ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 796 ‘ต่อสู้’
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 796 ‘ต่อสู้’
ตอนที่ 796 ‘ต่อสู้’
เผชิญหน้ากับคำถามกลับของอัลบัส ลูเมี่ยนแค่นเสียง ‘เฮอะ’ พลางพึมพำในใจ
ไอ้หมอนี่เซนส์ดีไม่เบา…
ไม่รู้ว่าเขาถูกเนรเทศมาที่โมโรลาตั้งแต่เมื่อใด แต่น่าจะเป็นครั้งแรกที่เข้าบาร์นี้…
เขาคงสังเกตเห็นว่า ชาวโมโรลาบางคนที่กินของจากบาร์นี้ เกิดความผิดปกติบางอย่าง เลยตั้งใจมาดูสักหน่อยหรือ?
ขณะที่ความคิดแล่นผ่าน ลูเมี่ยนฟาดเคาน์เตอร์บาร์เสียงดัง
เด็กหนุ่มกระโดดลงจากเก้าอี้สูง พูดกับบาร์เทนเดอร์ที่สีหน้าบูดบึ้งมาตลอดด้วยเสียงเย็นชา
“กล้าเอาเนื้อแบบนี้มาปลอมเป็นสเต๊กหลอกฉันเชียวหรือ?”
“เรียกเถ้าแก่ของพวกแกออกมา!”
บาร์เทนเดอร์อึ้งไปครู่หนึ่ง
“แน่ใจหรือ?”
เขาไม่ได้รู้สึกอึดอัดหรือโกรธเคืองกับท่าทีของลูเมี่ยน กลับแฝงความดีใจอยู่เล็กน้อย
ลูเมี่ยนไม่ตอบด้วยคำพูด แต่ใช้สายตาสื่อความหมายว่าให้รีบไปตามเถ้าแก่ออกมา
บาร์เทนเดอร์ตะโกนทันที
“เถ้าแก่! เถ้าแก่! มีคนจะมาทำลายบาร์!”
เพียงไม่กี่วินาที ร่างหนึ่งก็พุ่งออกมาจากทางครัว
ร่างดังกล่าวผมฟูยุ่งเหยิง ใบหน้าอวบอ้วน ราวกับมีเนื้อซ้อนกันหลายชั้น บีบให้ดวงตาดูเล็กลง แต่รูปร่างกลับได้มาตรฐาน ไม่เห็นความอ้วนท้วนแม้แต่น้อย
ขณะนี้ ร่างดังกล่าวสวมผ้ากันเปื้อนสีขาว ถือมีดสับกระดูกด้ามหนา จ้องมองลูกค้าสองคนตรงเคาน์เตอร์บาร์อย่างโกรธเคือง แล้วตะโกนเป็นภาษาลุนเบิร์กว่า
“ใคร? ใครจะมาทำลายบาร์ของฉัน?”
ลูเมี่ยนชี้ไปยังสเต๊กบนจานกระเบื้องสีขาว แล้วกล่าวราวกับยิ้มเยาะ
“แกคิดว่าฉันดูไม่ออกหรือ ว่านี่มันเนื้ออะไร?”
“ถ้าฉันบอกว่ามันคือสเต๊ก มันก็คือสเต๊ก” เถ้าแก่หน้าอ้วนตอบกลับอย่างไม่ยอมอ่อนข้อ
ลูเมี่ยนไม่โต้เถียงกับอีกฝ่าย เพียงหยิบถุงมือสีดำออกจากกระเป๋านักเดินทาง แล้วโยนลงตรงหน้าเถ้าแก่เสียงดัง
“ฉันขอท้าแกต่อสู้” ลูเมี่ยนพูดด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
การโยนถุงมือเพื่อท้าประลอง คือธรรมเนียมของอินทิส
เถ้าแก่มองถุงมือสีดำบนพื้น เนื้อบนใบหน้าค่อยๆ คลี่ออกทีละชั้น เผยให้เห็นหนวดสีเหลืองอ่อนที่ซ่อนอยู่ข้างใน
เขากำลังยิ้ม
เขาตอบรับคำท้าของลูเมี่ยน
“ย่อมได้”
พูดจบ เขาก็ยกมีดสับกระดูกด้ามใหญ่ในมือขึ้น ฟันใส่ลูเมี่ยนอย่างดุดัน
ลูเมี่ยนเบี่ยงตัวหลบการโจมตีครั้งนี้ แต่กลับค้นพบทันทีว่าตนไม่สามารถใช้ความสามารถ ‘เทเลพอร์ต’ ได้
พลังพันธสัญญาที่ได้มาจาก ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ ดูเหมือนจะถูกพลังประหลาดช่วงชิงไป!
ลูเมี่ยนนึกถึงคำแนะนำของลุดวิกเกี่ยวกับ ‘ผู้ช่วงชิง’ ลำดับ 5 ในเส้นทาง ‘นักชิม’ ทันที โดยสงสัยว่าเถ้าแก่บาร์ที่ทำงานเป็นคนครัวด้วยรายนี้ คงเป็นผู้รับพรจากเทพมารในเส้นทางที่สอดคล้องกัน
“ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงสามารถทำเนื้อเน่าของพี่ใหญ่ท่อนแขน ให้ดูเหมือนสเต๊กจริงๆ ทั้งรูปลักษณ์และกลิ่นหอม…”
“ผู้รับพรจากเทพมารจะไม่ถูกประหารโดยตรง แต่กลับถูกเนรเทศมายังโมโรลา?”
“อย่าเอาแต่ยัดเยียดขยะมาที่โมโรลาสิ…”
“นี่เป็นเพราะกลัวว่าประชากรโมโรลาจะลดลง จนไม่เพียงพอที่จะผนึก ‘0-01’ ใต้ดินหรือ?”
ในขณะที่ความคิดเหล่านี้แล่นผ่าน ลูเมี่ยนสะบัดไหล่ กล้ามแขนขยาย แล้วชกหมัดขวาออกไป
หมัดของเด็กหนุ่มลุกโชนด้วยเปลวไฟสีขาวโชติช่วง ราวกับลากหางนกยูงพุ่งเข้าใส่เถ้าแก่บาร์
โครม!
เมื่อหมัดของเขาปะทะด้านข้างมีดสับกระดูกเล่มหนัก ก็พลันเกิดการระเบิดอย่างรุนแรง
แสงไฟสีขาวจ้าสว่างทั่วบาร์ในชั่วพริบตา คลื่นลมบ้าคลั่งพัดเก้าอี้สูงใกล้เคียงล้มคว่ำ เหวี่ยงเถ้าแก่ที่มีใบหน้าอ้วนผิดวิสัยลอยกระเด็นออกไป
อัลบัสว่องไว กระโดดออกจากเก้าอี้สูงข้างลูเมี่ยนทันที ไปนั่งบนเคาน์เตอร์บาร์ที่ห่างไกลจากบริเวณนี้
เขาชักเท้าข้างหนึ่งขึ้น เหยียบบนเคาน์เตอร์ มองการต่อสู้ระหว่างลูเมี่ยนกับเถ้าแก่บาร์อย่างสนอกสนใจ
บาร์เทนเดอร์ก็ได้รับผลกระทบจากแรงระเบิดด้วย ถูก ‘ผลัก’ ไปยังชั้นวางเหล้า อาบด้วยของเหลวกลิ่นฉุนที่ไหลออกมาจากขวดที่แตก
เขาเกือบจะถูกไฟคลอกแล้ว
เถ้าแก่บาร์ที่รับแรงระเบิดเข้าไปอย่างจัง เสื้อผ้าบนหน้าอกพลันขาดวิ่น เนื้อหนังมังสายับเยินและไหม้ดำ เผยให้เห็นกระดูกขาวโพลน
บนใบหน้าของเขาก็มีบาดแผลคล้ายกัน แต่เพราะมีชั้นเนื้อมากเกินไป จึงยังไม่กระทบถึงกะโหลก
บาดแผลเหล่านี้กำลังบิดเบี้ยวและงอกใหม่อย่างรวดเร็วในลักษณะประหลาดที่ไม่ใช่แบบมนุษย์ ดูเหมือนจะไม่ต้องใช้เวลามากก็จะหายสนิท
“นี่ไม่ใช่พลังหรือคุณสมบัติที่ ‘ผู้ช่วงชิง’ ควรมี อีกทั้ง ลำดับกลางและต่ำในเส้นทาง ‘นักชิม’ ก็ไม่ควรมี…เป็นสิ่งที่ ‘คนครัว’ ได้มาจากอาหารพิเศษหรือ? มันดูคล้ายกับคุณสมบัติของพี่ใหญ่ท่อนแขนที่แม้จะถูกกินเนื้อเน่าไปบางส่วน ก็ยังคงงอกใหม่ได้…” ลูเมี่ยนอาศัยจังหวะระเบิดเมื่อครู่ ถอยหลังไปหลายก้าว เว้นระยะห่างจากเถ้าแก่บาร์
ในขณะที่เด็กหนุ่มค้นพบความผิดปกติของอีกฝ่าย เขาก็รู้สึกว่าตัวเองสูญเสียพลังอีกอย่างไป
นั่นคือ ‘วิชาฮึ่มฮ่า’
“ผู้ช่วงชิงสามารถสัมผัสได้ว่า พลังและคุณสมบัติใดของเราที่อาจเป็นอันตรายร้ายแรงต่อพวกเขาหรือ? แม้พวกเขาจะไม่รู้ว่าพลังและคุณสมบัติเหล่านั้นคืออะไร แต่สามารถช่วงชิงตามระดับความอันตรายได้?” ลูเมี่ยนรวบรวมพลังอย่างใจเย็น สร้างลูกไฟสีขาวโชติช่วงขนาดมหึมา ยิงใส่เถ้าแก่บาร์
เถ้าแก่บาร์ไม่หลบหนี ยกมีดสับกระดูกที่มีรอยบิ่นจากการระเบิดจนดูเหมือนจะแตกอยู่รอมร่อ ฟันใส่ลูกไฟสีขาวโชติช่วงโดยตรง
ลูกไฟถูกผ่าเป็นสองส่วนทันที สูญเสียความเร็วในการพุ่งไปข้างหน้า สูญเสียกลิ่นอายแห่งการทำลายล้าง แล้วถูกเถ้าแก่บาร์อ้าปากกว้าง ดูดเข้าไปราวกับปลาวาฬกลืนน้ำทะเล โดยไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ
ในตอนนั้นเอง ลูเมี่ยนก็ยิ้มออกมา
รอบตัวเด็กหนุ่ม ท่ามกลางความว่างเปล่า ลูกไฟสีขาวโชติช่วงลูกแล้วลูกเล่าก่อตัวขึ้นในพริบตา พุ่งส่งเสียงหวีดหวิวใส่เถ้าแก่บาร์
เบื้องหลังของเขา อีกาไฟสีขาวตัวแล้วตัวเล่าปรากฏตามมาติดๆ วาดโค้งวงกว้างอ้อมไปทางด้านหลังของเถ้าแก่บาร์
เขาอยากจะดูว่า ‘ผู้ช่วงชิง’ คนนี้จะจัดการกับลูกไฟได้กี่ลูกในคราวเดียว กินได้เท่าไหร่ จะอิ่มจนแน่นไปเลยหรือไม่!
เถ้าแก่บาร์ทำตาวาววับ รีบพ่นเปลวไฟสีขาวที่กำลังไหลเข้าสู่กระเพาะออกมาทันที ปล่อยให้มันกลายเป็นกระแสธาร พุ่งเข้าปะทะกับกลุ่มลูกไฟที่โถมทะลักมาราวกับท้องฟ้าถล่ม
เห็นภาพดังกล่าว อัลบัสยันมือขึ้น พลิกตัวกระโดดไปด้านหลังเคาน์เตอร์บาร์ทันที
บึ้มบึ้ม!
กลุ่มลูกไฟถูกเปลวไฟสีขาวโชติช่วงที่เถ้าแก่บาร์พ่นออกมา จุดระเบิดทีละลูกสองลูก
ในการระเบิด เคาน์เตอร์บาร์ถูกถล่มราบ ชั้นวางเหล้าทยอยพังทลาย ผสมกับเหล้าที่ไหลนอง ลุกไหม้เป็นเพลิงท่วมท้น
บาร์เทนเดอร์ที่หนีมาอยู่ตำแหน่งเดียวกับอัลบัส รู้สึกโชคดีมากที่ตัดสินใจทันเวลา
ลูกค้าคนอื่นๆ ในบาร์ บ้างก็หลบไปริมๆ บ้างก็กระโดดออกจากห้องโถง ดูชำนิชำนาญเป็นพิเศษ
ฟิ้วๆๆ อีกาไฟสีขาวโชติช่วงที่เลี่ยงการปะทะด้านหน้า จนไม่ถูกลากเข้าสู่ลูกโซ่ระเบิด ทยอยร่อนลงบนแผ่นหลังของเถ้าแก่บาร์
แต่ตอนนี้เถ้าแก่บาร์ถูกย้อมด้วยสีแดงกุหลาบโปร่งแสง ราวกับแสงจันทร์ที่แข็งตัว
บึ้มบึ้ม!
ท่ามกลางการระเบิด ท่ามกลางการเผาไหม้ของอีกาไฟสีขาว เถ้าแก่บาร์ที่เป็นประกายดั่งแสงจันทร์สีแดงกุหลาบ มิได้หม่นลงแม้แต่น้อย ซ้ำยังสะท้อนแสงไฟ สว่างขึ้นอีกหลายส่วน
เมื่อประกายไฟเล็กๆ ร่วงหล่นลงมา เถ้าแก่บาร์ก็กลับคืนสู่รูปลักษณ์ปกติ พร้อมยกมีดสับกระดูกขึ้นอีกครั้ง มองไปยังตำแหน่งที่ลูเมี่ยนเคยยืน
แต่ที่นั่นไม่มีใครอยู่อีกแล้ว
ในห้องโถงของบาร์ก็ไม่ปรากฏเงาของลูเมี่ยน
เถ้าแก่บาร์ชะงักไปชั่วขณะ
แทบจะพร้อมกันนั้น มีคนผุดขึ้นมาจากเงาใต้ร่างเขา
ลูเมี่ยนเจ้าของดวงตาดำสนิทดั่งเหล็กกล้า กำปั้นขวาที่ห่อหุ้มด้วยเปลวไฟสีขาวโชติช่วงทั่วทั้งแขน ซัดใส่สะโพกของเถ้าแก่บาร์ในหมัดเดียว
ในเสียงครืนครั่น กำปั้นของลูเมี่ยนตีเข้าจุดอ่อน จากสะโพกทะลุเข้าไปในลำไส้ของ ‘ผู้ช่วงชิง’ รายนี้โดยตรง เปลวไฟสีขาวโชติช่วงพลันพลุ่งพล่านตามไปด้วย
เด็กหนุ่มยืดตัวขึ้นตามแรง ยกเถ้าแก่บาร์ขึ้น แล้วปล่อยให้เปลวไฟอุณหภูมิสูงจากกำปั้นทะลักเข้าสู่กระเพาะของศัตรู
ทันใดนั้น ลูเมี่ยนก็ชักกำปั้นขวากลับ เหวี่ยงศัตรูลงพื้น
พรวด! สะโพกของเถ้าแก่บาร์แยกออกจากตัว ลำไส้ทะลักออกมา ขาดเป็นท่อนๆ กระเพาะยังพอรักษาสภาพสมบูรณ์ไว้ได้ เพียงแต่ไหม้ดำไปบ้าง มีของเหลวสีเหลืองเขียวไหลซึม
ลูเมี่ยนมองดวงตาคู่นั้น ซึ่งหดเล็กลงและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด แล้วยิ้มเยาะพลางเอ่ยปาก
“แกเอาสมองตัวเองไปปรุงอาหารกินแล้วหรือ? ป้องกันการโจมตีรอบหนึ่งแล้ว ออกจากสภาวะแสงจันทร์แล้ว ยังจะยืนอยู่ที่เดิม ไม่ยอมย้ายตำแหน่ง”
“แกไม่เคยคิดบ้างหรือ ว่าฉันจะใช้เงาของแกด้วย?”
ใบหน้าเถ้าแก่บาร์บิดเบี้ยวไปครู่หนึ่ง แล้วจึงพูดด้วยท่าทีเหม่อลอย
“สมอง…ของตัวเอง…ก็เอามา ทำเป็นอาหาร ได้หรือ…”
เสียงของเขาเบาลงทีละนิด จนในที่สุดก็สิ้นลมหายใจ นอนนิ่งอยู่บนพื้น
ลูเมี่ยนมองศพของ ‘ผู้ช่วงชิง’ รายนี้ โดยสิ่งที่เขากำลังคิด มิใช่วิธีการรับมือของอีกฝ่าย แต่เป็นความผิดปกติบางประการที่สังเกตได้จากการต่อสู้ล่าสุด
“พลังของ ‘ผู้ช่วงชิง’ นี่หลากหลายจริงๆ แม้แต่ละอย่างจะเป็นการใช้งานแบบตื้นเขิน ไม่เท่าพลังพันธสัญญา แต่เมื่อนำมาใช้ในการต่อสู้จริง ก็ร้ายกาจไม่เบาทีเดียว…”
“หลังจากเราหายตัวไปอย่างกะทันหัน ถ้าไม่ใช่เพราะมันตอบสนองได้ค่อนข้างข้า เราคงโจมตีใส่จุดอ่อนได้ไม่ง่ายนัก อาจต้องใช้สมบัติวิเศษใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’ ช่วย…”
“เมื่อเทียบกันแล้ว ‘นักโจรกรรม’ ที่ชื่อเวิมส์คนก่อนหน้า กลับไม่มีปัญหาด้านนี้…”
ลูเมี่ยนคิดไปพลางสะบัดมือ บนผิวกำปั้นของเด็กหนุ่มปรากฏแผลจากการกัดกร่อน สร้างความเจ็บปวดอย่างรุนแรง
นี่เป็นผลจากตอนที่เขาชกใส่กระเพาะของเถ้าแก่บาร์ แล้วถูก ‘น้ำย่อย’ ที่ซึมออกมากระเด็นใส่
ในตอนนั้น มือของเด็กหนุ่มยังมีเปลวไฟสีขาวโชติช่วงปกป้องอยู่
เมื่อคิดดูแล้ว แม้จะไม่อาจขัดขวางมิให้พรบนร่างเถ้าแก่บาร์ กลับคืนสู่ผู้ประทานได้ แต่ลูเมี่ยนก็ยังคงย่อตัวลง ชักดาบตรงธรรมดาเล่มหนึ่งออกจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’ ใช้ร่วมกับเปลวไฟสีขาวโชติช่วงของตน แยกกระเพาะของเหยื่อออกมาจากศพ
เขาตั้งใจว่าในภายหลัง จะลองถามลุดวิกดูว่าสามารถนำไปประกอบเป็นอาหารวิเศษได้หรือไม่ หรือไม่ก็หา ‘ช่างฝีมือ’ มาดูว่าจะใช้เป็นวัสดุพิเศษได้หรือเปล่า
จัดการทั้งหมดเสร็จ ลูเมี่ยนก็ยืดตัวขึ้น ถามบาร์เทนเดอร์ที่เพิ่งออกจากที่ซ่อนในสภาพได้รับบาดเจ็บไม่เบา
“เถ้าแก่ของพวกแกถูกเนรเทศมาที่โมโรลานานเท่าไรแล้ว?”
“ห้าหกปีได้มั้ง” บาร์เทนเดอร์บอกได้แค่ตัวเลขคร่าวๆ
ห้าหกปี…หัวขโมยคนก่อนหน้า ดูอายุน้อยกว่า น่าจะถูกเนรเทศมาที่โมโรลาแค่หนึ่งสองปี…อยู่ที่โมโรลานานเท่าไร ยิ่งมีโอกาสเกิดอาการเชื่องช้าเฉื่อยชาเหมือนเจ้าหน้าที่ทดลอง นี่เป็นหนึ่งในอาการของมลทิน ‘0-01’ หรือ? ไม่สิ…ในเอกสารผนึกไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ ทรีอาร์ก็ไม่มีเรื่องแบบนี้…เถ้าแก่บาร์เคยทำอะไรบางอย่างในโมโรลา จนทำให้ตัวเองเริ่มเปลี่ยนไปในทิศทางของเจ้าหน้าที่ทดลอง? ลูเมี่ยนครุ่นคิดพลางกวาดตามองรอบหนึ่ง แล้วยิ้มพลางกล่าว
“อย่าแตะต้องรางวัลของผมเชียวล่ะ”
หมายถึงเงินทองบนตัวเถ้าแก่บาร์
ลูเมี่ยนหมุนตัวเดินไปยังทางเดินข้างเคาน์เตอร์บาร์ทันที
คำนึงจากแหล่งที่มาของ ‘สเต๊ก’ รวมถึงตำแหน่งของ ‘คนครัว’ เด็กหนุ่มสันนิษฐานอย่างมีเหตุผลว่า ส่วนของศพ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ น่าจะอยู่ในครัว
เพิ่งเข้าครัวมา เขาก็เห็นซากศพครึ่งท่อนที่บวมคล้ำ เน่าเปื่อยอย่างหนัก วางอยู่อย่างโจ่งแจ้งบนโต๊ะเตรียมอาหาร
……………………………………………………..