล่อยให้บุคลากรทางศาสนาของศาสนจักรความรู้ ใส่กุญแจมือสีเงินขาวลงบนข้อมือ
……………………………………………………..