ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 812 ข้อสอบประหลาด
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 812 ข้อสอบประหลาด
ตอนที่ 812 ข้อสอบประหลาด
เมื่อได้ยินคำถามของวานาค ลูเมี่ยนที่กำลังหงุดหงิดเพราะถูกขัดจังหวะการเรียน ถึงกับหัวเราะออกมา
“คุณหาพวกเขาเจอหรือ?”
“หาไม่เจอ” วานาครับอย่างตรงไปตรงมา
เมื่อเทียบกับลูเมี่ยนซึ่งมีที่พักเป็นหลักแหล่ง การเคลื่อนไหวของกูซินกับเมดีซีนับว่าลึกลับซ่อนเร้น ยากที่จะระบุตำแหน่งได้แน่ชัด
วานาคพูดต่อ
“แต่ผมสามารถใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อพวกเขา”
ล่อออกมา? จะเรียกเส้นทาง ‘นักล่า’ ทำไม เรียกเส้นทางปรมาจารย์ตกปลาเถอะ…ลูเมี่ยนเย้ยหยันทั้งวานาคและตัวเองในใจสองสามคำ อารมณ์จึงผ่อนคลายลงในที่สุด
เด็กหนุ่มมองชายดวงตาสีดำเหล็กในกระจก ที่ตั้งแต่พบกันครั้งแรกก็อยากจะฆ่าเขาแล้ว ทั้งยังมีแนวโน้มว่าปนเปื้อนมลทินจาก ‘0-01’ ก่อนจะแค่นหัวเราะพลางเอ่ยตอบ
“เหยื่อล่อหรือ? ตอนนี้ถ้าคุณยังกล้าไปเดินเล่นตามถนนในโมโรลา อัลบัสกับกูซินคงไม่กล้าลงมือหรอก พวกเขาต้องคิดว่านี่เป็นกับดัก”
“แน่นอน พวกเขาคงส่งคนมาลองหยั่งเชิงดู ว่าคุณกำลังบลัฟอยู่หรือเปล่า แต่แบบนั้นก็คงดักรอพวกเขาไม่ได้แล้ว”
ประกายในดวงตาของวานาคยังคงคมกริบ เอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือโลหะบางๆ
“ผมไม่ได้คิดว่าพวกเขาโง่นักหรอก จึงเตรียมจะทิ้งร่องรอยไว้บ้าง ให้เบาะแสบางอย่าง ให้พวกเขาค้นพบแหล่งกบดานของผมเอง”
“พวกเขาต้องรีบคว้าโอกาสในช่วงไม่กี่วันนี้เอาไว้ เพราะไม่อยากปล่อยให้ผมฟื้นตัว ไม่อย่างนั้น คนที่จะปวดหัวก็จะเป็นทางนั้นเอง”
ลูเมี่ยนหัวเราะพลางพูดด้วยน้ำเสียงแบบ ‘นักล่า’
“มั่นใจจังนะ งั้นทำไมคุณไม่อดทนรอจนบาดแผลหายดีก่อน แล้วค่อยแก้แค้นทีละคน จำเป็นต้องเสี่ยงวางกับดักตอนนี้ ถึงขั้นเลือกที่จะร่วมมือกับผมด้วยหรือ?”
“ถ้าภายในห้าวันหาผมไม่เจอ หนูสองตัวนั่นก็จะหดกลับไปในท่อระบายน้ำ ซ่อนตัวอีกครั้ง ผมอาจจะฆ่าใครก็ได้ในพวกเขา แต่การหาตัวให้เจอก็ยังไม่ง่าย” น้ำเสียงของวานาคท่วมท้นไปด้วยจิตสังหารอันแรงกล้า
ลูเมี่ยนไม่ถามอะไรต่อ เพียงครุ่นคิดถึงบางสิ่ง
บุคคลอันตรายที่สุดในโมโรลาผู้นี้ ดูเหมือนจะยอมจำนนต่อ ‘0-01’ ในขณะที่ได้รับมลทิน ก็ได้รับพรด้วย มีพละกำลังระดับครึ่งเทพเทียม
ท่าทีของเขาในตอนนี้ เท่ากับเป็นการบอกกลายๆ ว่า ‘0-01’ ไม่ชอบ ‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซีและ ‘ชุมนุมกางเขนเลือดเหล็ก’ หรือเปล่า?
หรือว่า ‘0-01’ ต่อต้านทุกคนที่พยายามควบคุมมัน ท่าทีของวานาคตอนที่เจอเราครั้งแรก ก็เป็นหลักฐานอย่างหนึ่ง เพียงแต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน เขาต้องการมุ่งเป้าไปที่อัลบัสกับกูซินก่อน จึงยินดีที่จะบรรลุข้อตกลงความร่วมมือชั่วคราวกับฝ่ายที่อ่อนแอกว่า?
วานาคมีฝีมือระดับครึ่งเทพเทียม และอยู่ในโมโรลาซึ่งเป็นสนามหลัก แต่กลับถูกอัลบัส กูซิน และคนของ ‘ชุมนุมกางเขนเลือดเหล็ก’ อีกไม่กี่คน ทำให้บาดเจ็บสาหัส จนต้องหนีหัวซุกหัวซุนออกจากฐานทัพอย่างยากลำบาก…
อัลบัสไม่ธรรมดาจริงๆ กูซินก็คงเช่นกัน ที่ก่อนหน้านี้เราไม่เลือกเปิดฉากโจมตีอย่างเต็มกำลัง คงถือว่าถูกต้องแล้ว…
‘0-01’ กับโลกในกระจกพิเศษ คงมีความเกี่ยวข้องกันอยู่บ้าง วานาคถึงสามารถข้ามกระจกได้…
ลูเมี่ยนมองวานาคที่รอคอยคำตอบของตนอย่างอดทน แล้วถามด้วยรอยยิ้ม
“ทำไมถึงต้องเป็นผมล่ะ?”
นับตั้งแต่เข้ามาในโมโรลา เด็กหนุ่มยังไม่เคยแสดงฝีมือเต็มกำลัง ทั้งยังไม่เคยใช้ของวิเศษติดตัว
“พวกเราเป็นคนประเภทเดียวกัน” ดวงตาสีดำเหล็กของวานาคเคลือบความเย็นชาอยู่ถ้วนทั่ว “และผมยังสัมผัสได้ว่า คุณเองก็ไม่ธรรมดา”
ไม่ธรรมดาแน่นอน เต็มไปด้วยสารพัดมลทินขนาดนี้ ถ้าธรรมดาคงจะแปลกน่าดู…ลูเมี่ยนยกมือขวาขึ้นลูบคางพลางเอ่ยตอบ
“คุณไม่กังวลหรือว่าผมจะฉวยโอกาสนี้ จัดการทั้งคุณที่ยังไม่หายดีจากอาการบาดเจ็บ ทั้งอัลบัสกับกูซินไปพร้อมกัน?”
“คนเราก็ควรต้องระแวงผู้อื่นบ้างนะ”
“คุณไม่แข็งแกร่งขนาดนั้น” วานาคพูดอย่างเถรตรง “อีกอย่าง ในโมโรลา การจะฆ่าผมให้ตายอย่างแท้จริง มันก็ไม่ง่ายนักหรอกนะ”
ลูเมี่ยนเอนพิงพนักเก้าอี้ หรี่ตาลง เว้นช่วงไปสองสามวินาทีแล้วเอ่ยตอบ
“เวลา สถานที่”
“เวลายังกำหนดไม่ได้ มันขึ้นอยู่กับความคืบหน้าในการสืบสวนของอัลบัสกับกูซิน เมื่อถึงเวลา ผมจะแจ้งเวลาคร่าวๆ รวมถึงสถานที่ให้คุณทราบล่วงหน้า” วานาคเจ้าของบุคลิกคมกริบแข็งกร้าว ใบหน้ามีสันกรามชัดเจน เผยรอยยิ้มอันหาได้ยากยิ่ง
ลูเมี่ยนลืมตาขึ้น กลับมานั่งตัวตรง
“ด้วยฝีมือของคุณ กลับถูกพวกเขาทำให้บาดเจ็บสาหัสได้ พวกเขามีไม้เด็ดแบบไหนในการต่อสู้บ้าง?”
“ไม่ใช่บาดเจ็บสาหัส แค่เกือบบาดเจ็บสาหัส” วานาคเน้นย้ำ “คนที่ชื่ออัลบัสนั่น มีพลังหรือของวิเศษพิเศษอยู่กับตัว สามารถสร้างหมอกสงครามที่มีเฉพาะใน ‘นักล่า’ ระดับสูงเท่านั้น…ส่วนกูซินนอกจากจะเป็น ‘นักล่า’ ที่แข็งแกร่งแล้ว ยังมีพลังบางส่วนของเส้นทาง ‘นางมาร’ ด้วย เขาก็สามารถใช้โลกในกระจกได้ในระดับหนึ่งเหมือนกัน…”
ลูเมี่ยนตั้งใจฟังจนจบ รอยยิ้มค่อยๆ ผลิบาน
“ยินดีที่ได้ร่วมมือ”
วานาคพยักหน้ารับ พร้อมกับร่างที่ค่อยๆ จางหายไปในแสงระลอกน้ำบนผิวกระจก
ลูเมี่ยนนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้พนัก พึมพำกับตัวเองเงียบงัน
“จะเป็นกับดักหรือเปล่านะ?”
“วานาค อัลบัส กูซิน ใช้ชีวิตคนเป็นอุปกรณ์ แสดงละครฉากหนึ่ง เพื่อจุดประสงค์ในการดักซุ่มเราหรือ?”
“หรือว่า…วานาคต้องการใช้โอกาสนี้ จัดการทั้งอัลบัส กูซิน และเราพร้อมกัน?”
“…”
ลูเมี่ยนคิดไปหลายอย่าง คิดจนหัวเริ่มจะปวด
“ช่างมันเถอะ พวกแผนการลับแบบนี้ ค่อยคิดอีกสองสามวันข้างหน้า การเผชิญหน้ากับ ‘นักล่า’ นี่ยุ่งยากจริงๆ…อ่านหนังสือก่อน อ่านหนังสือก่อน…” ลูเมี่ยนหันความสนใจกลับไปที่หนังสือ ‘ตัวอย่างการสร้างอนุสาวรีย์บรรจุศพใต้ดิน’
ใช้เวลาอีกหนึ่งชั่วโมง เขาก็ปิดหนังสือลงด้วยความพึงพอใจ
ใช้เวลาเกือบหนึ่งสัปดาห์ ในที่สุดเขาก็ศึกษาหนังสือชุดแรกที่เฮราเบเกอร์แนะนำจนจบ พรุ่งนี้สามารถไปสอบที่โบสถ์แห่งความรู้ได้แล้ว!
ลูเมี่ยนล้มตัวลงนอนบนเตียง แล้วหลับไป
ในภวังค์ เขาเห็นกองทัพหนึ่ง
ทหารในกองทัพดังกล่าวสวมเกราะสีดำเหล็ก เดินทัพอย่างยิ่งใหญ่บนทุ่งราบสีแดง ในจุดห่างไกลคล้ายกับมีบางสิ่งล่องลอยอยู่
ประหนึ่งสัมผัสถึงสายตาของลูเมี่ยน พวกเขาหันข้างมา มองมาพร้อมกัน ดวงตาดูเหมือนจะมีตัวตน
ลูเมี่ยนจึงได้เห็นใบหน้าของทหารเหล่านี้
ใต้หมวกเกราะสีดำเหล็ก ผิวหนังซีดขาวและเหี่ยวแห้ง ดุจดังสูญเสียน้ำและเนื้อหนังทั้งหมดไป เกาะติดแนบกะโหลกศีรษะ ในเบ้าตาทั้งสองมีเปลวไฟสีแดงคล้ำลุกไหม้อยู่
ศพแห้ง…
นี่คือกองทัพที่ประกอบจากอันเดดหรือ?
เมื่อความคิดนี้แล่นผ่านสมอง ลูเมี่ยนก็ตระหนักถึงความหวาดกลัวอันแรงกล้า ซึ่งพลุ่งพล่านจากก้นบึ้งของหัวใจ ราวกับกำลังบีบบังคับให้เขายอมสวามิภักดิ์ต่อสิ่งลึกลับบางอย่าง
เด็กหนุ่มพยายามต่อต้านความรู้สึกนั้นสุดกำลัง จนในที่สุดก็ลืมตาตื่น
เขาเบิกตาโพลง พบว่าเมื่อครู่เป็นเพียงความฝัน และขณะนี้ นอกหน้าต่างท้องฟ้ายังมืดสลัว ปราศจากแสงอรุณปรากฏ
อ่านความรู้เกี่ยวกับ ‘0-01’ มากเกินไป มลทินเพิ่มขึ้นหรือ? ลูเมี่ยนคิดอยู่สองสามวินาที บังคับตัวเองให้นอนต่ออีกสักพัก จนกระทั่งหกโมงเช้า
จูลี่ไม่กลับมาทั้งคืน หลังจากลูเมี่ยนทานอาหารเช้าเสร็จ ก็ยัดกองหนังสือเข้าไปในกระเป๋านักเดินทาง ตรงดิ่งไปยังวิหารแห่งความรู้
เฮราเบเกอร์สวมชุดคลุมยาวสีขาวล้วน ปักด้วยเส้นลวดทองเหลือง กำลังชี้แจงสถานการณ์ให้กับกลุ่มผู้ถูกเนรเทศหน้าใหม่ ลูเมี่ยนรอสักครู่ รอจนผู้ถูกเนรเทศกลุ่มใหม่เดินออกจากวิหาร จึงยิ้มพลางหยิบหนังสือออกมา แล้วพูดกับเฮราเบเกอร์ว่า
“ท่านเจ้าคุณอาร์ชบิชอป ผมอ่านหนังสือพวกนี้จบหมดแล้ว”
“คราวนี้เพิ่มคำว่าท่านเจ้าคุณด้วยสินะ…” เฮราเบเกอร์ยิ้มแซวประโยคหนึ่ง รับหนังสือมา แล้วชี้ไปยังชั้นหนังสือทองเหลืองพลางเอ่ยปาก “คุณไปหยิบข้อสอบแผ่นหนึ่งจากตรงนั้นมาทำ”
ลูเมี่ยนเตรียมใจไว้แล้ว เดินไปหยุดอยู่หน้าชั้นหนังสือ สุ่มหยิบข้อสอบออกมาแผ่นหนึ่ง
เขาใช้หางตามองหาโต๊ะเก้าอี้ พลางพินิจพิจารณาเนื้อหาในข้อสอบ
ทันใดนั้น ดวงตาของเด็กหนุ่มก็พลันหยุดนิ่ง
คำถามข้อแรกในข้อสอบคือ
“เมื่อเร็วๆ นี้ฝันร้ายหรือไม่?”
คำถามข้อที่สองคือ
“กรุณาอธิบายเนื้อหาของฝันร้ายโดยละเอียด”
“นี่เป็นข้อสอบวัดความเข้าใจเนื้อหาตรงไหน? ไม่ใกล้เคียงเลย…มันคล้ายแบบทดสอบทางจิตวิทยาที่อ็องโตนีเอามาจากสมาคมนักจิตบำบัดมากกว่า…” ลูเมี่ยนครุ่นคิด พลางเขียนคำตอบลงไปบนส่วนที่นูนออกมาของชั้นหนังสือทองเหลือง
เขาตอบคำถามในข้อสอบทั้งหมดตามความเป็นจริง
“ทำเสร็จแล้ว” ลูเมี่ยนรู้สึกเหมือนย้อนกลับไปสมัยหมู่บ้านกอร์ตู ตอนที่กำลังรายงานพี่สาวว่า ตนทำข้อสอบในชั้นเรียนเสร็จแล้ว
“ขอผมดูหน่อย” เฮราเบเกอร์ยื่นมือขวาออกมา
หลังรับข้อสอบจากลูเมี่ยน เขาก็ตรวจดูตั้งแต่ต้นจนจบ พยักหน้ารับพลางเอ่ยตอบ
“คุณไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือเล่มอื่นๆ บนชั้นพวกนี้แล้ว แต่เปลี่ยนเป็น…เล่มนี้ เล่มนี้ เล่มนี้…”
เฮราเบเกอร์ชี้หนังสือสักเจ็ดแปดเล่มติดต่อกัน แล้วยิ้มพลางเอ่ยต่อไป
“อ่านพวกนี้จบก็พอแล้ว”
หา? ไม่ต้องอ่านสามชั้นให้จบแล้ว? แค่อ่านเจ็ดแปดเล่มนี้? ลูเมี่ยนงุนงงอยู่ครู่หนึ่ง ไม่เข้าใจว่าอาร์ชบิชอปโมโรลาใช้อะไรเป็นเกณฑ์ตัดสิน
หนังสือที่เหลือบนชั้นทั้งสาม กลายเป็นไม่สำคัญไปทันทีเลยหรือ?
นึกถึงเนื้อหาในข้อสอบเมื่อครู่ ลูเมี่ยนก็พลันเกิดข้อคาดเดาบางอย่าง
เขาครุ่นคิดพลางพูดกับเฮราเบเกอร์
“ได้ครับ ท่านเจ้าคุณอาร์ชบิชอป”
ระหว่างที่เก็บหนังสือใส่กระเป๋านักเดินทาง ลูเมี่ยนก็ประเมินคร่าวๆ ว่าต้องใช้เวลาเท่าใด
หากเขาตั้งใจจริงจัง ไม่ถูกรบกวนใดๆ เลย ตามปกติแล้วจะอ่านได้วันละเล่ม แต่เขาทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะอาจถูกสงสัยเอาได้
“ต้องใช้เวลาสองสัปดาห์ หรืออาจนานกว่าสองสัปดาห์…แต่ตามที่ท่านอาร์ชบิชอปว่า แค่อ่านพวกนี้จบก็พอ ยังดีกว่าต้องเสียเวลาชีวิตครึ่งปีเพื่ออ่านทั้งสามชั้นให้จบ…” ลูเมี่ยนถอนหายใจอย่างโล่งอก อารมณ์เริ่มดีขึ้นหลายส่วน
เด็กหนุ่มเลียนแบบคำพูดเพี้ยนๆ ของโอลัวร์กับฟรังก้าอยู่ในใจ
“อัลบัส จูลี่ กูซิน และวานาค รออีกสองสัปดาห์ รอให้ฉันเรียนจบก่อน แล้วจะฆ่าพวกแกให้หมด!”
“อา…ตอนนี้ต้องอาศัย ‘คำเชิญ’ ของวานาค หาเบาะแสจากอัลบัสว่า หัวของพี่ใหญ่ท่อนแขนบวมเน่าซ่อนอยู่ที่ไหน…”
“แล้วก็ ต้องรวบรวมข่าวกรองเกี่ยวกับ ‘นางมาร’ ด้วย…”
…………
คืนวันเสาร์ กรุงทรีอาร์ เขตหอรำลึก
หลังจินนากลับจากท่าเรือเลอซายล์ ฟรังก้ามองดูเพื่อนสนิทที่ย้ายเข้ามาพักในห้องรับแขก พลางพูดอย่างอัดอั้นตันใจ
“ดูเธอไม่ค่อยมีความสุขนะ ยูเลียนยืนกรานจะกลับทรีอาร์หรือ?”
“ใช่…เขาหัวแข็งมาก” จินนาถอนหายใจยาว
อันที่จริง เธอเองก็เป็น แม่ของเธอก็เป็น…ฟรังก้ารำพันอยู่ในใจ
“ไม่ต้องรีบหรอก ยังมีเวลาคิดหาทางอีกเกือบหนึ่งเดือน”
“อืม” จินนามองฟรังก้าที่เปลี่ยนมาสวมเสื้อคลุมจอมเวทแวบหนึ่ง “เธอจะไปชุมนุมศาสตร์เร้นลับแทนลูเมี่ยนแล้วหรือ?”
“ใช่” ฟรังก้าโยนต่างหูคำลวงสีเงินขาวแล้วรับมันไว้
เมื่อเทียบกับตอนแรกที่ลำบากใจระคนกังวล ตอนนี้เธอรู้สึกตื่นเต้นมากกว่า
มันน่าสนุกดีไม่ใช่หรือ?
…………………………………………………….