ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 807 สิ่งที่มองข้าม
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 807 สิ่งที่มองข้าม
ตอนที่ 807 สิ่งที่มองข้าม
ยามค่ำคืนของโมโรลาปราศจากไฟถนน อาศัยเพียงแสงจันทร์สีชาดที่อยู่สูงบนฟ้าคอยส่องสว่าง ทุกหนแห่งเต็มไปด้วยความมืดมิดและเงามืดทึบ
กูซินในชุดสุภาพบุรุษ ถือตะเกียงพาลูเมี่ยนมาถึงย่านหนึ่งใกล้ชายขอบเมือง
ที่นี่ถูกทิ้งร้างไปแล้ว เพราะภูเขาไฟลูกไม่สูงนัก ผุดขึ้นมาจากพื้นดิน กลืนกินบ้านเรือนไปหลายหลัง รอบข้างเป็นซากปรักหักพังที่ไหม้เกรียม
“สถานที่ที่คุณว่า อย่าบอกนะว่าอยู่ใต้ภูเขาไฟ?” ลูเมี่ยนเหลียวซ้ายแลขวา จัดแขนเสื้อพลางพูดพร้อมรอยยิ้ม
กูซินบรรจงพยักหน้ารับ
“ใช่ ตอนที่ภูเขาไฟระเบิดครั้งนั้น ส่งผลกระทบถึงส่วนใต้ดินของสุสาน จนพลังด้านในรั่วไหลออกมา ลาวาถอยกลับไปอย่างรวดเร็ว เหลือไว้แต่โพรงว่างเปล่า”
“ถ้าคุณสามารถหาเส้นทางที่ถูกต้องในโพรงที่เต็มไปด้วยหมอกแห่งสงคราม แล้วไปถึงจุดหมายที่กำหนดได้ ก็แสดงว่าคุณมีคุณสมบัติพอที่จะบุกเข้าไปยังใต้ดินของสุสานพร้อมกับพวกเรา”
หมอกแห่งสงคราม…กูซินใช้คำนี้บรรยายหมอกใต้พื้นดินมาตลอด มันคงรั่วมาจากอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดิน ซึ่งที่นั่นมี ‘0-01’ ที่เป็นตัวแทนของ ‘นักบวชสีชาด’…ลูเมี่ยนไม่ได้เสกลูกไฟสีขาวโชติช่วงขึ้นมาส่องสว่าง เพียงเดินตามกูซินที่ถือตะเกียง เลี้ยวเข้าไปในตึกหลังหนึ่งริมเขตภูเขาไฟ
ภายในบ้านที่เต็มไปด้วยหินภูเขาไฟแข็งตัว ทั้งสองเดินตามบันไดที่ดูเหมือนจะพังลงมาได้ทุกเมื่อ เข้าไปในห้องใต้ดินที่พังไปกว่าครึ่ง
ผนังห้องใต้ดินมีช่องแยกอ้าออก ด้านนอกเป็นโพรงที่มีหมอกหนาทึบลอยอยู่
“คุณต้องเดินไปที่ตรงนั้น ซึ่งใกล้กับส่วนใต้ดินของสุสาน จุดตะเกียงน้ำมันที่อยู่ระหว่างรูปปั้นหินทั้งสี่ จงจำเอาไว้ ที่นั่นมีรูปปั้นมนุษย์สี่รูป หันหน้าเข้าหากันเป็นคู่ๆ” กูซินแขวนตะเกียงไว้บนกระเบื้องหิน ซึ่งยื่นออกมาจากช่องผนัง แล้วหยิบแผนที่หยาบๆ ออกมา ชี้ไปยังตำแหน่งจุดหมาย
ลูเมี่ยนมองดูอย่างพินิจพิเคราะห์สักหนึ่งสองนาที แล้วทอดสายตาครุ่นคิดไปยังหมอกหนาทึบนอกช่องผนัง
“หมอกนี้มีอะไรพิเศษหรือ?”
กูซินกดหมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูงบนศีรษะ แล้วยิ้มพลางเอ่ยตอบ
“มันจะลดทัศนวิสัยของคุณลงอย่างมาก ก่อกวนการได้ยินและการได้กลิ่น กดการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกายดาราของคุณกับโลกวิญญาณ จนสัญญาณเตือนทางพลังวิญญาณและลางสังหรณ์ทางพลังวิญญาณทื่อลง”
“ยังมีอีกไหม?” ลูเมี่ยนถามต่อด้วยท่าทีผ่อนคลาย
กูซินคิดอยู่สองสามวินาทีแล้วเอ่ยต่อ
“หมอกแห่งสงครามได้ครอบคลุมโลกวิญญาณในละแวกนี้เข้าไปด้วย ผู้วิเศษบางคนแม้จะสามารถเข้าสู่โลกวิญญาณได้ ก็ไม่อาจระบุตำแหน่งและหลุดออกจากหมอกได้ ถ้าพยายามจะ ‘เทเลพอร์ต’ ออกไป อาจจะหลงไปอยู่ที่ไหนสักแห่งในโมโรลา ไม่มีวันกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงได้อีก”
เทเลพอร์ตได้แค่ระยะตาเห็นเท่านั้นหรือ? แล้วด้วยสายตาของ ‘นักล่า’ ตอนนี้ เรามองเห็นได้ไกลแค่ห้าหกเมตรเท่านั้น…ลูเมี่ยนพอจะเข้าใจการทำงานของหมอกแห่งสงครามแล้ว จึงหัวเราะในลำคอ
“ถ้าผมสร้างพายุหมุนขึ้นมา จะพัดหมอกให้กระจายได้ไหม?”
“พวกเราเคยลองแล้ว ได้ผล แต่พอลมหยุด หมอกก็จะไหลกลับมาอีก และการพัดให้กระจายจะได้ผลแค่ในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ส่งผลต่อส่วนของหมอกที่รั่วซึมเข้าไปในโลกวิญญาณ” กูซินอธิบายผลการทดลองในอดีตอย่างรวบรัด
ลูเมี่ยนถามรายละเอียดเพิ่มอีกสองสามอย่าง แล้วยิ้มพลางปั้นเปลวไฟสีขาวโชติช่วงขึ้นมาลูกหนึ่ง ปล่อยให้มันลอยอยู่เหนือศีรษะของตน
เด็กหนุ่มก้าวไปข้างหน้า ผ่านช่องผนังดังกล่าว ค่อยๆ ย่างเข้าไปในหมอกหนาทึบ
หมอกนี้ไม่ได้เย็นชื้นเหมือนทุกที กลับมอบความรู้สึกแสบร้อนราวกับถูกไฟลวก พอลูเมี่ยนสูดเข้าจมูก ทางเดินหายใจก็พลันแสบร้อนเบาๆ โดยมีกลิ่นไหม้ กลิ่นคาว กลิ่นสนิมเหล็ก ถาโถมห้วงความคิดของเขาพร้อมกัน
หมอกหนาทึบที่ดูคล้ายกับอยู่ในสภาพแข็งตัว เริ่มเกิดการปั่นป่วน พื้นดินสั่นสะเทือนเล็กน้อยตามไปด้วย
ห่างออกไปห้าหกเมตร ลูเมี่ยนเห็นร่างสูงใหญ่หลายร่างเดินออกมาจากในหมอก
ร่างเหล่านี้ถูกหล่อขึ้นจากเหล็กดำ บนผิวมีคราบสนิมสีแดงคล้ำอยู่มาก ราวกับเป็นหุ่นโลหะที่ถูกทิ้งร้างมาหลายปี
พวกมันบางตัวขาดแขน บางตัวประกอบร่างกายไม่สมส่วน บางตัวมีรูใหญ่ตรงช่วงอกและท้อง ทั้งหมดเดินโงนเงนมาหาลูเมี่ยนจากทุกทิศทาง ในมือถือดาบใหญ่ส่องประกายวาววับ
ลูเมี่ยนหัวเราะในลำคอ
“ใครเก็บพวกแกมาจากกองขยะกันล่ะ?”
“นำของเหลือๆ มารีไซเคิลหรือ?”
ยังพูดไม่ทันจบ ร่างของเด็กหนุ่มก็หายไปจากตำแหน่ง แล้วโผล่อีกครั้งด้านหลังของหุ่นเหล็กตัวหนึ่ง
ดวงตาของเขาย้อมเป็นสีดำเหล็ก กำปั้นขวาลุกท่วมด้วยเปลวไฟสีขาวโชติช่วง พุ่งกระแทกใส่จุดต่อสะโพกของหุ่นเหล็ก ประหนึ่งวิหคยักษ์ร่อนโฉบ
ทันใดนั้น หอกเปลวไฟสีขาวเล่มหนึ่งพุ่งออกมาจากช่องผนัง ด้วยความเร็วสูงจนน่าหวาดหวั่น ตรงเข้าหาลูเมี่ยนที่เพิ่งจะชกหมัดออกไป
ลูเมี่ยนหลบไม่ทัน ใช้ ‘ข้ามโลกวิญญาณ’ ก็ไม่ทัน ได้แต่อาศัยจังหวะที่กำปั้นขวากำลังพุ่ง ลงล้มตัวไปที่พื้น
พร้อมกันนั้น เขาก็เตรียมสลับร่างกับเงาของตัวเอง
เปรี้ยง!
กำปั้นขวาที่มีเปลวไฟสีขาวลุกท่วม ชนเข้ากับสะโพกของหุ่นเหล็ก จนตรงนั้นแตกร้าวเป็นใยแมงมุม
ถัดมา กำปั้นของเขาก็ถูไถไปตามผิวโลหะ พาร่างล้มลงบนพื้น ช่วยให้เขาหลบหอกเปลวไฟสีขาวได้อย่างหวุดหวิด เพียงแต่เส้นผมถูกไฟลวกไปบ้าง
ท่ามกลางเสียงอึกทึก หอกเปลวไฟสีขาวทะลวงร่างหุ่นเหล็ก แล้วตกลงบนพื้นห่างออกไปสองเมตร เผยให้เห็นร่างของกูซินที่สวมหมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูง
คนที่โจมตีลูเมี่ยน ก็คือผู้ที่ทดสอบเขานี่เอง!
ตัวอันตรายอันดับสองของโมโรลา!
กรอบแกรบ กรอบแกรบ! หุ่นเหล็กเดินไปข้างหน้าอีกก้าวด้วยแรงเฉื่อย ร่างกายเริ่มแตกสลายจากบริเวณสะโพก ถล่มลงมากลายเป็นกองเศษเหล็ก
ลูเมี่ยนที่ล้มอยู่บนพื้นไม่ได้กลิ้งตัว อาศัยจังหวะที่ยังไม่ได้ออกห่างจากห้องใต้ดินมากนัก ‘เทเลพอร์ต’ ไปยังตำแหน่งช่องผนังที่ถูกหมอกหนาทึบปกคลุมแล้วเคลื่อนที่ให้ไกลที่สุดเท่าที่จะมองเห็นได้ เพื่อหลุดพ้นจากหมอกแห่งสงครามโดยเร็ว
ถึงตอนนั้น ไม่ว่าจะหันไปจัดการกูซิน หรือหาโอกาสหลบหนี ก็ล้วนทำได้สบายกว่าปัจจุบัน
ในสถานการณ์ที่มีตัวเลือก พยายามอย่าต่อสู้ในสถานที่ที่คนอื่นวางกับดักไว้!
ร่างของลูเมี่ยนเพิ่งปรากฏในหมอกหนาใกล้ช่องใต้ดิน ดวงตาก็พลันสะท้อนภาพหอกโลหะ พันด้วยเปลวไฟสีขาวโชติช่วง ราวกับรออยู่ตรงนี้เพื่อให้ลูเมี่ยนวิ่งชนเข้ามาเอง แทงตรงไปยังหัวใจของเด็กหนุ่ม
นอกจากกูซินแล้ว ยังมีคนซุ่มโจมตีอยู่อีก!
เหนือสิ่งอื่นใด การโจมตีของกูซินเมื่อครู่ ดูเหมือนจะมีเจตนาล่อให้ลูเมี่ยน ‘เทเลพอร์ต’ ไปยังทางออก เพื่อให้เขาเดินเข้ากับดักด้วยตัวเอง!
ณ ปัจจุบัน ลูเมี่ยนอยู่ในโมโรลา ห่างไกลจากฟรังก้าและจินนามาก ไม่สามารถยืมใช้ ‘กระจกตัวแทน’ ที่พวกเธอสร้างได้ ทำได้เพียงกระตุ้นรอยประทับพันธสัญญา เพื่อสลับตำแหน่งของร่างจริงกับเงาที่สะท้อนจากแสงไฟวูบวาบ
พรวด!
หอกโลหะที่พันด้วยเปลวไฟสีขาวโชติช่วง แทงทะลุอกของลูเมี่ยน ทำให้ร่างทั้งร่างลุกไหม้
แต่ร่างของลูเมี่ยนกลับบางลง ดำมืดลง ละลายหายไปในแสงไฟราวกับเงา
คนที่กำลังถือหอกโลหะเดินผ่านช่องเข้ามาในหมอกแห่งสงคราม
ผมเผ้าของเขาดูราวกับถูกย้อมด้วยสีเลือด ใบหน้ามีความดุดันอย่างยิ่ง สวมแจ็กเกตพื้นดำลายแดง ชัดเจนว่าคืออัลบัส·เมดีซี
อัลบัส·เมดีซีที่กูซินควรจะกำลังตามหา กลับมาปรากฏตัวที่นี่!
ร่างของลูเมี่ยนวาดเค้าขึ้นอย่างรวดเร็วในอีกทิศทางหนึ่ง แต่เพราะข้อจำกัดของหมอกแห่งสงคราม ระยะห่างระหว่างเขากับอัลบัส กูซิน และหุ่นเหล็กที่เหลือ จึงไม่เกินหกเมตร
เด็กหนุ่มพบว่ากลางหน้าผากของกูซินเรืองแดงริบๆ ราวกับมีบางสิ่งกำลังจะเจาะออกมา เห็นเส้นผมของอัลบัสปกคลุมด้วยเปลวไฟสีแดงเพลิง สยายลงมา ดูเหมือนจะยาวขึ้นจากเดิมที่สั้น
“ไอ้คนทรยศ” กูซินหรี่ตาลง กล่าวเสียงต่ำราวกับประกาศความผิด
เขาพลันสร้างลูกไฟสีขาวขึ้นลูกแล้วลูกเล่า สั่งให้พวกมันถล่มใส่ลูเมี่ยนแบบปูพรม
ดูเหมือนเขาจะไม่กลัวว่า มันจะกระทบถึงตัวเองและอัลบัสเลย ทั้งที่ระยะห่างมีเพียงห้าหกเมตร ซึ่งลูกไฟที่เขาสร้างขึ้นตอนนี้ สามารถถล่มบาร์ ‘สัตว์กินเนื้อ’ ให้ราบเป็นหน้ากลองได้
เมื่อได้ยินคำพูดของกูซิน กอปรกับเห็นท่าทีของอัลบัส·เมดีซี ลูเมี่ยนก็พลันเข้าใจสาเหตุที่ตนถูกโจมตี
เขาละเลยการมีอยู่ของ ‘ชุมนุมกางเขนเลือดเหล็ก’!
องค์กรลับที่มี ‘นักล่า’ เป็นเส้นทางหลัก น่าจะกำลังตามหาร่องรอยของ ‘0-01’ ด้วยเช่นกัน เวลาผ่านไปหลายปี มีความเป็นไปได้สูงว่ามีคนแฝงตัวเข้ามาในโมโรลาแล้ว
หนึ่งในคนพวกนั้นก็คือกูซิน!
และด้วยความสัมพันธ์อันประหลาดระหว่างสมาชิกแกนนำ ‘ชุมนุมกางเขนเลือดเหล็ก’ กับทรีอาร์ยุคที่สี่ การที่พวกเขาสามารถรักษาความเป็นตัวเองได้ในระดับหนึ่งในโมโรลา อาศัยพลังที่แผ่ซ่านของ ‘0-01’ รับรู้การใกล้เข้ามาของหน่วยบังคับใช้กฎหมายได้ล่วงหน้า ก็ล้วนเข้าใจได้ทั้งหมด ทั้งยังสอดคล้องกับพฤติกรรมของกูซิน!
สถานการณ์ตอนนี้คือ อัลบัส·เมดีซีดูเหมือนจะยังร่วมมือกับ ‘ชุมนุมกางเขนเลือดเหล็ก’ เพื่อใช้ประโยชน์จากองค์กรลับนี้อยู่ ส่งผลให้ความพยายามของลูเมี่ยนที่จะอาศัยอำนาจของกูซินกับพรรคพวก ตามหาตัวอัลบัส·เมดีซี กลับถูกพวกเขาใช้ประโยชน์ กลายเป็นการวางกับดัก
มองดูลูกไฟสีขาวโชติช่วงที่ทยอยพุ่งเข้ามา มองดูอัลบัส·เมดีซีที่ยืนขวางทางออกโดยไม่รู้ว่ากำลังเตรียมอะไรอยู่ ลูเมี่ยนไม่ได้ลังเลแม้แต่น้อย แสงริบหรี่สว่างวาบขึ้นจากแขนเสื้อ ช่วยให้ร่างกายหายวับไปอีกครา
แต่คราวนี้ ในตำแหน่งที่เด็กหนุ่มเคยอยู่ มีกระจกแต่งหน้าบานหนึ่งกำลังร่วงหล่น
มันร่วงลงตรงๆ ภายในหมอกหนาทึบ แตกเป็นรอยร้าวหลายแนวด้วยเสียงแกร่ก
บึ้มบึ้ม!
กลุ่มลูกไฟสีขาวที่กูซินสร้างขึ้น ทยอยระเบิดในรัศมีเพียงห้าหกเมตร ไม่สามารถดันหมอกแห่งสงครามที่หนาทึบออกไปได้
ท่ามกลางแรงระเบิด กระจกแต่งหน้าบานดังกล่าวถึงคราวแตกเป็นเสี่ยงๆ เศษกระจกบางส่วนแตกละเอียดเป็นผง บางส่วนหลอมละลายแล้วแข็งตัวใหม่
อัลบัสมองดูแสงไฟสีขาวโชติช่วงที่ลอยสูง สัมผัสได้ถึงคลื่นแรงระเบิดที่ซัดเข้าใส่ จึงพึมพำด้วยสีหน้าฉงนสนเท่ห์
“ใช้โลกในกระจก?”
เบื้องหลังกระจกอันมืดมนว่างเปล่า ลูเมี่ยนที่ใช้ ‘กระดุมกระจก’ อีกครั้งรีบมองไปข้างหน้า พบว่าอุโมงค์รูปใยแมงมุมที่เลือนรางและมืดมิดเหล่านั้น ยังไม่ถูกหมอกแห่งสงครามกัดกร่อน
อย่างที่คิด ในโมโรลา โลกในกระจกถือเป็นสิ่งพิเศษ…ลูเมี่ยนก็อาศัยการมี ‘กระดุมกระจก’ นี่แหละ ถึงกล้าที่จะ ‘เชื่อใจ’ กูซิน กล้าที่จะเดินเข้าไปในหมอกแห่งสงครามแล้ว ‘ยอมรับ’ การทดสอบ
แน่นอน ด้วยการมีสมบัติวิเศษอย่าง ‘ดาบเหี้ยมหาญ’ เมื่อครู่เขาก็ไม่ใช่ว่าจะสู้ไม่ไหว แต่ในสถานการณ์ที่ยังไม่รู้ไพ่ตายของอัลบัส·เมดีซี เด็กหนุ่มไม่อยากเอาชีวิตเข้าเสี่ยงในสนามรบที่อีกฝ่ายวางกับดักไว้
ลูเมี่ยนรีบเลือกรอยประทับกระจกเงาแห่งหนึ่งในโมโรลา ใช้ ‘ข้ามโลกวิญญาณ’ จากไปจากที่นี่
เขาเพิ่งจะหายตัวไป พื้นที่หลังกระจกอันว่างเปล่าและมืดมิด ก็พังทลายลงอย่างไร้สุ้มเสียงตามการแตกสลายของกระจก
จุดหมายปลายทางการ ‘เทเลพอร์ต’ ของลูเมี่ยนคือกระจกในห้องของจูลี่
เขาเพิ่งมาถึงจุดหมาย ก็มองสำรวจสภาพภายนอกผ่านผิวกระจก พบว่า ‘นางมาร’ จูลี่หายไปไหนก็สุดจะรู้ ไม่ได้นอนอยู่บนเตียง
มุมปากของลูเมี่ยนบรรจงยกโค้งขึ้น
……………………………………………………..