ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 800 คนรับใช้ที่เพิ่งจ้าง
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 800 คนรับใช้ที่เพิ่งจ้าง
ตอนที่ 800 คนรับใช้ที่เพิ่งจ้าง
ลูเมี่ยนยอมรับว่าตัวเองถูกยั่วยุอยู่บ้าง
แต่ก็ยังอยู่ในเกณฑ์รับได้ หากการคาดเดาของตนไม่ผิด เขากับอัลบัสจะต้องได้เผชิญหน้ากันอีกครั้งในประเด็นเกี่ยวกับ ‘0-01’ แน่นอน การที่หัวของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ ตกอยู่ในมือของอีกฝ่าย ก็ยังดีกว่าหายสาบสูญหรือถูกใครบางคนที่ไม่รู้ตัวตนซ่อนเอาไว้
ตอนนี้ลูเมี่ยนแค่ค่อนข้างเสียดาย ที่ตอนอยู่ที่บาร์ ‘สัตว์กินเนื้อ’ ไม่ได้ลงมือกับอัลบัสไปเลย เพราะยังมีความกังวลและต้องการใช้ประโยชน์จากอีกฝ่าย
ตอนนั้นเขาก็คาดไม่ถึงว่าหัวของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ อยู่ในกำมืออัลบัสเรียบร้อยแล้ว
ลูเมี่ยนแอบกระตุ้นรอยประทับสีดำที่แทน ‘ข้ามโลกวิญญาณ’ แล้วรับรู้ถึงความเชื่อมโยงอันแผ่วเบาระหว่างตัวเขากับชิ้นส่วนศพต่างๆ ของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ อีกครั้ง
เด็กหนุ่มหวังจะใช้วิธีนี้ตามหาอัลบัส
“การตอบสนองทุกจุดคล้ายๆ กันหมด แยกไม่ออกว่าจุดใดแรงกว่ากัน จุดใดน่าจะเป็นหัวของพี่ใหญ่ท่อนแขน…อัลบัสแอบเล่นตุกติกบางอย่าง เช่นการระงับ ‘การรับรู้’ ถึงท่อนแขนในระดับหนึ่ง? หรือว่าปิดกั้นมันไปเลย?” ลูเมี่ยนถอนหายใจแผ่วเบา หยิบหูของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ ออกจากกล่องไม้สีดำ แล้วยัดเข้าไปใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’
เด็กหนุ่มตรวจสอบร่องรอยรอบหลุมศพอย่างละเอียด หวังจะพบเบาะแสเกี่ยวกับที่อยู่ของอัลบัส
น่าเสียดาย อัลบัสก็เป็น ‘นักล่า’ มากประสบการณ์ เก่งกาจในด้านการลบร่องรอย
ลูเมี่ยนระงับอารมณ์ เดินกลับไปยังบาร์ ‘สัตว์กินเนื้อ’ ท่ามกลางเมฆควันจากภูเขาไฟระเบิด
เขาเพิ่งก้าวข้ามประตูใหญ่เข้ามา เลสที่กำลังซ่อมชั้นวางเหล้ากับเคาน์เตอร์บาร์ ด้วยไม้ที่หามาจากที่ใดสักแห่ง ก็พลันหยุดมือ ถือค้อนตอกตะปู หันตัวมาพูดกับเด็กหนุ่มว่า
“ผมจ้างบริกรมาคนหนึ่งแล้ว”
“คุณตัดสินใจเองเลย” ลูเมี่ยนแค่ตั้งใจจะอาศัยสถานะเถ้าแก่เพื่อกินข้าวฟรีวันละสามมื้อกับที่พักฟรี ไม่สนใจหรอกว่าบาร์จะทำกำไรเท่าไร
เลสเสริมอย่างรับผิดชอบต่อหน้าที่
‘นักสะสม’ คนนั้นน่ะหรือ? ลูเมี่ยนเกือบสำลักน้ำลายตัวเอง
เอ็งเป็นผู้ชาย ทำไมถึงกล้าจ้าง ‘นักสะสม’ พรรค์นี้มาเป็นบริกร?
คุณไม่รู้สึกหนาวๆ ที่หว่างขาบ้างหรือ?
ลูเมี่ยนยังไม่ทันได้ถามความคิดของเลส จูลี่ก็เดินลงมาจากชั้นบน
เธอเปลี่ยนมาใส่ชุดกระโปรงสีเข้มผ่าข้าง ซึ่งหามาได้อย่างไรก็สุดจะรู้ เผยให้เห็นเรือนร่างช่วงอกวับๆ แวมๆ ผ่านผ้าโปร่งบางๆ
ใบหน้าที่เคยสกปรกของเธอ ได้รับการชำระล้าง ผมสีน้ำตาลยาวที่เคยสยายก็ถูกเกล้ามวยอย่างเรียบง่าย โฉมหน้าปรากฏชัดในสายตาของลูเมี่ยน
ลูเมี่ยนที่คลุกคลีกับ ‘นางมาร’ สองคนมานาน กลับรู้สึกตะลึงในความงามของเธอ
นักโทษหญิงรายนี้ดูไม่ได้วิปริตหรือบ้าคลั่ง คิ้วสีน้ำตาลเรียวบาง ดวงตาสีน้ำตาลราวกับบ่อน้ำในฤดูใบไม้ร่วง ผิวละเอียดขาวสะอาด กิริยาสุภาพอ่อนโยน ตรงข้ามกับรูปร่างที่ชวนให้ทำบาป
เธอเป็นสตรีที่มีความงามอันเป็นเอกลักษณ์ ทำเอาลูเมี่ยนถึงกับถูกสะกด
เหมือน ‘นางมาร’ จริงๆ…ลูเมี่ยนอดทึ่งไม่ได้ กับเรื่องที่ก่อนหน้านี้จูลี่ใช้แค่วิธีง่ายๆ สองอย่างคือ ทำตัวให้สกปรก กับปล่อยผมสยาย ก็ปลอมตัวได้ดีเช่นนี้
กฎการรวมตัวของตะกอนพลังอีกแล้วหรือ…ลูเมี่ยนถอนหายใจ ตอบสนองต่อดวงตาอ่อนโยนที่เหมือนจะมีความรู้สึกแฝงของจูลี่
“ทำไมคุณถึงมาเป็นบริกรที่บาร์ของผม?”
“ก็ต้องหางานทำเลี้ยงชีพกันบ้างสิ” จูลี่ยิ้มอย่างสุภาพ พูดราวกับที่นี่ไม่ใช่โมโรลา แต่เป็นเมืองทั่วไปในโลกภายนอก
ลูเมี่ยนเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“ทำไมคุณถึงชอบสะสม ‘ไอ้นั่น’ ของผู้ชายล่ะ?”
ดวงตาสีน้ำตาลที่เคยสุภาพอ่อนโยนของจูลี่ พลันแฝงความบ้าคลั่งอันยากจะบรรยาย มุมปากยกขึ้น แล้วตอบด้วยน้ำเสียงกระหาย
“ฉันแค่อยากเอาของที่เป็นของฉัน กลับคืนมาเท่านั้นเอง”
เอ่อ…เหยื่อของนิกายนางมารอีกคนงั้นหรือ? อา…ตอนนี้กลายเป็นผู้กระทำเสียเองแล้ว…เธอก็เป็นผู้หญิงที่เคยเป็นผู้ชายมาก่อน แต่ไม่ได้ร่าเริงเหมือนฟรังก้า ยังมีปัญหาทางจิตใจที่ค่อนข้างรุนแรง จนเกิดเป็นรสนิยมผิดปกติ? ลูเมี่ยนคาดเดาในใจพลางยืนยันเบื้องต้นว่าจูลี่น่าจะเป็น ‘นางมาร’ และลำดับคงไม่ต่ำ อย่างน้อยก็ต้องเป็น ‘นางมารสุขสม’ ลำดับ 6
ลูเมี่ยนพึมพำขึ้นทันที
“วิธีย่อย ‘สุขสม’ ของเธอก็คือ ใช้ความรุนแรงกับผู้ชาย และในจังหวะที่พวกเขาควบคุมตัวเองไม่ได้ ใกล้จะถึงจุดสุดยอด ก็ใช้มีดตัดทิ้ง ให้พวกเขาได้ลิ้มรสการตกจากสวรรค์ลงสู่นรกในพริบตาเดียวสินะ?”
“นั่นก็เข้ากับแก่นแท้ของ ‘นางมารสุขสม’ ดีนะ แต่มันตรงเกินไป รุนแรงเกินไป ไม่ซับซ้อนและคดเคี้ยวพอ ขาดความงามของการดิ้นรนต่อสู้กับตัวเอง…”
“ทำไมศาสนจักรความรู้ถึงส่ง ‘นางมาร’ เข้ามาในฐานะฆาตกรข่มขืนธรรมดาล่ะ?”
“จงใจงั้นหรือ?”
“อา…ตามความรู้ศาสตร์เร้นลับที่เรามี ในแต่ละกลุ่มเส้นทางสู่เทพที่สามารถแลกเปลี่ยนกันได้ จะมีผู้ยิ่งใหญ่หนึ่งคน หรือสองสามคน ที่ครอบครองพลังทุกลำดับของเส้นทางนั้น เหมือนอย่างมิสเตอร์ ‘ฟูล’ ‘ราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค’ ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’ ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’…”
“ในแง่นี้ การที่ ‘นางมารต้นกำเนิด’ ซึ่งมีเส้นทางใกล้เคียงกับเส้นทาง ‘นักล่า’ จะคิดหมายปอง ‘0-01’ ก็เป็นเรื่องเข้าใจได้ บางทีอาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วยซ้ำ ตามที่มาดาม ‘เมจิกเชี่ยน’ ว่าไว้ ‘0-01’ เป็นของสำคัญในการเลื่อนลำดับ ‘นักบวชสีชาด’ เพื่อกลายเป็นเทพแท้จริงแห่งเส้นทาง ‘นักล่า’…”
“ในสถานการณ์แบบนี้ หากนิกายนางมารค้นพบการมีอยู่ของโมโรลา ต้องส่ง ‘นางมาร’ ที่ยังไม่ถึงระดับครึ่งเทพแทรกซึมเข้ามาแน่…”
“ทำไมพวกเขาไม่ส่งคนมาก่อนหน้านี้ แต่กะจังหวะให้จูลี่ถูกเนรเทศมาพร้อมเรา?”
“นั่นเป็นเพราะคำพยากรณ์ของ ‘นางมารต้นกำเนิด’ ได้แจ้งกับพวกเธอว่า มีเพียงการติดตามเราเท่านั้น จึงจะสามารถเข้าสู่โมโรลาได้ ถึงอย่างไรเราก็เป็นคนที่ศาสนจักรความรู้ส่งมาโดยตรง ระหว่างทางจะไม่มีการตรวจสอบใดๆ?”
“ไม่สิ…อาจเป็นไปได้ว่า จูลี่ไม่ใช่ ‘นางมาร’ คนแรก และไม่ใช่แม้แต่คนที่สองที่แทรกซึมเข้ามาในโมโรลา แต่พวกนางมารก่อนหน้านี้ล้วนไม่ประสบความสำเร็จ จนค่อยๆ ขาดการติดต่อกับนิกายนางมารไป…”
“ถ้าเป็นแบบนั้นจริง การที่พวก ‘นางมาร’ ควบคุมโลกในกระจก ย่อมง่ายดายและสะดวกกว่าการที่เราใช้ ‘กระดุมกระจก’ รวมถึง ‘รอยประทับกระจกเงา’ ติดต่อกับโลกภายนอกแน่นอน นั่นหมายความว่า จูลี่ต้องครอบครองข้อมูลจำนวนมากที่สะสมมาก่อนหน้านี้ และมีแผนจะดำเนินการบางอย่าง…”
“จากตัวเธอ บางทีเราอาจค้นพบโอกาส รวมถึงวิธีการในการติดต่อกับ ‘0-01’ และทิ้งตราประทับเอาไว้…”
คิดมาถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนมองจูลี่ที่ดวงตายังคงมีร่องรอยความบ้าคลั่งหลงเหลืออยู่บ้าง แล้วกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
“ผมไม่สนใจหรอกว่าคุณอยากได้สิ่งใดคืน และทำไมถึงอยากได้มันคืน แต่เมื่อเลือกที่จะเป็นบริกรในบาร์ของผมแล้ว ก็ต้องปฏิบัติตามกฎของผม”
“ข้อแรก ห้ามรบกวนลูกค้าในช่วงบาร์เปิด”
จูลี่ดูน้อยใจเล็กน้อย แต่ดวงตากลับเปล่งประกายผิดปกติ เต็มไปด้วยความคาดหวัง
“แล้วถ้าพวกเขารบกวนฉันล่ะ?”
“เลสจะรับผิดชอบโยนพวกเขาออกไป ถ้าพวกเขากล้าตอบโต้ เลสรู้วิธีการปรุงอาหาร และจะเก็บชิ้นส่วนที่คุณต้องการไว้ให้” ลูเมี่ยนพูดอย่างไม่ใส่ใจ “หรือคุณจะเลือกรอให้บาร์ปิดก่อน แล้วไปค่อยจัดการกับพวกเขาทีหลังเองก็ได้”
จูลี่เลียริมฝีปากพลางถามว่า
“แล้วข้อสองล่ะ?”
“ห้ามรบกวนเถ้าแก่” ลูเมี่ยนเดินไปที่บันไดขึ้นชั้นสอง “ส่วนเรื่องเงินเดือน เลสจะคุยกับคุณเอง”
จูลี่ดูผิดหวังเล็กน้อย
“ฉันอยากดูว่าสิ่งที่ฉันทำหาย มันอยู่กับตัวคุณหรือเปล่า”
ไม่รอให้ลูเมี่ยนตอบ เธอถามต่อไป
“การเชื้อเชิญคุณให้มาชมคอลเลกชันของฉัน ถือว่าเป็นการรบกวนไหม?”
“ผมไม่สนใจ” ลูเมี่ยนตอบอย่างกระชับ
เด็กหนุ่มเริ่มแน่ใจว่า อาชญากรรมที่จูลี่ก่อไว้นั้น ไม่ได้ทำไปเพื่อจงใจให้ถูกเนรเทศมาที่โมโรลา
เธอมีรสนิยมแบบนั้นอยู่แล้ว ภายนอกดูสุภาพงดงาม แต่ภายในกลับบิดเบี้ยวบ้าคลั่ง
หลังความมืดโรยตัวลง จูลี่กินอาหารค่ำที่เลสเตรียมไว้ แล้วกล่าวชมไม่หยุดปาก
“ฉันตัดสินใจว่าจะยั่วยวนคุณเป็นคนสุดท้าย”
การยั่วยวนของเธอ ถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย
เลสรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็ยังคงเสนอ ‘คำขอ’ ด้วยความจริงใจ
“ถ้าวันไหนคุณถูกฆ่า จะยกร่างให้ผมได้ไหม?”
“ได้สิ” จูลี่พยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ ด้วยท่วงท่าอันสง่างาม กิริยาสุภาพ และรอยยิ้มเจือความขัดเขิน
เธอหันไปมองลูเมี่ยน กะพริบตาพลางเอ่ยถาม
“เถ้าแก่ บาร์ยังไม่เปิด คืนนี้ฉันออกไปข้างนอกได้ไหม?”
“แล้วแต่คุณเลย” ลูเมี่ยนจิบเหล้ากลั่นที่หมักจากข้าวสาลี เพื่อกดความปั่นป่วนที่พลันผุดขึ้นในใจ
ตอนนี้เขาแน่ใจได้แล้วว่าจูลี่คือ ‘นางมารทุกข์ระทม’ เพราะเมื่อครู่เธอใช้ ‘เสน่ห์’ กับเขาโดยตรง
เด็กหนุ่มตั้งใจว่าถ้าจูลี่พยายามเข้าใกล้อีก ก็จะประเคน ‘การเก็บเกี่ยว’ ให้อย่างไร้ความปรานี
มีเพียงการข่มขวัญ ‘นางมารทุกข์ระทม’ คนนี้ด้วยพละกำลังและความดุร้ายเท่านั้น ถึงจะทำให้เธอสงบเสงี่ยมลงได้บ้าง
จูลี่ใช้ผ้าเช็ดปากสีขาวซับมุมปาก ลุกขึ้นยืน แล้วเดินออกจากบาร์ ‘สัตว์กินเนื้อ’ ไป
รอสักครู่ ลูเมี่ยนก็หายตัวไปจากข้างโต๊ะอาหารกะทันหัน
เขา ‘เทเลพอร์ต’ ก่อน จากนั้นก็แปลงร่างเป็นสัตว์เงา แล้วแอบติดตามจูลี่อย่างเงียบเชียบ
จูลี่เดินด้วยท่วงท่าอันสง่างามเยี่ยงสตรี ขณะที่เข้าใกล้จัตุรัสซึ่งเหล่าผู้ถูกเนรเทศรวมตัวกัน เธอก็แสร้งทำท่าเมามายไปด้วย
เหล่าผู้ถูกเนรเทศต่างถูก ‘นางมาร’ คนนี้ดึงดูดจนละสายตาไม่ได้ ชายวัยฉกรรจ์คนหนึ่งรีบปรี่เข้าไปทักทายจูลี่ก่อนใคร
จูลี่ชี้นิ้วด้วยท่าทีมึนเมาชัดเจน
“ฉันอยากดวลกับคุณ”
“ได้สิ” ชายวัยฉกรรจ์เผยสีหน้ายินดีปรีดา แล้วพยุงจูลี่ออกจากที่นั่น กลับไปที่บ้านของตน
ผู้ถูกเนรเทศคนอื่นยังไม่ทันได้ตอบสนอง ยังไม่ทันได้ลองท้าดวล ก็พลาดร่องรอยของทั้งสองไป
ลูเมี่ยนไม่ได้พลาดการติดตาม โดยซ่อนตัวอยู่นอกหน้าต่างบ้านของชายร่างใหญ่คนนั้น
เขาได้ยินจูลี่ส่งเสียงครางคล้ายลูกแมว แตกต่างจากความป่าเถื่อนคลั่งไคล้ที่เคยจินตนาการไว้โดยสิ้นเชิง
อาศัยน้ำอดน้ำทนของ ‘นักพรต’ ลูเมี่ยนไม่แสดงความผิดปกติใดเลย จนกระทั่งชายร่างใหญ่คนนั้นส่งเสียงร้องโหวกเหวก ราวกับใกล้ถึงจุดสุดยอด
วินาทีถัดมา เสียงกรีดร้องอันน่าสะพรึงก็ระเบิดขึ้นภายในห้อง พร้อมด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส
ในไม่ช้า จูลี่ก็เดินออกมาจากห้อง ใบหน้าแดงระเรื่อ ดวงตาเป็นประกาย แฝงไว้ด้วยรายละเอียดความงามนับไม่ถ้วน
เธอถือสิ่งหนึ่งที่มีเลือดไหลหยด แช่แข็งมันไว้ในน้ำแข็ง แล้วเก็บใส่ถุงผ้าใบไม่ใหญ่
ลูเมี่ยนยังคงติดตามจูลี่ต่อไป โดยที่ ‘นางมาร’ รายนี้ไม่พยายามตรวจสอบการสะกดรอยเลย เพียงเดินตรงมายังลานกว้างด้านนอกวิหารศาสนจักรความรู้
เธอดูราวกับกำลังรอคอยบางสิ่ง
ผ่านไปนานเท่าใดไม่ทราบ คณะของผู้บังคับใช้กฎหมาย สวมเสื้อคลุมดำ เดินออกมาจากวิหาร นำโดยสตรีโฉมงามรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าผุดผ่อง และบุคลิกแบบสงวนท่าที
ดวงตาของจูลี่สว่างวาบ ใบหน้าเปล่งประกายขึ้นทันที
เธอเดินตรงไปยังคณะผู้บังคับใช้กฎหมาย ตะโกนเรียกผู้นำกลุ่มด้วยความตื่นเต้น
“ชาลิสต์!”
หญิงสาวร่างสูงในเสื้อคลุมดำ มองจูลี่ด้วยแววตาเย็นชา ถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์
“เธอเป็นใคร?”
สีหน้าของจูลี่แข็งค้างไปในบัดดล
……………………………………………………..