ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 808 กลับคืน
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 808 กลับคืน
ตอนที่ 808 กลับคืน
ไม่ไกลจากย่านที่ถูกทิ้งร้าง อัลบัส·เมดีซีที่แยกจากกูซิน เดินไปตามเงาข้างถนน มุ่งหน้าไปทางสุสาน
ทันใดนั้น เขาหยุดชะงัก ราวกับรู้สึกถึงกระแสมืดที่กำลังไหลวนอยู่ในความมืดบริเวณใกล้เคียง
อัลบัสหัวเราะในลำคอ ทันใดนั้นหมอกหนาทึบก็พวยพุ่งออกมาโดยรอบ ปกคลุมร่างของเขาไปพร้อมถนนเกือบครึ่งสาย
ผ่านไปสิบกว่าวินาที เมื่อหมอกค่อยๆ จางหาย อัลบัสก็ไม่อยู่ที่เดิมแล้ว
เขาหายตัวไป
จากเงามืดที่ถูกหมอกปกคลุมเมื่อครู่ จูลี่ในชุดกระโปรงยาวผ่าข้างผมมัดรวบ ย่างกรายออกมา จ้องมองไปยังจุดที่อัลบัสยืนอยู่เมื่อครู่อยู่หลายวินาที
นิ้วกลางข้างซ้ายของเธอสวมแหวนทองประดับอัญมณีสีน้ำเงิน
จูลี่ละสายตากลับ สีหน้าดูหม่นหมอง เดินไปยังย่านที่เหล่าผู้ถูกเนรเทศรวมตัวกันอยู่
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด ในราตรีอันมืดมิด เสียงร้องด้วยความทุกข์ระทมของชายคนหนึ่ง ดังออกมาจากห้องแห่งหนึ่ง
…………
ลูเมี่ยนกลับมายังกระจกเงาบานเต็มตัวในห้องของเขา เดินออกมาแล้วล้มตัวลงบนเตียง
หลังจากพบว่าจูลี่แอบจากไปจากบาร์ ‘สัตว์กินเนื้อ’ เขาก็ทราบทันทีว่า ‘นางมาร’ รายนี้แอบติดตามเขากับกูซินอยู่เมื่อครู่
นี่เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ลูเมี่ยนต้องการให้เกิด
หากไม่แล้ว เขาคงไม่พูดคุยกับกูซินที่บาร์เกี่ยวกับการค้นหาอัลบัส·เมดีซี รวมถึงการรับการทดสอบ
นั่นก็เพื่อให้จูลี่ที่ทำหน้าที่เป็นบาร์เทนเดอร์ชั่วคราวได้ยิน!
แม้ว่าเขาและกูซินจะพูดเสียงเบา แต่ในระยะที่ใกล้ขนาดนั้น ด้วยการได้ยินของ ‘นางมาร’ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะจับสาระสำคัญพลาดไป
แน่นอน ตอนนั้นลูเมี่ยนไม่ได้วางตัวจูลี่ไว้เป็นแผนสำรองเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน เพราะก่อนหน้านี้ กูซินได้เห็นการต่อสู้ที่ ‘นางมาร’ คนนี้สังหารวิเจย์พัน ทั้งยังสังเกตเห็นความงามดั่งบุปผาและเสน่ห์อันล้นเหลือของเธอ ผู้แปลงกายเป็นบาร์เทนเดอร์อย่างชัดเจน
ในสถานการณ์ดังกล่าว หากกูซินมีประสบการณ์สักนิด ก็คงเดาได้ว่าจูลี่เป็น ‘นางมาร’ แล้วต้องระวังตัว พลางตระหนักว่าอีกฝ่ายได้ยินเนื้อหาการสนทนา
ลูเมี่ยนเพียงแต่หวังจะวินิจฉัยจากปฏิกิริยาของจูลี่ว่า นิกายนางมารคืบหน้าในเรื่อง ‘0-01’ ไปถึงขั้นไหนแล้ว
หากนิกายนางมารอาศัยการสืบค้นอันยาวนานของชาลิสต์กับ ‘นางมาร’ คนอื่นๆ จนเตรียมการเสร็จสิ้นแล้ว เหลือเพียงรอโอกาสลงมือครั้งสุดท้าย จูลี่ก็คงไม่สร้างปัญหาเพิ่มเติม จะอดทนรักษาสถานะปัจจุบันไว้ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ลูเมี่ยนก็ต้องคอยจับตาดูจูลี่และชาลิสต์อย่างใกล้ชิด ไม่ให้พวกเธอชิงลงมือก่อน
หากนิกายนางมารยังไม่มีความมั่นใจเพียงพอ ยังขาดข้อมูลอีกมาก จูลี่ก็มีแนวโน้มสูงที่จะฉวยโอกาสนี้ หยั่งเชิงว่าจะได้ข้อมูลเพิ่มเติมจากกูซิน ผู้เป็นบุคคลอันตรายอันดับสองของโมโรลา รวมถึงจากพวกกบฏที่เชื่อมโยงผ่านเขาได้หรือไม่ เพื่อทำให้แผนปฏิบัติการของตนสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ลูเมี่ยนก็จะไม่ต้องรีบร้อนมาก ไม่ต้องคอยติดตามย่างก้าวของพวก ‘นางมาร’ ตลอดเวลา สามารถแบ่งกำลังและเวลาไปสืบสวนในด้านอื่นๆ ได้
ในประเด็นดังกล่าว เขาถือว่าบรรลุเป้าหมายได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ปัจจุบัน สิ่งที่ลูเมี่ยนรอคอยยิ่งกว่าคือ เมื่อจูลี่ติดตามกูซินและตัวเขา ไปจนพบอัลบัส·เมดีซี เธอจะมีปฏิกิริยาอย่างไร จะลองทำอะไรบ้าง
“จะลงมือสังหารทันที หรือจะอดทนรอ รอจนกว่าอัลบัสกับกูซินแยกจากกันแล้วค่อยจัดการทีละคน? หรือไม่ก็ไปปรึกษากับชาลิสต์ก่อน? น่าเสียดายจริงๆ เราไม่รู้ว่าพวกเขาจะเผชิญหน้ากันที่ไหน เลยไม่สามารถไปแอบดูการต่อสู้ เพื่อยืนยันว่าแต่ละคนมีไพ่เด็ดอะไรบ้าง ในกรณีนั้น หากโชคดีเพียงพอ บางทีอาจจะได้จัดการพวกเขาที่ต่างก็บาดเจ็บไปพร้อมกัน…” ลูเมี่ยนถอนหายใจอย่างเสียดายบนเตียง
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด เขาตระหนักถึงความเคลื่อนไหวเล็กๆ ในห้องของจูลี่
‘นางมาร’ คนนี้กลับมาแล้ว
ลูเมี่ยนสูดจมูกเบาๆ จนได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ
เด็กหนุ่มหัวเราะในลำคอ พลางเย้ยหยันในใจ
“อัลบัส นายสูญเสียของรักไปแล้วหรือ? ไม่รู้ว่าหลังจากเป็น ‘อัศวินเลือดเหล็ก’ แล้วจะงอกขึ้นมาใหม่ได้หรือไม่…”
“แต่เมื่อครู่ทั่วทั้งโมโรลาไม่มีความเคลื่อนไหวใหญ่โต ไม่เหมือนมีการต่อสู้ครั้งใหญ่เกิดขึ้น…ดังนั้น เนื่องจากจูลี่ระบุตำแหน่งของอัลบัสไม่สำเร็จ ก็เลยไปหาผู้ชายสักคนมาระบายอารมณ์แทน?”
ลูเมี่ยนรอคอยอย่างอดทนอยู่พักหนึ่ง รอจนกระทั่ง ‘เมืองเนรเทศ’ โมโรลาจมดิ่งสู่ความมืดมิดยามราตรี จึงแปลงร่างเป็นสัตว์เงา หลอมรวมเข้ากับความมืดในห้อง
เด็กหนุ่มเคลื่อนไหวอย่างไวว่อง กลับไปยังย่านร้างที่มีภูเขาไฟ มาถึงหน้าช่องแยกในห้องใต้ดิน จ้องมองโพรงที่เต็มไปด้วยหมอกหนาทึบอีกครั้ง
เขารู้สึกว่าพื้นที่แห่งนี้ จำเป็นต้องเข้าไปสำรวจอย่างละเอียด ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจเนื้อหาบางส่วนในเอกสารผนึก ‘0-01’ ได้ดีขึ้น รวมถึงเข้าใจสถานการณ์ของอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดินมากขึ้น
ส่วนกูซินและอัลบัสคงคาดไม่ถึงว่า เขาจะย้อนกลับมาที่นี่อีก โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่พวกตนอาจถูกจูลี่โจมตี!
“หมอกไม่หนาเท่าเมื่อครู่ มองเห็นได้ไกลสิบสามสิบสี่เมตร…ก่อนหน้านี้เป็นเพราะอัลบัสกับกูซินใช้ความพิเศษหรือวัตถุสักชนิด เพื่อเพิ่มความหนาแน่นของหมอกสงครามหรือ?” ลูเมี่ยนพินิจหมอกตรงหน้าสองสามวินาที จนได้ข้อสรุปเบื้องต้น
เด็กหนุ่มรีบเสกลูกไฟสีขาวสว่างจ้าเพื่อมอบแสง แล้วบรรจงเดินเข้าไปในหมอกสงคราม
หมอกสงครามมอบความรู้สึกคล้ายกับครั้งก่อน ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอื่นใด ลูเมี่ยนเดินไปได้ระยะหนึ่งก็หยิบขวดน้ำหอมออกมา หยดลงบนพื้นสองสามหยด
นี่เป็นการเตรียมตัวสำหรับขากลับ
ปัจจุบัน ลูเมี่ยนกำลังมุ่งหน้าไปยังเขตรูปปั้น ซึ่งกูซินได้ทำเครื่องหมายไว้บนแผนที่
ในสภาพแวดล้อมที่มีหมอกปกคลุม เงียบสงัดราวกับความตาย มีเพียงเสียงย่างก้าวแผ่วเบาสะท้อนก้อง ลูเมี่ยนแยกแยะภูมิประเทศไปพลาง ก้าวผ่านหุ่นเหล็กดำที่ซ่อนอยู่ในหมอกทีละตัว
ในที่สุด เด็กหนุ่มก็มาถึงจุดหมายด้วยความสามารถของ ‘นักล่า’ และแผนที่ในหัวสมอง
บริเวณนี้มีรูปปั้นหินสีเทาขาวสูงกว่าสองเมตรสี่รูป ตั้งชิดผนังหิน
รูปปั้นหันหน้าเข้าหากันเป็นคู่ๆ ใบหน้าพร่ามัว สวมเครื่องแต่งกายประหลาด บนศีรษะพันผ้าสี่เหลี่ยมทุกรูป
ตรงกลางระหว่างรูปปั้นมีแท่นหินกึ่งสูง บนนั้นวางตะเกียงน้ำมันที่ยังไม่ได้จุด
“ใครเป็นคนสร้างรูปปั้นพวกนี้? คงไม่ใช่ของเดิมที่มีอยู่แล้ว ตามเอกสารการผนึก ‘0-01’ ที่นี่ไม่ใช่อนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดิน แต่เป็นใต้ดินปกติ…หลังจากภูเขาไฟระเบิดครั้งนั้น พลังของอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดินรั่วไหลออกมาเล็กน้อย มีคนใช้โอกาสนี้สร้างรูปปั้นสี่รูปแล้ววางตะเกียงไว้ที่นี่? เพื่อจุดประสงค์อะไร?” ลูเมี่ยนจ้องมองกองไฟสีขาวสว่าง พลางพึมพำกับตัวเองเงียบงัน
จากสไตล์ของรูปปั้น รวมถึงการจัดวางโดยรวม เด็กหนุ่มเชื่อว่าคงไม่ใช่การสร้างโดยศาสนจักรความรู้เพื่อเสริมการผนึก แต่น่าจะเป็นฝีมือของ ‘ชุมนุมกางเขนเลือดเหล็ก’ เสียมากกว่า กูซินถึงได้รู้สถานการณ์อย่างชัดเจน
ในขณะเดียวกัน ลูเมี่ยนพบว่าเสียงเรียกจากใต้ดิน เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ แล้ว
ราวกับว่ามันอยู่หลังผนังหิน รอให้เขาไปหา
ลูเมี่ยนสูดหายใจเข้า ข่มความรู้สึกดังกล่าวเอาไว้
เขาเดินวนรอบรูปปั้นทั้งสี่ เดินรอบตะเกียงบนแท่นหินกึ่งสูงหลายรอบ แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ
ลูเมี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จนกระทั่งผุดความคิดสองประการ
หนึ่งคือ จุดตะเกียงน้ำมัน รอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น สองคือ ฉวยโอกาสนี้ทำลายมัน เพื่อกระตุ้นให้เกิดความผิดปกติที่อาจมีอยู่
“ช่างเถอะ การจุดตะเกียงอันตรายเกินไป อีกอย่างยังไม่ถึงเวลาที่จำเป็นต้องทำ…” ลูเมี่ยนชั่งใจครู่หนึ่ง แล้วเลือกความคิดที่สอง
การทำลายย่อมง่ายกว่าการสร้างเสมอ!
แล้วถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นจริง การทิ้งความเสียหายไว้แล้วหนีไป ย่อมมีความหมายมากกว่าปล่อยให้ที่นี่อยู่ในสภาพสมบูรณ์
ลูเมี่ยนยื่นมือคว้าดึงลูกไฟสีขาวสว่างจ้าออกมาลูกหนึ่ง วางมันไว้ตรงฐานของหนึ่งในรูปปั้น ปล่อยให้มันอยู่ในสภาพระเบิดหน่วงเวลา
หลังจากตั้งค่า ‘ระเบิดเวลา’ ครบทั้งห้าลูกแล้ว ลูเมี่ยนก็เดินออกไปสิบกว่าเมตร ซ่อนตัวในหมอกหนา แล้วดีดนิ้วดังเป๊าะ
บึ้มบึ้ม!
รูปปั้นทั้งสี่ รวมถึงแท่นหินกึ่งสูง เกิดระเบิดอย่างหนักหน่วงพร้อมกัน ทุกอันล้วนแตกร้าวจากฐาน พังทลายอย่างรวดเร็ว กลายเป็นกองหินปรักหักพัง
การระเบิดทำให้หมอกหนาในบริเวณนี้จางลงเล็กน้อย ลูเมี่ยนจึงเห็นสภาพของรูปปั้นและแท่นหิน
ไม่มีความผิดปกติเกิดขึ้น ไม่มีอันตรายปรากฏ…ดีมาก ต่อไปก็ดูว่ากูซินกับพรรคพวกจะสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวตรงนี้หรือไม่ จะมาตรวจสอบสถานการณ์หรือเปล่า ส่วนเราก็ซุ่มรออยู่ หาโอกาสลงมือสังหาร…ลูเมี่ยนยิ่งสงสัยถึงประโยชน์ของรูปปั้นและแท่นหิน จึงตั้งใจจะใช้โอกาสนี้วางกับดักล่อลวงกูซิน เป็นกับดักที่แสนเรียบง่าย แต่เพราะอยู่ในจุดบอดทางความคิด จึงง่ายที่คนจะมองข้าม
หากรูปปั้นและแท่นหินมีความสำคัญจริง เมื่อกูซินพบว่าตรงนี้มีปัญหา ปฏิกิริยาแรกก็คือการรีบมาตรวจสอบสถานการณ์ โดยจะคิดเองตามจิตใต้สำนึกว่า คนที่ทำลายคงหนีไปแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกล้อมโจมตี
ขณะที่ลูเมี่ยนกำลังจะถอยลึกเข้าไปในหมอกหนา ก็พลันพบว่ากองหินทั้งห้ากองเริ่มบิดเบี้ยว
พวกมันกระทบกันไปมา ชั่วพริบตาก็ผุดขึ้นจากพื้นใหม่ กลับคืนเป็นรูปปั้นและแท่นหินดังเดิม
เหมือนกับตอนแรกไม่มีผิดเพี้ยน
“นี่มัน…” ดวงตาของลูเมี่ยนแข็งค้าง
รูปปั้นหินกับแท่นหินกึ่งสูง สามารถซ่อมแซมตัวเองได้?
ถึงว่าทำไม ‘ชุมนุมกางเขนเลือดเหล็ก’ ไม่ส่งคนมาเฝ้า…
พวกเขาไม่กลัวว่าสิ่งเหล่านี้จะถูกทำลายเลย!
ลูเมี่ยนได้สติกลับมา แล้วจึงเริ่มทดลองรอบใหม่
ครั้งนี้ หลังจากระเบิดรูปปั้นและแท่นหิน เด็กหนุ่มใช้ ‘กระเป๋านักเดินทาง’ เก็บเศษหินบางส่วนไว้ แล้วรอดูในระยะห่างสิบกว่าเมตร
รูปปั้นหินกับแท่นหินกลับคืนสู่สภาพเดิมอีกครั้ง โดยดูดวัสดุมาจากพื้นดิน ส่วนเศษหินในกระเป๋านักเดินทางของลูเมี่ยนก็กลายเป็นหินธรรมดา
ลูเมี่ยนยอมล้มเลิกการทำลายชั่วคราว เทเศษหินทิ้ง เดินกลับไปยังระหว่างรูปปั้นหินทั้งสี่ แล้วยื่นมือหยิบตะเกียงน้ำมันที่มีครอบแก้ว
ภายในตะเกียงบรรจุน้ำมันสีเหลืองอ่อน กึ่งแข็งกึ่งเหลว ด้านบนฝังไส้ตะเกียงที่ดูเหมือนถักจากเส้นผมสีดำ
ลูเมี่ยนยิ่งมองยิ่งรู้สึกคุ้นเคย
เขาเริ่มนึกถึงที่มาของความคุ้นเคยนี้
หลังจากผ่านไปสิบกว่าวินาที เด็กหนุ่มก็รีบล้วงมือเข้าไปใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’ แล้วหยิบของสิ่งหนึ่งออกมา
มันคือสารกึ่งแข็งสีเหลืองอมแดงในขวดแก้วใส ด้านบนปักไส้ตะเกียงสีดำเส้นใหญ่
เทียนน้ำมันศพ!
เทียนน้ำมันศพที่ทำจากน้ำมันศพของ ‘อัศวินเลือดเหล็ก’ และ ‘นางมารสิ้นหวัง’ ผสมกับสิ่งอื่น!
ตะเกียงบนแท่นหินกึ่งสูงดูคล้ายกับมัน
ลูเมี่ยนพึมพำกับตัวเองอย่างเงียบงัน
“มาดามเมจิกเชี่ยนเคยบอกว่า ทรีอาร์ยุคที่สี่กับบางส่วนของท่าเรือแบนชี คือสองสถานที่ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับใช้งานเทียนน้ำมันศพ…”
“แล้วถ้าเป็นในอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดินโมโรลา ที่คล้ายกับทรีอาร์ยุคที่สี่มากล่ะ?”
……………………………………………………..