ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 795 ‘เพื่อนเก่า’
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 795 ‘เพื่อนเก่า’
ตอนที่ 795 ‘เพื่อนเก่า’
ผู้นำของกลุ่มผู้บังคับใช้กฎหมาย อายุราวสี่สิบปี โกนหนวดเกลี้ยงเกลา ดวงตาสีน้ำตาลเข้ม
เขาตอบคำถามของลูเมี่ยนด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ไม่มีกฎข้อนั้น”
ความหมายของเขาคือ ไม่มีกฎที่ระบุว่าเมื่อหัวขโมยตาย ของทุกอย่างที่ติดตัวผู้ตาย จะตกเป็นของ ‘เจ้าของทรัพย์สิน’ ที่ถูกขโมยมาโดยปริยาย
ลูเมี่ยนยิ้มแล้วย้อนถาม
“แต่ก็ไม่มีกฎหมายเฉพาะที่ห้ามเรื่องแบบนี้เหมือนกันสินะ?”
“ใช่” ผู้นำกลุ่มบังคับใช้กฎหมายพยักหน้ารับ
รอยยิ้มบนใบหน้าของลูเมี่ยนยิ่งชัดเจนขึ้น
“การมาถึงโมโรลา หมายความว่าต้องตัดขาดจากอดีตโดยสิ้นเชิงใช่ไหม?”
นี่เป็นการอนุมานจากคำพูดของนักบวชเฮราเบเกอร์ในวิหาร
“ใช่” ผู้บังคับใช้กฎหมายไม่ได้ปฏิเสธ
ลูเมี่ยนถามต่อไป
“แล้วหัวขโมยคนนี้ก็ไม่มีทายาทในโมโรลาสินะ?”
ก่อนเข้าโมโรลา นักโทษคดีร้ายแรงทั้งหมดจะถูกทำหมัน เว้นแต่จะเป็นอาชญากรรมแบบครอบครัว หรือเพิ่งได้พบคู่ครองที่มีแนวคิดอาชญากรรมร่วมกันที่นี่ หากไม่แล้ว ทุกคนในโมโรลาจะถือว่าไม่มีทายาทตามกฎหมาย
หัวหน้าผู้บังคับใช้กฎหมายไม่รีบตอบคำถามของลูเมี่ยน เพียงหยิบสมุดเล่มหนาออกมาจากใต้เสื้อคลุมสีดำ แล้วเริ่มค้นหาบันทึกที่เกี่ยวข้อง
“คุณรู้จักขโมยคนนี้ รู้ชื่อของเขาหรือ?” ลูเมี่ยนถามอย่างครุ่นคิด
ผู้บังคับใช้กฎหมายพยักหน้ารับ
ไม่นานนัก บันทึกที่เกี่ยวข้องก็ถูกค้นพบ ผู้บังคับใช้กฎหมายจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“พ่อแม่พี่น้องของเขาไม่ได้อยู่ในโมโรลา และเขาก็ไม่ได้แต่งงานในโมโรลา อย่างน้อยก็ไม่เคยมาจดทะเบียน”
“ดังนั้น อิงจากกฎหมายของที่นี่ ในกรณีที่ไม่มีทายาท และไม่มีเจ้าของรายอื่นมาแสดงสิทธิ์ ทรัพย์สินที่อยู่กับตัวหัวขโมย ก็ต้องตกเป็นของเจ้าของที่จับเขาได้” ลูเมี่ยนเริ่มแต่งเหตุผล “ก็เหมือนกับการสังหารคู่ต่อสู้ในการดวลอย่างถูกกฎหมาย แล้วมีสิทธิ์ในการริบทรัพย์สินจากคนตาย”
หัวหน้าผู้บังคับใช้กฎหมายมองลูเมี่ยนอยู่หลายวินาที แล้วจึงเอ่ยปาก
“ได้”
เขาและลูกน้องยืนรออย่างอดทน จนกระทั่งตะกอนพลังของเวิมส์แยกตัวออกมา รวมตัวกับนิ้วข้อหนึ่ง หักออก และย้อมเป็นสีดำกึ่งโปร่งใส
หลังจากเก็บตะกอนพลังแล้ว ลูเมี่ยนไม่ได้จากไปทันที กลับยืนอยู่ที่เดิม ทำตัวราวกับว่างเสียเต็มประดา มองดูผู้บังคับใช้กฎหมายลากศพไป แล้วทำความสะอาดคราบเลือดกับรอยไหม้ในตรอก
เมฆดำบนท้องฟ้ายิ่งหนาทึบขึ้น ฟ้าแลบสลับกับเสียงคำรามทุ้มต่ำดังถี่ขึ้นเรื่อยๆ
ในที่สุด ตรอกนี้ก็กลับมาสะอาดและเงียบสงบ เหลือเพียงลูเมี่ยนตามลำพัง
ลูเมี่ยนพยักหน้าอย่างครุ่นคิด พึมพำกับตัวเองเงียบงัน
“ดูเหมือนผู้บังคับใช้กฎหมายจะจำหน้าตาและชื่อของทุกคนในโมโรลาได้…”
“หลังจากกลายเป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย พวกเขาก็ยังเป็นมนุษย์อยู่ แต่ก็ไม่เหมือนมนุษย์แล้ว…”
เด็กหนุ่มรู้สึกว่า คนกลุ่มนี้แม้จะถูกเรียกว่าผู้บังคับใช้กฎหมาย แต่ความจริงคือเจ้าหน้าที่ทดลอง เป็นได้เพียงหุ่นเชิดที่ทำตามขั้นตอน ราวกับสูญเสียจิตสำนึกและความสามารถในการคิดเชิงลึกไปแล้ว
เมื่อครู่ที่เขาตั้งใจถามว่า ของที่เวิมส์ทิ้งไว้ทั้งหมด จะตกเป็นของตนหรือไม่นั้น ไม่ใช่เพราะโลภในตะกอนพลังที่กำลังจะแยกตัว แน่นอนว่าอาจได้รับผลจากความโลภอยู่บ้าง เพราะอย่างไรตะกอนพลังก็มีค่าพอสมควร แต่ลูเมี่ยนมองออกตั้งแต่แรกแล้วว่า เวิมส์ไม่ใช่ลำดับ 7 ของเส้นทาง ‘นักโจรกรรม’ แน่นอน เพราะลำดับ 7 เรียกว่า ‘นักถอดรหัส’ ย่อมต้องสามารถถอดรหัสความลับบางส่วนของวัตถุในกระเป๋านักเดินทางได้ จนสามารถเข้าใจระดับอันตรายของมันได้บ้าง ไม่ใช่แค่พลิกดูของสามชิ้นก็ตายอย่างอนาถ
ลูเมี่ยนถึงขั้นสงสัยว่า เวิมส์อาจยังไม่ถึงลำดับ 8 ‘นักต้มตุ๋น’ ด้วยซ้ำ เหตุผลคือขโมยรายนี้แสดงออกว่าไม่ค่อยมีสมอง
เมื่อครู่ที่ลูเมี่ยนหว่านคำถามออกไปต่อหน้าผู้บังคับใช้กฎหมาย ไม่ใช่เพราะต้องการแสดงว่าตนมีพรสวรรค์ของ ‘นักกฎหมาย’ มีความเชี่ยวชาญในการใช้ช่องโหว่ แต่เป็นการถามตอบเพื่อหยั่งถึงสภาวะของผู้บังคับใช้กฎหมาย หรือก็คือเจ้าหน้าที่ทดลองพวกนั้น!
จากนั้น เด็กหนุ่มจึงได้ข้อสรุป
เขารู้สึกว่า หลังจากพวกนักโทษคดีอุกฉกรรจ์กลายเป็นเจ้าหน้าที่ทดลอง ทุกคนจะเปลี่ยนไปในลักษณะคล้ายกับหุ่นขี้ผึ้งในปราสาทหงส์แดงของตระกูลเซารอน ผสมผสานกับ ‘จเร’ โอลเซ่นแห่ง ‘ชุมนุมกางเขนเลือดเหล็ก’ แต่กลับไม่มอบความรู้สึกดุร้ายบ้าคลั่ง ตรงกันข้าม พวกเขาดูอ่อนโยนและเฉยชาจนผิดวิสัย
“นี่เป็นผลร่วมของมลทินจาก ‘0-01’ กับตราผนึกของโมโรลาหรือ?” ลูเมี่ยนไม่แน่ใจว่า หากตัวเองเข้าร่วมกลุ่มเจ้าหน้าที่ทดลอง จะยังคงรักษาจิตสำนึกไว้ได้หรือไม่ จะทำตามกฎระเบียบของโมโรลาเท่านั้นหรือไม่ จะกลายเป็นหุ่นเชิดของ ‘เมืองเนรเทศ’ 0-01 หรือไม่
สิ่งนี้ทำให้เขาเกิดความลังเลต่อแผนเดิม ที่จะเข้าใกล้ ‘0-01’ ในนามเจ้าหน้าที่ทดลอง
เด็กหนุ่มหัวเราะในลำคอ แล้วเอ่ยถามเสียงต่ำ
“เทอร์มีโพลอส แกจะยอมเป็นหุ่นเชิดของโมโรลาไหม?”
เทอร์มีโพลอสไม่สนใจเขา
ซ่า!
ในที่สุดฝนก็ตกหนัก จนทั้งโมโรลาถูกปกคลุมด้วยละอองน้ำที่กระเซ็น บรรยากาศเปลี่ยนเป็นมืดครึ้มราวกับวันสิ้นโลก
ลูเมี่ยนเดินหลบฝนใต้ส่วนยื่นของตึกหนาทึบ มุ่งหน้าไปยังทิศทางของสัญญาณจาก ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ ที่ใกล้ที่สุด
เมื่อเขามาถึงจุดหมาย เสื้อผ้าก็เปียกไปครึ่งหนึ่งจากลมฝน น้ำที่ท่วมขังบนถนนเกือบจะล้นขึ้นมาถึงขั้นบันไดแล้ว
ลูเมี่ยนมองไปทางด้านหน้าเยื้องๆ เห็นป้ายฝังอยู่ข้างประตู บนนั้นมีภาพมีดส้อมกับแก้วไวน์ รวมถึงข้อความภาษาลุนเบิร์กเขียนว่า
“สัตว์กินเนื้อ”
บาร์ที่ให้บริการอาหาร? สัตว์กินเนื้อ…ลูเมี่ยนครุ่นคิดถึงชื่อบาร์ ทันใดนั้นก็เริ่มคาดเดาแปลกๆ
“ผลการตรวจจับเมื่อครู่คือ ร่างของพี่ใหญ่ท่อนแขนบวมเน่ากระจัดกระจายอยู่หลายแห่งในโมโรลา แต่เดิมมีแค่สองชิ้นเท่านั้น…”
“มารหน้าแพะจากโลกแห่งความตาย ตัดเนื้อเน่าของพี่ใหญ่ท่อนแขนบวมเน่ามากินทุกวัน และเนื้อเน่านั้นจะฟื้นคืนสภาพเอง…”
“บาร์นี้ชื่อ ‘สัตว์กินเนื้อ’…”
“หรือว่าหนึ่งในชิ้นส่วนศพของพี่ใหญ่ท่อนแขนบวมเน่า ตกอยู่ในมือเถ้าแก่บาร์นี้ จากนั้นก็เลยประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อวัตถุดิบเนื้อสัตว์ไป?”
“เถ้าแก่บาร์ในเมืองอื่นอาจจะทำเรื่องแบบนี้ไม่ลง แต่ในโมโรลามีโอกาสสูง พวกเขาล้วนถูกเนรเทศมาที่นี่เพราะก่อคดีร้ายแรง เถ้าแก่บาร์นี้อาจจะเคยเป็นคนเชือดเนื้อขาย เป็นคนฆ่าสัตว์วิปริตมาก่อน…”
“ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เรื่องก็จะยุ่งยากแล้ว เพราะไม่รู้ว่ามีคนกินเนื้อเน่าของพี่ใหญ่ท่อนแขนบวมเน่าไปมากมายเพียงใด จนหลอมรวมกับมันไปแล้ว แถมยังไม่รู้ว่าจะส่งผลแบบใดบ้าง…”
“ถ้าหาซากร่างสองชิ้นเดิมเจอ จนพี่ใหญ่ท่อนแขนบวมเน่าฟื้นคืนสภาพได้เบื้องต้นแล้ว จะสามารถดึงส่วนที่เหลือมารวมกันได้เลยไหมนะ?”
ลูเมี่ยนพึมพำในใจอยู่พักหนึ่ง แล้ววิ่งฝ่าม่านฝนอย่างรวดเร็ว ผลักประตูไม้หนักๆ ของบาร์ ‘สัตว์กินเนื้อ’ เปิดเข้าไป
มาถึงโมโรลา เมื่อใกล้จะทำให้ศพของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ กลับคืนสภาพสมบูรณ์ เด็กหนุ่มก็เริ่มเรียกอีกฝ่ายว่าพี่ใหญ่ท่อนแขนบวมเน่า นี่เป็นกึ่งหยอกเย้า กึ่งแสดงความ ‘สนิทสนม’ หวังว่าสุดท้ายอีกฝ่ายจะไม่โจมตีตัวเอง เพราะถึงตอนนั้นอาจจะมีอันตรายอื่นๆ อีก
พอเดินเข้าบาร์มาพร้อมกับน้ำฝน ลูเมี่ยนก็เห็นร่างคุ้นตาร่างหนึ่ง
ร่างดังกล่าวนั่งอยู่บนเก้าอี้สูงหน้าเคาน์เตอร์บาร์ สีผมคล้ายย้อมสีแดง คิ้วและตาเป็นสีน้ำตาลเข้ม หน้าตาถึงจะเรียกได้ว่าหล่อเหลา แต่เพราะมีความดุดันอยู่ในใบหน้า เฉียบคมเกินไป ทำให้ใครๆ ก็ชอบไม่ลงเสียที
อัลบัส!
อัลบัส·เมดีซี!
สติของลูเมี่ยนตึงเครียดขึ้นทันที แต่ภายนอกยังคงเฉยเมย ยิ้มเดินไปยังเคาน์เตอร์บาร์
เมื่อก่อนเขาแค่รู้สึกว่าอัลบัส·เมดีซีค่อนข้างลึกลับ แอบวางแผนอะไรบางอย่างอยู่ แต่ต่อมาเมื่อรู้ถึงการมีตัวตนของ ‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซี รู้ว่าราชาเทวทูตผู้นี้เคยวางกลอุบายใหญ่หลวง จนช่วงชิงตะกอนพลังลำดับ 1 เส้นทาง ‘นักล่า’ มาจากฟอม็องดา·เซารอนได้สำเร็จในทรีอาร์ยุคที่สี่
ทำให้เมื่อเห็นอัลบัส·เมดีซี เขาก็นึกถึง ‘เทวทูตสีชาด’ โดยสงสัยว่าอัลบัสคือผู้แทนของราชาเทวทูตรายนั้น แฝงตัวเข้ามาในโมโรลาแทนอีกฝ่าย เพื่อหาโอกาสเข้าใกล้ ‘0-01’
สำหรับลูเมี่ยน นี่ไม่ใช่เรื่องดีเลย เพราะเมดีซีเป็นบุคคลสำคัญที่ใกล้ชิดกับตำแหน่งเทพ ‘นักบวชสีชาด’ มากที่สุด!
อัลบัส·เมดีซีสังเกตเห็นสายตาของลูเมี่ยน จึงเอี้ยวตัว หันมามองเด็กหนุ่มที่ไม่ปลอมตัวแต่อย่างใด เพียงทำให้สีผมกลับมาเป็นปกติเท่านั้น
“มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?” ลูเมี่ยนเผยรอยยิ้มเหมือนเจอเพื่อนเก่า
อัลบัสตอบด้วยรอยยิ้มแบบเดียวกัน
“แล้วคุณล่ะ?”
“ก็โดนจับเข้ามาน่ะสิ” ลูเมี่ยนยิ้มพลางนั่งลงข้างอัลบัส เคาะโต๊ะเคาน์เตอร์บาร์ แล้วพูดกับบาร์เทนเดอร์ที่หน้าบอกบุญไม่รับราวกับเพิ่งเสียพ่อแม่ไป “ขอสเต๊กเนื้อสันในสุกเจ็ดส่วนหนึ่งที่”
“คุณกำลังเลียนแบบผมหรือ? โดนจับเข้ามาในเมืองนี้แบบงงๆ เหมือนกัน สั่งสเต๊กเนื้อสันในเหมือนกัน” อัลบัสเลื่อนเท้าข้างหนึ่งเหยียบบนที่พักเท้าของเก้าอี้สูง ส่วนอีกข้างยกขึ้นวางพาดบนเข่า
ไม่รอให้ลูเมี่ยนตอบ เขาถามด้วยท่าทีผ่อนคลายพร้อมรอยยิ้ม
“คุณไปทำอะไรผิดมาล่ะ?”
“ฆ่าคน ลบหลู่เทพ วางเพลิง วางระเบิด ลักพาตัว…” ลูเมี่ยนรายงานข้อหาที่เคยบอกกับพวกเกฮีอีกครั้ง แต่ไม่ได้เรียงตามลำดับเดิม
เขาถามกลับด้วยท่าทีผ่อนคลายเช่นกัน
“แล้วคุณล่ะ?”
“ผมน่ะหรือ” อัลบัสขยับเท้าที่วางอยู่บนเข่า “ฆ่าคน วางเพลิง ปลุกปั่นจลาจล พยายามล้มล้างรัฐบาล”
“รัฐบาลไหน?” ลูเมี่ยนถามด้วยน้ำเสียงเหมือนเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันนาน
“อินทิส” อัลบัสยักไหล่ “อย่าถามผมเลยว่าทำไมพยายามล้มล้างรัฐบาลอินทิส แต่กลับถูกเนรเทศมาที่เมืองประหลาดในลุนเบิร์ก ทางนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน”
ตอบแบบขอไปทีจริงๆ…ลูเมี่ยนพยักหน้าเห็นด้วยอย่างจริงจัง
“ใช่ ผมไม่ได้ก่อคดีในลุนเบิร์กเหมือนกัน”
ระหว่างที่อดีตสมาชิก ‘ชุมนุมกางเขนเลือดเหล็ก’ สองคน ‘พูดคุย’ กัน สเต๊กสองจานก็ถูกยกมาเสิร์ฟ
มองดูสเต๊กที่วางอยู่บนจานกระเบื้องสีขาว มีสีเลือดแทรกอยู่เล็กน้อย เนื้อดูมีคุณภาพดีมาก ลูเมี่ยนยังคงไม่พูดไม่จา ทั้งยังไม่หยิบมีดส้อมขึ้นมา
เขารู้สึกถึงความเชื่อมโยงได้
นี่มันเนื้อเน่าของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ อย่างที่คิด เป็นเนื้อเน่าที่ถูกตัดออกมา!
ผ่านไปสองสามวินาที ลูเมี่ยนมองไปด้านข้าง พบว่าอัลบัส·เมดีซีก็จ้อง ‘สเต๊ก’ เช่นกัน ไม่ได้ทำอะไรเลย
ลูเมี่ยนยกมุมปากขึ้น ยิ้มถาม
“ทำไมไม่กินล่ะ?”
อัลบัสตอบด้วยรอยยิ้มสดใส
“แล้วทำไมคุณถึงไม่กินเหมือนกันล่ะ?”
……………………………………………………..