ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 804 ‘ขอคำแนะนำ’
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 804 ‘ขอคำแนะนำ’
ตอนที่ 804 ‘ขอคำแนะนำ’
“เขาอาจไม่ได้ใช้ชื่อนี้ในโมโรลา ผมแค่รู้จักเขามาก่อน เมื่อวานตอนที่มาประลองกับเถ้าแก่บาร์นี้ ก็บังเอิญได้เจอเขาอีก ลักษณะเด่นคือผมย้อมสีแดง หึๆ…ในโมโรลานี่ คนที่ผมสีแดง ไม่ว่าจะเป็นสีแดงแบบไหน ล้วนไม่ใช่คนที่ควรไปยุ่งด้วย…” ลูเมี่ยนอธิบายลักษณะภายนอกของอัลบัส·เมดีซีอย่างละเอียด
พ่อครัวเลสพยักหน้ารับ
“ผมจำได้แล้ว”
“จำได้แน่นะ? อยากให้ผมช่วยวาดภาพร่างให้ดูไหม?” ลูเมี่ยนถามด้วยท่าทีจริงจังผิดวิสัย
เขาไม่ได้ถามแค่เลสเท่านั้น แต่ยังถามถึงจูลี่ ผู้กำลังเดินลงบันไดใหม่ด้วยฝีเท้าที่ช้าลงเรื่อยๆ
เด็กหนุ่มอยากหางานให้ ‘นางมาร’ คนนี้ทำ หวังว่าเธอจะสังเกตเห็นวานาคและอัลบัสโดยเร็ว ปล่อยให้ปัญหาชนกับปัญหา แล้วรอดูว่าใครจะเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่า
เลสส่ายหน้าเชื่องช้า
“ไม่จำเป็น แค่จำว่าพวกเขาเป็นวัตถุดิบที่ต่างกัน ลักษณะเด่นก็จะชัดเจน”
“วัตถุดิบที่ต่างกัน เป็นไก่งวงหรือไง?” ลูเมี่ยนลองจินตนาการภาพของอัลบัส·เมดีซีประกอบกับไก่งวง จึงหลุดหัวเราะออกมา
เด็กหนุ่มรีบหยิบเงิน 200 ซัสเซนให้เลส เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับเติมวัตถุดิบเนื้อสัตว์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของบาร์
หลังจากหมุนตัวเดินออกจากครัว ลูเมี่ยน ‘พอดี’ เห็นจูลี่เดินลงบันไดมาถึงพื้น
‘นางมาร’ รายนี้เปลี่ยนมาใส่ชุดที่ดูสดใส ซึ่งไม่รู้ว่าไปหามาจากไหน เสื้อเชิ้ตสตรีสีขาวคู่กับกระโปรงยาวสีน้ำตาลเขียวยาวถึงข้อเท้า ขับเน้นความงดงามอ่อนหวานในตัวเธอออกมา
ลูเมี่ยนนึกถึงเสียงที่ได้ยินเมื่อคืน มันช่างตรงข้ามกับบรรยากาศและสภาพของจูลี่ในตอนนี้โดยสิ้นเชิง
ปากของเด็กหนุ่มแห้งผากขึ้นมาทันที
บัดซบ! ‘นางมาร’ คนนี้กำลังแอบใช้ ‘เสน่ห์’ กับเรา! ลูเมี่ยนใช่ว่าจะไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง แต่การมีปฏิกิริยารุนแรงขนาดนี้ มันไม่ปกติสำหรับ ‘นักพรต’ แน่นอน
เด็กหนุ่มมองจูลี่ พลางเลิกคิ้วพูด
“จำกฎข้อที่สองของบาร์ได้ไหม?”
เมื่อเทียบกับเมื่อวาน ใบหน้าของจูลี่ดูเปล่งประกายราวกับมีแสงไหลเวียนอยู่ ทั้งตัวเธอแผ่ออกมาซึ่งอารมณ์แห่งความสุขล้นจากภายใน
เห็นแบบนี้แล้ว ลูเมี่ยนอดไม่ได้ที่จะอยากนวดขมับ
พี่น้องหญิง เธอแสดงออกว่ามีความสุขขนาดนี้ ไม่กลัวเรื่องที่ชาลิสต์มาหาเมื่อคืนจะถูกเปิดโปงบ้างหรือ?
ทั้งที่เธอไม่รู้ว่า เมื่อวานเราแอบเห็นเธอวิ่งเข้าหาชาลิสต์ จนถูกกระทบกระเทือนทางใจอย่างหนัก…
จูลี่เม้มปาก ยิ้มอย่างสุภาพ
“ห้ามรบกวนเถ้าแก่”
“เมื่อกี้คุณกำลังหว่านเสน่ห์ผมอยู่นะ” ลูเมี่ยนชี้เข้าประเด็นปัญหาโดยไม่อ้อมค้อม
จูลี่หดตัวทันที เอ่ยถามอย่างหวาดกลัว
“ค…คุณจะลงโทษฉันยังไง?”
เธอแสดงท่าทางหวาดกลัว แต่ในดวงตากลับเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม ราวกับกำลังเกี้ยวพาราสีลูเมี่ยนอยู่
ลูเมี่ยนถอนหายใจครึ่งจริงครึ่งแกล้ง
“ทำผิดครั้งแรก ยกโทษให้ได้”
“แต่อย่าให้มีครั้งที่สอง ไม่งั้น…”
เด็กหนุ่มไม่พูดให้จบประโยค ดูเหมือนกำลังสร้างความหวาดกลัวจากสิ่งที่ไม่รู้
“ค่ะ เถ้าแก่!” จูลี่ยิ้มกว้างอย่างเบิกบาน
เธอกลอกตาไปมา ชี้ไปทางประตู
“เถ้าแก่ บาร์เปิดตอนเที่ยงใช่ไหม ตอนนี้ฉันขอออกไปเดินเล่นสักรอบได้ไหม?”
“ได้” ลูเมี่ยนถามอย่างล้อเลียน “คิดจะออกไป ‘สะสม’ หรือว่ามีรสนิยมชอบออกกำลังกายตอนเช้ากันล่ะ?”
“เปล่าหรอก” จูลี่ส่ายหน้าแผ่วเบา “อยากทำความรู้จักเมืองนี้ให้มากขึ้นน่ะ”
หลังจากมองส่งเธอออกจากบาร์ ลูเมี่ยนก็ ‘เทเลพอร์ต’ ไปข้างหน้าทันที แปลงกายเป็นสัตว์เงา เตรียมตัวติดตามไป
แต่จูลี่กลับหายตัวไปเสียแล้ว
‘ล่องหน’ แล้วลบร่องรอย ทั้งยังต่อต้านการทำนายด้วยหรือ? ลูเมี่ยนออกจากเงา ขมวดคิ้วเล็กน้อย
นี่แสดงว่า สิ่งที่จูลี่จะทำเช้านี้สำคัญมาก เธอไม่ต้องการให้ใครรู้!
แน่นอน นี่ก็เป็นเพราะเธอได้พบคนรักในที่สุด จิตใจได้รับการเยียวยา สภาพโดยรวมดีขึ้นทันตาเห็น กลับมามืออาชีพอีกครั้ง ไม่ได้บ้าบิ่นเหมือนเมื่อคืนที่อารมณ์แทบจะควบคุมไม่อยู่
นี่ต่างหากคือพฤติกรรมปกติอันควรจะเป็นของ ‘นางมารทุกข์ระทม’ ลำดับ 5
ลูเมี่ยนไม่ได้ผิดหวังมากนัก อย่างน้อยจูลี่ก็ได้รู้ถึงการมีตัวตนของวานาคและอัลบัส·เมดีซีแล้ว
เด็กหนุ่มเดินไปตามถนนที่ใกล้ที่สุด มุ่งหน้าไปทางสุสาน แต่เมื่อไปถึงจุดหมาย เขาไม่ได้ไปขุดหลุมศพของใคร หรือแอบย่องลงใต้ดิน แต่เลี้ยวเข้าศาสนจักรความรู้ที่ดูคล้ายห้องสมุด
วันนี้ที่เขาออกมาข้างนอก การติดตามจูลี่เป็นเพียงเรื่องรอง จุดประสงค์หลักคือการเข้าเยี่ยมอาร์ชบิชอปเฮราเบเกอร์แห่งโมโรลา
‘อาร์ชบิชอปแห่งโมโรลา’ คือชื่อที่ลูเมี่ยนตั้งให้เฮราเบเกอร์ เพราะนักบวชแห่งศาสนจักรความรู้ที่มีร่างเป็นหุ่นรายนี้ อ้างว่าตนดูแลกิจการทางศาสนาทั้งหมดของโมโรลา
ลูเมี่ยนคิดว่า เมื่อศาสนจักรความรู้ ‘ส่ง’ ตนเข้ามาในโมโรลา แถมยังไม่ได้ยึดสมบัติวิเศษไป การถามเรื่องอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดินตรงๆ แทนที่จะอ้อมค้อมสืบ อาจจะได้ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงก็เป็นได้
นี่ก็ถือเป็นการสืบเช่นกัน ลูเมี่ยนอยากรู้ว่า อีกฝ่ายมอบข้อมูลการผนึก ‘0-01’ ให้ตนคนเดียว หรือ ‘แจกจ่าย’ ให้ทุกคนที่มีคุณสมบัติครบ อยากรู้ว่าศาสนจักรความรู้ทุ่มเทกับเขาคนเดียว หรือกระจายไข่ไว้หลายตะกร้า
ภายในวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่เต็มไปด้วยแสงสว่าง ลูเมี่ยนพบเฮราเบเกอร์ยืนท่ามกลางชั้นหนังสือทองเหลือง ท่ามกลางกระจกสีนับไม่ถ้วน เรือนผมมีสีขาวแซม ดวงตาสงบอ่อนโยน สวมชุดคลุมยาวสีขาวล้วนปักด้วยด้ายทองอร่าม
นักบวชแห่งศาสนจักรความรู้ผู้นี้ ยืนอยู่หน้าชั้นหนังสือทองเหลือง ถือหนังสือเล่มหนาอยู่ในมือ กำลังพลิกอ่านอย่างเงียบงัน
“ท่านอาร์ชบิชอป” ลูเมี่ยนลองเรียกเบาๆ
เฮราเบเกอร์เงยหน้าขึ้น ถามด้วยท่าทีอ่อนโยน
“คุณมีข้อสงสัยอันใดหรือ?”
ลูเมี่ยนเลือกคำพูดอย่างระมัดระวัง
“ถ้าผมอยากเข้าไปในส่วนใต้ดินของสุสาน เพื่อตามหาของบางอย่าง จะต้องทำยังไงถึงจะหลีกเลี่ยงอันตรายได้?”
เฮราเบเกอร์ยิ้ม
เขาชี้ไปยังชั้นหนังสือทองเหลืองด้านข้าง
“เล่มนี้ เล่มนี้ แล้วก็เล่มนี้…คุณเอาหนังสือพวกนี้กลับไปอ่านให้จบก่อน จงทำความเข้าใจให้ดี”
ลูเมี่ยนมองตามนิ้วของนักบวช แล้วอ่านชื่อหนังสือเหล่านั้นในใจ
‘กฎระเบียบชาวโมโรลา’
‘การสร้างและดูแลรักษาหุ่น’
‘ตัวอย่างการก่อสร้างอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดิน’
‘หลักการผนึก’…
นี่มัน…ทำไม ‘นักล่า’ อย่างเราต้องอ่านหนังสือพวกนี้ด้วย? ไม่ได้อยู่ในเส้นทาง ‘นักอ่าน’ ที่ ‘ความรู้คือพลัง’ สักหน่อย…กำลังจะบอกว่า ถ้าซึมซับความรู้จากหนังสือเหล่านี้ ก็จะเข้าใจผังของอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดิน เข้าใจกฎการทำงานของการผนึก และวิธีการทิ้ง ‘ตราประทับ’ ไว้บน 0-01 งั้นหรือ? ลูเมี่ยนละสายตากลับมาอย่างครุ่นคิด
เฮราเบเกอร์พูดต่อไป
“เมื่อคุณอ่านหนังสือพวกนี้จบแล้ว ก็มาทำข้อสอบเหล่านี้ด้วย โดยต้องได้คะแนนเต็มทุกฉบับ”
ลูเมี่ยนมองข้อสอบที่อัดแน่นเต็มช่อง ขมับกระตุกโดยสัญชาตญาณ ความทรงจำอันไม่น่าอภิรมย์ถูกปลุกขึ้นมาโดยพลัน
เด็กหนุ่มรักษาสีหน้าไว้ไม่แปรเปลี่ยน แล้วถามเพื่อยืนยัน
“ถ้าอ่านหนังสือจบ ทำข้อสอบพวกนี้เสร็จ สอบผ่านแล้ว ก็จะสามารถหลีกเลี่ยงอันตรายต่างๆ ในส่วนใต้ดินของสุสานได้หรือ?”
เฮราเบเกอร์ยกมือขวาขึ้นอีกครั้ง ชี้ไปยังชั้นหนังสือทองเหลืองอื่นๆ แล้วกล่าวต่อไป
“อันนี้ อันนี้ แล้วก็อันนี้ คุณต้องศึกษาความรู้จากชั้นหนังสือทั้งสามนี้ให้หมด ก็น่าจะพอแล้ว”
สามชั้น? มุมปากของลูเมี่ยนกระตุกเล็กน้อย
เฮราเบเกอร์ยิ้มพลางถอนหายใจ
“จงจำเอาไว้ ความรู้คือพลัง ความรู้คือความมั่งคั่ง คำตอบของทุกคำถามที่คุณอยากทราบ ล้วนอยู่ในความรู้ทั้งสิ้น”
สีหน้าของลูเมี่ยนแปรเปลี่ยนไปหลายครั้ง ก่อนจะกัดฟันตอบ
“ผมจะอ่านหนังสือพวกนี้ก่อน”
เด็กหนุ่มดึงหนังสือที่เฮราเบเกอร์ชี้ไว้แต่แรกออกจากชั้นหนังสือทองเหลือง
เฮราเบเกอร์พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“นักล่าที่รู้จักเรียนรู้ ไล่ตามหาความรู้ จึงจะเป็น ‘นักล่า’ ที่แข็งแกร่งที่สุด”
“ไม่รู้ผ่านมากี่ปีแล้ว ในที่สุดก็มี ‘นักล่า’ มาขอคำแนะนำจากผมอีกครั้ง ทั้งยังยินดีที่จะอ่านหนังสือตามคำแนะนำอย่างอดทน พวกผมแดงและพวกหัวหยาบ แม้แต่ประตูอารามแห่งความรู้ยังไม่อยากก้าวเข้ามา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเข้าใกล้ชั้นหนังสือพวกนี้”
นี่เป็นเพราะโอลัวร์วางรากฐานไว้ดี ทำให้เรามีนิสัยรักการอ่านมาตั้งแต่เด็ก…ลูเมี่ยนคุยโวในใจหนึ่งประโยค แล้วก็พลันรู้สึกใจหาย
เด็กหนุ่มสอดหนังสือในมือเข้า ‘กระเป๋านักเดินทาง’ บอกลาเฮราเบเกอร์ แล้วเดินไปทางประตูวิหารแห่งความรู้
ระหว่างทาง เขาเห็นร่างคุ้นตาคนหนึ่ง
นั่นคือเกฮี ผู้ถูกเนรเทศมายังโมโรลาพร้อมกับเขา
เกฮีเจ้าของรูปลักษณ์สุภาพเรียบร้อย เปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าผ้าฝ้ายหนาๆ ยืนอยู่หน้าชั้นหนังสือทองเหลืองชั้นหนึ่ง อาศัยแสงแดดที่ส่องผ่านกระจกสีเข้ามา จดจ่ออยู่กับหนังสือในมือ
ลูเมี่ยนครุ่นคิดอยู่สองสามวินาที แล้วเดินเข้าไปหา ยิ้มพลางเอ่ยว่า
“บังเอิญจังเลยนะ ทำไมคุณถึงมาอ่านหนังสือที่วิหารล่ะ?”
เกฮีอมยิ้ม
“เมื่อวานผมไม่ได้บอกคุณหรอกหรือ ว่าผมเสียใจที่ยังมีความรู้ไม่มากพอ? ตอนนี้มีห้องสมุดใหญ่โตมโหฬาร ผมจะปล่อยโอกาสในการเรียนรู้หลุดมือไปได้ยังไง?”
“แล้วคุณมาทำอะไรที่วิหารล่ะ?”
“มาลองถามดูว่า ตอนนี้จะเปลี่ยนไปนับถือ ‘เทพแห่งปัญญาความรู้’ ทันไหม” ลูเมี่ยนตอบคำถามของเกฮีติดตลก แล้วเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “คุณหางานได้หรือยัง?”
“ยังเลย” เกฮีส่ายหัว “ผมไม่อยากไปเป็นทาสของพวกผู้ถูกเนรเทศในฟาร์มหรือโรงงาน เลยตั้งใจว่าจะเรียนรู้สักพักก่อน พอดีเมื่อวานผมโชคดี หาเงินได้ก้อนหนึ่ง ไม่ต้องกังวลว่าจะท้องหิว”
ลูเมี่ยนคุยเล่นกับเกฮีอีกสองสามประโยค โบกมือลาฆาตกรต่อเนื่องที่มีความลับบางอย่างผู้นี้ เดินกลับไปยังบาร์ ‘สัตว์กินเนื้อ’
เขาหาที่นั่งริมหน้าต่าง หยิบหนังสือที่ยืมมาออกมา แล้วอ่านในท่าสบายที่สุด
แสงแดดของโมโรลาบางครั้งก็สดใส บางครั้งก็ถูกพายุฝนบดบัง แต่นั่นไม่ส่งผลต่อการอ่านหนังสือของลูเมี่ยน เพราะเขามี ‘โคมไฟ’ ลูกไฟสีขาวสว่างจ้าติดตัวมาด้วย
เมื่อใกล้เที่ยง จูลี่กลับมาจากข้างนอก ย่างก้าวเบาหวิว ใบหน้ามีรอยยิ้ม แผ่เสน่ห์อันแรงกล้า จนพ่อครัวเนื้อมนุษย์อย่างเลส อดไม่ได้ต้องมองอยู่หลายหน
จูลี่กวาดตามองลูเมี่ยน เอ่ยถามอย่างสงสัยว่า
“คุณกำลังอ่านหนังสืออยู่หรือ?”
“ก็ไม่มีอะไรทำ” ลูเมี่ยนตอบแบบขอไปที
จูลี่ไม่สนใจหนังสือ ละสายตา เดินขึ้นชั้นบน เตรียมจะหาชุดบริกรหญิงในห้อง
ลูเมี่ยนรำพันอยู่ในใจ
ให้ตายสิ ความรู้คือพลัง ความรู้คือความมั่งคั่งเชียวนะ จะไม่สนใจกันหน่อยหรือ ว่าเรากำลังอ่านหนังสืออะไร…
ทันใดนั้นเอง เลสเดินมาข้างๆ เขาแล้วเอ่ยปาก
“เถ้าแก่ ถึงเวลามื้อกลางวันแล้วครับ”
ลูเมี่ยนพยักหน้ารับ เก็บหนังสือ ลุกขึ้นยืน
เด็กหนุ่มคิดสักครู่ แล้วพูดกับเลสด้วยใบหน้าไตร่ตรอง
“หาผ้าแดงมาผืนหนึ่ง แขวนไว้ที่หน้าประตูด้วย”
……………………………………………………..