ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 801 แสร้ง
ตอนที่ 801 แสร้ง
เห็นจูลี่เงียบไม่พูดจา ผู้บังคับใช้กฎหมายหญิงในเสื้อคลุมดำนำทีมของตน เดินข้ามลานกว้าง ออกลาดตระเวนทั่วโมโรลาต่อไปตามภารกิจ
จูลี่จ้องมองร่างด้านหลังของอีกฝ่าย ด้วยกายแข็งทื่อราวกับกลายเป็นรูปปั้นไป
ลูเมี่ยนที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดไม่ไกล มองดูเหตุการณ์นี้อย่างเงียบงัน พลางครุ่นคิดพึมพำในใจ
“คนรักในอดีต?”
“ผู้บังคับใช้กฎหมายคนเมื่อครู่ก็มีเสน่ห์แบบ ‘นางมาร’ เหมือนกัน…”
“เธอเป็น ‘นางมาร’ คนก่อนที่แทรกซึมเข้ามาในโมโรลา เป็นคนรักของจูลี่ แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นเจ้าหน้าที่ทดลอง ลืมเลือนผู้คนและเรื่องราวในอดีตไปหมดสิ้น?”
“อา…เฮราเบเกอร์ในวิหารเคยพูดไว้ว่า ในโมโรลา อดีตไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือปัจจุบันและอนาคต นี่กำลังบ่งชี้ว่า เมื่อกลายเป็นเจ้าหน้าที่ทดลองหรืออยู่ในโมโรลานานพอ ความเชื่อมโยงกับอดีตจะค่อยๆ หายไป แม้แต่ความทรงจำก็ไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้หรือ?”
“มันคล้ายกับที่คนที่หายไปในสุสานใต้ดินทรีอาร์ ซึ่งถูกลืมเลือนไปจากความทรงจำของทุกคนที่รู้จักเขา แต่คราวนี้จะตรงข้ามกัน และระดับความรุนแรงก็ไม่เท่ากัน…”
ลูเมี่ยนเริ่มเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของจูลี่ในตอนนี้แล้ว
เธอคงสมัครใจรับภารกิจแทรกซึมเข้าโมโรลา โดยมีจุดประสงค์ส่วนตัวคือ มาตามหาคนรักเดิมและช่วยอีกฝ่ายออกจากโมโรลา แต่ผลลัพธ์คือ คนรักของเธอลืมเธอไปหมดสิ้น ไม่ใช่เปลี่ยนใจ แต่จำไม่ได้ว่าเธอเป็นใคร…
“นอกจากนางมารใสๆ สองคนข้างกายเราที่แทบไม่ได้รับมลทินแล้ว ที่แท้ก็ยังมีนางมารคนอื่นที่เชื่อในรักแท้อยู่อีก อา…จูลี่มาตามหา เอ่อ…ชาลิสต์ น่าจะมีจุดประสงค์แฝงอื่นด้วย นั่นคือยืนยันชะตากรรมของเธอ รวบรวมข้อมูลที่อีกฝ่ายสืบได้แต่ยังไม่ได้ส่งออกไป รวมถึงอาจจะมีของที่เตรียมไว้สำหรับนำ 0-01 ออกไปด้วย…” ลูเมี่ยนครุ่นคิดอย่างจริงจัง ถึงความเป็นไปได้ในการโจมตีผู้บังคับใช้กฎหมายโดยไม่ต้องรับบทลงโทษ
ผ่านไปครู่หนึ่ง จูลี่ลากเท้าเดินกลับไปทางบาร์ ‘สัตว์กินเนื้อ’ เผยสีหน้าซีดเซียว แววตาเศร้าสร้อย ราวกับดอกลำโพงขาวที่โอนเอนอยู่ท่ามกลางสายลมเย็นยามราตรี
ลูเมี่ยนไม่ย่ามใจ ยังคงติดตามจูลี่ไปจนถึงบาร์ ‘สัตว์กินเนื้อ’ แล้วจึงอาศัยเงามืดย้ายตำแหน่งกลับมายังห้องของตัวเอง
ผ่านไปครู่หนึ่ง ลูเมี่ยนนอนอยู่บนเตียง ฟังเสียงลมหวีดหวิว ปล่อยความคิดล่องลอยไปอย่างไร้ทิศทางขณะรอให้ง่วงนอน
ทันใดนั้น เด็กหนุ่มลืมตาขึ้น พบว่ามีรายละเอียดบางอย่างผิดปกติ
เมื่อสักครู่ ชาลิสต์ผู้กลายเป็นเจ้าหน้าที่ทดลองไปแล้ว มีอากัปกิริยาไม่ถูกต้อง!
จากการทดสอบก่อนหน้านี้ของลูเมี่ยน ด้วยเหตุผลบางประการ พวกผู้บังคับใช้กฎหมายรู้จักผู้อยู่อาศัยทุกคนในโมโรลา ดังนั้น ชาลิสต์ไม่ควรถามว่า ‘เธอเป็นใคร’ เมื่อได้ยินเสียงเรียกของจูลี่ แต่ควรถามว่า ‘เธอเรียกใคร’ หรือ ‘มีธุระอะไร’ มากกว่า!
ไม่ว่าเธอจะอยู่ในสภาวะปกติหรือไม่ แต่คงยังจำจูลี่ได้อยู่ ทว่าแกล้งทำเป็นลืม!
ลูเมี่ยนพลิกตัวลุกขึ้นนั่ง หรี่ตามอง
“ชาลิสต์ยังไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ทดลองอย่างสมบูรณ์สินะ?”
“การที่เธอไม่ยอมรับจูลี่ เป็นการปกป้องคนรัก หรือกังวลว่าความลับของตัวเองจะรั่วไหล ส่งผลกระทบต่อแผนการที่วางไว้?”
“เธอใช้สิ่งใดรักษาสติสัมปชัญญะและตัวตนเอาไว้ ถึงยังไม่กลายเป็นเจ้าหน้าที่ทดลองที่เหมือนหุ่นเชิด?”
“เป็นเพราะนิกายนางมารได้เตรียมวัตถุที่เหมาะสมไว้ล่วงหน้า โดยอ้างอิงจากประสบการณ์ของเหล่านางมารคนก่อนๆ หรือว่าชาลิสต์เองมีโชคช่วยบ้าง จนค้นพบความลับบางส่วน?”
ลูเมี่ยนรู้สึกว่าตัวเองจำเป็นต้อง ‘ติดต่อ’ กับชาลิสต์สักหน่อยแล้ว
แน่นอนว่า เขาต้องดูก่อนว่าชาลิสต์จะแอบมาหาจูลี่หรือไม่
…………
กรุงทรีอาร์ เขตศิลปะ
ฟรังก้ารอนางมารดำอยู่หน้าแกลเลอรี่แห่งหนึ่งตามที่นัดไว้
ไม่นานนัก รถม้าสี่ล้อสี่เบาะคันหนึ่งแล่นมาหยุดตรงหน้าเธอ โดยมีแคลริสสวมหมวกนุ่มสีดำ คลุมผ้าคลุมหน้าผืนบาง สวมชุดราตรียาวสีเดียวกัน กำลังมองออกมาจากหน้าต่างรถ พยักหน้าให้เธอ
ฟรังก้าเปิดประตูรถ ก้าวขึ้นไปด้วยฝีเท้าเบาหวิว นั่งลงฝั่งตรงข้าม
เมื่อรถม้าค่อยๆ แล่นผ่านย่านการค้า เธอยิ้มพลางพูดกับนางมารดำ
“มาดาม ฉันเลื่อนลำดับเป็น ‘ทุกข์ระทม’ แล้ว”
“เร็วกว่าที่ฉันคาดไว้” แคลริสไม่ปิดบังความสงสัยของตัวเอง
ฟรังก้ายกมุมปากพูด
“เพราะชาร์ลเป็น ‘ยมทูต’ แล้ว”
“เขาก็เป็นลำดับ 5 แล้วหรือ? ดูเหมือนเขาจะเลื่อนลำดับเร็วกว่าคุณเสียอีก…” แคลริสเงยหน้าเล็กน้อย ดวงตาดูคล้ายกำลังครุ่นคิด “หลังการ์ดเนอร์·มาร์ตินตาย เขาก็คงออกจาก ‘ชุมนุมกางเขนเลือดเหล็ก’ แล้วสินะ?”
ฟรังก้าพูดความจริงที่ไม่มีทางจริงไปกว่านี้ได้อีก
“ใช่ค่ะ ที่เขาสามารถเลื่อนเป็นลำดับ 5 ได้เร็วนัก คงต้องขอบคุณการ์ดเนอร์·มาร์ตินมากสักหน่อย เขาใช้ตะกอนพลังของการ์ดเนอร์·มาร์ตินในการปรุงโอสถค่ะ”
‘นางมารดำ’ ยิ้มอย่างโล่งอก ท่าทีเป็นมิตรกว่าที่ผ่านมามาก
“แม้แต่ตายแล้ว การ์ดเนอร์·มาร์ตินก็ยังช่วยเธออยู่นะ”
มุกนี้มันออกจะ…ฟรังก้ารู้สึกอึดอัดไม่เบา
เธอรีบเปลี่ยนเรื่องคุย
“มาดาม คุณเคยบอกว่า เมื่อฉันได้เป็นนางมารทุกข์ระทมแล้ว จะเล่าความลับบางอย่างของนิกายให้ฟัง”
แคลริสที่คลุมหน้าด้วยผ้าผืนบางสีดำ ยิ้มมุมปากพลางเอ่ยตอบ
“ถูกต้อง ตอนนี้เธอถือว่าเป็นสมาชิกแกนหลักของนิกายเราแล้ว”
“อา…จะเริ่มเล่าจากตรงไหนดีนะ…”
เมื่อเห็น ‘นางมารดำ’ แสดงความไร้เดียงสาราวกับสาวน้อยโดยไม่รู้ตัว ฟรังก้าก็อดใจเต้นไปชั่วขณะไม่ได้ แอบรู้สึกทึ่งว่านางมารระดับสูงช่างมีเสน่ห์น่าตื่นตะลึงอย่างแท้จริง
ผ่านไปครู่หนึ่ง แคลริสเก็บรอยยิ้มกลับ สีหน้าดูจริงจังและเศร้าสร้อยเล็กน้อยขณะกล่าว
“เริ่มจากสถานการณ์ที่แท้จริงของนิกายก่อนแล้วกัน…”
“พวกเราแต่เดิมเป็นตระกูลเดียวกัน สมาชิกทุกคนล้วนเป็นผู้สืบเชื้อสายจากนางมารต้นกำเนิด แต่นับแต่ยุคที่ห้าเป็นต้นมา โครงสร้างองค์กรเช่นนี้ก็ไม่อาจรักษาอิทธิพลของพวกเราไว้ได้อีก พวกเราจึงเริ่มรับผู้วิเศษในเส้นทาง ‘นักลอบสังหาร’ ที่ศรัทธาในนางมารต้นกำเนิดเช่นกันเข้ามาเป็นสมาชิก”
“คุณก็สืบเชื้อสายจากนางมารต้นกำเนิดด้วยหรือ?” ฟรังก้าแม้จะได้รับรู้ข้อมูลด้านนี้จาก ‘ชุมนุมทาโรต์’ แล้ว แต่ก็ยังแสดงความประหลาดใจระคนตื่นตะลึงออกมาอย่างเพียงพอ
นี่เป็นการแสดงที่เรียนรู้มาจากจินนา ศิลปะการแสดงที่เกิดปฏิกิริยาตอบรับจาก ‘ผู้ชม’
‘นางมารดำ’ พยักหน้ารับพลางกล่าว
“แม่ของฉันเป็นผู้สืบเชื้อสายจากนางมารต้นกำเนิด”
ใช่หรือ ตามที่พวกเราคาดเดากัน คุณน่าจะเป็นลูกผสมระหว่างตระกูลเซารอนกับตระกูลทามาร่า…หรือว่าแม่ของคุณเป็นลูกครึ่งระหว่างสายเลือดนางมารต้นกำเนิด กับตระกูลทามาร่า? ฟรังก้าลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดราวกับตนเองน่าสงสาร
“นี่หมายความว่า ฉันหมดสิทธิ์ที่จะได้เป็นลำดับสูงของนิกายแล้วใช่ไหม? เพราะไม่ใช่ผู้สืบเชื้อสายจากนางมารต้นกำเนิด…”
“ไม่เป็นไรหรอก เมื่อถึงเวลา เธอก็แต่งงานกับผู้สืบเชื้อสายจากนางมารต้นกำเนิดได้ คู่สมรสก็นับเป็นสมาชิกของตระกูลเช่นกัน” แคลริสยิ้มอีกครั้ง “อีกอย่าง ในอนาคตก็ไม่แน่ว่า เธออาจได้เป็นบุตรที่แท้จริงของนางมารต้นกำเนิด พวกเรากำลังเข้าใกล้นางมารต้นกำเนิดเรื่อยๆ แล้ว”
“หมายความว่าอย่างไรคะ?” ฟรังก้าแสดงว่าตนไม่เข้าใจ
เธอรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
“อีกไม่นานเธอก็จะเข้าใจเอง” ‘นางมารดำ’ ไม่อธิบายอย่างละเอียด
ให้ตายสิ ไม่ชอบพวกที่พูดจากำกวมเลยจริงๆ…ฟรังก้าพึมพำในใจ รอให้ ‘นางมารดำ’ แนะนำต่อไป
แคลริสกลับเข้าสู่หัวข้อเดิม
“หลังสงครามสีจาง นางมารต้นกำเนิดก็จำศีล ตื่นขึ้นมาเป็นครั้งคราว กิจการทั้งหมดของนิกายดำเนินการโดยเหล่านางมารระดับสูงที่มียศเป็นสี…สำหรับปัจจุบัน รวมทั้งตัวฉันด้วย จะมีทั้งหมดสิบสามคน ส่วนหนึ่งเป็นเทวทูต อีกส่วนหนึ่งเป็นผู้แข็งแกร่งในหมู่นักบุญ”
“มีสันตะปาปา สังฆราช หรือประมุขของตระกูลไหมคะ?” ฟรังก้าถามต่อ
แคลริสพยักหน้ารับ
“มีสิ บุตรของนางมารต้นกำเนิด ย่าเฒ่าของพวกเรา ‘นางมารเทา’ ฮะๆ พระองค์ชอบให้ผู้อื่นเรียกตัวเองว่า ‘นักบุญสีเทา’”
“บุตรของนางมารต้นกำเนิด…พระองค์มีความสัมพันธ์อย่างไรกับกริสโมนาหรือ? บราวส์เคยบอกฉันว่า กริสโมนาก็เป็นบุตรของนางมารต้นกำเนิดเช่นกัน” ฟรังก้าไม่ปิดบังความสงสัยและความอยากรู้ของตน
‘นางมารดำ’ ตอบโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
“พระองค์ทั้งสองเป็นฝาแฝด แต่ย่าเฒ่าตอนเกิดมามีแค่ลำดับ 9 เป็นผู้ชาย กว่าจะได้เป็นนางมารก็ภายหลัง”
ฝาแฝด…ดูเหมือนความลับของ ‘เสารัตติกาลกริสโมนา’ ‘นางมารเทา’ น่าจะรู้อะไรบางอย่าง…ฟรังก้ารู้สึกทึ่งเมื่อประวัติศาสตร์ได้สะท้อนเข้าสู่ความเป็นจริง
‘นางมารเทา’ น่าจะเป็นผู้ที่อยู่ร่วมยุคแห่งทวยเทพในยุคที่สี่
แคลริสเล่าต่อไป
“นางมารระดับสูงที่มียศเป็นสีแต่ละคน รับผิดชอบกิจการด้านต่างๆ คอยรับคำสั่งโดยตรงจากย่าเฒ่า ไม่มีความสัมพันธ์แบบบังคับบัญชาระหว่างกันอย่างชัดเจน บางครั้งพวกเรายังได้รับคำพยากรณ์จากนางมารต้นกำเนิด มีอิสระในการเคลื่อนไหวสูงมาก”
“การที่ฉันมายังกรุงทรีอาร์ นอกจากเพื่อดูแลสมาชิกนิกายท้องถิ่น รักษาความสัมพันธ์กับผู้ร่วมงานในพื้นที่แล้ว ยังรับผิดชอบงานด้านการกำจัดพวก ‘คนในกระจก’ ด้วย”
ฟรังก้าฉวยโอกาสถาม
“ท่าทีของพวกเราต่อ ‘คนในกระจก’ คือ กำจัดให้สิ้นซากเลยหรือคะ?”
“ไม่คิดจะใช้ประโยชน์บ้างหรือ?”
‘นางมารดำ’ ยิ้มด้วยแววตาเจือความเศร้า
“เธออยากใช้ประโยชน์อย่างไรล่ะ?”
ถ้าฉันรู้ฉันจะถามทำไม? ฟรังก้ายิ้มแหยๆ พลางเอ่ยตอบ
“ช่วยให้พวกเราควบคุมโลกในกระจกพิเศษ…ฉันคิดว่ามันมีประโยชน์มาก”
‘นางมารดำ’ ชายตามองฟรังก้า พลางหัวเราะในลำคอ
“ทำไมเธอถึงคิดว่าพวกเรายังไม่ได้ควบคุมโลกในกระจกพิเศษล่ะ?”
“เอ่อ…” ฟรังก้าทำหน้างงงวย
นี่ไม่ใช่การแสดง
‘นางมารดำ’ กลับมามีกลิ่นอายของสตรีสูงศักดิ์เจือความเศร้าอีกครั้ง พลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“โลกในกระจกทั้งหมด ล้วนอยู่ภายใต้การครอบงำของ ‘นางมาร’ อย่างเรา โดยโลกในกระจกพิเศษนั่น แต่เดิมถูกสร้างขึ้นเพื่อต่อกรกับนางมารต้นกำเนิด แต่สุดท้ายก็ถูกนางมารต้นกำเนิดควบคุมไว้”
“แน่นอน หลังจาก ‘สงครามสี่จักรพรรดิ’ พวกเราก็สูญเสียการควบคุมโลกในกระจกพิเศษไปบางส่วน หลังสงครามสีจางยิ่งทำได้เพียงส่งอิทธิพลเข้าไปเล็กน้อยเท่านั้น”
“ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?” ฟรังก้ารู้สึกว่าในส่วนนี้ น่าจะซ่อนความลับใหญ่หลวงอยู่
‘นางมารดำ’ ยิ้มพลางเอ่ยตอบ
“ย่าเฒ่าและเหล่านางมารลำดับสูงที่ดำรงอยู่มาตั้งแต่ยุคที่สี่คนอื่นอาจจะทราบ แต่ไม่ใช่ฉัน”
“จากสภาพของ ‘คนในกระจก’ กอปรกับคำให้การของพวกเขา ฉันคิดว่าภาพสะท้อนของนางมารต้นกำเนิดในกระจก เกิดความผิดปกติบางอย่าง หรือพูดอีกอย่างคือ ภาพสะท้อนของนางมารต้นกำเนิดในกระจก ได้แยกตะกอนพลังส่วนของพระองค์ออกไป และด้วยผลกระทบจากการผนึกทรีอาร์ยุคที่สี่ ทำให้ไม่สามารถคืนกลับ ไม่สามารถหลอมรวมกับพระองค์ได้ใหม่”
“แต่นี่ก็ไม่สามารถอธิบายข้อเท็จจริงที่ว่า หลังสงครามสีจาง พวกเรายิ่งสูญเสียการควบคุมโลกในกระจกพิเศษแห่งนั้นไปอีก ทั้งที่การผนึกทรีอาร์ยุคที่สี่ ก็ไม่ได้แข็งแกร่งขึ้นเพราะเรื่องนี้แต่อย่างใด”
“อีกอย่าง เทพแท้จริงมีได้เพียงหนึ่งเดียว”
……………………………………………………..