ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 802 จุดพิเศษที่สุด
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 802 จุดพิเศษที่สุด
ตอนที่ 802 จุดพิเศษที่สุด
เทพแท้จริงมีได้เพียงหนึ่งเดียว…นี่หมายความว่าอะไร? เป็นไปไม่ได้ที่จะมี ‘นางมารต้นกำเนิด’ อีกคนหนึ่งอยู่ ไม่ว่าจะเป็นในกระจกหรือในภาพวาดหรือ? ฟรังก้าครุ่นคิดถึงประโยคสุดท้ายของ ‘นางมารดำ’ รู้สึกว่าในนั้นคงซ่อนความรู้ทางศาสตร์เร้นลับที่สำคัญและเป็นกุญแจเอาไว้
ส่วนที่แคลริสคาดเดาว่า เกิดความผิดปกติบางอย่างกับภาพสะท้อนของ ‘นางมารต้นกำเนิด’ ในกระจก ฟรังก้าก็เคยคิดเช่นนี้มาก่อน ตอนที่ ‘นางมารดำ’ ได้มอบเทวรูปสีดำของ ‘นางมารต้นกำเนิด’ เธอเคยเปรยๆ ว่า “พวก ‘คนในกระจก’ นับถือต้นกำเนิดที่อยู่ในกระจก แต่ที่จริงแล้วนั่นเป็นเพียงภาพสะท้อนของต้นกำเนิดในกระจก” โดยไม่ได้อธิบายรายละเอียด และตอนนั้นฟรังก้าก็เดาว่าอาจเป็นเพราะภาพสะท้อนของ ‘นางมารต้นกำเนิด’ ในกระจกเกิดความผิดปกติ
แต่ปัญหาคือ เมื่อใช้การคาดเดานี้เป็นพื้นฐานในการวิเคราะห์ต่อ ก็สามารถอธิบายได้ดีว่า เหตุใดหลังสงครามสีจาง ‘เหล่านางมาร’ ถึงยิ่งสูญเสียการควบคุมโลกในกระจกพิเศษไป เพราะตามที่ฟรังก้าทราบมา ใน ‘หายนะสีจาง’ นั้น ‘เทพมรณา’ ถึงคราวร่วงหล่น ‘นางมารต้นกำเนิด’ ได้รับบาดเจ็บสาหัส ‘ต้นกำเนิด’ ที่อยู่ในสภาพเช่นนี้ย่อมไม่อาจยับยั้งความผิดปกติที่ลุกลามในภาพสะท้อนได้ จึงไม่สามารถควบคุมโลกในกระจกพิเศษได้ดีนัก อีกทั้งยังทำให้ตัวเองไม่สามารถฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บสาหัสได้เป็นเวลานานนับพันปี
ฟรังก้ารู้สึกว่า ลำพังความรู้ผิวเผินของเธอเกี่ยวกับ ‘หายนะสีจาง’ ยังสามารถสรุปได้เช่นนี้ นางมารดำย่อมต้องอธิบายได้ เว้นแต่ว่าอีกฝ่ายจะไม่ทราบผลของ ‘หายนะสีจาง’ เลย หรือไม่ก็มีหลักฐานอื่นที่น่าเชื่อถือ ซึ่งสามารถหักล้างความเป็นไปได้ที่ ‘นางมารต้นกำเนิด’ จะได้รับบาดเจ็บสาหัสในสงครามทวยเทพ จนทำให้ ‘เหล่านางมาร’ ยิ่งสูญเสียอำนาจควบคุมโลกในกระจกพิเศษไป
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ฟรังก้าเลือกคำพูดอย่างระมัดระวัง
“เทวรูปสีดำที่ฉันส่งมอบไปก่อนหน้านี้ เป็นหลักฐานที่สื่อถึงความผิดปกติของภาพสะท้อน ‘ต้นกำเนิด’ ในกระจกสินะคะ?”
‘นางมารดำ’ ไม่พยักหน้าหรือส่ายหน้า เพียงพูดราวกับกำลังสอนความรู้ทางศาสตร์เร้นลับ
“จุดพิเศษที่สุดบนเส้นทาง ‘นักลอบสังหาร’ ของเราคือลำดับ 7 ‘แม่มด’ ไม่เพียงแต่เพราะมันสามารถเปลี่ยนเพศได้ แต่ยังเป็นเพราะว่ามัน ได้ทิ้งตราประทับที่ชัดเจนและรุนแรงที่สุดของเราไว้ในโลกกระจก และด้วยตราประทับเช่นนี้ เราจึงสามารถใช้กระจกวิเศษที่เกี่ยวข้องได้”
นี่กำลังพูดถึงปัญหาของคนในกระจกของแต่ละ ‘นางมาร’…ฟรังก้าพลันเกิดความคิดวาบขึ้นมา จึงรีบถือโอกาสพูด
“ก่อนหน้านี้โมรัน·อาวินีเคยบอกว่า คนในกระจกต่างหากที่เป็นตัวจริงของเรา เป็นตัวตนที่ถูกเนรเทศและถูกผนึก…”
แคลริสส่ายหน้าด้วยท่าทางเศร้าสร้อย
“ฉันเชื่อว่าโมรัน·อาวินีไม่ได้หลอกคุณ พวกเขาที่เป็น ‘คนในกระจก’ ก็คิดเช่นนั้น คิดว่าตัวเองคือตัวจริง แต่ข้อสรุปที่เกิดจากการมองผ่านจุดยืนของตัวเอง คุณคิดว่าจะเชื่อได้ทั้งหมดหรือ?”
“คุณเคยลืมตัวตนในอดีตของตัวเอง ลืมความเจ็บปวดที่ไม่อาจลบเลือนนั้นไหม?”
“ไม่เคย” ฟรังก้าตอบอย่างจริงใจ “ฉันมักจะนึกถึงตัวเองและชีวิตในอดีตอยู่เสมอ มักจะจินตนาการว่าถ้าฉันไม่ได้เลือกโอสถ ‘นักลอบสังหาร’ เรื่องบางเรื่องจะมีผลลัพธ์ต่างออกไปหรือไม่”
‘นางมารดำ’ พยักหน้าด้วยความเวทนา
“ตราบใดที่เรายังจำได้ ตราบใดที่เรายังไม่ลืม ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะมีการเนรเทศตัวตนดั้งเดิม หากวันใดที่เราไม่รู้สึกเจ็บปวดกับการสูญเสียอีกต่อไป ลืมเลือนอดีต จมดิ่งอยู่ในสภาวะปัจจุบัน ตราประทับอันรุนแรงที่เราทิ้งไว้ในกระจก จึงจะมีโอกาส ‘ได้รับชีวิต’ ในความหมายทางศาสตร์เร้นลับ นำไปสู่การรับรู้อันสับสน แล้วค่อยๆ คลุ้มคลั่ง”
“ในแง่นี้ การที่เคยเป็นผู้ชาย และยังคงคิดถึงตัวเองในตอนที่เป็นผู้ชายอยู่เสมอ คือข้อได้เปรียบหลักที่ทำให้เรารักษาตัวตนไว้ได้ และหลีกเลี่ยงการคลุ้มคลั่ง”
“งั้น ‘นางมาร’ ที่เป็นสตรีโดยกำเนิดก็อันตรายน่ะสิ?” ฟรังก้าแสร้งทำเป็นเพิ่งเข้าใจและต่อยอดความคิด
ความจริงแล้วเธอกำลังเป็นห่วงจินนา
“จะไม่มี ‘นางมาร’ ที่เป็นสตรีโดยกำเนิด” แคลริสตอบเสียงเย็นชา
ถ้าเจอก็ฆ่าทิ้งสินะ? และถ้าไม่ใช่เพราะลานบูชาในสุสานใต้ดินนั่น จินนาก็คงคลุ้มคลั่งตายตอนเลื่อนลำดับเป็น ‘แม่มด’ ไปแล้ว…ฟรังก้าไม่ได้ซักไซ้ลึกไปกว่านี้ ด้วยเกรงว่าอาจทำให้ ‘นางมารดำ’ เกิดความสงสัย
แคลริสพูดต่อไป
“ยกเว้นผลผลิตของโลกในกระจกพิเศษ ที่จริงแล้วทุกคนก็มี ‘คนในกระจก’ ด้วยกันทั้งนั้น เราส่องกระจกแต่ละครั้ง ก็จะเกิดคนในกระจกขึ้นมาหนึ่งคน แต่สำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ในเส้นทาง ‘นางมาร’ คนในกระจกเหล่านี้เป็นเพียงภาพสะท้อนชั่วคราว เมื่อตัวจริงออกไปจากการสะท้อน คนในกระจกที่สอดคล้องกันก็จะสลายไปทันที ไม่หลงเหลืออยู่อีก”
“แต่พวกเรา ‘นางมาร’ ต่างออกไป คนในกระจกที่เกิดจากตราประทับอันแรงกล้าจะคงอยู่ตลอดไป และจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นตามการเลื่อนลำดับของเรา จนถึงลำดับเทพ เนื่องจากเทพแท้จริงมีได้เพียงหนึ่งเดียว ตราประทับจะกลับคืนสู่ร่างแท้ หลอมรวมกับตัวตน หลังจากนั้น จะเป็นทั้งสิ่งที่ดำรงอยู่ในความเป็นจริงและสิ่งที่อยู่ในกระจก มีสถานะทั้งสองอย่างพร้อมกัน”
คล้ายกับที่โมรัน·อาวินีพูดไว้ ‘นางมารดำ’ ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่า ตราประทับอันแรงกล้าที่พวกเราทิ้งไว้ในกระจก สามารถเรียกว่าคนในกระจกได้…คำพูดของเธอกับโมรัน·อาวินีคงแฝงความจริงไว้บางส่วน แต่ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด เมื่อนำมาประกอบกันอาจจะสร้างภาพความจริงที่เชื่อถือได้บ้าง…ฟรังก้าพยักหน้าอย่างครุ่นคิด
“นั่นก็คือ การปรากฏของเทวรูปสีดำนั้นผิดปกติ มันควรจะหลอมรวมกับร่างแท้ไปแล้วสินะคะ?”
“นี่ทำให้พวกเราเข้าใจว่า เหตุใดนางมารต้นกำเนิดถึงสูญเสียคุณสมบัติบางส่วนไป และภาพสะท้อนในกระจกอาจเกิดการกลายพันธุ์” แคลริสยืนยันข้อสันนิษฐานของฟรังก้า
แต่ตามหลักการเดียวกันนี้ เทวรูปสีขาวบนร่างของสมาชิกนิกายนางมารก็ไม่ควรปรากฏเช่นกัน…‘นางมารต้นกำเนิด’ หรือที่เรียกว่า ‘นางมารปฐมกาล’ ไม่ควรจะเป็นทั้งขาวและดำ เว้นแต่ว่าความขาวของเทวรูปสีขาว และความดำของเทวรูปสีดำ จะไม่ได้แทนความเป็นตัวตนจริงกับตัวตนในกระจก แต่เป็นความขัดแย้งในรูปแบบอื่น…ฟรังก้าไม่กล้าพูดความคิดเหล่านี้ออกไป
‘นางมารดำ’ กล่าวต่อไปว่า
“เทวรูปสีดำนั้นหาได้ยาก ไม่ใช่ว่า ‘คนในกระจก’ พิเศษทุกคนจะมี แม้แต่โมรัน·อาวินีที่มีตำแหน่งและบทบาทสำคัญก็ยังไม่มี”
“ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าใครบ้างที่จะมีได้”
นั่นสินะ…ฟรังก้าชะงักไปครู่หนึ่ง เสียใจที่ตอนนั้นไม่ได้ถามโมรัน·อาวินีเกี่ยวกับเทวรูป ‘นางมารต้นกำเนิด’ สีดำ
เธอกับลูเมี่ยนต่างคิดว่า คงไม่มีอะไรต้องสืบค้นอีก
ก็แค่สิ่งศักดิ์สิทธิ์พิเศษที่พวก ‘คนในกระจก’ เคารพบูชาไม่ใช่หรือ?
แค่ถามชื่อเทพและข้อมูลต่างๆ ก็เพียงพอแล้วไม่ใช่หรือ? ไม่จำเป็นต้องสนใจที่มาของเทวรูป…
ฟรังก้าเผยท่าทีเสียดายออกมา แล้วลองถามอย่างรอบคอบ
“ถ้าอย่างนั้น พวกเราก็แค่ทำลายผนึกของทรีอาร์ยุคที่สี่ เพื่อให้โลกในกระจกพิเศษกลายเป็นอิสระ นางมารต้นกำเนิดจะได้ควบคุมมันอีกครั้ง หลอมรวมเข้าด้วยกันอีกครั้ง แบบนี้ไม่ดีกว่าหรือ?”
“ทำไมยังต้องกำจัด ‘คนในกระจก’ ด้วยล่ะ?”
‘นางมารดำ’ ตอบด้วยสีหน้าจริงจัง
“การที่พวกเราเป็นคนเปิด กับการที่พวกเขาเป็นคนเปิด คือคนละเรื่องโดยสิ้นเชิง”
เทวรูปสีขาวกับเทวรูปสีดำ ใครกันแน่ที่มีอำนาจนำ? ฟรังก้าในฐานะผู้ข้ามมิติ ซึ่งอ่านหนังสือมาก็หลายเล่ม จินตนาการของเธอนับว่าอุดมสมบูรณ์ทีเดียว
‘นางมารดำ’ ไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ถาม
“สิ่งที่พวกเราต้องทำตอนนี้คือ กำจัด ‘คนในกระจก’ ของทรีอาร์ ทำลายแผนการของพวกเขา ถ้าระหว่างนั้นเราสามารถรวบรวมข้อมูลสำคัญจากชั้นลึกสุดของโลกในกระจกพิเศษได้ ก็จะถือว่ายิ่งดี”
“ค่ะ มาดาม” ฟรังก้าถือโอกาสนี้เสนอคำขอ “ฉันกำลังติดตาม ‘คนในกระจก’ คนหนึ่งอยู่ ต้องการสิ่งของที่สามารถข้ามกระจก รวมถึงส่งข้อความผ่านกระจกได้ ‘กระดุมกระจก’ ที่ฉันได้มาก่อนหน้านี้ใกล้จะใช้หมดแล้ว”
‘นางมารดำ’ แคลริสพยักหน้ารับแล้วกล่าว
“ได้ ฉันจะจัดเตรียมให้”
เธอหยุดไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยต่อ
“จำเอาไว้ โลกในกระจกทั้งลึกลับและอันตราย ขณะเดียวกันก็เป็นหนึ่งในแหล่งที่มาแห่งพลังของพวกเราเหล่า ‘นางมาร’ อย่าปฏิเสธการเข้าใกล้มัน แต่ก็อย่าประมาทมันเช่นกัน”
“เมื่อเทียบกับเส้นทาง ‘นักล่า’ โลกในกระจกคือจุดพิเศษที่สุดของพวกเรา”
จุดพิเศษที่สุด…ฟรังก้าอยู่ๆ ก็รู้สึกว่า ‘นางมารดำ’ กำลังบอกเป็นนัยถึงความสำคัญของโลกในกระจกที่มากเกินกว่าจะจินตนาการได้
หลังจากแลกเปลี่ยนความลับของนิกายนางมาร รวมถึงความรู้ศาสตร์เร้นลับของเส้นทาง ‘นักลอบสังหาร’ กันอีกพักหนึ่ง ฟรังก้าก็ถามข้อสุดท้าย
“มาดาม…‘นางมารทุกข์ระทม’ สามารถขยายชนิดของจุลชีพก่อโรคได้ไหมคะ?”
“คุณหมายความว่ายังไง?” นางมารดำขมวดคิ้วเบาๆ จนดูน่าสงสาร
“หมายความว่า เราจะสามารถค้นหาจุลชีพก่อโรคพิเศษใหม่ๆ แล้วผนวกเข้ากับพลัง ‘โรค’ ของเราได้ไหม? ลำพังแค่โรคปอดบวม เส้นเลือดในสมองตีบ หัวใจวายอะไรพวกนี้ มันก็ร้ายแรงอยู่หรอก แต่ยังขาดจินตนาการไปหน่อย ฉันจำได้ว่ามีจุลชีพบางชนิดที่ทำให้ง่วงนอน บางชนิดทำให้กล้ามเนื้อไม่มีแรง…” ฟรังก้าอธิบายแนวคิดของเธอ
‘นางมารดำ’ เงียบไปหลายวินาทีก่อนเอ่ยปาก
“เมื่อเป็น ‘นางมารสิ้นหวัง’ คุณจะสามารถสร้าง ‘จุลชีพก่อโรค’ ที่มีผลต่างๆ ในเชิงศาสตร์เร้นลับได้เอง ตอนนี้ยังทำไม่ได้ ขอบเขตของ ‘โรค’ ถูกกำหนดไว้แล้วในตะกอนพลัง นอกเสียจากว่า…”
“นอกเสียจากว่า?” ฟรังก้าถามอย่างสงสัย
‘นางมารดำ’ พูดด้วยสีหน้าเพ้อฝันระคนชื่นชม
“นอกเสียจากว่า นางมารต้นกำเนิดจะแก้ไขขอบเขตของ ‘โรค’ ด้วยอำนาจของเทพแท้จริงแห่งเส้นทาง ‘นางมาร’”
ทำแบบนั้นได้ด้วยหรือ? นี่คือเทพ นี่คืออิทธิพลของเทพเจ้าที่มีต่อเส้นทางของตนหรือ? ฟรังก้ารู้สึกตกตะลึง เพิ่งจะเข้าใจอย่างแท้จริงว่าคำว่า ‘เทพแท้จริง’ นั้นหมายถึงอะไร
…………
ณ โมโรลา ในบาร์ ‘สัตว์กินเนื้อ’
ลูเมี่ยนนอนอยู่บนเตียง หลับตา ดูคล้ายกับหลับไปแล้ว แต่ความจริงกำลังเฝ้าสังเกตความเคลื่อนไหวทางฝั่งจูลี่อย่างใกล้ชิด
เขาสงสัยว่า ‘นางมาร’ ชาลิสต์ที่ภายนอกกลายเป็นเจ้าหน้าที่ทดลองแล้ว จะแอบมาหาจูลี่ในยามวิกาลเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสำคัญของโมโรลาที่เธอรวบรวมมาได้
ราตรีกาลมืดลงตามลำดับ ทันใดนั้น ลูเมี่ยนพลันรู้สึกกระสับกระส่าย ราวกับในอากาศมีอณูแห่งความคลุมเครือไหลเวียนอยู่
ในห้วงความคิดของเด็กหนุ่ม ภาพเหตุการณ์อันเย้ายวนที่เคยเห็นมา ทยอยผุดขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
……………………………………………………..