ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 793 โมโรลา
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 793 โมโรลา
ตอนที่ 793 โมโรลา
เมื่อได้ยินเสียงที่ดังมาจากหลังประตู นอกจากลูเมี่ยนแล้ว นักโทษประหารคนอื่นๆ ต่างก็เริ่มเปลี่ยนสีหน้า
เกฮีหลุดปากถามว่า
“มีอะไรอยู่หลังประตูกันแน่?”
หรือว่าที่เรียกว่าเนรเทศนั้น แท้จริงแล้วคือการส่งพวกตนไปเป็นอาหารให้สัตว์ประหลาดบางตัว?
“หลังประตูคือเส้นทางที่จะนำพาพวกคุณไปยังสถานที่เนรเทศ” สุภาพสตรีโฉมงามหน้ารูปไข่ตอบอย่างกระชับ “ที่นั่นไม่มีสัตว์ประหลาดรอกินพวกคุณหรอก แต่ก็นับว่าอันตรายอย่างยิ่ง ส่วนจะเป็นอันตรายแบบใดนั้น ฉันเองก็ไม่ทราบแน่ชัด แต่ที่แน่ๆ คือ พวกคุณยังมีความหวังในการรอดชีวิต ซึ่งดีกว่าถูกแขวนคอหรือยิงเป้ามากนัก”
เกฮี เลส และคนที่เหลือสบตากันเอง พลางมองไปทางกลุ่มคนของศาสนจักร ซึ่งล้วนสวมชุดคลุมยาวสีขาวล้วน ปักด้วยเส้นด้ายทอง ในใจพวกเขาอยากจะลงมือ แต่ท้ายที่สุดก็หักห้ามเอาไว้ได้
พวกเขาเชื่อว่า ตนคงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของบุคลากรจากศาสนจักรความรู้ และสุภาพสตรีโฉมงามที่ถูกมอบหมายให้อ่านผลการพิพากษา ก็ดูมีตำแหน่งสูงส่งอย่างเห็นได้ชัด
เกฮีเจ้าของรูปลักษณ์สุภาพเรียบร้อย เหลือบมองไปทางลูเมี่ยน พบว่าผู้ต้องหาที่อ้างว่าเคยก่ออาชญากรรมอุกฉกรรจ์หลายกระทงผู้นี้ ยังคงมีสีหน้าปกติ ไม่แสดงความหวาดกลัวแต่อย่างใด
“เดี๋ยวฉันจะเปิดประตูบานนั้นให้ ส่วนพวกคุณเดินเข้าไปเอง ใครอยู่ข้างหลังจะถูกเพิ่มโทษ และถูกประหารโดยไม่มีการผ่อนปรน” สุภาพสตรีโฉมงามหน้ารูปไข่ ยกมือทั้งสองขึ้น ในดวงตาสีฟ้าของเธอราวกับมีจุดแสงลวงตานับไม่ถ้วนลอยวูบขึ้นมา
สายฝนสีมืดดำโปรยลงมาอย่างไร้เสียงจากความสูงสี่เมตร ชโลมร่างของลูเมี่ยนกับคนที่เหลือ
ลูเมี่ยนรู้สึกหงุดหงิดทันที อารมณ์ดุร้ายบางประการพลุ่งพล่านขึ้นมา
ดูเหมือนว่าจะเป็นสายเลือดของโอมีเบล่าที่กำลังปั่นป่วน
“คุณทำอะไรกับพวกเรา?” เกฮีถามด้วยความกังขาระคนตกใจ
สุภาพสตรีโฉมงามในเสื้อคลุมตัวสั้นสีขาวครีม ปักด้ายสีทอง พูดด้วยน้ำเสียงเชิงสั่งสอน
“มันคือเวทมนตร์ชนิดหนึ่ง เรียกว่า ‘พิรุณระงับสืบพันธุ์แห่งฮาร์ปุส’ มีผลทำให้พวกคุณสูญเสียสมรรถภาพในการสืบพันธุ์ แต่สามารถฟื้นฟูได้ด้วยเวทมนตร์ที่สอดคล้องกัน หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ”
“ทางเราไม่อยากให้มีทารกเกิดในดินแดนเนรเทศ พวกเขาเป็นผู้บริสุทธิ์”
พิรุณระงับสืบพันธุ์…ก็ว่าทำไมสายเลือดของโอมีเบล่าถูกกระตุ้น จนแสดงปฏิกิริยาชัดเจนแบบนี้… ไม่รู้ว่าเวทมนตร์นี้จะส่งผลต่อเราหรือไม่ จะถูกลบล้างด้วยความพิเศษของสายเลือดโอมีเบล่าหรือเปล่า…ถ้ามันได้ผลจริง ในกรณีที่เราถูกผู้รับพรจาก ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ เล่นงาน เปิดช่องทางให้โอมีเบล่าฝังตัวอ่อนในร่างกาย ตัวอ่อนจะฝังตัวไม่สำเร็จเพราะอิทธิพลของเวทมนตร์นี้หรือเปล่า? คงต้องวัดกันที่ศักดิ์ของอิทธิพล…ลูเมี่ยนคิดว่า ‘พิรุณระงับสืบพันธุ์’ ก็ไม่แย่เท่าใดนัก
นักโทษประหารที่เหลือก็ไม่รู้สึกว่านี่เป็นปัญหา บางคนมีลูกหลานอยู่แล้ว บางคนก็มีนิสัยเย็นชาไร้อารมณ์ หรือไม่ก็จิตวิปริตผิดเพี้ยน ไม่เห็นว่าเด็กที่มีสายเลือดของตัวเองจะน่ารักตรงไหน
สุภาพสตรีโฉมงามหน้ารูปไข่ถอยหลังไปหลายก้าว หันหน้าเข้าหาประตูทองเหลืองบานใหญ่ ยื่นมือทั้งสองออกไป กดในอากาศหนึ่งครั้ง
ประตูบานดังกล่าวส่งเสียงโลหะเสียดสีอย่างหนักหน่วง แล้วบรรจงเปิดออกไปด้านหลัง
ด้วยเหตุผลบางประการ พวกเกฮีพลันเกิดแรงกระหายลึกลับ จึงเดินผ่านบานประตู เข้าไปในโถงทางเดินอันมืดมิดอย่างไม่อาจต้านทาน
พวกเขาไม่ทันสังเกตว่า นอกจากสุภาพสตรีหน้ารูปไข่แล้ว บุคลากรคนอื่นของศาสนจักรความรู้ได้ถอยไปยังจุดเริ่มต้นของโถงทางเดินตั้งแต่ตอนที่ประตูทองเหลืองเปิดออก โดยต่างก็เหยียบอยู่บนขั้นบันได
ลูเมี่ยนก็เกิดแรงกระหายเช่นกัน มาพร้อมกับความรู้สึกคุ้นเคยผสมปนเปกับความไม่รู้จัก กำลังเรียกหาตนจากส่วนลึกของโถงทางเดิน
เด็กหนุ่มเดินอยู่กลางแถว ได้ยินเสียงประตูปิดดังโครมมาจากด้านหลัง
แสงสว่างในโถงทางเดินพลันมืดลงอย่างมาก มีเพียงอัญมณีเรืองแสงที่ฝังอยู่บนผนังคอยมอบแสงสว่างให้บ้างเท่านั้น
หรูหราจริงๆ…ลูเมี่ยนอุทานชื่นชมตามสัญชาตญาณ
ทันใดนั้น เกฮีเจ้าของรูปลักษณ์สุภาพเรียบร้อย เหลียวซ้ายแลขวาแล้วเอ่ยปาก
“พวกเราจะรออยู่ที่นี่ก่อนไหม? รอจนข้างนอกไม่มีคนเฝ้า แล้วหาทางงัดประตูบานนี้หนีออกไป?”
“คิดว่าพวกที่ถูกเนรเทศก่อนหน้านี้ ไม่เคยคิดแบบนี้กันหรือไง?” วิเจย์พันผู้หม่นหมอง หัวเราะเยาะพลางเอ่ยต่อ “แล้วพวกเรายังใส่เครื่องพันธนาการอยู่ จะวิ่งหนียังไง?”
ลูเมี่ยนมองดูอย่างเย็นชา พบว่าเกฮีสามารถต่อต้านแรงกระหายได้ระดับหนึ่ง จึงคิดจะหนีออกไปจากที่นี่ ส่วนนักโทษประหารคนอื่นเริ่มหาสารพัดเหตุผลมาคัดค้านข้อเสนอของเขา
“พวกเรามีอาหารไหม?”
“ถ้ากว่าที่คนคุมข้างนอกจะเผยช่องโหว่สักครั้ง ต้องรออีกหลายวันล่ะ?”
โดยไม่เปิดโอกาสให้เกฮีตอบ ลูเมี่ยนกล่าวต่อทันที
“ความจริงก็มีอาหารอยู่หรอก…พวกคุณทุกคนไง”
พูดถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนมองไปทาง ‘พ่อครัวเนื้อมนุษย์’ เลส แล้วถามพร้อมรอยยิ้ม
“อย่างพวกเราเหมาะจะทำอาหารแบบไหน?”
“ตุ๋นและดอง ต้องใส่เครื่องเทศให้เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้รสชาติออกเปรี้ยว” เลสเจ้าของรูปลักษณ์ใสซื่อ พลันทำตาเป็นประกาย
เกฮีเงียบไปสองสามอึดใจ ในสภาพสวมกุญแจมือและโซ่ตรวน เขาเริ่มเดินไปยังส่วนลึกของโถงทางเดิน โดยมีลูเมี่ยนเดินตามหลังด้วยจังหวะก้าวเดียวกัน
คณะนักโทษก้าวเดินอยู่เนิ่นนาน ลูเมี่ยนสัมผัสได้ว่าคงราวๆ เจ็ดแปดชั่วโมงแล้ว แต่ก็สงสัยว่าการรับรู้เวลาของตนอาจคลาดเคลื่อน
ในระหว่างนี้ ไม่มีใครเลือกที่จะหยุดพัก ราวกับว่าเบื้องหน้าไม่ใช่เมืองเนรเทศ แต่เป็นดินแดนแห่งความหวัง
พวกเขายังได้ยินเสียงสยองขวัญที่ยากจะพรรณนาบ่อยครั้ง จนทำให้ ‘พ่อครัวเนื้อมนุษย์’ เลสกล่าวอย่างอดใจไม่ไหว
“ยังกับพวกเรากำลังเดินอยู่ในหลอดอาหารยาวๆ ของสัตว์ประหลาดตัวหนึ่ง กำลังมุ่งหน้าไปยังกระเพาะของมัน เสียงที่ได้ยินก็คือเสียงกระเพาะบีบตัวย่อยนั่นเอง”
ลูเมี่ยนเห็นด้วยอย่างยิ่งกับเรื่องนี้ ส่วนคนที่เหลือก็พลันขนลุกซู่ชูชันขึ้นมา
ในที่สุด พวกเขาก็เห็นบันไดหินที่ทอดขึ้นไปข้างบน
ดูเหมือนว่านี่จะเป็นสัญญาณว่าจุดหมายอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว
เมื่อเดินขึ้นบันไดไปทีละชั้น แล้วผลักประตูไม้หนักที่เปิดแง้มอยู่ ดวงตาของลูเมี่ยนและคณะก็พลันหรี่ลงเพราะถูกแสงแดดอันเจิดจ้าแยงเข้ามา โดยที่เสียงสยองขวัญซึ่งไม่อาจบรรยายได้ ก็พลันหายไปในบัดดล
เกือบจะพร้อมกันนั้น พวกเขาก็ได้ยินเสียงนุ่มนวลดังขึ้นข้างหู
“ยินดีต้อนรับสู่ ‘เมืองเนรเทศ’ โมโรลา”
อย่างที่คิด…ลูเมี่ยนถอนหายใจเงียบงัน พลางลืมตาขึ้น แล้วสำรวจรอบด้าน
พวกเขาอยู่ในห้องสวดมนต์ใหญ่ของวิหารแห่งหนึ่ง แสงอาทิตย์ส่องผ่านกระจกสีเข้ามาด้านใน นำมาซึ่งทิวทัศน์อันศักดิ์สิทธิ์และเจิดจ้า
บนผนังในห้องโถง ส่วนที่ไม่ได้ติดกระจก ด้านบนเป็นภาพจิตรกรรมที่วาดเรื่องราวตำนานกำเนิดโลก ส่วนด้านล่างเรียงรายด้วยชั้นหนังสือที่ดูเหมือนทำจากทองเหลือง บนชั้นเต็มไปด้วยหนังสือและข้อสอบนานาชนิด
ทำให้ที่นี่มอบความรู้สึกคล้ายห้องสมุดมากกว่าวิหาร
ผู้พูดเป็นชายชราในชุดคลุมยาวสีขาวล้วน ปักด้วยด้ายทองเหลือง อายุราวหกเจ็ดสิบปี ผมขาวแซม ดวงตาสีอำพันอ่อนโยนใสกระจ่าง ไม่มีความขุ่นมัวแม้แต่น้อย มือซ้ายถือหนังสือเล่มหนา ตรงตามแบบฉบับนักบวชนักวิชาการของศาสนจักรความรู้
แต่ลูเมี่ยนกลับรู้สึกว่านี่ไม่ใช่มนุษย์จริง สงสัยว่าอาจเป็นหุ่นที่ทำขึ้นมา
“โมโรลา? ที่นี่เรียกว่าโมโรลา?” เกฮีลืมตาขึ้นแล้วถามอย่างสงสัย
ชายชราพยักหน้า
“ผมคือเฮราเบเกอร์ ผู้รับผิดชอบกิจการด้านเทววิทยาทั้งหมดของโมโรลา”
ขณะพูด เขายื่นมือขวาชี้มาทางพวกลูเมี่ยน
กุญแจมือ โซ่ตรวนข้อเท้า และโซ่ที่ร้อยผ่านกระดูกไหปลาร้า พลันอ่อนยวบลงราวกับทำจากโคลนเหลว
ท่ามกลางเสียงดังระงม พวกมันหลุดออกจากร่างของนักโทษประหาร ร่วงกระแทกพื้นที่ปูด้วยแผ่นหินสีเทาขาวในสภาพที่ยังคงเป็นโลหะ
ได้เห็นฉากดังกล่าว เหล่านักโทษประหารต่างรู้สึกหวาดผวา และล้มเลิกความคิดไม่ดีทันที
เฮราเบเกอร์รีบยื่นหนังสือเล่มหนา กับปากกาที่มีปลอกทองเหลืองในมือให้
“พวกคุณมาลงทะเบียนชื่อของตัวเองก่อน มันหมายความว่า พวกคุณจะได้เป็นพลเมืองของโมโรลาอย่างเป็นทางการ”
ลูเมี่ยนปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด รับหนังสือมาเขียนชื่อ ‘หลุยส์’ ลงไป
คนต่อมาคือเกฮี เขาถือตำราและปากกา ลองถามเฮราเบเกอร์อย่างระแวง
“ท่านจะรู้ได้อย่างไรว่าพวกเราเขียนชื่อจริง?”
เฮราเบเกอร์ตอบอย่างสงบ
“อดีตไม่สำคัญ ที่โมโรลา สิ่งสำคัญคือปัจจุบันและอนาคต”
เกฮีครุ่นคิดอย่างละเอียดอยู่พักหนึ่ง ไม่ค่อยเข้าใจว่านักบวชผู้นี้ต้องการจะสื่ออะไรกันแน่
เมื่อคำนึงว่าศาสนจักรความรู้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านโทรเลขและวิธีอื่นได้ เขาจึงไม่ได้แต่งชื่อปลอมเขียนลงในทะเบียน แต่ใช้ชื่อจริงอย่างว่าง่าย
เมื่อนักโทษประหารทุกคนลงทะเบียนเสร็จ เฮราเบเกอร์มองมาทางพวกลูเมี่ยนพลางเอ่ยปาก
“อยู่ที่นี่ก็ต้องปฏิบัติตามกฎเช่นกัน กฎหมายส่วนใหญ่ก็เหมือนกับในเมืองทั่วไปของลุนเบิร์ก แต่สามารถดวลกันได้อย่างถูกกฎหมาย ตราบใดที่ทั้งสองฝ่ายยินยอม หลังจากนั้นจะไม่มีการเอาผิดกับผู้ใด นอกจากนี้ การชุมนุมประท้วงที่ไม่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงก็ได้รับอนุญาตเช่นกัน”
“พวกเรามีหน่วยงานพิเศษที่รับผิดชอบการรักษาความสงบเรียบร้อยในโมโรลา”
ชายวัยกลางคนเจ้าของรูปลักษณ์ภายนอกใสซื่อนามว่าเลส เอ่ยถามว่า
“พวกเราสามารถเข้าร่วมหน่วยบังคับใช้กฎหมายได้ไหม?”
“สมาชิกของหน่วยบังคับใช้กฎหมายล้วนประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ทดลอง” เฮราเบเกอร์ตอบอย่างอ่อนโยน
เกฮีถามต่อไป
“แล้วพวกเราจะเป็นเจ้าหน้าที่ทดลองได้อย่างไร?”
วิเจย์พันเจ้าของหน้าหม่นหมอง เอ่ยถามเสริม
“จะเกิดอะไรขึ้นถ้าทำผิดกฎหมายที่นี่? ติดคุก หรือว่า ประหารชีวิต?”
เฮราเบเกอร์ยิ้มพลางตอบ
“การลงโทษที่รุนแรงที่สุดสำหรับผู้กระทำผิดคือ…กลายเป็นเจ้าหน้าที่ทดลอง”
“นั่นไม่เท่ากับการได้เป็นผู้บังคับใช้กฎหมายหรอกหรือ?” เกฮีชะงักไปครู่หนึ่ง
นี่ไม่ใช่การสนับสนุนให้พวกเราทำผิดกฎหมายหรอกหรือ?
ส่วนลูเมี่ยนนึกถึงคำว่า ‘เจ้าหน้าที่ทดลอง’ ที่ปรากฏบ่อยครั้งในเอกสารผนึก 0-01
เพียงแค่ดูจากเอกสารนั้น เขาก็รู้ว่าการเป็นเจ้าหน้าที่ทดลองไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน
เฮราเบเกอร์ยังคงรักษาสีหน้าไว้เหมือนเดิม
“ใช่ แต่พวกคุณต้องจำไว้ว่า ยกเว้นผู้ดูแลจากศาสนจักร เจ้าหน้าที่ทดลองจะถูกคัดทิ้งอย่างน้อยวันละสองคน”
คัดทิ้ง…พวกเกฮีต่างพบว่า คำที่ดูแปลกประหลาดเมื่อนำมาใช้ในสถานที่แห่งนี้ ช่างแฝงไปด้วยความน่าพรั่นพรึงที่บรรยายไม่ถูก
“ตอนนี้โมโรลามีประชากรเท่าไร?” ลูเมี่ยนถามในสิ่งที่ฟังดูไม่เข้าพวก
เฮราเบเกอร์ยิ้มพลางตอบ
“เกือบสองแสนคนแล้ว รอบเมืองยังมีฟาร์ม มีโพรงเหมือง มีโรงงาน ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของโมโรลา”
“เกือบสองแสนคน ลุนเบิร์กมีนักโทษประหารมากขนาดนี้เชียวหรือ?” ลูเมี่ยนรู้สึกประหลาดใจไม่เบา
เฮราเบเกอร์อธิบายอย่างเป็นมืออาชีพ
“มันคือการสั่งสมมาหลายชั่วอายุคน พวกเรายังใช้เงินนำเข้านักโทษประหารจากต่างประเทศด้วย”
นำเข้า…พูดยังกับกำลังนำเข้าบุคลากรที่มีความสามารถ…ลูเมี่ยนชั่งใจอยู่สองสามวินาที แล้วตัดสินใจยังไม่รีบ ‘ทำผิดกฎหมาย’ เพื่อสมัครเป็นเจ้าหน้าที่ทดลอง แต่รอดูท่าทีไปก่อนว่า จะมีโอกาสเข้าใกล้ ‘0-01’ ที่ถูกผนึกไว้ได้หรือไม่
เด็กหนุ่มบอกลาเฮราเบเกอร์ เดินไปยังทางเข้าวิหารที่ดูคล้ายห้องสมุด ตั้งใจว่าจะหาร่างแบ่งภาคสองส่วนของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ เป็นอันดับแรก
……………………………………………………..