ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 794 ราคาของการพลั้งมือ
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 794 ราคาของการพลั้งมือ
ตอนที่ 794 ราคาของการพลั้งมือ
เบื้องหลังลูเมี่ยน วิเจย์พันผู้หม่นหมองกำลังถามเฮราเบเกอร์บาทหลวงแห่งศาสนจักรความรู้
“ในการดวลที่ถูกกฎหมาย ผมสามารถทำอะไรกับอีกฝ่ายก็ได้โดยไม่ต้องรับโทษใช่ไหม?”
“ใช่” เฮราเบเกอร์ยืนยันข้อสงสัยของวิเจย์พัน
ดวงตาทั้งสองของวิเจย์พันเปล่งประกายขึ้นทันที รู้สึกว่าที่นี่คือสวรรค์ก็มิปาน
เขากลืนน้ำลายอย่างตื่นเต้น
กลืก! เขาได้ยินเสียงกลืนน้ำลายคล้ายกันดังมาจากด้านข้าง
วิเจย์พันเอียงศีรษะมองไป พบว่าเสียงนั้นมาจากสตรีผมน้ำตาลยาวสยายนามว่าจูลี่
‘นักสะสม’ ผู้นี้ก็ตื่นเต้นเช่นกัน ขณะที่เลส เชฟปรุงเนื้อมนุษย์ เลียริมฝีปากของตน
เขาเริ่มหิวแล้ว
ลูเมี่ยนไม่ได้สนใจดูการแสดงของเหล่านักโทษคดีอุกฉกรรจ์เหล่านี้ เดินออกจากวิหารที่ดูคล้ายห้องสมุด สำรวจสภาพแวดล้อมโดยรอบ
สถาปัตยกรรมโดยรอบดูโบราณยิ่ง ราวกับเป็นสไตล์ช่วงต้นยุคที่ห้า มีเสาและโค้งเป็นเอกลักษณ์ ให้ความรู้สึกหนักแน่นมั่นคง เรียบง่ายแต่สง่างาม
ด้านหลังวิหารเป็นสุสานที่มองไม่เห็นขอบเขต ท่ามกลางต้นไม้ที่ปกคลุม มีหลุมศพมากมายตั้งตระหง่าน รวมถึงหลุมฝังศพจำนวนมากที่นูนขึ้นจากพื้นดิน
สิ่งนี้ทำให้ลูเมี่ยนนึกถึงประโยคหนึ่งที่กล่าวไว้ในเอกสารของสมบัติปิดผนึก 0-01
“วางไว้ในอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดิน รายล้อมด้วยทหารหุ่นจำนวนมาก สร้างสุสานที่มีซากศพมากกว่าหนึ่งล้านไว้ด้านบน…”
อนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดินที่ผนึก 0-01 อยู่ข้างใต้นี้หรือ? ลูเมี่ยนเพิ่งจะเบนสายตากลับ ก็พบว่าท้องฟ้าที่เคยสดใสด้วยแสงแดด กลับมืดครึ้มลงกะทันหัน เมฆดำทะมึนปกคลุมเบื้องบน เสียงฟ้าร้องครืนๆ ก้องกังวานไปทั่ว
“อากาศเปลี่ยนเร็วจริงๆ…สมแล้วที่ในเอกสารบอกว่า โมโรลามักเจอสภาพอากาศสุดขั้วอยู่บ่อยๆ…” ลูเมี่ยนพร่ำบ่นพลางมองไปยังที่ห่างไกล แลเห็นเทือกเขาต่อเนื่องในความมืดมิด ราวกับสัตว์ประหลาดยักษ์ที่นอนซุ่มอยู่ตรงขอบ คอยขัดขวางทุกคนที่คิดจะแอบหนีออกไป
แน่นอน นี่เป็นเพียงคำเปรียบเปรยเท่านั้น เพราะชาวโมโรลาจะไม่มีความคิดอยากออกจากเมืองนี้เลย ไม่ว่าเมื่อใดก็ตาม
ลูเมี่ยนก็รู้สึกอาลัยอาวรณ์อยู่บ้างเหมือนกัน
ใต้พื้นดินกำลังเรียกร้องเขา
“ต้องรีบหาที่พักกันแล้ว ไม่งั้นจะโดนฝนเปียกนะ” เสียงของเกฮีดังขึ้นข้างหูลูเมี่ยน
เขาก็เพิ่งออกมาจากวิหารนิรนามนั่นเช่นกัน และในฐานะชาวไอซาราโดยแท้ เขาเลือกใช้คำพูดเป็นทางการมาก
“ก็จริง” ลูเมี่ยนยิ้มพลางเดินเข้าสู่ลานกว้างด้านหน้าวิหาร
เกฮีเดินตามมาพลางมองภาพทิวทัศน์เบื้องหลัง พลางพูดกล่าวด้วยความประหลาดใจ
“ที่นี่มีสุสานใหญ่ขนาดนี้เลยหรือ?”
“สุสานที่มีศพเกินหนึ่งล้าน หรืออาจถึงสิบล้านศพ” ลูเมี่ยนตอบลอยๆ
เกฮีพยักหน้าอย่างครุ่นคิด
“ในหนังสือประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า ช่วงต้นยุคที่ห้า เขตลุนเบิร์กเคยมีการย้ายสุสานครั้งใหญ่ เพื่อรับมือกับปัญหาที่ตกค้างจาก ‘หายนะสีจาง’…ย้ายมาที่นี่เองหรือ?”
“อาจจะ” ระหว่างเดินผ่านลาน ลูเมี่ยนแอบกระตุ้นรอยประทับสีดำที่แทน ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ แต่ยังไม่ได้ใช้จริง
เด็กหนุ่มกำลังจับตำแหน่งคร่าวๆ ของร่างแบ่งภาคอีกสองส่วนของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’
การรับรู้ครั้งนี้ทำให้ลูเมี่ยนตกใจ เพราะไม่ได้มีแค่สองส่วน แต่ยังมีการตอบสนองแผ่วเบาจากหลายทิศทางในเมืองเนรเทศ
“ร่างของท่อนแขนโดนหั่นเป็นชิ้นๆ หรือ?” ลูเมี่ยนพึมพำในใจ
เด็กหนุ่มเลือกมุ่งหน้าไปในทิศทางที่มีการตอบสนองรุนแรงที่สุด
เดินไปได้เพียงหนึ่งถนน เขาก็ได้ยินเสียงโลหะกระทบกันดังเคร้งๆ แลเห็นชายสองคนกำลังดวลกันอย่างดุเดือดด้วยดาบตรงคมกริบ โดยมีผู้คนมุงดูอยู่รอบด้าน
ทุกวันมีการดวลที่นำมาซึ่งอาการบาดเจ็บและเสียชีวิต…ลูเมี่ยนทบทวนเนื้อหาในเอกสารผนึก 0-01 โดยไม่รีบร้อนเดินต่อ เพียงหยุดยืนดูอยู่ไม่ห่าง
เกฮีก็เช่นกัน ราวกับกำลังประเมินระดับฝีมือของชาวโมโรลา
การดวลดำเนินไปสองสามนาที จนกระทั่งชายในแจ็กเกตหนาสีดำถูกดาบฟันเข้าที่อกและท้อง เลือดสาดทะลักออกมาพร้อมลำไส้ แล้วชักกระตุกก่อนสิ้นใจ
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไร กลุ่มคนสวมเสื้อคลุมยาวสีดำ ทั้งชายหญิง ได้มาปรากฏตัวอยู่ด้านข้าง สีหน้าล้วนเรียบเฉยทั้งหมด
พวกเขาลากร่างที่ถูกถอดเสื้อผ้าออกไปโดยไม่พูดไม่จา ล้างคราบเลือดบนถนนโดยไม่พูดไม่จา ราวกับเครื่องจักรที่ทำงานตามโปรแกรม
ผู้คนที่มุงดูทยอยแยกย้าย ในจำนวนนั้นมีชายร่างเล็กสวมหมวกแฟลตแก๊ปสีน้ำตาลเขียว มีรอยยิ้มอ่อนโยน เดินผ่านลูเมี่ยนกับเกฮีไป พลางสำรวจพวกเขาสองสามที
“พวกคุณเพิ่งมาใหม่หรือ?” ชายร่างเล็กถามอย่างกระตือรือร้น
“คุณดูออกได้ยังไง?” เกฮีถามกลับอย่างสงสัย
ชายร่างเล็กคนนั้นหัวเราะในลำคอ
“บุคลิกของพวกคุณยังไม่เปลี่ยน ยังไม่ได้กลมกลืนกับโมโรลาอย่างแท้จริง!”
เมื่อพูดครึ่งหลังของประโยค น้ำเสียงของเขากลับแหลมขึ้นทันที ราวกับมีสิ่งไม่รู้จักมายึดครองร่างไป
ลูเมี่ยนจ้องมองชายร่างเล็กคนนั้นโดยไม่พูดไม่จา เพียงสังเกตการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะของเขา
ชายร่างเล็กโบกมือทันที
“ฮ่าๆ ผมชื่อเวิมส์ ไว้ไปดื่มด้วยกันนะ”
ระหว่างที่มองส่งเวิมส์เดินไปอีกถนนหนึ่ง เกฮีก็พูดกับลูเมี่ยนทันที
“คุณไม่รู้สึกหรือ ว่ามีของหายไปอย่างหนึ่ง?”
“รู้สึก” ลูเมี่ยนพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจนัก พลางกล่าวต่อไป “มือเขาว่องไวดี”
เด็กหนุ่มเพิ่งรู้ตัวในช่วงที่เวิมส์ชักมือกลับ ว่า ‘กระเป๋านักเดินทาง’ กำลังจะหลุดไปจากตัว
คนผู้นี้น่าจะเป็นผู้วิเศษ เป็น ‘นักโจรกรรม’ ตัวจริง การเปลี่ยนสภาวะกะทันหันเมื่อครู่ คงเป็นการแสดงเพื่อดึงความสนใจ
“คุณรู้ตัวแล้วทำไมไม่เปิดโปง กลัวโดนแก้แค้นหรือ?” เกฮีไม่ค่อยเข้าใจปฏิกิริยาของลูเมี่ยน
“ผมอยากเห็นว่าเขาจะทำอะไรต่อ” ลูเมี่ยนยังคงยิ้ม ล้วงมือเข้ากระเป๋า แล้วค่อยๆ ติดตามหัวขโมยด้วยเส้นทางที่เวิมส์จากไป
เกฮีมองแผ่นหลังของเด็กหนุ่ม ครุ่นคิดอยู่สิบกว่าวินาที แล้วตัดสินใจว่าควรไปหาที่พักก่อนดีกว่า
…………
ทันทีที่พ้นสายตาของลูเมี่ยนกับเกฮี เวิมส์ก็เร่งฝีเท้าทันที เดินลัดเลาะผ่านตรอกซอกซอยหลายแห่ง อ้อมไปอ้อมมา
หลังจากแน่ใจว่าสลัดผู้ติดตามที่อาจมีได้แล้ว เขาหยุดอยู่ในซอยเปลี่ยวลึก หยิบถุงเหรียญสีดำสนิทออกมาจากด้านในเสื้อ
นั่นคือ ‘กระเป๋านักเดินทาง’ ของลูเมี่ยน
“ฮ่าๆ ไอ้พวกโง่ที่เพิ่งมาใหม่นี่ ไม่ระวังตัวเอาเสียเลย ไหนดูหน่อยว่าข้างในมีอะไรบ้าง…” เวิมส์ที่สวมหมวกแฟลตแก๊ปล้วงมือเข้าไปใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’
สีหน้าเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย แสดงความประหลาดใจระคนยินดีอย่างแรงกล้า
เขา ‘มองเห็น’ ว่าถุงเหรียญใบนี้มีค่า รู้สึกว่าข้างในบรรจุวัตถุแฝงพลังวิญญาณอยู่ไม่น้อย แต่ไม่คิดว่ามันจะเป็นของหายากประเภทมิติ ด้านในราวกับมีห้องขนาดไม่เล็กอยู่
“ลาภลอยชัดๆ…” เวิมส์จับของชิ้นหนึ่งใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’ แล้วดึงออกมา
สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาเขาคือ ซากศพที่ไม่สมบูรณ์ เหลือเพียงครึ่งท่อน บวมคล้ำเขียว เน่าจนมีหนองสีเหลืองปนแดงไหลออกมา
ตุ้บ!
เวิมส์รีบชักมือกลับ ปล่อยให้ซากศพครึ่งท่อนตกลงบนพื้น
“นี่มัน…” สีหน้าเขาเปลี่ยนเป็นหวาดกลัวผิดวิสัย
ทำไมถึงได้มีคนพกพาศพครึ่งท่อนไปไหนมาไหนด้วย?
แถมยังเป็นศพที่เน่าเปื่อยสุดๆ!
แม้แต่ในเมืองโมโรลาที่เต็มไปด้วยฆาตกร พฤติกรรมเช่นนี้ก็ยังถือว่าเป็นพวกวิปริตที่สุด!
สมควรแล้วที่ถูกเนรเทศมา!
เวิมส์ตั้งสติ แล้วล้วงมือเข้าไปใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’ อีกครั้ง หยิบแผ่นหนังสีขาวละเอียดอ่อนออกมา
เมื่อเขาเห็นแผ่นหนังนี้ ก็ไม่อาจละสายตาไปได้เลย ราวกับกำลังจ้องมองผิวพรรณของสตรีในฝัน
เขาพบว่าบนแผ่นหนัง มีคำสีดำที่ตนไม่รู้จักเขียนอยู่
“ยังกับภาษาที่ใช้ปลุกพลังวิเศษ แผ่นหนังนี้ต้องมีค่ามากแน่ เราควรคัดลอกไว้แล้วหาคนมาอ่าน แต่ต้องไม่ให้ใครสงสัยด้วย” เวิมส์ลูบคลำแผ่นหนังสีขาวละเอียดอ่อนด้วยความดีใจ ไม่ยอมปล่อยมือเลย
ทันใดนั้น เขารู้สึกคันคอขึ้นมา
“แค่ก! แค่ก! แค่ก!”
เขาไอออกมา ยิ่งไอก็ยิ่งรุนแรง
เพียงแค่สิบกว่าถึงยี่สิบวินาที เขาไอจนรู้สึกเหมือนหัวใจจะฉีกขาด
พรวด!
เวิมส์ไอเป็นเลือดสด
“มีบางอย่างไม่ถูกต้อง! ทำไมเราถึงป่วยหนักกะทันหันแบบนี้ได้ล่ะ?” เวิมส์พอจะเข้าใจบางอย่าง รีบขว้างแผ่นหนังสีขาวละเอียดอ่อนลงพื้นทันที
แต่เขาก็ยังคงไอต่อไป อาการยังคงรุนแรง
ขณะที่ไอ เขาก็คิดหาวิธีช่วยเหลือตัวเอง
คนที่เอาแผ่นหนังอันตรายขนาดนี้ใส่กระเป๋าไว้ ต้องเตรียมยาที่รักษาโรคเอาไว้แน่…
ใช่ ต้องมีแน่!
เวิมส์ล้วงมือเข้าไปใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’ อีกครั้ง
สิ่งแรกที่เขาคลำเจอคือ เข็มกลัดรูปสายฟ้าสีเทาขาว
ทันใดนั้น สายฟ้าสีขาวเงินเส้นใหญ่ ก็พลันผ่าลงมาจากก้อนเมฆดำบนท้องฟ้า ฟาดใส่ร่างของเขา
เปรี้ยง!
ท่ามกลางเสียงฟ้าร้องก้องกังวาน เวิมส์ล้มลงไปด้วยร่างที่ไหม้ดำ ชักกระตุกไม่หยุด
เขาที่ป่วยหนักอยู่แล้ว ถูกฟ้าผ่าจนเกือบตาย
“ท…ทำไมถึงโดนฟ้าผ่า กะทันหัน…” เวิมส์ตาพร่าทันที พลางหลับตาลงท่ามกลางความงุนงง ตกใจ และเสียใจ
เขาหยุดหายใจในเวลาไม่นาน
ผ่านไปเพียงสิบกว่าวินาที ลูเมี่ยนก็เลี้ยวเข้ามาในตรอกเดียวกัน แล้วเดินมาหยุดตรงหน้าเขา ก้มลงมองศพของเวิมส์พลางส่ายหน้าจิกกัด
“มันอันตรายนะ การมาคุ้ยของของคนอื่นน่ะ”
เว้นวรรคครู่หนึ่ง ลูเมี่ยนถอนหายใจพลางยิ้มอย่างเสียดาย
“ผมอยากจะสะกดรอยตามคุณต่อแท้ๆ เผื่อว่าจะได้พบช่องทางติดต่อกับพวกผู้วิเศษในโมโรลา แต่ดันเป็นพวกไม่เอาไหนเสียได้”
“ยังไม่ทันจะได้แตะต้องของที่อันตรายยิ่งกว่านี้เลยนะ”
ขณะพูด ลูเมี่ยนหยิบ ‘กระเป๋านักเดินทาง’ ขึ้นมา ใช้ปากถุงสัมผัสโดยตรง แล้วถ่ายพลังเข้าไปข้างใน เก็บเข็มกลัดโทสะมหาสมุทร หนังมนุษย์ของ ‘นางมารสิ้นหวัง’ และซากศพครึ่งท่อนของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ กลับเข้าไป
“คงต้องเรียกว่าผู้มีอุปการคุณสินะ” ลูเมี่ยนพึมพำ พลางค้นเงิน 537 ซัสเซนจากตัวเวิมส์
ซึ่งเทียบเท่ากับ 2,863 เฟลคิน
หลังจากเก็บของขวัญจากผู้มีอุปการคุณแล้ว ลูเมี่ยนก็รอให้ตะกอนพลังของเวิมส์แยกตัวออกมา
ราวสองสามนาทีผ่านไป กลุ่มผู้บังคับใช้กฎหมายในชุดคลุมดำ ซึ่งทุกคนล้วนมีสีหน้าเฉยเมย ได้เดินเข้ามาในตรอก คนที่เป็นหัวหน้าทีมมองลูเมี่ยนด้วยใบหน้าไร้อารมณ์พลางเอ่ยถาม
“ฝีมือคุณหรือ?”
“เปล่า…เขาถูกฟ้าผ่าตาย คงเพราะทำเรื่องเลวร้ายมามากกระมัง” ลูเมี่ยนยิ้มพลางอธิบายอย่างจริงจัง “เขาเป็นขโมย ขโมยของของผม ก็เลยต้องไล่ตามมา”
เหล่าผู้บังคับใช้กฎหมายจ้องหน้าลูเมี่ยน ราวกับกำลังตรวจสอบว่าเด็กหนุ่มโกหกหรือไม่
ผ่านไปครู่หนึ่ง ผู้นำพยักหน้าพลางกล่าว
“คุณไปเถอะ”
ลูเมี่ยนไม่ขยับแม้แต่ก้าวเดียว เพียงหัวเราะในลำคอแล้วเอ่ยตอบ
“ของที่อยู่กับตัวเขา ควรเป็นของผมใช่ไหม?”
…………………………………………………