ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 806 แสดงไมตรีจิต
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 806 แสดงไมตรีจิต
ตอนที่ 806 แสดงไมตรีจิต
อมันดีน? หากเป็นคนอื่น ฟรังก้าอาจจะจำไม่ได้แล้ว แต่สาวน้อยผู้เข้าร่วม ‘เทศกาลฝัน’ คนนี้ ที่สามารถเรียกนักพรตโลกแห่งความตายว่าอาจารย์ได้ เธอยังจำได้แม่นอยู่ — หลังจากนี้เธอจะอัญเชิญเกราะซ่อนเงาเฉินถูมา เพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติม บางทีอาจต้องขอความช่วยเหลือจากอมันดีนด้วย
คิดถึงตรงนี้ ฟรังก้าก็ล้วงมือเข้าไปใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’ นับทองคำที่ตนเก็บสะสมไว้
นับรวมเงินงวดสุดท้ายที่สมาชิกสมาคมวิจัยลิงบาบูนขนหยิก ‘บางคน’ จ่ายมา เธอมีทองคำมูลค่า 82,000 เฟลคิน และธนบัตรอีกเกือบ 20,000 เฟลคิน แค่แลกเปลี่ยนเล็กน้อย ก็เพียงพอที่จะตอบสนองข้อเรียกร้องของเกราะซ่อนเงาเฉินถู เพื่อสนทนากันหนึ่งครั้ง
แน่นอน ฟรังก้าไม่ได้คิดจะลงมือในเร็ววัน
หนึ่งเพราะลูเมี่ยนอยู่ที่โมโรลา หากไม่อาศัยการเชื่อมต่อพิเศษระหว่างเขากับคู่สัญญาในการเรียก แม้จะรู้แล้วว่าเกราะซ่อนเงาชื่อเฉินถู ฟรังก้าก็ไม่แน่ใจว่าตนจะเรียกวิญญาณจากโลกเดิมรายนี้ออกมาได้แม่นยำ เพราะนั่นอาจไม่ใช่ชื่อจริงของเขา และเมื่อแปลด้วยภาษาวิเศษอย่างภาษาเฮอร์มิสโบราณแล้ว อาจตรงกับสิ่งมีชีวิตอื่นในโลกวิญญาณก็ได้
สองคือ หากไม่มีครึ่งเทพอยู่ด้วย การเผชิญหน้ากับเกราะซ่อนเงาโดยตรง น่าจะเป็นเรื่องที่อันตรายมาก
แต่การมีอยู่ของอมันดีนอาจทดแทนครึ่งเทพได้ในระดับหนึ่ง ข่มขวัญเกราะซ่อนเงาไว้ได้
“รอให้ลูเมี่ยนกลับมาจากโมโรลา ก็จะเรียกเฉินถูได้อีกครั้ง?” ฟรังก้าทั้งตื่นเต้นคาดหวัง ระคนหวาดกลัวลังเล ความรู้สึกเหล่านี้ผสมปนเปกลายเป็นอาการ ‘ใจหายเมื่อใกล้กลับบ้าน’
ผ่านไปครู่หนึ่ง หญิงสาวบรรจงถอนหายใจ ตัดสินใจตอบอมันดีนแทนลูเมี่ยน
“อา…ลูเมี่ยนสัญญาว่าจะพาอมันดีนไปแถวๆ ‘บ่อน้ำสตรีซามาเรีย’ ให้เธอมีโอกาสได้พบ ‘นักพรตโลกแห่งความตาย’ ภายนอก ‘เทศกาลฝัน’”
“นี่เป็นเรื่องดีสำหรับพวกเรา แต่ด้วยฝีมือของเราในตอนนี้ ก็ยังนับว่าอันตรายเกินไป แถมยังไม่แน่ใจด้วยว่า ลำพังความเป็น ‘ผู้ข้ามมิติ’ ที่ราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชคมอบให้ รวมกับสถานะไพ่อาร์คาน่าเล็กของชุมนุมทาโรต์ จะช่วยให้ทะลุผ่านหมอกที่ปิดกั้นบ่อน้ำสตรีซามาเรียได้หรือไม่…”
“คงต้องรอให้ลูเมี่ยนหลุดพ้นจากโมโรลาก่อนค่อยลองดู ช่วงนี้เราต้องแสดงไมตรีจิตกับอมันดีนก่อน เพื่อวางรากฐานสำหรับความร่วมมือในอนาคต อา…รวบรวมความรู้ด้านศาสตร์เร้นลับที่สำคัญๆ ให้อมันดีนโดยไม่คิดเงิน ถึงไม่เห็นแก่หน้าพระลูกศิษย์ ก็เห็นแก่หน้าพระอาจารย์ ต่อไปถ้านักพรตโลกแห่งความตายเห็นว่าเราดีกับศิษย์ของพระองค์ขนาดนี้ ท่าทีของพระองค์อาจเปลี่ยนไปบ้าง…”
“ถามอมันดีนอีกทีว่า นอกจากพลังพรแล้ว อยากเดินบนเส้นทางแห่งเทพสายใด แล้วช่วยเธอหาสูตรโอสถกับวัตถุดิบ แต่อันนี้ให้ฟรีไม่ได้ ถ้าให้ฟรีหมดจะดูด้อยค่าเกินไป กลับจะถูกดูหมิ่นได้ง่าย บุญคุณมากเกินก็กลายเป็นเวรกรรมได้…”
“อมันดีนคงเลือกได้แค่เส้นทาง ‘รัตติกาล’ ‘มรณา’ และ ‘นักรบ’ สูตรโอสถและตะกอนพลังลำดับกลางถึงต่ำของเส้นทาง ‘นักรบ’ หาได้ง่ายกว่า ส่วนเส้นทาง ‘รัตติกาล’ อาจจะขอให้มาดามจัดจ์เมนต์ช่วยติดต่อมิสเตอร์สตาร์ได้ เขาน่าจะเป็นระดับสูงของหน่วยผู้พิทักษ์ราตรีแห่งศาสนจักรเทพธิดารัตติกาล ครั้งที่แล้วยังสวมถุงมือแดงอยู่เลย…”
“พอดีเลย เรากำลังจะรายงานความลับของนิกายนางมารที่นางมารดำเล่าไว้ขึ้นไป จะได้เอาเรื่องของอมันดีนแทรกไปด้วย ดูว่าความรู้ศาสตร์เร้นลับไหนเล่าให้ได้ ไหนเปิดเผยไม่ได้…”
คิดจัดระเบียบความคิดเสร็จ ฟรังก้าก็กลับเข้าห้องนอน นั่งที่โต๊ะเขียนหนังสือ เริ่มเขียนรายงาน
…………
ณ ทวีปใต้ ท่าเรือไพลอสในรัฐมาตานี ภายในคฤหาสน์สามชั้นที่สร้างด้วยหินอ่อนสีขาว
อมันดีนซึ่งกล้าส่งจดหมายได้เสียที พอยิ่งตกดึกก็ยิ่งตื่นตัว เดินไปเดินมาในห้องนอนที่ตกแต่งด้วยสไตล์อ่อนหวานเป็นสาวน้อย รอคอยจดหมายตอบกลับจากลูเมี่ยน
ยิ่งได้สัมผัสความรู้ด้านศาสตร์เร้นลับและผู้วิเศษมากขึ้นเท่าใด เธอก็ยิ่งเข้าใจว่า ช่องว่างระหว่างตนกับลูเมี่ยนนั้นกว้างเพียงใด และตัวเธอเองในอดีตช่างไร้เดียงสาเพียงใด
แม้เธอจะคิดว่า ตนเองสามารถใช้ชีวิตในสภาพปัจจุบันต่อไปได้ เป็นคนในสังคมชั้นสูงที่ภายนอกดูปกติแต่แท้จริงมีพลังวิเศษอยู่บ้าง แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่าง ‘เทศกาลฝัน’ รวมถึงข่าวลือต่างๆ ที่ได้รับมาจากแวดวงศาสตร์เร้นลับในพักหลัง ก็ทำให้เธอตระหนักถึงภาวะวิกฤตและความเร่งด่วน
อยู่บนทวีปใต้ อยู่ในยุคที่หายนะต่างๆ เกิดถี่ขึ้นอยู่เนืองนิจ การมีเพียงพลังลำดับ 7 ‘ฝันร้าย’ ทั้งยังต้องต่อสู้โดยลำพัง เธอกลัวจริงๆ ว่าสักวันทั้งครอบครัวจะกลายเป็นเครื่องสังเวยในพิธีบูชายัญเลือดของ ‘โรงเรียนกุหลาบ’ กลัวว่าปัญหาที่ซ่อนอยู่ใน ‘เทศกาลฝัน’ จะระเบิดขึ้นมาอย่างฉับพลัน พร้อมกับกลืนกินตัวเธอไปด้วย
ยิ่งรู้มาก ก็ยิ่งหวาดกลัว
อมันดีนรู้สึกว่า ตัวเองไม่มีวันกลับไปสู่สภาพไร้เดียงสาไร้กังวลเหมือนแต่ก่อนได้อีกแล้ว และเหนือสิ่งอื่นใด เธอยังมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะได้พลังในลำดับสูงขึ้น
เพราะนั่นจะหมายความว่า เธอจะมีวิธีมากขึ้น ได้เห็นอะไรมากขึ้น
ทันใดนั้น อมันดีนพบผู้ส่งสารร่างไหม้เกรียมที่ดูสง่างามคนก่อนหน้า เดินออกมาจากความว่างเปล่า ยื่นกระจกแต่งหน้าบานไม่ใหญ่ให้เธอ
กระจก? ลูเมี่ยน·ลีมอบกระจกให้เรา? หมายความว่ายังไง? อมันดีนรับกระจกมาด้วยความสงสัยปนอยากรู้ แล้วพบว่ามันเป็นเพียงกระจกธรรมดา ไม่มีสิ่งใดพิเศษ
ขณะที่เธอเตรียมจะถาม ‘ผู้สำนึกบาป’ บายินเฟล เธอก็สังเกตเห็นว่าผิวกระจกเริ่มมีประกายน้ำสลัวๆ
ท่ามกลางประกายน้ำที่ไหลริน กระจกแต่งหน้าค่อยๆ สว่างขึ้น เผยให้เห็นร่างหนึ่ง
โทรเลขแบบศาสตร์เร้นลับ? แถมยังเห็นอีกฝ่ายและสื่อสารกันได้โดยตรง? ช่าง…ช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ…อมันดีนไม่ทันสังเกตว่า ผู้ส่งสารในชุดเสื้อคลุมยาวสีดำของนักบวชได้จากไปแล้ว ความสนใจของเธอถูกดึงดูดไปที่กระจกในมือจนหมดสิ้น
เธอพบว่าร่างในกระจกไม่ใช่ลูเมี่ยน·ลี แต่เป็นสตรีแปลกหน้าคนหนึ่ง
สตรีผู้นั้นมีดวงตาสีทะเลสาบ ทั้งสดใสและลึกล้ำ ให้ความรู้สึกเหมือนซ่อนคำพูดนับพันนับหมื่นไว้ ชวนให้อยากค้นหา จมูกของเธอเรียวงามตรง ริมฝีปากแดงระเรื่อกับผิวขาวนวลสร้างความเย้ายวนใจ ส่วนคิ้วที่พาดเข้าไปในไรผมและผมยาวสีเชือกป่านที่รวบเป็นหางม้านั้น มอบกลิ่นอายของความสง่างาม
ช่าง…ช่างงดงามเหลือเกิน…อมันดีนเหม่อลอยไป สรรเสริญอยู่ในใจโดยสัญชาตญาณ
ตัวเธอเองก็เป็นสาวน้อยที่มีหน้าตาโดดเด่น และภูมิใจในเรื่องนี้มาตลอด แต่ครั้งนี้ เธอไม่มีความคิดที่จะเปรียบเทียบแม้แต่น้อย จมดิ่งอยู่ในความงามที่เธอไม่เคยพบเห็นมาก่อน
สายตาของเธอเลื่อนต่ำลงตามธรรมชาติ เห็นลำคอเรียวยาวขาวเนียน และปกเสื้อที่ล้อมรอบด้วยดอกลูกไม้
ด้วยเหตุผลบางประการ อมันดีนถึงเกิดแรงผลักดันอยากเห็นทั้งร่างของมาดามในกระจก อยากเห็นว่าร่างเปลือยเปล่าของเธอจะงดงามได้ถึงเพียงใด
เธอคิดว่านี่ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด ต่อให้เป็นหลวงพ่อคาลีที่ชอบแต่ผู้ชายมาเห็นเข้า ย่อมต้องเกิดแรงผลักดันคล้ายๆ กันแน่!
ฟรังก้าที่ใช้ ‘เสน่ห์’ เล็กน้อยเพื่อเพิ่มความชอบพอ ให้สะดวกต่อการสนทนาในภายหลัง ก็กำลังพินิจพิเคราะห์อมันดีนอยู่เช่นกัน
สาวน้อยผู้นี้มีเรือนผมสีดำ สยายดั่งน้ำตก ดวงตาสีคราม แฝงกลิ่นอายของความเยาว์วัยที่เบ่งบานอย่างอิสรเสรี
ทำไมลูเมี่ยนรู้จักแต่คนสวยๆ ? เป็นพรสวรรค์ของ ‘นักล่า’ หรือ? ฟรังก้ายกมุมปาก ยิ้มอ่อนหวานผ่านผิวกระจก พลางเอ่ยปาก
“ลูเมี่ยนมีธุระเร่งด่วน ไม่สามารถปลีกตัวมาได้ จึงให้ฉันมาพูดคุยกับคุณแทน”
อมันดีนพลันได้สติกลับมา หลุดพ้นจากภวังค์ที่จมดิ่งอยู่ในความงามของอีกฝ่าย
เธอมองฟรังก้าในกระจก จุดประกายความอยากรู้อยากเห็น
“คุณคือเพื่อนของมิสเตอร์ลูเมี่ยน·ลีสินะคะ? เพื่อนที่อาจจะต้องการความช่วยเหลือจากฉันในอนาคตน่ะ?”
“ใช่” ฟรังก้ายิ้มพลางพยักหน้ารับ
ฮึ่ม! ยังจะบอกว่าพวกคุณไม่ใช่คู่รัก มาดามที่งดงามขนาดนี้ แม้แต่ฉันเห็นแล้วยังใจสั่นอยากนอนด้วย แล้วนับประสาอะไรกับคุณที่เป็นผู้ชายที่ไม่ชอบผู้ชาย…อมันดีนรู้สึกว่าเธอจับได้ถึงคำลวงของลูเมี่ยน
เธอรวบผมดำที่ดูราวกับน้ำตก ถามด้วยดวงตาเป็นประกาย
“ฉันยินดีช่วยเหลือคุณ พวกคุณจะรักษาสัญญาได้ไหม?”
“เรื่องนั้นอาจต้องรออีกสักพัก รอให้ลูเมี่ยนจัดการธุระปัจจุบันให้เสร็จก่อน ส่วนคุณก็ยังไม่แข็งแกร่งพอ” ฟรังก้าพูดอย่างกระชับ “นอกเหนือจากพลังแห่งพร คุณอยากเลื่อนลำดับผ่านโอสถไหม? อยากเลือกเส้นทางใดระหว่าง ‘มรณา’ ‘รัตติกาล’ และ ‘นักรบ’?”
ฟรังก้าพูดด้วยจังหวะที่เร็วกว่าปกติ เพราะพลังของ ‘เครื่องรางน้ำแข็ง’ สามารถคงอยู่ได้ในเวลาจำกัด
หลังจากถามออกไป เธอก็นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา
กล่าวกันว่าโอสถเส้นทาง ‘นักรบ’ มีผลทำให้ตัวสูงขึ้น พอถึงช่วงท้ายๆ อาจทำให้ผู้ดื่มกลายเป็นคนยักษ์…
อา…ถ้าจะให้เด็กสาวที่น่ารักคนหนึ่งกลายเป็นหญิงงามร่างยักษ์ สูงสามสี่เมตร มันคงแปลกพิกล…ฟรังก้าไม่รู้ว่าตัวเองกำลังกังวล หรือกำลังคาดหวังกันแน่
อมันดีนเคยฟังลูเมี่ยนอธิบายมาก่อนแล้วว่า ตนสามารถเดินเส้นทางใดได้บ้าง ช่วงนี้จึงครุ่นคิดอย่างจริงจังมาตลอด ทำให้ตอบคำถามได้รวดเร็ว
“รัตติกาล”
ในฐานะสาวน้อยที่เก่งเรื่องหยั่งเจตนาของพ่อแม่มาตั้งแต่เด็ก ทั้งยังเป็นที่รักใคร่ถูกอกถูกใจของผู้ใหญ่ อมันดีนคิดว่าเมื่อร่างใน ‘เทศกาลฝัน’ มอบพลังเส้นทาง ‘รัตติกาล’ ให้เธอเพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้เพิ่มพลัง ‘มรณา’ ที่ให้โรเบิร์ต หรือพลัง ‘นักรบ’ ที่ให้คนเฝ้าสุสานบางคน ก็แสดงว่าอีกฝ่ายอาจหวังให้เธอบริสุทธิ์หน่อย มุ่งเน้นที่เส้นทาง ‘รัตติกาล’ ต่อไป
เหนือสิ่งอื่นใด เธอยังวางแผนจะไปรับพรเพิ่มเติมที่สุสานโบราณในเทศกาลฝันครั้งหน้า จึงไม่อยากทำให้ร่างนั่นต้องผิดหวัง
อยากเห็นจริงๆ ว่าพลังจากเส้นทาง ‘มรณา’ หรือ ‘นักรบ’ ถ้าผสมพรจาก ‘รัตติกาล’ จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร… ฟรังก้าพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
“ฉันจะช่วยสอบถามและรวบรวมให้ แต่คุณต้องจ่ายเงินตามสมควร หรือทำภารกิจตามที่ฉันกำหนด”
อมันดีนไม่ใช่สาวน้อยไร้เดียงสาเหมือนแต่ก่อน เธอเข้าใจถึงความล้ำค่าของสูตรโอสถและวัตถุดิบพิเศษ จึงพยักหน้าพลางเอ่ยตอบ
“ได้”
ฟรังก้าแย้มยิ้มในกระจก
“นอกจากนี้ ฉันรู้สึกขอบคุณจริงๆ ที่คุณตกลงช่วยเหลือ ไม่ว่าลูเมี่ยนจะสัญญาอะไรไว้ ฉันจะมอบความรู้ด้านศาสตร์เร้นลับให้คุณอีกหนึ่งอย่าง โดยไม่ต้องทำอะไรตอบแทน”
“จริงหรือ?” อมันดีนรู้สึกดีใจเป็นล้นพ้น
มาดามที่งดงามคนนี้ ช่างมีจิตใจกว้างขวางโดยแท้จริง!
แถมยังไม่ใช่ความใจกว้างที่มีกับดัก เพราะสูตรโอสถและวัตถุดิบพิเศษล้วนต้องจ่ายเงิน
ฟรังก้ายังไม่ตอบทันที เพียงยิ้มพลางกล่าวต่อไป
“จำไว้นะ ฉันชื่อฟรังก้า”
ขณะที่พูด เธอยกมือขวาขึ้น ดันปึกกระดาษที่เย็บรวมกันไว้ออกมาข้างหน้า
ในสายตาของอมันดีน ปึกกระดาษขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ทะลุผิวกระจกออกมา ตกลงบนฝ่ามือของเธอ ส่วนร่างของฟรังก้าในกระจกได้หายไปแล้ว
ฟรังก้า…เข้ากันได้ดีกับลูเมี่ยน·ลีพอสมควร…อมันดีนจินตนาการภาพของลูเมี่ยนกับฟรังก้าอยู่ด้วยกัน แล้วก็พลันเกิดความคิดแวบหวาม
เธอพึมพำกับตัวเองในใจ
“จะต้องงดงามมากแน่ๆ อยากเห็นจังเลย…”
ข่มภาพที่จินตนาการในสมองเอาไว้ อมันดีนหันเหสายตาไปยังกระดาษในมือ กวาดตาผ่านบรรทัดหนึ่ง
“กฎการรวมตัวของตะกอนพลัง…”
นี่มัน…อมันดีนรู้สึกงุนงงอย่างยิ่ง แต่ก็ตื่นตะลึงอย่างบอกไม่ถูก
…………
โมโรลา ยามดึกสงัด
หลังจากบาร์ ‘สัตว์กินเนื้อ’ ปิดทำการ ลูเมี่ยนออกมาจากประตูหลัง เห็นกูซินที่สวมหมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูง
กูซินบรรจงแสยะยิ้ม
“ผมพร้อมพาคุณไปยังสถานที่รับการทดสอบแล้ว”
……………………………………………………..