ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 792 พิพากษา
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 792 พิพากษา
ตอนที่ 792 พิพากษา
ภายในรถม้าที่แล่นไปด้วยความเร็วปานกลาง ลูเมี่ยนซึ่งถูกใส่กุญแจมือกับโซ่ตรวนข้อเท้า มองออกไปนอกหน้าต่างติดลูกกรงเหล็ก ทั้งยังปิดทับด้วยผ้าหนา ภายในใจกำลังเชื่อมั่นในการคาดคะเนของตน
เมื่อถูกบุคลากรของศาสนจักรความรู้ปรักปรำว่า ตนคือผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับ ท่าทีแรกของเด็กหนุ่มมิใช่การเกร็งตัวตื่นตระหนก แต่กลับเป็นความสงสัยอย่างแรงกล้า
เขารู้สึกว่า บุคลากรทางศาสนาที่ทำหน้าที่ตรวจสอบผู้โดยสารประจำวัน ถูกตั้งมาเพื่อจับกุมตนโดยเฉพาะ ทว่านอกเหนือจากเรื่องของลุดวิก กับ 0-01 แล้ว เขาก็ไม่เคยมีสายสัมพันธ์อันใดกับศาสนจักรความรู้ อีกทั้งก็ไม่เคยทำลายผลประโยชน์ของพวกเขาด้วย
“กับผู้ต้องหาจากอินทิส พวกคุณชาวลุนเบิร์กทำไมถึงกระตือรือร้นนัก ได้ลองตรวจสอบสถานการณ์ รวมถึงศักยภาพในปัจจุบันของเป้าหมายดูหรือยัง?”
ท่ามกลางกระแสความคิด ภายใต้สายตาของซาเรียนต์ที่ทั้งตกใจ หวาดกลัว และโล่งอก ลูเมี่ยนนึกถึงความเป็นไปได้หนึ่ง
“นี่คือคำใบ้ที่ศาสนจักรความรู้มอบให้เราหรือ?”
“ไม่สิ มันไม่ใช่แค่คำใบ้แล้ว คงเป็นการพาไปยังจุดหมายโดยตรงเสียมากกว่า!”
“เมืองเนรเทศ…ก็ตามชื่อของมัน คือสถานที่กักขังนักโทษ เมื่อเราถูกจับในฐานะผู้ต้องหา แล้วถูกตัดสินให้เนรเทศ ก็จะถูกส่งเข้าโมโรลาโดยปริยาย…”
“วิธีการแบบนี้ ออกจะรุนแรงและตรงไปตรงมาทีเดียว”
“พวกเขารู้ได้ยังไงว่าเรามาเยือน…ถึงจะไม่ได้ปลอมตัว แต่ก็ทำตัวเงียบๆ มาตลอดทาง…”
“ลำดับสูงของเส้นทาง ‘นักอ่าน’ เก่งด้านการทำนายหรือพยากรณ์สินะ?”
ลูเมี่ยนก้มมองที่เอวของตน เห็น ‘กระเป๋านักเดินทาง’ ที่ยังไม่ถูกยึด อดไม่ได้ที่จะพึมพำในใจ
“แม้แต่ของติดตัวของผู้ต้องหาก็ยังไม่ริบไป ทั้งยังไม่มีมาตรการรับมือกับอาชญากรที่อาจเป็นอันตราย หรือผนึกการใช้พลังวิเศษ…”
“แสดงละครไม่มืออาชีพเอาเสียเลย กลัวเราจะมองไม่ออกแล้วต่อต้านจนเกิดความเสียหายหรืออย่างไร?”
ลูเมี่ยนค่อยๆ ปลดกระเป๋านักเดินทางจากเข็มขัด แล้วสอดเก็บเข้าไปในกระเป๋าด้านในของแจ็กเกตหนา
นั่นก็เพราะเขาไม่อยากให้คนของศาสนจักรความรู้ต้องลำบาก
อีกฝ่ายแสดงไม่เก่งไม่เป็นไร แต่ตัวเขาเองจะทำแบบขอไปทีไม่ได้ หากนักโทษคดีอุกฉกรรจ์คนอื่น หรือชาวเมืองไอซาราแถวนี้ หรือตำรวจที่มาช่วยงาน เห็น ‘กระเป๋านักเดินทาง’ เข้าจะทำอย่างไร?
พวกเขาจะมองว่า คนของ ‘ศาสนจักรความรู้’ ไม่มีความเป็นมืออาชีพ!
รถแล่นไปพักใหญ่ ในที่สุดก็หยุดลง
ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวดของบุคลากรศาสนจักรความรู้กลุ่มหนึ่ง ซึ่งสวมชุดคลุมสีขาวปักด้ายทองเหลือง ลูเมี่ยนเดินมาถึงด้านหน้าหอคอยสีขาวมหึมา
เขายังไม่ทันได้พิจารณารูปลักษณ์ของหอคอยสูงเต็มตา แม้แต่ยอดก็ยังไม่ได้เห็น ไม่ทันได้ยืนยันว่าสิ่งก่อสร้างนี้ยิ่งใหญ่อลังการเพียงใด ก็ถูก ‘ไล่’ เข้าประตูด้านข้าง เดินลงบันไดหินไปเรื่อยๆ ผ่านโถงทางเดินอันมืดมิด ซึ่งมีตะเกียงแก๊สติดผนังหลายดวง จนมาถึงหน้าห้องขังที่สร้างจากเหล็กดำ
ลูเมี่ยนชำเลืองมองสองครั้ง พบว่าในห้องขังมีคนถูกจองจำอยู่แล้วเจ็ดแปดคน ทุกคนถูกใส่กุญแจมือและโซ่ตรวนข้อเท้า บางคนถึงกับถูกโซ่เหล็กสอดทะลุกระดูกไหปลาร้า ตรึงไว้กับตำแหน่ง
การพันธนาการแบบนี้แม้กับผู้วิเศษก็น่าจะได้ผล แต่ไม่สามารถกดทับพลังวิเศษในเชิงศาสตร์เร้นลับได้…ถ้าเป็นเราถูกล็อกแบบนี้ สมรรถภาพร่างกายของ ‘นักล่า’ คงจะใช้ไม่ได้เลย แต่ก็ไม่อาจขัดขวางการวางเพลิง การยั่วยุ การสืบหาจุดอ่อน การเปลี่ยนชะตา หรือการ ‘เทเลพอร์ต’ หนี เฮ้อ…พวกเจ้าช่วยทำแบบมืออาชีพหน่อยได้ไหม การแสดงมันจะดูกลวงเกินไปแล้วนะ…ลูเมี่ยนครุ่นคิดพลางมองชายชราที่จับกุมตนเปิดประตูคุกเหล็ก
บุคลากรทางศาสนาที่ดูชราภาพผู้นี้ เอียงตัวพูดกับลูเมี่ยน
“อยู่ที่นี่ก่อน รอผลการพิพากษา”
ผลการพิพากษา? พวกคุณยังไม่ได้เริ่มไต่สวนเลยด้วยซ้ำ เลิกแสดงแล้วหรือไง? ลูเมี่ยนค่อยๆ ย่างเท้าเข้าไปในห้องขังอย่างให้ความร่วมมือ
ครึง! ประตูคุกเหล็กถูกปิดและล็อกกุญแจ
ลูเมี่ยนมองไปรอบๆ หนึ่งครั้ง แล้วเลือกนั่งลงบนเก้าอี้โลหะที่หล่อติดกับพื้น เหลือบมองไปยังนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ที่กำลังจดจ้องมาทางตน
ชายหนุ่มใส่แว่นท่าทางสุภาพ นั่งอยู่บนเก้าอี้โลหะฝั่งตรงข้าม เชิดคางขึ้นแล้วเอ่ยปาก
“ไม่คิดว่าจะมีคนอายุน้อยกว่าผมเข้ามาด้วย”
“พี่น้อง คุณก่อคดีอะไรมา?”
ลูเมี่ยนไม่ตอบแต่ย้อนถาม
“แล้วคุณล่ะ?”
ชายหนุ่มท่าทางสุภาพคนดังกล่าว เผยรอยยิ้มมุมปาก
“ฆ่าคน ที่นี่ส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นฆาตกรทั้งนั้น”
“คุณฆ่าไปกี่คน?” ชายวัยกลางคนที่ถูกโซ่เจาะไหปลาร้า ท่าทางซื่อๆ ถามอย่างสงสัย
“เจ็ดแปดคนได้มั้ง มีคนหนึ่งผมไม่แน่ใจว่าสุดท้ายตายไหม” ชายหนุ่มคนเดิมแสดงสีหน้าหวนคิด “การได้จบชีวิตมนุษย์ด้วยมือตัวเอง ได้รู้สึกถึงความเจ็บปวด การดิ้นรน และความสิ้นหวังของพวกเขา ได้โดนเลือดอุ่นๆ ของพวกเขากระเซ็นใส่หน้า มันช่างเป็นเรื่องที่น่าเคลิบเคลิ้ม ในตอนนั้น ผมราวกับเป็นเทพเจ้า เป็นผู้ปกครองของพวกเขา”
‘ฆาตกรต่อเนื่อง’ หรือ? ลูเมี่ยนเฝ้ามองเงียบงัน ไม่ได้ขัดจังหวะการสนทนาของเหล่านักโทษคดีอุกฉกรรจ์
ชายหนุ่มคนนั้นถอนหายใจในที่สุด
“น่าเสียดาย นักสืบในไอซารามีมากเกินไป สุดท้ายผมก็ถูกพวกเขาจับได้”
“แล้วคุณล่ะ ฆ่าไปกี่คน ฆ่าทำไม?”
เขาถามชายวัยกลางคนท่าทางซื่อๆ ที่ถูกโซ่เจาะไหปลาร้า
ชายคนนั้นไม่เปลี่ยนสีหน้า ราวกับกำลังเล่าว่าอาหารเช้าวันนี้คืออะไร
“ไม่รู้สิ มากมายเหลือเกิน คุณจำได้หรือว่าเดือนที่แล้วกินขนมปังไปทั้งหมดกี่แผ่น?”
“ประโยคนี้เป็นของจักรพรรดิโรซายล์แห่งอินทิสใช่ไหม? ผมเคยอ่านเจอในหนังสือชีวประวัติ” ชายหนุ่มท่าทางสุภาพยิ้มตอบ “เดือนที่แล้วผมกินขนมปังไป 123 แผ่น จำได้ทุกแผ่น”
ชายวัยกลางคนท่าทางซื่อๆ เงียบไปสองสามวินาทีแล้วเอ่ยตอบ
“ผมฆ่าคนเพราะพวกมันสมควรตาย และยิ่งคนที่สมควรตายมากเท่าใด เลือดเนื้อก็ยิ่งอร่อยเท่านั้น”
“คุณกินเหยื่อด้วยหรือ?” สีหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“ขึ้นอยู่กับระดับความสมควรตาย จะมีวิธีปรุงที่แตกต่างกัน” ชายวัยกลางคนท่าทางซื่อๆ ตอบอย่างจริงจัง
“ก็วิปริตทั้งคู่นั่นแหละ” ชายอายุราวสามสิบกว่า เจ้าของท่าทางหม่นหมอง แค่นเสียงสนทนา
ชายหนุ่มท่าทางสุภาพมิได้ถือโทษโกรธ เพียงถามด้วยความอยากรู้
“แล้วคุณฆ่าคนเพราะอะไร?”
“ผมไม่ได้ฆ่าเพื่อหวังจบชีวิต ก็แค่อยากข่มขืนเอง ใครใช้ให้พวกเธอขัดขืนรุนแรงนักล่ะ?” ชายท่าทางหม่นหมองตอบพร้อมสายตาที่บ่งบอกว่า ตนไม่เหมือนพวกวิปริตอย่างอีกฝ่าย
ชายหนุ่มหัวเราะ พยักคางชี้ไปทางหญิงผมน้ำตาลยาวสยาย ซึ่งถูกเจาะกระดูกไหปลาร้าเช่นกัน
“เธอก็ข่มขืนและฆ่าคนเหมือนกัน แต่นั่นเป็นแค่เรื่องรอง จุดประสงค์หลักคือเก็บสะสมอวัยวะสืบพันธุ์”
ลูเมี่ยนที่นั่งเงียบงันบนเก้าอี้โลหะ โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย อดส่ายหน้าไม่ได้
พวกฆาตกรในลุนเบิร์กมีมากเกินไปไหม? เฉลี่ยแล้วคนละกี่ศพ…
ชายหนุ่มท่าทางสุภาพหันกลับมามองลูเมี่ยน
“แล้วคุณล่ะ ก่ออาชญากรรมร้ายแรงอะไรมา?”
ลูเมี่ยนครุ่นคิดอย่างจริงจังก่อนตอบ
“ฆ่าคน ลบหลู่เทพเจ้า วางเพลิง ลักพาตัว ขู่กรรโชก ข่มขู่ หลอกลวง วางระเบิด ทำให้คนแท้งบุตร บูชาเทพมาร โจมตีเจ้าหน้าที่รัฐบาล กรรโชกศาสนาจารีต…”
ชายหนุ่มฟังจนอึ้งไป ผ่านไปสองสามวินาทีถึงได้หัวเราะออกมา
“พี่ชาย คุณก่อคดีเยอะไปหน่อยไหม?”
“ไม่งั้นจะมาอยู่ที่นี่หรือ?” ลูเมี่ยนย้อนถามอย่างผ่อนคลาย
“ก็จริง” ชายหนุ่มรวมถึงนักโทษคดีอุกฉกรรจ์คนอื่นๆ มองลูเมี่ยนด้วยสายตายำเกรงมากขึ้น
“สรุปแล้วคุณฆ่าไปกี่ศพ?” ชายหนุ่มท่าทางสุภาพแสดงความสนใจในรายละเอียด ประหนึ่งสามารถจินตนาการตามได้
ลูเมี่ยนส่ายหน้า ตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“ผมไม่ได้นับ และไม่อยากตอบด้วย มันไม่ใช่เรื่องที่ควรภูมิใจ เหมือนชาวนาเก็บเกี่ยวข้าวสาลี ผมแค่ทำงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จ คนเราจะดีใจเพราะทำงานประจำวันได้ดีหรือ?”
ชายหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยตอบ
“ขอรู้จักหน่อยได้ไหม? ผมชื่อเกฮี บางทีเมื่อไปถึงดินแดนของเทพมรณา เราอาจได้พบกันอีก”
ลูเมี่ยนเอ่ยคำง่ายๆ ออกมาคำเดียว
“หลุยส์”
เขาไม่อยากใช้ชื่อจริงกับพวกคนในเมืองเนรเทศ เพราะในทางศาสตร์เร้นลับ การปล่อยให้ผู้อื่นล่วงรู้ชื่อจริงนั้นเท่ากับเชื้อเชิญให้สาป ในพลังพันธสัญญาที่เส้นทางชะตากรรมมอบให้ ก็มีบางสิ่งที่คล้ายกันอยู่
“พวกคุณล่ะ?” เกฮีถามคนอื่นๆ ต่อ
“เลส” ชายวัยกลางคนท่าทางซื่อๆ ตอบ
ชายท่าทางหม่นหมองลังเลครู่หนึ่งก่อนจะตอบ
“วิเจย์พัน”
“จูลี่” หญิงผมน้ำตาลยาวสยายกวาดตามองตรงหว่างขาของพวกเกฮี ด้วยสายตาแทะโลม
หลังจากนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ที่นี่แนะนำตัวกันเสร็จ ลูเมี่ยนหัวเราะเบาๆ พูดว่า
“ผมไม่คิดว่าความปลอดภัยในลุนเบิร์กจะแย่ขนาดนี้ ถึงกับมีฆาตกรต่อเนื่องอยู่มากมาย”
“ใช่ ผมมาจากอินทิส ยังอยู่ลุนเบิร์กไม่นาน”
เกฮีที่คุยเก่งที่สุดยกมือที่ใส่กุญแจมือขึ้นมาดันแว่นบนสันจมูก ยิ้มพลางพูดว่า
“จริงๆ มันก็ไม่ได้แย่ ถึงขั้นเรียกได้ว่าดีด้วยซ้ำ เพราะลุนเบิร์กมีนักสืบมากที่สุด ทั้งยังเชี่ยวชาญที่สุดในโลก”
“แต่คนแบบพวกเราก็มีไม่น้อยจริงๆ นิสัยวิปริตบวกกับความรู้มากมาย มักจะสร้างอาชญากรที่น่ากลัวได้ง่ายๆ”
“เหนือสิ่งอื่นใด พวกอาชญากรจากประเทศอื่นๆ ก็มารวมตัวกันที่นี่ด้วย เพราะอยากท้าทายฝีมือพวกนักสืบลุนเบิร์ก”
‘นักสืบ’ คือลำดับ 7 ของเส้นทาง ‘นักอ่าน’ อยู่ในความควบคุมของศาสนจักรความรู้ ในลุนเบิร์กจึงมีนักสืบอยู่พอสมควร…จากบรรดาอาชญากรเหล่านั้น จะไม่มี ‘อาชญากร’ ตัวจริง ‘ฆาตกรต่อเนื่อง’ ตัวจริง แฝงตัวอยู่เชียวหรือ? นี่คือการใช้พวก ‘นักสืบ’ เป็นเครื่องมือในการสวมบทบาท? แต่กลับกัน ถ้า ‘นักสืบ’ จับอาชญากรในเส้นทาง ‘ปีศาจ’ ได้ ก็จะย่อยโอสถได้ดีขึ้นและรวดเร็วขึ้น…ลูเมี่ยนพยักหน้าอย่างครุ่นคิด ก่อนยิ้มตอบว่า
“ผมนับเป็นหนึ่งในนั้นไหม?”
“ส่วนคุณก็เข้าใจนิสัยของตัวเองชัดเจนมาก…คนแบบคุณนี่ ยิ่งมีความรู้ก็ยิ่งอันตราย”
เกฮีไอหนึ่งทีก่อนพูดว่า
“ใช่ ตอนนี้ผมก็เสียใจอยู่ ที่ยังมีความรู้ไม่มากพอ”
เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่ทราบ ในขณะที่นักโทษคดีอุกฉกรรจ์บางครั้งก็เงียบ บางครั้งก็คุยกันเรื่อยเปื่อย
ในที่สุด บรรดานักบวชก็พาสุภาพสตรีรายหนึ่งมายังหน้าห้องขัง
สุภาพสตรีสวมเสื้อเชิ้ตประดับลูกไม้สีขาวตรงคอเสื้อ เสื้อคลุมสีครีมมีลวดลายสีทองพันอยู่ท่อนล่าง สวมกระโปรงสีเข้มยาวถึงเข่า รองเท้าบูตหนังสีน้ำตาล ใบหน้ารูปไข่ ดวงตาสีฟ้าอ่อนดั่งน้ำพุ จมูกโด่ง ผมสีน้ำตาลปล่อยสยาย ผมเกล้ามวย นับเป็นสตรีที่งดงามยิ่ง
เมื่อได้เห็นเธอ ดวงตาของวิเจย์พันก็เปล่งประกายทันที
“ผลการพิจารณาคดีของพวกคุณออกมาแล้ว ฉันจะเป็นผู้อ่านให้ฟัง” สตรีผู้เลอโฉมพูดจบก็หันหลังให้ แล้วเดินไปตามโถงทางเดินอันมืดมิด โดยมีนักบวชคนอื่นๆ รับหน้าที่เปิดห้องขัง คุมตัวลูเมี่ยน เกฮี และคนที่เหลือติดตามไป
พวกเขาเดินตามบันไดหินลงไปทีละชั้น ลึกลงสู่ใต้ดิน ในที่สุดก็มาถึงหน้าประตูบานคู่ทำจากทองเหลือง
สุภาพสตรีหน้ารูปไข่ผู้งามหยดย้อยหยุดเดิน หันมาทางพวกลูเมี่ยนแล้วพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ผลการพิจารณาคดีของพวกคุณคือ”
“เนรเทศ…ห้ามกลับมาอีกตลอดกาล!”
“เนรเทศไปที่ไหน?” เกฮีถามด้วยความทั้งดีใจระคนสงสัย
ไม่ใช่ประหารชีวิตหรอกหรือ?
สุภาพสตรีชี้ไปทางประตูบานคู่สีทองเหลืองด้านหลังเธอ
“เนรเทศไปยังหลังประตูบานนี้”
เพียงเธอพูดจบ เสียงที่ชวนให้ขนลุกซู่ แต่ไม่อาจแยกแยะได้ว่าเป็นเสียงใด พลันดังมาจากด้านหลังประตู
……………………………………………………..