ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 809 ‘สารเติมแต่ง’
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 809 ‘สารเติมแต่ง’
ตอนที่ 809 ‘สารเติมแต่ง’
ในม่านหมอกหนาทึบ ลูเมี่ยนจ้องมองตะเกียงน้ำมัน ใจนึกอยากจะจุดทดสอบดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น
ในที่สุด เด็กหนุ่มก็ควบคุมตัวเองได้ ไม่เสี่ยงทำอะไรแบบนั้น
ลูเมี่ยนคิดว่าการตัดสินใจที่มีความเสี่ยงสูงใดๆ ก็ตามล้วนไม่ฉลาดพอ ในเมื่อยังไม่ถึงจุดคับขัน อีกทั้งสถานการณ์ยังคงอยู่ในภาวะแรกเริ่ม ยังไม่กระจ่างชัดพอ
ในขณะเดียวกัน เขาก็ไม่ได้ตั้งใจจะเอาตะเกียงนี้ไป เพื่อไปแลกกับหัวของ ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ จากอัลบัส·เมดีซี เมื่อ ‘ชุมนุมกางเขนเลือดเหล็ก’ วางตะเกียงไว้ที่นี่โดยไม่จัดคนเฝ้า นั่นก็แสดงว่าพวกเขาไม่กังวลว่าตะเกียงจะสูญหาย หรือพูดอีกอย่างคือพวกเขามีตะเกียงแบบนี้อีกหลายดวง หายไปก็ช่างมัน
จากการสังเกตของลูเมี่ยน ไขมันสีเหลืองอ่อนในตะเกียงมีความเป็นไปได้สูงว่าไม่ได้มาจาก ‘อัศวินเลือดเหล็ก’ และ ‘นางมารสิ้นหวัง’ มีความแตกต่างอยู่บ้างจากเทียนน้ำมันศพ น่าจะเป็นเพียงการผสมกันของ ‘นักล่า’ และ ‘นางมาร’ ลำดับกลางเท่านั้น
“แม้จะให้ผลด้อยกว่าเทียนน้ำมันศพมาก แต่ในสถานที่อย่างใต้ดินโมโรลา ซึ่งคล้ายกับทรีอาร์ยุคที่สี่ ก็ควรจะใช้ประโยชน์ได้บ้าง…” ลูเมี่ยนล้วงมือเข้าไปใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’
การที่จุดไม่ได้ และเอาไปก็ไร้ประโยชน์ ไม่ได้หมายความว่าเขาจะทำอะไรไม่ได้เลย
เขาตั้งใจจะเติมของบางอย่างพิเศษลงในตะเกียงนี้ เพื่อให้พวก ‘ชุมนุมกางเขนเลือดเหล็ก’ ประสบเหตุไม่คาดฝันระหว่างประกอบพิธีกรรม!
สิ่งที่ลูเมี่ยนหยิบออกมาคือผงคราบเลือดเก่าของจอมเวทปีศาจ ปลามะนาวน้ำแข็ง ยาคลั่งที่ได้มาจาก ‘ชุมนุมท่องราตรี’ และยาเปลือกไม้ที่มาจากแหล่งเดียวกัน
เขาวางสิ่งเหล่านั้นลงบนแท่นหินกึ่งสูง หยิบมาเล็กน้อย ผสมเข้าด้วยกัน ปั้นเป็น ‘ก้อนโคลน’ สีน้ำตาลขนาดเท่าข้อนิ้วมนุษย์ปกติ
“จะเรียกว่าอะไรดี? เรียกว่าค็อกเทลละกัน!” ลูเมี่ยนหัวเราะในลำคอ เก็บวัสดุทั้งหมดกลับเข้าไปใน ‘กระเป๋านักเดินทาง’ จากนั้นก็หยิบนิ้วของมิสเตอร์ K ออกมา ตัดเลือดเนื้อออกมาเล็กน้อย พันไว้กับผิวนอกของ ‘ก้อนโคลน’ สีน้ำตาล
นี่คือการเตรียมตัวเพื่อรับมือกับการตรวจสอบของ ‘ชุมนุมกางเขนเลือดเหล็ก’ — ‘ชุมนุมกางเขนเลือดเหล็ก’ ที่มีเส้นทางหลักเป็น ‘นักล่า’ ย่อมต้องตรวจสอบบ้างก่อนใช้ตะเกียง เพื่อยืนยันว่าไม่มีปัญหาใด เพราะอย่างไรตะเกียงก็อยู่นอกการดูแลอย่างเข้มงวดของพวกเขามานาน
และการอยู่ในโมโรลา ทำให้ลูเมี่ยนไม่ต้องกังวลว่าการใช้นิ้วของมิสเตอร์ K แบบนี้จะทำให้อีกฝ่ายรับรู้ได้
มองดู ‘ก้อนโคลน’ เล็กๆ ที่เปื้อนเลือด ลูเมี่ยนรู้สึกเสียดายอยู่บ้างขณะขุดสารกึ่งแข็งกึ่งเหลว สีเหลืองอมแดง ออกมาเล็กน้อยจากเทียนน้ำมันศพของตัวเอง แล้วทาลงบน ‘ก้อนโคลน’
ต้องเป็นการพรางตัวสองชั้น บวกกับสิ่งของชนิดเดียวกันแต่ลำดับสูงกว่า ทั้งยังแฝงเทวบารมี จึงจะสามารถหลอกจมูกและตาของ ‘นักล่า’ เหล่านั้นได้!
เมื่อ ‘ก้อนโคลน’ ย้อมติดสีเหลืองอมแดงแล้ว ลูเมี่ยนพินิจดูเทียนน้ำมันศพอย่างละเอียด แล้วปลอบใจตัวเองว่า
“แค่หายไปนิดเดียว คงไม่กระทบจำนวนครั้งการใช้งานหรอก…”
หลังเก็บเทียนน้ำมันศพ ลูเมี่ยนหยิบตะเกียงบนแท่นหินกึ่งสูงขึ้นมา ดึงไส้ตะเกียงที่ถักเป็นเกลียวคล้ายเส้นผมดำออก แล้วบรรจงจมก้อน ‘โคลน’ สีเหลืองอมแดงลงในไขมันกึ่งแข็งตัว ให้มันอยู่ในตำแหน่งที่กำหนด
เมื่อเห็นสีเหลืองอมแดงบนผิวของ ‘ก้อนโคลน’ เกิดปฏิกิริยากับไขมันสีเหลืองอ่อนรอบข้างดังคาด เกิดการผสานรวมกัน จนสีเลือดจางลงตามลำดับ เหลือเพียงเล็กน้อยที่ซ่อนอยู่ในไขมัน มองจากภายนอกไม่เห็นร่องรอยใดๆ ลูเมี่ยนเริ่มถอนหายใจ หยิบไส้ตะเกียงขึ้นมา บรรจงเสียบลงในไขมันสีเหลืองอ่อนที่กึ่งแข็งกึ่งเหลว
หลังจากปรับแต่งซ้ำหลายครั้ง ตำแหน่งและสภาพของไส้ตะเกียงก็เป็นที่พอใจของลูเมี่ยน
เด็กหนุ่มลองจินตนาการถึงสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น
แรกเริ่ม ตะเกียงจะลุกไหม้ในส่วนปกติ อย่างมากก็มีน้ำมันศพแฝงเทวบารมีผสมอยู่เล็กน้อย ซึ่งจะยิ่งทำให้พิธีกรรมได้ผลดี ช่วยให้สมาชิก ‘ชุมนุมกางเขนเลือดเหล็ก’ จมดิ่งลงไปในความรู้สึกดังกล่าวมากขึ้น
สภาพนี้จะคงอยู่ได้ยี่สิบถึงสามสิบวินาที หลังจากนั้นส่วนที่ไหม้จะเป็นส่วนของเทียนน้ำมันศพ
มันจะนำพาประสบการณ์พันธลับอันเข้มข้นกว่าตะเกียงเดิมสิบกว่าเท่า ถึงหลายสิบเท่า สำหรับสมาชิก ‘ชุมนุมกางเขนเลือดเหล็ก’ บางคนที่จิตใจไม่เข้มแข็งพอ นี่จะเป็นปริมาณที่ถึงตาย
แน่นอน นี่อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีต่อสมาชิก ‘ชุมนุมกางเขนเลือดเหล็ก’ ที่เหลือ แต่ส่วนของเทียนน้ำมันศพมีน้อยเกินไป การเผาไหม้จะเข้าสู่กองวัสดุสารพัดที่พันด้วยเนื้อและเลือดของมิสเตอร์ K อย่างรวดเร็ว
มันจะส่งผลกระทบอย่างไร แม้แต่ลูเมี่ยนเองก็สุดจะรู้ แต่เขามั่นใจว่ามันจะต้องพัฒนาไปในทิศทางที่เลวร้ายแน่นอน
“สูบตัวนี้สิ ตัวนี้แรงดี” ลูเมี่ยนนึกถึงคำวิจารณ์ของคนทวีปใต้ ซึ่งมีต่อบุหรี่ไบลัมตะวันออก แล้วพูดกับสมาชิก ‘ชุมนุมกางเขนเลือดเหล็ก’ ในจินตนาการพลางหัวเราะ
จากนั้น เด็กหนุ่มก็จัดการลบร่องรอยที่ตนทิ้งไว้บนตะเกียง แล้วเก็บกวาดเศษหินในจุดเกิดเหตุ
อาศัยกลิ่นน้ำหอมอันบางเบา ลูเมี่ยนคลำหาเส้นทางที่ถูกต้อง เดินกลับไปยังช่องแยกห้องใต้ดินผ่านหมอกหนาทึบ แล้วค่อยๆ ออกจากพื้นที่
เด็กหนุ่มแปลงร่างเป็นสัตว์เงา แอบกลับไปยังบาร์ ‘สัตว์กินเนื้อ’ แล้วแกล้งงีบหลับ เพื่อป้องกันการจู่โจมจากอัลบัส·เมดีซี กูซิน และคนอื่นๆ
หกโมงเช้า ลูเมี่ยนกลับมากระปรี้กระเปร่าอีกครั้ง
เขาพลิกตัวลุกจากเตียง ยืดคอ พลางหัวเราะเยาะแผ่วเบา
“ไม่มาหรือ?”
“อัลบัสกับพรรคพวกไม่มา วานาคก็ไม่มา…ทางนั้นคงคิดว่าเรามี ‘เทเลพอร์ต’ หากไม่ได้อยู่ในสนามรบพิเศษ หรือปราศจากของวิเศษ ถึงจู่โจมสำเร็จก็คงฆ่าเราไม่ได้สินะ?”
“หึๆ พวกแกลังเลเกินไป ระมัดระวังเกินไป ตอนนี้ฉันมีเงาอีกแล้ว ไม่กลัวแสงอาทิตย์แล้ว และยังรับการโจมตีถึงตายได้อีกครั้งด้วย…”
ลูเมี่ยนเปิดม่าน มองแสงอรุณที่สว่างขึ้นตามลำดับ แล้วชำเลืองไปยังหนังสือของศาสนจักรความรู้ที่วางอยู่ตรงมุมโต๊ะ
เด็กหนุ่มปวดเศียรเวียนเกล้าขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ พลางขมวดคิ้วย่นชนกัน
เขาต่อต้านการอ่าน การเรียน จมอยู่ในความดิ้นรนอันยากจะบรรยาย
หากมีแค่หนังสือไม่กี่เล่มตรงหน้า ลูเมี่ยนคงจะมีแรงฮึดไม่เบา คงมีความจริงจังและมีสมาธิในการอ่าน สามารถขจัดสิ่งรบกวนได้ทั้งหมด แต่พอนึกถึงว่าอ่านพวกนี้จบแล้ว ยังมีหนังสืออีกสามตู้และม้วนกระดาษนับพันแผ่น เขาก็รู้สึกท้อแท้ ไม่อยากเริ่มต้นเพื่อไปเผชิญกับนรก
ผ่านไปสิบกว่าวินาที ลูเมี่ยนยกมือขยี้ขมับ ถอนหายใจพลางพึมพำเงียบงัน
“ช่างเถอะ เมื่อ ‘0-01’ ถูกศาสนจักรความรู้ผนึกไว้ ก็ควรให้ความเคารพต่อความรู้สักหน่อย”
“อย่างไรเสีย ตอนนี้ไม่มีธุระอื่น ต้องรอดูความเคลื่อนไหวของอัลบัสกับจูลี่ จะได้เห็นโอกาสและทิศทาง…”
ลูเมี่ยนนั่งลง พิงพนักเก้าอี้ วางเท้าทั้งสองไว้บนขอบโต๊ะ แล้วอ่านสิ่งที่เฮราเบเกอร์แนะนำมา ในท่าที่สบายมากแต่อาจจะล้มได้ทุกเมื่อ
เด็กหนุ่มได้อ่านสองสามบทแรกไปแล้วก่อนหน้านี้ ไม่พบอะไรที่น่าสนใจหรือน่าครุ่นคิด คราวนี้จึงตั้งใจจะศึกษาอย่างลึกซึ้ง
ขณะที่อ่านไป สีหน้าของลูเมี่ยนก็ค่อยๆ แปรผัน
เขาจมดิ่งอยู่กับการอ่าน แทบจะลืมเวลาไป จนกระทั่งเลสมาเคาะประตู บอกว่าสามารถไปกินมื้อเช้าได้แล้ว
“ตกลง” ลูเมี่ยนพยักหน้า วางหนังสือที่กำลังอ่านลงโดยไม่แสดงท่าทีผิดปกติ แล้วลุกขึ้นเดินออกไปนอกห้อง
เมื่อใกล้ถึงประตู เห็นว่าเลสเลี้ยวเข้าบันไดไปแล้ว เขาจึงเอี้ยวตัวครึ่งหนึ่ง หันกลับไปมองหนังสือบนโต๊ะครู่หนึ่ง บนใบหน้าเผยสีหน้าประหลาดใจและไม่แน่ใจ
ในหนังสือเหล่านี้ มีความรู้ที่สำคัญมากแฝงอยู่จริงๆ!
ปัจจุบัน เด็กหนุ่มกำลังอ่านอย่างละเอียดอยู่หนึ่งเล่ม เปิดดูคร่าวๆ อีกไม่กี่เล่ม แต่ก็พบเนื้อหาที่คล้ายกับรายละเอียดในเอกสารการผนึก ‘0-01’ มากมาย ทั้งยังมีคำอธิบายที่ละเอียดกว่าด้วย!
“ถ้าอ่านหนังสือในตู้ทั้งสามให้จบจริงๆ และสอบผ่าน อาจจะมีโอกาสค้นพบช่องทางเข้าถึง ‘0-01’ จากการทำงานของการผนึกโดยรวม และใช้หลักการของการผนึก เพื่อปกป้องตัวเองขณะสัมผัสวัตถุศักดิ์สิทธิ์นั่น…”
“ความรู้คือพลัง ความรู้คือความมั่งคั่ง ความรู้ซ่อนคำตอบทั้งหมดเอาไว้…” ลูเมี่ยนละสายตากลับมา ดวงตาเป็นประกายด้วยความคิดมากมายขณะเดินเข้าสู่โถงทางเดิน มุ่งหน้าไปยังบันได
ปัญหาตอนนี้คือ ความรู้ประเภทดังกล่าวจะนำมาซึ่งมลทินอย่างชัดเจน เฉกเช่นเอกสารการผนึก ‘0-01’ ลูเมี่ยนกังวลว่ายิ่งตนเองรู้มากขึ้น ยิ่งเข้าใกล้ ‘0-01’ มากขึ้นเท่าใด สุดท้ายก็อาจกลายเป็นหุ่นเชิดของมัน
“อีกอย่าง ถ้าเรามัวแต่จดจ่อกับการอ่านหนังสือ อาจจะทำให้พวกอัลบัส จูลี่ กูซิน และวานาคเกิดความสงสัย แล้วไปยืมหนังสือจากวิหารความรู้บ้าง แบบนั้นเราก็จะเสียเปรียบ…ต้องเดินเตร่ไปมาอย่างไร้จุดหมายทุกวัน ขัดแย้งกับพวกเขาบ้าง วางกับดักพวกเขาบ้าง ประลองปัญญากับพวกเขา แสดงท่าทีว่าที่อ่านหนังสือบ้างก็เพราะเบื่อเกินไปเท่านั้น…” รอยยิ้มค่อยๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าของลูเมี่ยน
เด็กหนุ่มเดินลงบันไดจนถึง สายตาทอดมองไปยังจูลี่ ผู้นั่งอยู่บนเก้าอี้สูงหน้าเคาน์เตอร์บาร์
‘นางมาร’ รายนี้สวมเสื้อเชิ้ตขาวคู่กับกระโปรงยาวสีดำ ดูเรียบร้อยทีเดียว แต่ขณะที่กำลังกินแซนด์วิชแฮมมะเขือเทศที่เลสทำ เธอก็แกว่งเอวเบาๆ จนเก้าอี้สูงหมุนไปมา
หญิงสาวหันมามองลูเมี่ยนครู่หนึ่ง แล้วพูดกับเลสต่อไป
“หากไม่อารมณ์เสียมากๆ ฉันก็ไม่คิดจะตามหาสิ่งที่เคยสูญเสียไปจากชายคนอื่นหรอกนะ ในสถานการณ์ปกติ ฉันแค่อิจฉาและเกลียดชังเท่านั้น…ทำไมฉันไม่มีแล้ว แต่พวกเขายังมีอยู่ล่ะ?”
“ส่วนคุณ ฝีมือทำอาหารพิชิตใจฉันได้แล้ว จนยอมรับว่าคุณมีคุณสมบัติที่จะครอบครองสิ่งนั้นต่อไป ขอเพียงไม่เข้าใกล้ตอนที่ฉันอารมณ์ระเบิด ฉันก็จะไม่ทำอะไรคุณ”
“นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่พวก ‘นางมาร’ ชอบเปลี่ยนคนรักให้กลายเป็น ‘แม่มด’ สินะ?” ลูเมี่ยนนั่งลงข้างจูลี่ พลางพูดกับเลสพร้อมรอยยิ้ม
“พวกคุณคุยอะไรกันอยู่?”
เลสเลียริมฝีปากพลางเอ่ยตอบ
“เธอถามว่าผมอยากรู้ไหม ว่าเนื้อของ ‘นางมาร’ มีรสชาติยังไง แล้วเฉือนเนื้อชิ้นเล็กๆ ให้ผมย่างกิน…มันอร่อยจริงๆ ไขมันก็เยอะ เนื้อก็เหนียวนุ่ม แล้วก็คุยมาถึงเรื่องเมื่อสักครู่”
ลูเมี่ยนชำเลืองมองจูลี่ เห็นว่าไหล่ซ้ายของเธอมีรอยผ้าพันแผลนูนขึ้นมา บนเสื้อเชิ้ตมีรอยเลือดเล็กน้อย
เฉือนออกจริงๆ…คนหนึ่งกล้าเฉือน อีกคนก็กล้ากิน สภาพจิตใจและโลกภายในของพวกนายสองคน ฉันยอมรับว่าสู้ไม่ได้เลย…ลูเมี่ยนแค่นเสียงหัวเราะ แล้วถามจูลี่ไปตรงๆ
“คุณกำลังวางแผนอะไรอีกล่ะ?”
จูลี่คลี่ยิ้มจนเกิดลักยิ้มตื้นๆ สองข้าง
“ฉันอยากเรียนทำอาหารจากเลส”
หญิงสาวเผยสีหน้าเพ้อฝันระคนคาดหวัง
ทำให้ชาลิสต์กินหรือ? พวก ‘นางมาร’ นี่นะ…ลูเมี่ยนส่ายหัว มุ่งความสนใจไปที่อาหารเช้าของตัวเอง
…………
กรุงทรีอาร์ เขตหอรำลึก ถนนโอโรเซ บ้านเลขที่ 9 อพาร์ตเมนต์ 702
ฟรังก้าได้รับจดหมายตอบกลับจากมาดามจัดจ์เมนต์ ตอนต้นจดหมายเขียนไว้ว่า
“มิสเตอร์สตาร์ ตกลงที่จะสนับสนุนสูตรโอสถและวัตถุดิบพิเศษให้อมันดีนเป็นระยะ แต่เขาไม่ต้องการเงินหรือทรัพยากร เพียงแต่หวังว่าคุณจะสามารถให้ความช่วยเหลือในบางเรื่อง”
“เรา? อย่างเราจะช่วยอะไรมิสเตอร์สตาร์ได้?” ฟรังก้าจมอยู่ในภวังค์ความคิด
……………………………………………………..