ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 799 ยั่วยุ
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 799 ยั่วยุ
ตอนที่ 799 ยั่วยุ
แม้กูซินจะออกปากเป็นนัยว่า ตนคืนคนอันตรายอันดับสองของโมโรลา แต่ลูเมี่ยนกลับไม่แปลกใจ เพียงยิ้มถามกลับไปว่า
“คุณเคยทำอะไรมา ผมหมายถึง คุณเคยทำอะไรในโมโรลา?”
กูซินเก็บรอยยิ้ม พูดอย่างจริงจังว่า
“จัดตั้งกบฏ”
“พวกเรามาถึง ‘เมืองเนรเทศ’ กันแล้ว ทำไมยังต้องยอมรับการปกครองของศาสนจักรความรู้อีก? พวกเราควรรวมตัวกัน ขับไล่ศาสนจักรความรู้ออกจากโมโรลา ถึงตอนนั้น พวกเราจะตั้งกฎเอง ปกครองที่นี่เอง!”
ไม่นับเรื่องอื่น คำพูดพวกนี้ของนายก็ฟังมีเหตุผลอยู่ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า ถ้าโค่นล้มการปกครองของศาสนจักรความรู้แล้ว ทำไมต้องอยู่ในโมโรลาต่อด้วย? นี่คงเป็นผลกระทบจาก ‘0-01’ สินะ ชาวเมืองโมโรลาไม่คิดจะออกจากเมืองนี้เลย…ดีที่เรามีศักดิ์เทวทูตเทียม มีของวุ่นวายมากมายติดตัวอยู่ด้วย แค่เสียดายที่จะจากไปนิดหน่อย ไม่ถึงกับไม่มีความคิดที่จะไปเลย…ลูเมี่ยนยืนยันความผิดปกติของโมโรลาได้จากคำตอบของกูซิน แล้วจึงเข้าใจว่า เหตุใดผู้คนที่นี่ถึงคิดว่ากูซินเป็นคนอันตรายอันดับสอง
การก่อกบฏเป็นสิ่งที่ศาสนจักรความรู้ไม่อนุญาตให้เกิดขึ้น และเมื่อพิจารณาจากข้อมูลการปิดผนึก 0-01 กูซินน่าจะเคยจัดตั้งกบฏมาหลายครั้งแล้ว แต่กลับยังไม่ถูกจับตัวไป เข้าร่วมกับหน่วยเจ้าหน้าที่ทดลอง!
นี่เพียงพอจะบอกได้ว่า ชายวัยกลางคนที่ดูเป็นสุภาพบุรุษรายนี้ไม่ธรรมดา
เห็นหลุยส์ไม่ได้กลัวคำพูดของตน ทั้งยังไม่ได้แสดงท่าทีต่อต้าน กูซินจึงเอ่ยเชิญ
“จะเข้าร่วมกับพวกเราไหม?”
“ผมขอคิดดูก่อน” ลูเมี่ยนตอบพร้อมรอยยิ้ม
เขาตั้งใจจะพิจารณาจริงๆ บางที นี่อาจเป็นวิธีเข้าใกล้ ‘0-01’ ได้โดยไม่ต้องกลายเป็นเจ้าหน้าที่ทดลอง
เด็กหนุ่มเชื่อว่า พวกชาวบ้านที่ต้านทานอิทธิพลของ ‘0-01’ ไม่ไหว ไม่มีทางโค่นล้มการปกครองของศาสนจักรความรู้ในโมโรลาได้จริง แต่สิ่งที่เขาต้องการมีเพียงความวุ่นวายและโอกาส
พวกคนถูกเนรเทศพวกนี้ จะตายไปก็ช่าง ส่วนพวกศาสนจักรความรู้ภายในเมืองนี้ ดูเหมือนจะเป็นเพียงหุ่นเชิดทั้งสิ้น
กูซินเผยรอยยิ้มพอใจ
“จะเป็นนักโทษในคุกกลางแจ้งนี้ต่อไป หรือจะเป็นผู้ปกครองที่นี่ จะถูกกดขี่ผูกมัดตลอดไป หรือจะไขว่คว้าอิสรภาพ มันก็สมควรต้องคิดให้ถี่ถ้วนจริงๆ”
พูดถึงตรงนี้ กูซินเหลือบมองไปยังอีกฝั่งของจัตุรัสเล็กๆ พลางกล่าว
“ผมขอตัวก่อน ถ้าคุณคิดได้แล้ว ก็ให้แขวนผ้าแดงไว้ที่หน้าบาร์ ‘สัตว์กินเนื้อ’ ผ้าแดงแบบที่ใช้ยั่วกระทิงนั่นแหละ”
เมื่อพูดจบ กูซินถอดหมวกทรงสูง เลื่อนมือสัมผัสหน้าอก แล้วโค้งคำนับ
หลังจากมองส่งอีกฝ่ายเดินไม่เร็วไม่ช้าเลี้ยวเข้าตรอกใกล้ๆ ไป ลูเมี่ยนก็เห็นกลุ่มผู้บังคับใช้กฎหมายสวมเสื้อคลุมดำ วิ่งมาจากอีกฝั่งของจัตุรัสเล็กๆ
“เมื่อกี้คุณเห็นกูซินไหม? ลักษณะภายนอกเป็นสุภาพบุรุษใส่หมวกทรงสูง” ผู้นำกลุ่มถามลูเมี่ยน
รอยยิ้มของลูเมี่ยนค่อยๆ กว้างขึ้น ก่อนจะชี้มือไปทางตรอกที่กูซินเลี้ยวเข้าไปอย่างไม่แยแส
“เห็น เขาเดินไปทางนั้น”
พวกผู้บังคับใช้กฎหมายจ้องหน้าลูเมี่ยนอยู่สองอึดใจ แล้วไล่ตามกูซินต่อไป
ลูเมี่ยนยกมือขวาขึ้น ลูบคาง พึมพำกับตัวเองในใจว่า
“กูซินรู้ตัวล่วงหน้าสักพักแล้วว่าพวกผู้บังคับใช้กฎหมายกำลังมา? แต่เราไม่รู้…”
“นี่คงเป็นเหตุผลที่เขาจัดตั้งกบฏได้หลายครั้งแต่ยังไม่ถูกจับ?”
“เป็นพลัง วัตถุ หรือมลทินพิเศษที่มาจาก ‘0-01’ กันล่ะ?”
ลูเมี่ยนไม่ได้อยู่ที่จัตุรัสเล็กๆ ต่อ โดยบอกลาศพของวิเจย์พัน แล้วเดินต่อไปยังตำแหน่งที่ศีรษะของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ อาจซ่อนอยู่
หลังจากเลี้ยวเข้าอีกถนนหนึ่ง เขาก็เกิดลางสังหรณ์บางอย่างกะทันหัน จึงมองไปยังริมขอบเมืองโมโรลา
พื้นดินสั่นสะเทือนรุนแรง ดินและเศษหินพุ่งทะยานขึ้น กลืนกินตึกหลายหลังเข้าไป กลายเป็น ‘ภูเขา’ สูงเพียงสิบกว่าเมตร
บนยอดเขา ฝุ่นหนาทึบปะปนกับควันพวยพุ่งออกมา ลาวาสีแดงฉานไหลทะลัก แผ่ไอร้อนจนลูเมี่ยนที่อยู่กลางเมืองยังรู้สึกได้ชัดเจน
ในเวลาเดียวกัน เสียงกรีดร้องของมนุษย์จากทิศทางดังกล่าวก็สะท้อนก้องมาแต่ไกล
“ภูเขาไฟระเบิด?” ลูเมี่ยนอึ้งไป
เขาเคยคิดว่า การระเบิดของภูเขาไฟที่บรรยายในเอกสารการปิดผนึก ‘0-01’ เกิดจากเทือกเขาโดยรอบ ใครจะรู้ว่ามันจะปรากฏในเมือง ปรากฏบนพื้นราบได้ด้วย!
ผ่านไปสองสามอึดใจ ควันและฝุ่นก็บดบังท้องฟ้า จนโมโรลากลับคืนสู่ความมืดมัวอีกครั้ง
ผู้คนที่สัญจรผ่านไปมา ไม่มีปฏิกิริยาพิเศษใดๆ ต่อเหตุการณ์ตรงหน้า เพียงแค่ใช้มือปิดจมูก ป้องกันฝุ่นที่กัดกร่อน
สำหรับพวกเขา ดูเหมือนมันจะเป็นเพียงฝนตกหนักเท่านั้น
ลูเมี่ยนมองดูแล้วส่ายหัว
สภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยแบบนี้ พวกของกูซินกลับไม่คิดจะหนีไปเลย คิดแค่จะโค่นล้มการปกครองของศาสนจักรความรู้ แล้วขึ้นมาแทนที่เสียเอง ต้องบอกว่าสมกับเป็นสมบัติปิดผนึกระดับ ‘0’ ซึ่งมีหมายเลขแรกสุดโดยแท้จริง…
ลูเมี่ยนที่รีสตาร์ทใหม่ทุกวันตอนหกโมงเช้า ไม่หวั่นกลัวต่อฝุ่นเหล่านี้ จึงก้าวเดินต่อไปอีกครั้ง
เขาเดินผ่านถนนปัจจุบัน มาถึงจัตุรัสที่มีเสาโอเบลิสก์ตั้งอยู่หลายต้น ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยฝุ่น เด็กหนุ่มเคลื่อนที่ไปตามอาคารรอบจัตุรัส ไปยังทิศทางที่ตั้งใจ
ทันใดนั้น เขารู้สึกถึงการสั่นพ้องบางอย่าง การสั่นพ้องจากพลังพิเศษในตัวเขา
ลูเมี่ยนหันตัวพรวดไปด้านข้าง มองไปยังตึกโบราณที่สร้างจากหินยักษ์สีเทาขาว
บนยอดตึกมีป้ายแผ่นใหญ่แขวนอยู่ โดยมีคำภาษาลุนเบิร์กเขียนไว้ว่า
“บริษัทดาเดสการเกษตร”
ในห้องใต้ป้ายพอดี บานหน้าต่างกระจกสองบานถูกผลักเปิดออกทันที เผยให้เห็นร่างของคน
ร่างดังกล่าวแม้ในฤดูหนาวอันแสนเย็นยะเยือก ก็ยังสวมเพียงเสื้อเชิ้ตบางสีขาว ปลดกระดุมสองเม็ดบน ผมเผ้าราวกับถูกย้อมด้วยเลือดสด ดวงตาสีดำเหล็ก ใบหน้าเหลี่ยมคมชัด ยากแก่การประเมินอายุ แต่มอบความรู้สึกคมกริบอย่างยิ่ง
ไม่จำเป็นต้องแนะนำ ลูเมี่ยนก็ยืนยันตัวตนของร่างดังกล่าวได้ ป้ายบริษัทดาเดสการเกษตร รวมถึงการสั่นพ้องของพลัง
อาชญากรที่อันตรายที่สุดแห่งโมโรลา อดีตเจ้าหน้าที่ทดลองวานาค!
“การสั่นพ้องของพลังเมื่อครู่ เกิดจากมลทินโดยตรงของ ‘0-01’ หรือ?”
“กฎการรวมตัวทำให้พวกเราได้พบกันแบบนี้หรือ?”
“เหตุที่วานาคสามารถสลัดสถานะเจ้าหน้าที่ทดลอง รวมถึงฟื้นคืนสู่สภาพมนุษย์ปกติได้ เป็นเพราะเขายอมศิโรราบต่อ ‘0-01’ อย่างสิ้นเชิงหรือ?”
“ตอนนี้เขาก็เท่ากับเป็นตัวแทนของ ‘0-01’ ในเมืองโมโรลาสินะ?”
“แม้สมบัติปิดผนึกชิ้นนี้จะไม่มีสติปัญญา แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งสัญชาตญาณ ในแสวงหาโอกาสหลุดพ้นจากการปิดผนึกอยู่สินะ?”
ท่ามกลางกระแสความคิด ชายผู้ต้องสงสัยว่าเป็นวานาค พลันกลายร่างเป็นหอกเพลิงสีขาวแกมเขียว แล้วพุ่งมาด้วยท่วงท่าอันรวดเร็ว เปี่ยมด้วยกลิ่นอายแห่งการทำลายล้าง
ร่างของลูเมี่ยนหายวับไปในทันที ไม่ปรากฏอีกเลย
เขา ‘เทเลพอร์ต’ ตรงไปยังจุดที่ใกล้ศีรษะของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ มากขึ้น โดยที่ข้างหูก้องกังวานด้วยเสียงเย้ยหยันของชายผู้ต้องสงสัยว่าเป็นวานาค
“ไอ้ขี้ขลาด!”
“ไอ้ตาขาว!”
ลูเมี่ยนแค่นเสียง ‘ฮึ’ แล้วไม่ย้อนกลับไปต่อสู้กับชายผู้นั้น
รวบรวมร่างของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ ให้ครบก่อนค่อยว่ากัน!
นี่เพราะเด็กหนุ่มกังวลว่า การต่อสู้อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุ จนตนต้องสัมผัสกับ ‘0-01’ ก่อนที่จะรวบรวมชิ้นส่วนร่างของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ ได้ครบ ซึ่งจะทำให้สถานการณ์ต่อจากนั้นควบคุมไม่ได้เลย
เหนือสิ่งอื่นใด กระแสพลังที่ชายผู้ต้องสงสัยว่าเป็นวานาคแสดงออกมา รวมถึงการแปลงกายเป็นหอกเพลิง ทำให้ลูเมี่ยนรู้สึกว่าอีกฝ่ายอาจมีเทวบารมีอยู่บ้างแล้ว แม้จะยังไม่ใช่ลำดับ 4 อย่างแท้จริง แต่ก็มีความแตกต่างในแก่นแท้จากผู้วิเศษลำดับ 5 แล้ว
เหล่าครึ่งเทพไม่สามารถเข้าใกล้ ‘0-01’ ได้ แต่ครึ่งเทพเทียมที่ ‘0-01’ สร้างขึ้นเอง อาจไม่อยู่ในข้อจำกัดนี้!
ลูเมี่ยนทอดสายตาไปเบื้องหน้า พบว่าตนเองมาถึงสุสานอันไร้ขอบเขตด้านหลังวิหารแห่งความรู้ ซ้ายขวาล้วนเป็นหลุมศพ หน้าหลังเต็มไปด้วยต้นไม้
“เอ่อ…” ลูเมี่ยนตะลึงงันไปชั่วครู่ ก่อนจะรู้สึกว่ามันช่างสมเหตุสมผลดี
การที่ครึ่งศพของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ ตกไปอยู่กับเถ้าแก่บาร์ผู้ทำงานพิเศษเป็น ‘คนครัว’ จนกระทั่งถูกใช้ประโยชน์ นับว่าเป็นกรณีพิเศษอย่างยิ่ง เพราะสำหรับคนปกติ หรือแม้แต่นักโทษคดีอุกฉกรรจ์ เมื่อพบศพเน่าที่ถูกแยกเป็นหลายชิ้น ตัวเลือกแรกก็ควรจะเป็นการแจ้งเจ้าหน้าที่มาจัดการจุดเกิดเหตุ ซึ่งศพที่เจ้าหน้าที่นำออกไป ย่อมต้องถูกลำเลียงมาฝังในสุสาน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการปิดผนึก
แน่นอน นี่เป็นเพียงการคาดเดาบนพื้นฐานของสถานการณ์ปกติ ซึ่งพวกที่มีรสนิยมชมชอบศพยังไม่อยู่ในขอบเขตการพิจารณา
ลูเมี่ยนเริ่มเดินไปข้างหน้า มุ่งเข้าหาต้นตอของความเชื่อมโยงอันแยบยล
ระหว่างกระบวนการนี้ เด็กหนุ่มนึกขึ้นได้เรื่องหนึ่ง
มาดามเมจิกเชี่ยนเคยบอกว่า เมื่อใดที่ร่างของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ รวมตัวกันครบ จะเกิดเหตุการณ์อันตรายบางอย่าง จึงควรกระทำขั้นตอนนี้ใน ‘เมืองเนรเทศ’ อาศัยการมีอยู่ของ ‘0-01’ มาถ่วงดุลความเสี่ยงเอา…
ถ้าเดี๋ยวเราได้หัวของพี่ใหญ่ท่อนแขนมา จะนับว่าครบหรือเปล่านะ?
แบบนั้นจะมีเรื่องอันตรายเกิดขึ้นหรือ?
รอก่อนดีไหม? รอจนเจอเรื่องอันตรายที่รับมือยาก ค่อย ‘เทเลพอร์ต’ มาที่นี่ ปล่อยให้ร่างของพี่ใหญ่ท่อนแขนรวมตัวกัน จงใจสร้างความเสี่ยงที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้า กวนน้ำให้ขุ่นเหมือนทุกที?
เราไม่ควรเผชิญอันตรายจากพี่ใหญ่ท่อนแขนตามลำพัง คนเราต้องรู้จักแบ่งปันกันบ้าง…
อีกอย่าง ความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของมาดามเมจิกเชี่ยนคือ พี่ใหญ่ท่อนแขนสามารถอาศัยการเปลี่ยนแปลงอันเกิดจากการรวมร่าง ทะลวงผ่านการปิดผนึก เข้าสู่โมโรลาได้เองหรือ?
ไม่งั้นจะเรียกว่ารวมตัวได้ยังไง…
โดยปกติแล้ว แม้แต่ผู้ส่งสารก็อัญเชิญไม่ได้ สัตว์พันธสัญญาก็เช่นกัน…
นี่อาจช่วยให้เราหลุดพ้นจากโมโรลาได้…
ระหว่างครุ่นคิด ลูเมี่ยนก็หยุดอยู่หน้าหลุมที่เพิ่งถมไม่นาน ยังไม่ทันได้ตั้งป้ายหลุมศพด้วยซ้ำ
รอยประทับพันธสัญญาบอกกับเขาว่า ส่วนหนึ่งของร่าง ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ อยู่ในหลุมนี้
มองร่องรอยที่ยังใหม่อย่างผิดวิสัยบนผิวหลุม ลูเมี่ยนหัวใจเต้นแรง ย่อตัวลง ยื่นมือทั้งสองออกไป เริ่มระเบิดแบบมีแบบแผน
ท่ามกลางเสียงระเบิดทุ้มต่ำที่ดังสนั่น เด็กหนุ่มสาดดินขึ้นมามากมาย ขุดกล่องไม้สีดำออกมาจากก้นหลุม
เปิดกล่องออก สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาลูเมี่ยนคือใบหูเน่าบวมสีดำแกมเขียว กับกระดาษขาวที่พับครึ่ง
ลูเมี่ยนคลี่กระดาษขาวนั้นออก เห็นข้อความที่เขียนด้วยภาษาอินทิสว่า
“คุณต้องการหัวเน่านี่จริงๆ สินะ”
“แต่น่าเสียดาย ก่อนไปบาร์ ‘สัตว์กินเนื้อ’ ผมได้มันมาแล้ว และซ่อนมันไว้”
“บางที คุณอาจต้องขอร้องผมสักหน่อย”
“อัลบัส·เมดีซี”
……………………………………………………..