ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 798 จ้างงาน
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 798 จ้างงาน
ตอนที่ 798 จ้างงาน
เลสมองลูเมี่ยนแล้วถามด้วยความสงสัย
“คุณมีอำนาจตัดสินใจแทนเถ้าแก่ที่นี่ได้หรือ?”
“ได้สิ เพราะผมคือเถ้าแก่ที่นี่” ลูเมี่ยนชี้เข้าหาตัวเองพร้อมแสยะยิ้ม
‘พ่อครัวเนื้อมนุษย์’ เลสยิ่งงุนงง
“เราไม่ได้มาถึงโมโรลาพร้อมกันหรอกหรือ?”
เวลาผ่านไปยังไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำ
ลูเมี่ยนเอียงศีรษะ ใช้คางชี้ไปยังเคาน์เตอร์บาร์ที่ถูกทำลาย
“ผมกับเถ้าแก่คนก่อนเพิ่งจบการดวล ผมเป็นฝ่ายชนะ เลยได้บาร์นี้มา”
ดวงตาของเลสพลันเปล่งประกาย
“เขาตายแล้วหรือ? ศพอยู่ไหน?”
“เจ้าหน้าที่ลากไปแล้ว น่าจะเอาไปฝังที่สุสาน” ลูเมี่ยนเดินไปยังริมห้องโถง ยกเก้าอี้ตัวที่ยังพอใช้ได้มาวางข้างซากเคาน์เตอร์บาร์
เลสถอนหายใจอย่างเสียดาย แล้วทำตามคำแนะนำของลูเมี่ยน เดินเข้าครัวไปก้มหน้าก้มตาทำอาหาร
ส่วนลูเมี่ยนเดินวนเวียนแถวบริเวณเคาน์เตอร์บาร์ มองหา ‘สเต๊ก’ สองชิ้นที่เขากับอัลบัสยังไม่ได้กิน
มันได้รับแรงระเบิดจนขาดวิ่นไปพร้อมจานอาหาร กระจายปนอยู่กับเศษซาก โดยทั้งหมดไหม้เกรียมเป็นถ่าน
ลูเมี่ยนมองอยู่พักหนึ่ง พบว่าชิ้นเศษ ‘สเต๊ก’ เหล่านี้ไม่ปรากฏลักษณะผิดปกติ เช่นการยุบพองหรือเคลื่อนไหว หลังถูกเผาไหม้แล้วยังสูญเสียการเชื่อมโยงลับๆ ระหว่างซากศพไปด้วย ราวกับตายสนิทโดยแท้จริง ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ อีกต่อไป
“พวกนี้คงไม่ต้องเก็บกลับแล้ว…”
“เปลวไฟอุณหภูมิสูงสามารถระงับพลังฟื้นฟูตัวเองของเนื้อเน่าส่วนที่แยกออกมาได้ แต่ไม่แน่ใจว่าจะส่งผลต่อศพหลักมากแค่ไหน…”
“ก็นะ เนื้อเน่าที่แยกออกมา ย่อมต้องสูญเสียพลังฟื้นฟูตัวเองไปบ้าง ไม่งั้นเนื้อทุกชิ้นก็คงงอกเป็นท่อนแขนพี่ใหญ่ตัวใหม่ได้ และพี่ใหญ่ท่อนแขนก็ไม่จำเป็นต้องพยายามหาชิ้นส่วนศพของตัวเองให้ครบ…”
ลูเมี่ยนครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง แล้วไปที่ริมห้องโถงอีกครั้ง เพื่อยกโต๊ะกลมที่ล้มอยู่มาวางข้างเก้าอี้ตัวเดิม
เด็กหนุ่มนั่งลง รอคอยอย่างใจเย็นให้เลสเตรียมอาหารกลางวันจนเสร็จ
นาทีแล้วนาทีเล่าผ่านไป เลสยกสลัดที่คลุกเคล้าไว้ มันบดครีมที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง รวมถึงอาหารอื่นๆ มาเสิร์ฟ
ลูเมี่ยนตักมันบดหนึ่งช้อนใส่ปาก รู้สึกได้ถึงเนื้อสัมผัสที่ละเอียดนุ่มเป็นพิเศษ รสชาติของแป้ง ความหวานของครีม และความมันของน้ำมัน ผสมผสานกันเป็นความอร่อยที่ทำให้หยุดกินไม่ลง
“ฝีมือดีนี่” ลูเมี่ยนยกมือซ้ายขึ้น พร้อมกับชูนิ้วโป้ง
เลสด้านข้างเผยรอยยิ้มใสซื่อ
“ผมเคยเปิดร้านมาก่อน”
“ร้านที่ทำอาหารจากเนื้อคนน่ะหรือ?” ลูเมี่ยนจิกกัดอย่างยียวน
เลสส่ายหัว
“ตอนนั้นผมเป็นพ่อครัวปกติ มีฝีมือดี แต่ก็ยังอยู่ในขอบเขตของมนุษย์”
“แล้วทำไมคุณถึงเริ่มกินเนื้อคนล่ะ?” ลูเมี่ยนไม่ได้ถามออกไปตรงๆ ว่า คุณเริ่มนับถือเทพมารเมื่อไร
เขาเองก็ไม่รู้ว่าเทพมารที่สถิตอยู่บนเส้นทางของ ‘นักชิม’ คือใคร
สีหน้าของเลสค่อยๆ หม่นหมองลง
“ภรรยาผมมีเพื่อนคนหนึ่ง เธอคอยป้อนความคิดเรื่องชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือยให้ภรรยาผม พาไปรู้จักกับพวกที่อ้างว่าเป็นชนชั้นสูง ถึงขั้นยุให้ภรรยาผมนอกใจ ใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย แอบเอาร้านผมไปจำนอง เป้าหมายของเธอตั้งแต่แรกคือร้านของพวกเรา”
“หลังจากเสียร้านไป เพื่อนคนนั้นก็เลิกคบหากับภรรยาผม ภรรยาผมถึงได้รู้สึกตัว แต่เธอขี้ขลาดเกินไป ได้แต่จุดไฟเผาร้าน แล้วก็เผาตัวเองตายไปด้วย”
“ตอนนั้นเอง มีลูกค้าคนหนึ่งที่ชื่นชมฝีมือการทำอาหารของผม และเคยมากินที่ร้านเป็นประจำ ได้แวะมาหาผม ถามว่าผมอยากแก้แค้นไหม เขาช่วยผมได้ โดยบอกว่าคนที่มีฝีมือทำอาหารระดับสูงในสภาพมนุษย์ธรรมดาแบบผม สมควรที่จะนับถือเทพแห่งการกิน มหาเทพ ‘วังวนเขมือบ’”
“หลังจากนั้นผมก็ได้รับพร แล้วค่อยๆ พัฒนาตัวเอง”
“นับตั้งแต่วันนั้น ผมก็ชอบกินเนื้อของคนที่สมควรตาย และได้รับพลังในการแยกแยะว่าใครสมควรตาย”
“ผู้หญิงคนนั้นก็เป็นผู้นับถือเทพมารด้วยหรือ?” พอได้ยินถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนก็สงสัยอย่างลึกซึ้งว่าคนแรกที่เลสกินคือผู้ได้รับพรในเส้นทาง ‘คนกลาง’
บางที ร้านของเลสอาจเป็นส่วนหนึ่งของการแลกเปลี่ยนบางอย่าง
“ใช่ครับ” เลสได้รับข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากเลือดเนื้อของผู้หญิงคนดังกล่าว “เธอนับถือสิ่งที่เรียกว่า ‘สัจธรรม’ ตอนที่เธอรู้จักภรรยาผม เธอยังอ่อนแอมาก”
อย่างที่คิด…ลูเมี่ยนยิ้ม
พลังในการแยกแยะว่าเป้าหมายสมควรตายหรือไม่ นับว่ามีประโยชน์อย่างยิ่ง ไว้จับได้ผู้วิเศษลำดับ 7 ขึ้นไปของเส้นทาง ‘คนกลาง’ ได้เมื่อไร เราจะส่งให้ลุดวิกจัดการ…
หลังจากกินอาหารที่เลสทำเสร็จ ลูเมี่ยนก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“ผมอยากจ้างคุณเป็นพ่อครัวของบาร์นี้ พวกเรามาตกลงค่าตอบแทนกับหน้าที่กันเถอะ”
“ได้ครับ” เลสทำท่าเชิญให้พูด
ลูเมี่ยนหยิบผ้าเช็ดปากสีขาว เช็ดปากพลางเอ่ยต่อ
“ในห้องเก็บไวน์ยังมีเหล้าเหลืออยู่อีกมาก เดี๋ยวคุณช่วยจัดการเคาน์เตอร์บาร์ ทำใหม่ เอาเหล้าไปวางไว้ หลังจากนั้น คุณรับผิดชอบการรับสมัครและดูแลบาร์เทนเดอร์ พนักงานเสิร์ฟ และติดต่อกับคนจัดหาวัตถุดิบ”
“นั่นมันหน้าที่ผู้จัดการนะครับ” เลสตอบตามประสบการณ์ที่เคยเปิดร้านมาก่อน
ลูเมี่ยนยิ้ม
“ใช่ เป็นทั้งพ่อครัวและผู้จัดการ”
“รายได้จากการเปิดบาร์ หักต้นทุนแล้ว เป็นของคุณทั้งหมด”
“แล้วคุณล่ะ?” เลสไม่เคยเจอเถ้าแก่แบบนี้มาก่อน
“ไม่เอาเงินเลยหรือ?”
ลูเมี่ยนลุกขึ้นยืน บริหารร่างกายเล็กน้อย แล้วกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
“คุณรับผิดชอบอาหารสามมื้อของผม รับผิดชอบหาคนทำความสะอาดห้องของผม ถ้ามีวัตถุดิบพิเศษ รับผิดชอบช่วยผมทำอาหาร หรือค็อกเทลที่ทำให้ผมได้รับคุณสมบัติที่ต้องการ และอีกอย่าง ผมไม่กินเนื้อคน”
เลสจ้องมองลูเมี่ยนสองสามวินาที พูดเสียงหนักแน่นว่า
“ดูเหมือนจะรู้จัก พลังของ ‘คนครัว’ เป็นอย่างดีเลยนะ”
ลูเมี่ยนมองท้องฟ้าที่ฝนหยุดตกแล้ว เดินไปทางประตูบาร์พลางพูดด้วยรอยยิ้ม
“เถ้าแก่เดิมของบาร์นี้เป็น ‘ผู้ช่วงชิง’ แต่น่าเสียดาย เขาถูกผมช่วงชิงชีวิตไป เลยไม่มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนวิชาทำอาหารกับคุณแล้ว”
“ยิ่งกว่านั้น ลูกบุญธรรมของผมก็เป็นเทวทูตในเส้นทางเดียวกับพวกคุณ”
เลสเงียบไป รอจนลูเมี่ยนเกือบจะเดินออกจากบาร์ จึงมองไปที่เงาด้านหลังของอีกฝ่ายแล้วเอ่ยตอบ
“ผมจะบริหารบาร์นี้ให้ดีครับ”
ลูเมี่ยนไม่หันกลับมา ยกมือขวาขึ้น โบกเบาๆ เป็นเชิงรับรู้
ด้านนอกร้าน บนถนนยังมีน้ำท่วมขังลึก คนเดินเท้าส่วนใหญ่สัญจรอยู่บนทางเท้าสองฝั่ง โดยที่บนท้องฟ้ามีพระอาทิตย์ส่องแสงสดใส ราวกับว่าเมื่อครู่ไม่เคยมีฝนตกหนักมาก่อน
ตามรอยความเชื่อมโยงอันแผ่วเบาที่มาจากรอยประทับของพันธสัญญา ลูเมี่ยนเดินไปยังจุดที่คาดว่าจะมีศีรษะของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ อยู่
เลี้ยวผ่านถนนสายหนึ่ง เด็กหนุ่มเห็นศพที่เปียกโชกทั้งร่าง นอนนิ่งอยู่ใต้เสาโอเบลิสก์ที่แกะสลักเป็นรูปหนังสือ ไม่ใช่ใครนอกจากวิเจย์พัน ฆาตกรข่มขืนผู้หม่นหมอง ซึ่งถูกเนรเทศมายังโมโรลาพร้อมกับพวกลูเมี่ยน
บัดนี้ แขนขาของเขาถูกตัดขาดตรงข้อต่อ กางเกงถูกถลกลง บริเวณหว่างขาเละเป็นเนื้อเลือด ไม่เหลืออวัยวะสำคัญที่สุดแล้ว
ดวงตาของเขาเบิกกว้าง ฉายแววเจ็บปวดสิ้นหวัง
“เอ้า แพ้ดวลหรือ?” ลูเมี่ยนหัวเราะอยู่ในใจ
เขาเกือบจะผิวปากเพื่อเชียร์การดวลอย่างถูกกฎหมาย ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นแต่ตัวเองไม่ได้รับชม
คงจะเป็นการดวลที่ยอดเยี่ยมมาก ใครตายก็คู่ควรกับการยกแก้วดื่มฉลอง
“ดูเหมือนนักสะสมที่ชื่อจูลี่นั่นจะเก่งกว่านะ…ทั้งเธอและวิเจย์พันต่างก็มีลับลมคมใน ไม่สิ…มีความตั้งใจอย่างโจ่งแจ้งที่จะยั่วยุให้เกิดการดวล…” ลูเมี่ยนเชื่อว่าจูลี่คงเป็นผู้วิเศษ ฝีมือการใช้มีดระดับนี้ ไม่ใช่คนธรรมดาจะมีได้เลย
ส่วนวิเจย์พันจะเป็นหรือไม่ เขายังดูไม่ออก แต่ถึงจะเป็น ตะกอนพลังก็คงถูกเอาไปแล้ว
“ผู้หญิงคนนั้นเก่งมาก” เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างๆ ลูเมี่ยนกะทันหัน
เป็นสุภาพบุรุษคนหนึ่ง เขาเดินมาจากด้านข้างจัตุรัสเล็กๆ
ชายคนนี้สวมหมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูง เสื้อเชิ้ตสีขาว เสื้อถักแคชเมียร์ และเสื้อนอกผ้าสักหลาด ผูกหูกระต่าย ถือไม้ตะพดสุภาพชน
อายุราวๆ เพิ่งผ่านพ้นสามสิบหมาดๆ ใบหน้าผอมเรียว ตาสีน้ำเงินอ่อนโยน ดูเหมือนคนชนชั้นสูงที่ได้รับการศึกษามาอย่างดี
แน่นอน ในโมโรลา ไม่มีคนดี มีแต่คนเลวและคนที่เลวกว่า
“คุณเห็นการต่อสู้ของพวกเขาหรือ?” ลูเมี่ยนถามอย่างไม่ใส่ใจ
สุภาพบุรุษผู้นั้นยิ้มตอบ
“ตอนแรกพวกเขาอยากไปยืมปืนลูกโม่จากร้านอาหารฝั่งจัตุรัสเพื่อใช้ดวล แต่คนรับใช้บอกว่า วันนี้มีคนมาดวลกันเยอะ ปืนถูกยืมไปหมดแล้ว เหลือแค่ดาบยาวสองเล่ม”
“ผู้หญิงคนนั้นเก่งมาก ผู้ชายคนนี้รับดาบได้แค่สามครั้งก็ถูกฟันล้ม ถูกตัดแขนขา แล้วถูกถอดกางเกง”
จากเท่าที่ฟัง วิเจย์พันไม่น่าจะเป็นผู้วิเศษ…ลูเมี่ยนละสายตา หันไปทางสุภาพบุรุษด้านข้างแล้วยิ้มถาม
“เรียกคุณว่าอะไรดี?”
สุภาพบุรุษผู้นั้นเลื่อนมือแตะหน้าอก พลางโค้งคำนับ
“คุณเรียกผมว่ากูซินก็ได้ หรือ ‘ท่านเคานต์’”
“ได้ยินว่าคุณฆ่าเวิมส์หรือ?”
“เวิมส์ หัวขโมยนั่นน่ะหรือ?” ลูเมี่ยนตอบพลางยิ้ม “เขาถูกฟ้าผ่าตาย ไม่เกี่ยวกับผม ถ้าผมฆ่าเขาจริง เจ้าหน้าที่ทดลองก็ต้องจับผมไปแล้ว”
กูซินอมยิ้มพลางพูดว่า
พวกคุณก็เห็นความเชื่องช้าและความเป็นระบบของเจ้าหน้าที่ทดลองเหมือนกันสินะ? ลูเมี่ยนคิดอยู่สองสามวินาที ตัดสินใจ ‘จริงใจ’
“สาเหตุการตายของเวิมส์คือโชคไม่ดีพอ สิ่งของที่เขาขโมยจากตัวผม สามารถดึงดูดฟ้าผ่าได้ในวันฝนตก”
“ถ้าแบบนั้นก็โทษคุณไม่ได้จริงๆ” กูซินแสดงความเข้าใจ
เขาถามอย่างกระตือรือร้น
“ต้องเรียกคุณว่าอะไร ตอนนี้พักอยู่ที่ไหน?”
“หลุยส์ อยู่ที่บาร์ ‘สัตว์กินเนื้อ’” ลูเมี่ยนตอบตามความจริง
กูซินพยักหน้ารับ
“ระวังไบน์นาด้วย หมายถึงเถ้าแก่และพ่อครัวของบาร์นั้นน่ะ เขาอันตรายมาก ชอบกินคน”
ลูเมี่ยนคลี่ยิ้ม
“เขาตายแล้ว”
กูซินชะงักไปครู่หนึ่ง ตอบกลับพลางยิ้ม
“คุณน่าสนใจกว่าที่ผมคิดไว้มาก หวังว่าคุณจะนำความมีชีวิตชีวาที่หายไปนาน กลับมาสู่โมโรลาได้นะ”
ลูเมี่ยนไม่ได้สานต่อหัวข้อเดิม เพียงถือโอกาสสืบข้อมูลต่อ
“ในโมโรลา นอกจากเฮราเบเกอร์แห่งศาสนจักรความรู้แล้ว มีใครที่ต้องระวังอีกบ้าง?”
กูซินไม่ต้องคิด พูดออกมาตรงๆ
“วานาค เจ้าของบริษัทดาเดสการเกษตร ผูกขาดการจัดส่งธัญพืชจากไร่นารอบๆ มายังโมโรลา เขาเคยกลายเป็นเจ้าหน้าที่ทดลองมาแล้ว แต่ภายหลังกลับหนีออกมา ทั้งยังแสดงตัวเหมือนคนปกติ”
“เขาอันตรายที่สุดในโมโรลาแล้ว”
กลายเป็นเจ้าหน้าที่ทดลองแล้วยังกลับมาเป็นปกติได้? เรื่องที่วานาคหลบหนีออกจากหน่วยเจ้าหน้าที่ทดลอง ศาสนจักรความรู้ก็ไม่ได้จัดการด้วยหรือ? นี่คือสิ่งที่เราต้องการเลยไม่ใช่หรือ? ลูเมี่ยนพยักหน้าอย่างครุ่นคิดพลางเอ่ยตอบ
“แล้วใครอันตรายเป็นอันดับสอง?”
กูซินตอบโดยที่รอยยิ้มไม่แปรเปลี่ยน
“พวกเขาบอกว่าเป็นผม”
……………………………………………………..