ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 797 ยืนยันสถานการณ์
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 797 ยืนยันสถานการณ์
ตอนที่ 797 ยืนยันสถานการณ์
มองศพท่อนบนที่บวมคล้ำอยู่บนโต๊ะเตรียมอาหาร ลูเมี่ยนพูดกับตัวเองในใจอย่างขบขัน
“ไม่มีการปิดบังเลยจริงๆ สมแล้วที่เป็นเมืองเนรเทศโมโรลา…”
ลูเมี่ยนตรวจสอบคร่าวๆ จนยืนยันได้ว่า ศพเน่าเปื่อยรุนแรงนี้ คือส่วนหนึ่งของร่างที่เหลือของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’
ยกเว้นครึ่งซ้าย ศีรษะ และ ‘ท่อนแขน’ ที่ขาดไป ส่วนที่เหลือยังถือว่าค่อนข้างสมบูรณ์
หากไม่ใช่เพราะเนื้อเน่าบริเวณกระดูกสันหลังกำลังบิดเบี้ยวงอกงาม พยายามจะฟื้นคืนสภาพเดิม ลูเมี่ยนแทบไม่อยากเชื่อว่า ‘สเต๊ก’ สองจานที่เสิร์ฟให้ตนกับอัลบัสเมื่อครู่มาจากศพนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่า ‘สเต๊ก’ แบบนี้ถูกขายไปแล้วหลายสิบถึงร้อยจาน
เรื่องนี้ทำให้ลูเมี่ยนขมวดคิ้วเล็กน้อย ในใจผุดคำถามที่เคยคิดมาก่อนอีกครั้ง
จำเป็นต้องเรียกคืน ‘สเต๊ก’ ที่ขายออกไปแล้วหรือไม่?
ดูจากความสมบูรณ์ของศพ ดูเหมือนจะไม่จำเป็น…
อีกอย่าง พวกชาวเมืองโมโรลาก็กินเนื้อเน่าแบบนี้มาไม่ใช่แค่วันสองวัน ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจย่อยเนื้อเน่าได้จริงๆ และดูดซึมมันเข้าไปแล้ว…
แต่จากความเชื่อมโยงอันละเอียดอ่อนระหว่างเราและซากศพ ถึงแม้ว่าเนื้อพวกนั้นจะถูกย่อยแล้ว ก็คงเปลี่ยนได้เพียงสถานะการดำรงอยู่ของมัน แต่แก่นแท้ยังคงเหมือนเดิม…
ลูเมี่ยนครุ่นคิดพลางรีบยัดซากศพเน่าเปื่อยครึ่งท่อนเข้าไปใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’ แล้วใช้ดาบตรงกองหนึ่ง รวมถึง ‘ดาบเหี้ยมหาญ’ กั้นระหว่างมันกับซากศพอีกครึ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้พวกมันรวมตัวกันก่อนที่จะหาศีรษะเจอ จนเกิดการเปลี่ยนแปลงอันไม่จำเป็น
“ที่แท้ของที่เสิร์ฟให้พวกเรากิน ก็มาจากไอ้นี่เองหรือ? ทำออกมาดูน่ากินดีนะ” ขณะที่ลูเมี่ยนเก็บซากศพครึ่งท่อนของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ เสียงของอัลบัสก็ดังขึ้นจากประตูครัว
อดีตสมาชิก ‘ชุมนุมกางเขนเลือดเหล็ก’ จากตระกูลเมดีซีผู้นี้ สวมแจ็กเกตสีดำลายดอกสีแดงเข้ม มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋า พลางทอดถอนใจชื่นชม
เขาไม่ได้รู้สึกขยะแขยงเลยแม้แต่น้อยที่ตัวเองเกือบได้กินสเต๊กเนื้อเน่า
ลูเมี่ยนหันกายมา ยิ้มพลางตอบว่า
“ค่อยๆ ได้รับพลังในการเยียวยาตัวเองเบื้องต้น จะแข็งแกร่งขึ้นในคืนที่มีดวงจันทร์ และสามารถใช้เวทมนตร์ความมืดบางชนิดได้” อัลบัสพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนกำลังอ่านรายงานการสืบสวน “แต่แลกมากับการสูญเสียการควบคุมตัวเองไปเล็กน้อย มีร่องรอยการถดถอยทางสติปัญญา และฝันร้ายอย่างต่อเนื่อง”
“คุณก็มาสืบเรื่องนี้เพราะสังเกตเห็นความผิดปกติเหมือนกันสินะ?” ลูเมี่ยนยิ้มถามกลับ
ที่ถามออกไปไม่ใช่เพื่อยืนยัน เขายืนยันได้นานแล้ว เพียงแต่ต้องการบ่งบอกว่า ตัวเองก็มาเพื่อสืบสวนเช่นกัน ไม่ใช่การตรงดิ่งมาหาศพครึ่งท่อนหลังครัว
‘นักล่า’ ต้องรู้จักปิดบังจุดประสงค์ที่แท้จริงของตน เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นใช้มันวางกับดัก
อัลบัสผมแดงยิ้มพลางกล่าว
“พวกเขายังพยายามปิดบังเรื่องนี้ โดยหวังว่าจะมีแค่ตัวเองกับพวกพ้อง ที่ได้ร่วมแบ่งปันอาหารพิเศษของบาร์สัตว์กินเนื้อ”
“ชาวเมืองโมโรลาใครบ้างไม่เห็นแก่ตัว?” ลูเมี่ยนเปลี่ยนเรื่องถาม “คุณสังเกตเห็นได้ยังไง ว่าพวกเขามีอาการถดถอยทางสติปัญญา?”
อัลบัสยกมือขวาขึ้น แบฝ่ามือออกพลางกล่าว
“ถ้าสติปัญญาไม่ถดถอย จะถูกผมหลอกล่อให้เปิดเผยความลับ แล้วตามมาเจอบาร์นี่ได้ง่ายๆ ยังไง?”
ลูเมี่ยนพยักหน้ารับ มองอัลบัสพลางกล่าวอย่างครุ่นคิด
“งั้นหรือ แล้วผมจำเป็นต้องฆ่าปิดปากคุณ ไม่ให้ความลับนี้แพร่ออกไปไหม?”
อัลบัสตอบรับสายตาของลูเมี่ยนอย่างสงบนิ่ง ยิ้มแล้วเอ่ยตอบ
“คุณคิดว่าพวกโง่นั่นจะเก็บความลับได้หรือ?”
พูดจบ สมาชิกตระกูลเมดีซีผู้นี้ก็หมุนกาย เดินไปยังห้องโถงบาร์ หันหลังให้ลูเมี่ยน
ลูเมี่ยนยืนอยู่กับที่ มองส่งเขาจากไป ราวกับกำลังครุ่นคิดบางอย่าง
เมื่อครู่มีช่วงหนึ่งที่เขาเกิดจิตฆ่าฟันขึ้นมาจริงๆ
เด็กหนุ่มคิดจะฉวยโอกาสนี้สังหารอัลบัส·เมดีซี เพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายมาขัดขวางแผนการของตนที่จะเข้าใกล้ ‘0-01’ หรือแม้แต่ ‘ชิงตัดหน้า’ เพื่อช่วยให้ ‘เทวทูตสีชาด’ ประทับตราบน ‘0-01’
มีอยู่สองเหตุผลด้วยกัน
หนึ่ง จากการตัดสินเบื้องต้นในตอนนี้ การเป็นเจ้าหน้าที่ทดลองจะส่งผลเสียอย่างมากต่อจิตสำนึกของตนเอง ถ้าไม่ใช่ว่าเหลือทางเลือกนี้ทางเดียว เขาก็ยังไม่อยากลอง ดังนั้น การมีคนเพิ่มอีกสักคน มี ‘เหยื่อ’ มาช่วยบุกเบิกเส้นทางท่ามกลางอันตรายนานัปการ ก็นับเป็นวิธีหนึ่ง
สอง เด็กหนุ่มไม่การันตีว่าตัวเองจะสามารถสังหารอัลบัส·เมดีซีได้ จริงอยู่ หากอีกฝ่ายยังอยู่ในสภาพเดิมตอนสำรวจคูหาใต้ดินของปราสาทหงส์แดง ลูเมี่ยนเชื่อว่าตนคงจัดการไหว แต่นี่ก็ผ่านมาหลายเดือนแล้ว ตัวเขาเองยังกลายเป็น ‘ยมทูต’ และย่อยโอสถจนหมด อีกฝ่ายจะไม่มีความก้าวหน้าเลยเป็นไปไม่ได้
และถ้าอัลบัสเป็นตัวแทนของ ‘เทวทูตสีชาด’ โดยมายังโมโรลาเพื่อเข้าใกล้ ‘0-01’ จริง ราชาเทวทูตรายนั้นย่อมต้องหาทางเพิ่มพลังให้ ‘ตัวแทน’ ของตน หรืออาจมอบของวิเศษให้ เพื่อให้แน่ใจว่าอัลบัสจะแข็งแกร่งที่สุดในระดับต่ำกว่าครึ่งเทพ สามารถรับมือกับอันตรายต่างๆ ในโมโรลาได้
ลูเมี่ยนไม่รีบออกจากครัว ยังตรวจตราที่นี่อีกรอบ
เด็กหนุ่มกำลังมองหาวัตถุดิบพิเศษอื่นๆ อยู่ — อาการผิดปกติที่ดูเฉื่อยชาของ ‘ผู้ช่วงชิง’ เมื่อครู่ทำให้เขาสงสัยว่า มันคือผลจากการที่อีกฝ่ายกินของในโมโรลาไม่เลือกหน้า ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุการตายหลักของผู้วิเศษในเส้นทางของ ‘นักชิม’
น่าเสียดายที่ลูเมี่ยนพบเพียงวัตถุดิบธรรมดาอย่างแป้ง เนย และนม
เขารีบขึ้นไปชั้นสองของบาร์ ‘สัตว์กินเนื้อ’ เข้าไปในห้องนอนของ ‘ผู้ช่วงชิง’ คนนั้น
โดยตั้งใจจะพักอาศัยที่นี่สักระยะ ในฐานะผู้ชนะจากการดวล
ห้องนอนสะอาดกว่าที่ลูเมี่ยนคิดไว้ ไม่มีคราบน้ำมัน ไม่มีแมลงสาบ หนู และแมลง นอกจากดูรกรุงรังเล็กน้อย ก็ไม่มีปัญหาอื่น
ลูเมี่ยนเดินวนรอบห้องนอน พยายามกระตุ้นรอยประทับสีดำบนไหล่ขวา ดูว่าจะสามารถ ‘เทเลพอร์ต’ ออกจากโมโรลาได้หรือไม่
เด็กหนุ่มไม่อาจ ‘จับสัมผัส’ ของสถานที่ที่เคยไปมา
“อย่างที่คิด ออกไปไม่ได้ สามารถ ‘เทเลพอร์ต’ ได้เฉพาะในอาณาเขตที่ถูกล้อมด้วยภูเขาเท่านั้น…แต่ชาวโมโรลาก็คงไม่อยากออกไปจากที่นี่กันอยู่แล้ว…ไม่แน่ใจว่าอัลบัสจะมีความคิดแบบเดียวกันไหม…” ลูเมี่ยนพึมพำในใจ พลางหยิบวัสดุพิธีกรรมออกจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’
เขาเริ่มการทดลองครั้งที่สอง
อัญเชิญผู้ส่งสาร!
แต่ไม่ว่าจะเป็นผู้ส่งสาร ‘ตุ๊กตา’ หรือผู้ส่งสารของตัวเอง ลูเมี่ยนก็ไม่สามารถอัญเชิญออกมาได้
“ถูกตัดขาดจากโลกวิญญาณ? อย่างน้อยก็ถูกตัดขาดในระดับหนึ่ง…สมแล้วที่เป็นสถานที่ปิดผนึก 0-01…” ลูเมี่ยนยืนอยู่ตรงโต๊ะริมหน้าต่าง มองออกไปยังสภาพแวดล้อมอันมืดมัว มองไปยังสายฝนที่ซาลงบ้างแล้วด้านนอก รู้สึกถึงความเย็นที่เต็มไปด้วยละอองน้ำซึมเข้ามาข้างใน
เขาทำการทดลองครั้งที่สามตามแผนที่วางไว้
เด็กหนุ่มเดินไปยังกระจกเงาเต็มตัวในห้อง วางมือขวาลงบนผิวกระจก แล้วกระตุ้นรอยประทับสีดำบางอันบนร่างกาย
เขากำลังใช้พลังพันธสัญญาของ ‘แจ็คผู้โชกเลือด’ เพื่อรับรู้รอยประทับกระจกเงาที่ตนทิ้งไว้ภายนอก!
เพียงชั่วพริบตา ผ่านกระจกตรงหน้า ลูเมี่ยนรับรู้ถึงรอยประทับสามแห่งซึ่งค่อนข้างเลือนราง
รอยประทับเหล่านั้นมาจากห้องหนังสือของโมรัน อาวินี, ห้องสมบัติของเรือ ‘โทสะสีคราม’ และอพาร์ตเมนต์ที่ฟรังก้า จินนาเช่าอยู่
นี่หมายความว่า หากลูเมี่ยนสามารถเดินเข้าไปในกระจกได้ ก็อาจจะใช้พลัง ‘เทเลพอร์ต’ ไปยังกระจกทั้งสามแห่งที่สอดคล้องกับรอยประทับได้ หรือแม้จะทำไม่ได้ ก็น่าจะใช้มันแลกเปลี่ยนข้อมูลกับโลกภายนอกได้!
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ลูเมี่ยนทั้งรู้สึกประหลาดใจและพอใจ ที่การคาดเดาของตนได้รับการพิสูจน์
เขาที่ได้อ่านข้อมูลเกี่ยวกับ 0-01 มาแล้ว พอจะรู้ที่มาของสมบัติปิดผนึกชิ้นนี้ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างมันกับทรีอาร์ยุคที่สี่ รู้สึกว่าในเมื่อวิธีการปิดผนึกคล้ายคลึงกันขนาดนี้ รายละเอียดต่างๆ ก็น่าจะเหมือนกันด้วย — ทรีอาร์มีโลกในกระจกพิเศษ ที่นี่ก็น่าจะมี ทรีอาร์มี ‘คนในกระจก’ ที่นี่ก็น่าจะมีเช่นกัน!
และในเอกสาร ประเด็นที่ว่าเจ้าหน้าที่ทดลอง ‘ถ้าไม่ปิดตา สิ่งที่ออกมาจากอนุสาวรีย์บรรจุศพจะเป็นสัตว์ประหลาดเหมือนกับเขา’ ถือเป็นหลักฐานยืนยันอย่างหนึ่ง ถึงการมีอยู่ของ ‘คนในกระจก’ และโลกในกระจกพิเศษ
ด้วยเงื่อนไขเบื้องต้นเหล่านี้ ลูเมี่ยนคิดว่าการใช้ความพลังที่เกี่ยวข้องกับโลกในกระจก อาจจะสามารถสร้างการเชื่อมต่อบางอย่างกับโลกภายนอกได้
ด้วยการคาดเดาข้างต้น เขาถึงได้ยืมวัตถุวิเศษ ‘กระดุมกระจก’ มาจากฟรังก้า อีกทั้งฟรังก้าก็กลายเป็น ‘นางมารทุกข์ระทม’ แล้ว อีกไม่กี่วันก็สามารถใช้ข้ออ้างในการตามหา ‘คนในกระจก’ เพื่อขอยันต์ที่ช่วยให้เธอย้ายตำแหน่งผ่านโลกในกระจกจากนิกายนางมารได้
ลูเมี่ยนล้วงมือเข้าไปใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’ หยิบกระดุมข้อมือที่ทำจากแก้วออกมา
เด็กหนุ่มไม่รีบทำการทดลอง เพื่อยืนยันว่าจะสามารถใช้มันออกไปได้เลย หรือแค่ส่งข้อมูลได้เพียงอย่างเดียว เพราะ ‘กระดุมกระจก’ ใช้ได้อีกเพียงสี่ครั้ง ต้องรอให้ถึงเวลาที่มีข่าวกรองสำคัญหรือธุระเร่งด่วนที่ต้องสื่อสารเสียก่อน จึงค่อยเริ่มทดลอง
โครก โครก…ในตอนนี้ ลูเมี่ยนได้ยินเสียงความหิวดังมาจากท้องของตัวเอง
เขาอดบ่นในใจไม่ได้
“ให้ตายเถอะ ศาสนจักรความรู้นี่ขี้เหนียวชะมัด ข้าวสักมื้อ น้ำสักอึกก็ไม่หาให้ มาถึงก็เข้าโมโรลาเลย เราไม่ใช่ลุดวิกสักหน่อย ที่กินอาหารในคุกได้จนหมด…”
ในขณะที่พึมพำ ลูเมี่ยนเดินลงไปยังชั้นล่าง เตรียมประกอบอาหารกินเองในครัว รอให้ฝนหยุดแล้วค่อยออกไปตามหาส่วนหัวของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’
ณ ปัจจุบัน ศพของเถ้าแก่บาร์ถูกเจ้าหน้าที่ลากออกไปแล้ว คราบเลือดบนพื้นก็ถูกพวกเขาเช็ดจนสะอาด แต่บริเวณเคาน์เตอร์บาร์ที่ถูกระเบิด รวมถึงสภาพทั้งห้องโถง ซึ่งดูราวกับถูกเผา ยังไม่ได้รับการจัดการ เศษแก้วกับเศษไม้ปนกันอยู่ กลิ่นเหล้ากับกลิ่นไหม้ลอยคละคลุ้ง
ลูเมี่ยนเพิ่งจะเก็บ ‘มรดก’ ของเถ้าแก่บาร์ที่เจ้าหน้าที่ทิ้งไว้ — เหรียญทองซัสเซน 420 เหรียญ ก็เห็นคนเดินเข้ามาที่ประตู
คนผู้นั้นคือเลส พ่อครัวเนื้อมนุษย์ผู้มีใบหน้าใสซื่อ
เลสเปียกโชกไปทั้งตัว เขามองซ้ายมองขวาแล้วถามลูเมี่ยน
“ที่นี่รับสมัครคนครัวไหม?”
กฎการรวมตัวของตะกอนพลังหรือ? ลูเมี่ยนพลันแสยะยิ้ม
“รับสิ คุณไปทำอาหารในครัวดูก่อน ผมจะลองชิมดูว่า รสชาติเป็นอย่างไรบ้าง”
……………………………………………………..